เชฟ Goo Goo พาไปรู้จักอาหารเมียนมาที่อร่อย หลากหลาย และคล้ายคลึงกับอาหารไทยอย่างมาก
จะว่าแปลกก็ได้ที่ไทยและเมียนมาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนเชื่อมต่อกันยาวกว่า 2,400 กิโลเมตร และมีความคล้ายคลึงกันหลายๆ อย่าง ทั้งด้านศาสนา พิธีกรรม และความเชื่อ แต่นักชิมชาวไทยยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับอาหารของชาวเมียนมามากนัก และอาจยังไม่เคยรู้ว่าอาหารเมียนมามีความหลากหลายทั้งในด้านรสชาติและวัตถุดิบไม่แพ้อาหารไทย และไม่ได้มีแต่แกงเนื้อสัตว์หนักๆ ที่มันเลี่ยนเท่านั้น
ไม่นานมานี้ Tatler ได้มีโอกาสสนทนากับเชฟกูกู (Goo Goo) หรือชื่อจริง Phyu Cyn เชฟชาวเมียนมา ที่เล่าถึงอาหารท้องถิ่นจากแต่ละภูมิภาคของเมียนมา รวมถึงเมนูแนะนำที่นักชิมไม่ควรพลาดหากอยากทำความรู้จักอาหารเมียนมาให้มากขึ้น
อ่านเพิ่มเติม: ชิมอาหารพม่าสมัยใหม่ที่ Rangoon Tea House ร้านชาที่มีแต่ของอร่อย
Above เชฟ Goo Goo เรียนรู้การทำอาหารเมียนมาด้วยตนเอง
Above เชฟ Goo Goo กำลังจะเปิดร้านอาหารของตัวเองด้วย
เชฟกูกูไม่ได้จบโรงเรียนทำอาหาร ไม่ได้เป็นเชฟในร้านไฟน์ไดนิ่งชื่อดัง แต่เป็นผู้ที่หลงใหลในอาหารเมียนมาและอยากให้คนทั่วโลกได้รู้จักอาหารจากบ้านเกิดของเธอ
เชฟกูกูเรียนรู้การทำอาหารเมียนมาด้วยตัวเองตอนไปเรียนด้านการสื่อสารมวลชนและการสื่อสารด้านการตลาดที่อังกฤษ และเริ่มทำอาหารเมียนมาให้เพื่อนๆ รับประทาน เมื่อเรียนจบกลับบ้านก็ทำงานด้านประชาสัมพันธ์ให้กับร้านอาหารและแบรนด์เครื่องดื่มในช่วงที่แวดวงอาหารในเมียนมากำลังตื่นตัว ก่อนจะชะงักไปในช่วงโควิดที่ธุรกิจซบเซา เชฟกูกูจึงตัดสินใจย้ายมาตั้งหลักที่กรุงเทพฯ พร้อมๆ กับเป็นเชฟรับเชิญร่วมคอลแล็บกับร้านอาหาร เชฟ และแบรนด์ต่างๆ ทั้งในไทยและยุโรป จนได้ฉายาว่าเป็นแอมบาสเดอร์ให้กับอาหารเมียนมา และกำลังจะเปิดร้านอาหารของตัวเองเร็วๆ นี้ด้วย
“คนไทยจำนวนมากคิดว่าอาหารเมียนมาส่วนใหญ่มันและเลี่ยน ซึ่งนี่เป็นความคิดที่มาจากอาหารในร้านข้าวแกงในเมียนมาที่เสิร์ฟอาหารเมียนมาจากภาคกลางของประเทศที่ใช้น้ำมันจำนวนมากในการปรุงอาหารค่ะ” เชฟกูกูเล่า
“ในสมัยโบราณ คนเมียนมาในพื้นที่นี้ที่ร้อนและแห้งแล้งต้องใช้น้ำมันปรุงเนื้อสัตว์ให้นุ่มและใช้น้ำมันเคลือบด้านบนเพื่อถนอมอาหาร ส่วนน้ำมันที่ใช้ก็เป็นน้ำมันจากถั่วลิสงและงาที่มีมากมายในพื้นที่ บ้านไหนยิ่งรวยยิ่งใช้น้ำมันมากๆ ในการทำอาหารเพื่อแสดงถึงฐานะที่ร่ำรวย แนวคิดและความเคยชินแบบนี้จึงทำให้อาหารจากภาคกลางของเมียนมามีความมันกว่าภาคอื่นๆ สมัยก่อนยังไม่มีร้านอาหารเมียนมาดีๆ มากนัก มีแต่ร้านข้าวแกงแบบนี้ให้นักท่องเที่ยวได้ลองชิม คนที่เคยไปลองเลยคิดว่าอาหารเมียนมามันไปเสียหมด”

Above เชฟหญิงคนเก่งเดินทางไปทั่วไทยและยุโรปเพื่อเผยแพร่รสชาติจากเมียนมาสู่นักชิม
เชฟยังเล่าถึงอาหารท้องถิ่นที่หลากหลายของเมียนมาว่า อาหารเมียนมาที่มาจากภาคเหนือและตะวันออกที่ติดกับภาคเหนือของไทยและยูนนานในจีนใช้ผักสดที่สดใหม่และหลากหลายกว่า เพราะมีภูเขาและอากาศที่เย็นกว่า ไ้ด้รับอิทธิพลจากจีนเป็นส่วนใหญ่ ใช้เส้นก๋วยเตี๋ยว เมนูแกงจะใสและรสชาติอ่อนกว่า และมีการใช้เครื่องเทศและผักสดมากกว่า
ส่วนภาคตะวันตกที่ติดกับบังกลาเทศและทะเลก็จะใช้อาหารทะเลมากหน่อย ใช้พริกสดสีเขียวและพริกไทยดำเยอะและใช้น้ำมันน้อยมาก ภาคนี้ยังนิยมใช้กะปิ ปลาแห้ง และกุ้งแห้งที่ให้รสอูมามิ ภาคใต้ของเมียนมาได้รับอิทธิพลด้านอาหารอย่างมากจากมาเลเซีย ภาคใต้ของไทย และวัฒนธรรมเปอรานากัน มีการใช้กะทิ กะปิ และอาหารทะเลเยอะ
อีกภูมิภาคหนึ่งที่มีความน่าสนใจด้านอาหารคือแถบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่มีปลาน้ำจืดอุดมสมบูรณ์ ที่สำคัญคือชาวเมียนมาก็เหมือนชาวไทยที่รับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก มีเมนูเส้นและก๋วยเตี๋ยวเสริมบ้าง
“อาหารเมียนมามีความคล้ายกับอาหารทางภาคเหนือของไทยมาก ทั้งในด้านโปรไฟล์รสชาติที่มีทั้งเค็ม เผ็ด เปรี้ยว หวาน และฝาด และใช้น้ำตาลในการปรุงอาหารน้อย” เชฟกูกูเล่าต่อ
“บางเมนูจากบางภูมิภาคมีความเผ็ดมาก แต่เป็นความเผ็ดที่มาจากพริกสดมากกว่า ไม่ใช่พริกแห้งหรือเครื่องเทศแบบอาหารไทย เมนูผัดเราก็มี แกงและซุปจะใสกว่าอาหารไทย และมีแกงแบบหนึ่งที่คล้ายกับแกงส้มของไทยมาก เมนูอีกประเภทที่นิยมกันมากคือสลัดที่จะค่อนข้างแห้งและจับตัวกันเป็นก้อนจากการใส่กุ้งแห้งตำหรือถั่วลิสงป่น จะไม่ใช่สลัดหรือยำแบบไทยที่มีน้ำยำใสๆ ”
อ่านเพิ่มเติม: อัปเดตเมนูประจำเทศกาลรายการใหม่จากเชฟมากฝีมือทั่วกรุงเทพฯ

Above อาหารเมียนมามีรสชาติและสัมผัสที่หลากหลาย ไม่แพ้อาหารเอเชียสัญชาติไหน

Above ก๋วยเตี๋ยวแกงน้ำซุปเข้มข้น ก็เป็นอีกหนึ่งเมนูเมียนมาที่น่าลิ้มลอง
สำหรับนักชิมที่อยากลองสัมผัสอาหารเมียนมา เชฟกูกูแนะนำให้เริ่มจากเมนูแกงไก่ราดข้าว ซึ่งเป็นเมนูพื้นฐานที่ชาวเมียนมารับประทานกันทั่วไป น้ำแกงทำจากการนำหอมใหญ่และกระเทียมไปผัดกับขมิ้นและปาปริก้าแล้วจึงใส่ไก่ที่หมักในน้ำปลาและขมิ้นลงไป มักจะเสิร์ฟมาพร้อมผัดผัก ส่วนใหญ่เป็นกะหล่ำปลีหรือผักสดตามฤดูกาล สลัดผักสีเขียวที่คลุกกับน้ำมันที่อินฟิวส์กับขมิ้น ถั่วลิสง น้ำปลานิดหน่อยและน้ำมะนาว และซุปถ้วยเล็กๆ
หากคุ้นชินกับอาหารเอเชียและการใช้เครื่องเทศระดับหนึ่งแล้ว เชฟกูกูบอกว่าเมนูที่ต้องลองคือโมฮิงกา ที่อาจใช้เนื้อสัตว์แบบไหนก็ได้แล้วแต่แม่ครัว แต่โดยมากแล้วจะเป็นเมนูที่ทำด้วยปลา เป็นเมนูที่โดดเด่นที่กลิ่นตะไคร้และความหอมของข้าวคั่ว มีถั่วชิคพีที่อาจใส่เข้าไปเพื่อเพิ่มความข้นให้กับน้ำแกง เมนูนี้อาจละม้ายคล้ายขนมจีนของไทย แต่จะใส่น้ำแกงเยอะกว่า สามารถซดเป็นน้ำก๋วยเตี๋ยวได้ ไม่ใช่เมนูน้ำขลุกขลิกแบบของไทย ความสนุกคือ ‘ท็อปปิ้ง’ ที่ปะมาบนหน้าชามก๋วยเตี๋ยวนั้นมีมากมาย ตั้งแต่หยวกกล้วย หอมแดง ทอดมันปลา ของทอดต่างๆ ไข่ต้ม เลือดไก่ต้มเป็นก้อน และอีกหลายอย่าง
อีกเมนูที่น่าลองคือยำใบชาหมัก (laphet thohk) ทำจากการจากการนำยอดอ่อนชาไปนึ่ง คั้นน้ำเพื่อจำกัดความขม ใส่เกลือและหมักในห้องมืดๆ สองถึงสามสัปดาห์ จากนั้นชาวเมียนมานำมาคลุกกับกะหล่ำปลีฝานเป็นเส้นบางๆ มะเขือเทศสด ถั่วลิสง พริกสดและน้ำมะนาว กลายเป็นสลัดรสชาติสดชื่น
ส่วนร้านแนะนำ เชฟสาวชาวเมียนมานำเสนอร้าน Yoe Yoe Lae ในซอยเพชรบุรี 15 ที่เชื่อถือได้เรื่องรสชาติแบบต้นตำรับ
“ฉันชอบร้านนี้มากเพราะบรรยากาศสบายๆ ลูกค้ามีทั้งชาวเมียนมาและชาวไทย เมนูอาหารมีหลากหลายและเน้นที่อาหารเมียนมา ใช้วัตถุดิบคุณภาพดี และรสชาติดีสม่ำเสมอ เมนูที่ฉันแนะนำคือโมฮิงกาและสลัดเส้นก๋วยเตี๋ยว (noodle salad) รับรองว่าไม่ผิดหวังค่ะ”
Credits
ภาพ: เชฟ Goo Goo





