เจ้าของธุรกิจร้านอาหารรุ่นใหม่นำเสนอวัฒนธรรมอาหารเมียนมากับร้านแคชชวลไดนิ่งที่เปิดสาขาในไทยเป็นแห่งแรกนอกเมียนมา
ฮเท็ด เมียต อู (Htet Miet Oo) กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง Rangoon Tea House Group แบรนด์ร้านอาหารเมียนมาแคชชวลไดนิ่งชั้นนำของเมียนมา อาจดูเหมือนนักธุรกิจร้านอาหารที่จัดเจนในอุตสาหกรรมอาหารมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก แต่แท้จริงแล้วฮเท็ดเติบโตมาในครอบครัวแพทย์ ทั้งคุณพ่อคุณแม่ น้องชายและคุณตาคุณยายเป็นหมอ เส้นทางของฮเท็ดเริ่มต้นแตกต่างจากสมาชิกครอบครัวเมื่อตัดสินใจเรียนต่อด้านเศรษฐศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษที่อยู่มาตั้งแต่อายุสี่ขวบ
“ผมอยู่อังกฤษ 22 ปี แต่ในระหว่างนั้นผมโหยหาเมียนมามาตลอด” ฮเท็ดกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Tatler ที่ Rangoon Tea House Bangkok ที่ซอยแสงชัยในย่านทองหล่อ ร้านอาหารเมียนมาในเครือสาขาแรกในไทยและสาขาแรกนอกประเทศเมียนมา
อ่านเพิ่มเติม: ชิมอาหารพม่าสมัยใหม่ที่ Rangoon Tea House ร้านชาที่มีแต่ของอร่อย

Above ฮเท็ด เมียต อู (Htet Miet Oo) กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง Rangoon Tea House Group
“ช่วงวันหยุดเทศกาล เราจะกลับบ้านที่เมียนมาซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมตั้งตารอ ครอบครัวผมปลูกฝังความคิดที่ว่าวัฒนธรรมเมียนมาเป็นสิ่งที่เราควรภาคภูมิใจ เวลากลับบ้านเราต้องพูดภาษาเมียนมา ห้ามพูดภาษาอังกฤษ เมียนมาจึงเป็นจุดหมายในใจที่ผมอยากกลับไปมากๆ หลังเรียนจบ แต่ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่าจะเปิดร้านอาหาร หรือทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารเลย”
เมื่อฮเท็ดย้ายกลับมาย่างกุ้งในปี 2012 ก็ได้ไปฝึกงานที่ Yangon Heritage Trust องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่อนุรักษ์ตึกเก่าที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีคุณค่าต่อประเทศ และมองหาหนทางให้ประวัติศาสตร์จะสามารถดำรงอยู่ในเมืองย่างกุ้งสมัยใหม่
“ตอนนั้นเราต้องรับรองแขกที่มาจากต่างประเทศ และเราไม่มีร้านอาหารเมียนมาดีๆ ที่แสดงถึงวัฒนธรรมด้านอาหารของเขาเราไว้โชว์ชาวต่างชาติเลย ออฟฟิศเราอยู่กลางเมืองแท้ๆ แต่เราพาแขกไปล็อบบี้โรงแรม ไปร้านอาหารยุโรป ไปร้านอาหารไทย เพราะคนในออฟฟิศไม่ยอมพาแขกไปร้านอาหารเมียนมาทั่วไปเพราะกลัวแขกกินไม่ได้ กินไม่เป็น กลัวเขาไม่ชอบ ผมเศร้ามาก เพราะบางทีความถ่อมตัวของชาวเมียนมาก็ไม่เยอะเกินไปจนทำให้เรามั่นใจพอที่จะนำเสนอความเป็นตัวตนของเราออกไป”

Above Rangoon Tea House ที่ซอยแสงชัย คือร้านอาหารในไทยแห่งแรกของเครือ

Above Rangoon Tea House ที่ซอยแสงชัย
ฮเท็ดเริ่มมองหาอัตลักษณ์ของเมียนมาที่เขาหลงใหล เมื่อตระหนักว่า ‘ทีเฮ้าส์’ หรือร้านน้ำชาสไตล์เมียนมาคือจุดหลอมรวมวัฒนธรรมความเป็นเมียนมาที่ทั้งสนุก เข้าถึงง่าย และมีสีสันผ่านอาหารเมียนมาที่หลากหลาย ความคิดในการก่อตั้งร้านอาหารจึงเกิดขึ้น ในปี 2014 Rangoon Tea House ก็เปิดตัวในย่านกลางเมืองย่างกุ้ง เพื่อมอบประสบการณ์อาหารเมียนมาในบรรยากาศที่หรูหราและโมเดิร์นขึ้นจากร้านข้าวแกงที่มีทั่วไป แต่ยังคงกลิ่นอายและบรรยากาศแบบเมียนมาไว้อย่างครบครัน และกลายเป็นร้านอาหารเมียนมาที่ทั้งชาวเมียนมาและชาวต่างชาติชื่นชอบ
“ตอนแรกๆ ที่เปิดตัวเสียงวิจารณ์ก็มีทั้งดีและไม่ดี” ฮเท็ดเล่า “เพราะเราเป็นร้านแรกที่ทำแบบนี้ เวลาทำอะไรเป็นคนแรกก็จะเจอกับคำถามมากมายแบบนี้แหละ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมว่าเราปลดล็อกได้คือคำถามที่ว่า เป็นตัวเราเองหรือเปล่าที่รั้งวัฒนธรรมของเราไม่ให้ออกไปสู่โลกภายนอก ตัวอย่างเช่นเมนูชาที่ทีเฮ้าส์ส่วนใหญ่มีเมนูชาแบบต่างๆ ยี่สิบกว่ารายการ แต่ร้านแบบนี้ไม่มีเมนูครับ คนกินรู้กันเอง มันเป็นเรื่องธรรมดาๆ ที่คนเมียนมารู้ แต่คนที่อื่นไม่เข้าใจ จึงเป็นหน้าที่ของเราด้วยที่จะให้ความรู้และอธิบายให้กับผู้บริโภคจากวัฒนธรรมอื่นๆ เข้าใจ

Above โมฮิงกาและอาหารเมียนมาแบบดั้งเดิมในสไตล์ของทางร้าน

Above โมฮิงกาและอาหารเมียนมาแบบดั้งเดิมในสไตล์ของทางร้าน
“อีกเรื่องหนึ่งคือราคา อาหารของเราราคาสูงกว่าร้านอาหารเมียนมาอื่นๆ อย่างโมฮิงกาที่เราไม่ได้คิดค้นเมนูนี้นะ แต่เราเอามาทำในแบบของเรา ตอนที่ออกแบบเมนูผมไม่ได้คิดถึงเรื่องที่ว่าจะต้องทำให้มันมีราคาไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ แต่ผลลัพธ์ที่เราแฮปปี้มันมีราคาสูงกว่าโมฮิงกาทั่วไป บางคนบอกว่าอาหารสตรีทฟู้ดไม่ควรแพงแบบนั้น แต่บางคนบอกว่าดีจังที่คนรุ่นใหม่เอาเมนูดั้งเดิมมาทำให้พรีเมียมขึ้น เสียงแตกกันอยู่แบบนี้หลายปีเลย แต่เราเชื่อในการใช้วัตถุดิบคุณภาพ และตลอดสิบกว่าปีมานี้คุณภาพและความใส่ใจกลายมาเป็นหนึ่งในจุดแข็งของแบรนด์ที่แฟนประจำของเราเชื่อถือ”
จนถึงปี 2019 ฮเท็ดขยายกิจการร้านอาหารเมียนมาออกไปอีกเกือบสิบแบรนด์ภายในเมียนมาเพื่อทดสอบตลาด แต่สุดท้ายก็เหลือไว้แค่สองแบรนด์คือ Rangoon Tea House และ Namsu ที่โฟกัสที่อาหารเมียนมาจากรัฐฉานที่ขยายมาเปิดสาขาในไทยแล้วเป็นที่เรียบร้อยเมื่อไม่กี่เดือนก่อนที่บ้านตรอกถั่วงอก “ผมชอบเมืองไทย ชอบกรุงเทพฯ ผมมองว่ากรุงเทพฯ เป็นเดสติเนชั่นด้านอาหารที่หลากหลาย น่าตื่นเต้น และมีผู้บริโภคที่เปิดกว้าง เมื่อคิดจะขยายสาขาผมจึงนึกถึงกรุงเทพฯ เป็นแห่งแรก”
อ่านเพิ่มเติม: ปักหมุดความอร่อย ‘อาหารเมียนมา’ ทั่วกรุงเทพฯ


เมื่อถามถึงเคล็ดลับความสำเร็จของธุรกิจร้านอาหารที่ไปได้ดีทั้งในบ้านเกิดและในไทย ฮเท็ดกล่าวว่า “ผมทำแต่ร้านอาหาร ไม่มีธุรกิจอื่นๆ ทำกับมัน อยู่กับมันตลอดวันตลอดคืน เคล็ดลับความสำเร็จคือการทำงานหนักนี่ล่ะครับ ผมชอบทำงานกับคน ผมชอบศึกษาอยู่ตลอดว่าคนชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ซึ่งผมว่าจำเป็นในการทำธุรกิจอาหาร ผมจ่ายเงินให้คนมากินร้านผมไม่ได้ เขามาเพราะเขาอยากมา เพราะเขาเห็นว่าเรานำเสนอสิ่งที่เขาต้องการได้ ผมว่าส่วนหนึ่งที่จะทำให้ธุรกิจอาหารอยู่ได้นานคือเราต้องพยายามนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ประสบการณ์ดีๆ และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าของเราให้ได้มากที่สุด เราทำได้มากที่สุดก็แค่ทำสินค้าและบริการของเราออกมาให้ดีที่สุดในแบบของเรา คนที่ตัดสินคือลูกค้า
“อีกอย่างคือผมว่าธุรกิจนี้ไม่มีทางลัด ไม่มีสูตรโกง ไม่มีสูตรสำเร็จอะไรทั้งนั้น ลองไปถามเจ้าของธุรกิจสิบคนสิครับว่าอะไรทำให้ร้านเขาสำเร็จ คุณจะได้คำตอบสิบอย่าง สำหรับผมและแบรนด์ของเราคือการเป็นทั้งร้านอาหารที่มีชื่อเสียง ร้านอาหารที่ทำกำไร และร้านอาหารที่ดีที่สุด ต้องบาลานซ์ทั้งสามด้านนี้ให้ได้”
อ่านเพิ่มเติม:
สำรวจเสน่ห์อาหารเมียนมา กับเชฟ Goo Goo
รวมร้านเสิร์ฟ 'ต้มยำกุ้ง' รสเด็ดทั่วกรุงเทพฯ ที่เหล่านักชิมห้ามพลาด
Credits
ภาพ: Worapon Teerawatvijit





