5 เชฟหญิงเก่งมากความสามารถ ที่รังสรรค์เมนูสุดสร้างสรรค์ในขณะนี้ (ภาพ: Tatler Thailand)
Cover 5 เชฟหญิงเก่งมากความสามารถ ที่รังสรรค์เมนูสุดสร้างสรรค์ในขณะนี้ (ภาพ: Tatler Thailand)
5 เชฟหญิงเก่งมากความสามารถ ที่รังสรรค์เมนูสุดสร้างสรรค์ในขณะนี้ (ภาพ: Tatler Thailand)

พบกับโลกของนวัตกรรมอาหาร ที่เต็มไปด้วยศิลปะและแรงบันดาลใจ จาก 5 ร้านอาหาร ที่รังสรรค์โดยเชฟหญิงมากความสามารถ

เดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยและรสชาติแปลกใหม่จาก 5 ร้านอาหารที่รังสรรค์เมนูโดยเชฟหญิงเก่ง ที่นำความรู้ ประสบการณ์ และความคิดสร้างสรรค์ มาประยุกต์ในการทำอาหาร จนทำให้พวกเธอโดดเด่นน่าจับตามอง ไม่ว่าจะเป็นร้าน Gaa ร้านอาหารอินเดียที่ผสมผสานกับเทคนิคการทําอาหารรูปแบบใหม่ๆ ร้าน Mok ร้านอาหารไทย รสจัดจ้านพื้นบ้าน ร้าน Phra Nakhon ร้านอาหารไทยรสชาติต้นตำรับ ร้าน Khaan Bangkok ร้านอาหารที่เน้นใช้วัตถุดิบทั้งสี่ภาค และร้าน Hybrid Restaurant ร้านอาหารลูกผสมระหว่างไทยและอิตาเลียน

Tatler ชวนไปทำความรู้จักกับพวกเธอทั้งห้ากับบทสัมภาษณ์ที่สะท้อนแนวคิดและมุมมองการทำอาหารที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน

อ่านเพิ่มเติม: 5 ร้านอาหารบริการชั้นเลิศ มอบประสบการณ์เหนือระดับ

เชฟการิมา อโรรา (Garima Arora) แห่งร้าน Gaa

Tatler Asia
เชฟการิมา อโรรา (Garima Arora) เจ้าของร้านและหญิงสาวชาวอินเดียคนแรกและคนเดียวในโลกในโลกตอนนี้ที่ครอบครองรางวัลมิชลินสตาร์ 2 ดาว (ภาพ: Gaa)
Above เชฟการิมา อโรรา (Garima Arora) เจ้าของร้านและหญิงสาวชาวอินเดียคนแรกและคนเดียวในโลกตอนนี้ที่ครอบครองรางวัลมิชลินสตาร์ 2 ดาว (ภาพ: Gaa)
Tatler Asia
Summer Curry
Above เมนู Summer Curry ของร้าน Gaa (ภาพ: Gaa)
เชฟการิมา อโรรา (Garima Arora) เจ้าของร้านและหญิงสาวชาวอินเดียคนแรกและคนเดียวในโลกในโลกตอนนี้ที่ครอบครองรางวัลมิชลินสตาร์ 2 ดาว (ภาพ: Gaa)
Summer Curry

เชฟการิมา เจ้าของร้านและหญิงสาวชาวอินเดียคนแรกและคนเดียวในโลกตอนนี้ที่ครอบครองรางวัลมิชลินสตาร์ 2 ดาว เธอกล่าวว่า สิ่งสำคัญสำหรับการเป็นเชฟคือ “อ่อนน้อมถ่อมตนและทำงานหนัก”

ที่ Gaa เธอนำเอกลักษณ์ของความเป็นอินเดียมาผสมผสานกับเทคนิคการทำอาหารรูปแบบต่างๆ ที่ทันสมัยและน่าตื่นเต้น ไม่ว่าจะเป็นการดึงรสอร่อยแบบอูมามิออกมาจากผักชนิดต่างๆ ศิลปะการใช้เตาทันดูร์ และการปรุงอาหารด้วยการเล่นกับไฟ หรือแม้แต่วิธีการหมักดองอาหารของอินเดียที่น้อยคนจะรู้จัก มอบผ่านคอร์สเมนูไฟน์ไดนิ่งที่ปรุงแต่งอย่างประณีตและใส่ใจ มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ การรับประทานอาหารอินเดียที่ไม่เหมือนใคร

เมนูใหม่ของร้าน Gaa เต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้งด้านรสชาติ เนื้อสัมผัส และส่วนผสม ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากอาหารอินเดียที่รุ่มรวยด้วยวัฒนธรรมและความแตกต่าง แต่ละจานพาเราออกเดินทางและทำความรู้จักอินเดียในมุมแปลกใหม่และไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะ Tandoori Story เป็นซิกเนเจอร์เมนูซึ่งไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง นอกจากจะเน้นความสวยงามของการปรุงอาหารในเตาทันดูร์แล้ว เมนูนี้ยังประกอบด้วยทุเรียนย่างเสิร์ฟพร้อมโรตีและเครื่องปรุงรสต่างๆ ที่จะมอบประสบการณ์การรับประทานที่อร่อย สนุกสนาน และเปิดโลกความสุขได้ทั้งผู้ที่ชื่นชอบทุเรียน หรือแม้แต่ผู้ที่ไม่ชอบก็อาจเปลี่ยนใจได้ที่ Gaa

เชฟฝ้าย ศิโรรัตน์ เถาว์โท แห่งร้าน Mok

Tatler Asia
เชฟฝ้าย ศิโรรัตน์ เถาว์โท หรือป้าเชฟ เชฟหญิงคนเก่ง จากจังหวัดอุบลราชธานี (ภาพ: Mok)
Above เชฟฝ้าย ศิโรรัตน์ เถาว์โท หรือป้าเชฟ เชฟหญิงคนเก่ง จากจังหวัดอุบลราชธานี (ภาพ: Mok)
Tatler Asia
อาหารอีสานครีเอทีฟชูวัตถุดิบพื้นบ้านสู่สากล และอาหารไทยในรูปแบบคอมฟอร์ตฟู้ด
Above อาหารอีสานครีเอทีฟชูวัตถุดิบพื้นบ้านสู่สากล และอาหารไทยในรูปแบบคอมฟอร์ตฟู้ด (ภาพ: Mok)
เชฟฝ้าย ศิโรรัตน์ เถาว์โท หรือป้าเชฟ เชฟหญิงคนเก่ง จากจังหวัดอุบลราชธานี (ภาพ: Mok)
อาหารอีสานครีเอทีฟชูวัตถุดิบพื้นบ้านสู่สากล และอาหารไทยในรูปแบบคอมฟอร์ตฟู้ด

เชฟฝ้าย หรือป้าเชฟที่ใครๆ รู้จัก เชฟหญิงคนเก่งของอุบลราชธานี เจ้าของร้านอาหารไทยสไตล์เชฟเทเบิ้ล ภายใต้คอนเซ็ปต์ “อาหารอีสานครีเอทีฟชูวัตถุดิบพื้นบ้านสู่สากล และอาหารไทยในรูปแบบคอมฟอร์ตฟู้ด” เชฟหญิงเก่งมากความสามารถที่ถือคติที่ว่า “เชฟที่ดีคือเชฟที่จริงใจ จริงใจกับอาชีพ จริงใจกับลูกค้า จริงใจกับทีมงาน จริงใจกับโลกและสิ่งแวดล้อม”

ทุกเมนูของ Mok จึงเป็นความคุ้นเคยจากความทรงจำในวัยเด็ก ที่เน้นวัตถุดิบคุณภาพดีในแบบที่แม่ทำให้ลูกกิน โดยเลือกหยิบจากฤดูกาลนั้นๆ

“Back to Basic” คือหัวใจสำคัญในเมนูใหม่ที่จะออกมาต้อนรับฤดูกาลสงกรานต์หรือประมาณกลางเดือนเมษายน ประเพณีปีใหม่ไทย ที่คนส่วนใหญ่เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้าน เน้นการเพิ่มสัดส่วนของอาหารอีสานโดยเฉพาะจานที่ทำให้คิดถึงรสมือแม่ แต่ยังมีจริตเดิมที่เน้นความประณีตและพิถีพิถัน ที่สำคัญ สร้างความประหลาดใจ

แนวคิด Back to Basic นี้เกิดลูกค้าประจำหลายๆ คนร้องขอเมนูที่อยู่นอกเหนือในคอร์ส เช่น แกงขี้เหล็ก แกงหน่อไม้ ก้อยไข่มดแดง ซึ่งล้วนแต่ทำให้คิดถึงรสมือแม่ คุณยาย คุณย่า และการใช้วัตถุดิบที่มีในฤดูกาล การเรียกร้องจากลูกค้าทำให้ได้คำตอบชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าลูกค้าล้วนแต่โหยหาความเป็นเบสิก ไม่ต่างจากเมนู “ซี่โครงหมูตุ๋นสูตรคุณยาย” ที่เป็นเมนูขายดีอันดับหนึ่งในทุกวันนี้ซึ่งเป็นเมนูโปรดที่คุณแม่ของป้าเชฟทำให้รับประทานในวัยเด็ก ประยุกต์โดยใช้ซี่โครงหมูไซส์ใหญ่คัดพิเศษหมักด้วยดอกเกลือและพริกไทยดำบดใหม่ สะดุ้งไฟพอหอมนำมาตุ๋นในน้ำซุปที่ปรุงรสเค็มนำหวานตามเล็กน้อย หอมกลิ่นสามเกลอและหอมแดงเจียว รับประทานพร้อมน้ำส้มหมักสูตรของทางร้าน สูตรบ้านๆ แต่ทุกครั้งการันตีความอร่อยด้วยข้าวสวยที่ลูกค้าขอเติมแล้วเติมอีก

เชฟกรรณิกา จิตรสังวรณ์ แห่งร้าน Phra Nakhon

Tatler Asia
เชฟกรรณิกา จิตรสังวรณ์ หัวหน้าเชฟประจำ “พระนคร” ห้องอาหารไทยเรือนกระจกริมแม่น้ำของโรงแรม Capella Bangkok
Above เชฟกรรณิกา จิตรสังวรณ์ หัวหน้าเชฟประจำ “พระนคร” ห้องอาหารไทยเรือนกระจกริมแม่น้ำของโรงแรม Capella Bangkok
Tatler Asia
ยำส้มโอปลาฟู
Above ยำส้มโอปลาฟู เมนูซิกเนเจอร์ของร้านพระนคร
เชฟกรรณิกา จิตรสังวรณ์ หัวหน้าเชฟประจำ “พระนคร” ห้องอาหารไทยเรือนกระจกริมแม่น้ำของโรงแรม Capella Bangkok
ยำส้มโอปลาฟู

เชฟกรรณิกา หัวหน้าเชฟประจำ “พระนคร” ห้องอาหารไทยเรือนกระจกริมแม่น้ำของโรงแรม Capella Bangkok เน้นการนำเสนอความพิเศษของอาหารไทยรสชาติต้นตำรับที่แตกต่างและหลากหลาย เต็มไปด้วยสูตรลับต่างๆ ซึ่งสืบทอดจากหลายครอบครัวของไทย เธอทำงานภายใต้แนวคิดที่ว่า มื้อกลางวันมีคอร์สเมนูให้เลือกทั้ง ‘ลองชิมอีสาน’ และ ‘ลองชิมผักใต้’  ส่วนมื้อค่ำมีคอร์สเมนู ‘สำรับ’ ที่เต็มไปด้วยสีสันอาหารไทยทุกภาคให้ได้ลิ้มรส รวมทั้งเมนู a la carte ให้เลือกอีกมากมาย

เชฟกรรณิกาทำงานภายใต้ความเชื่อที่ว่า “การสนับสนุนคนในท้องถิ่นสำคัญมาก ฉันพยายามสร้างสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับชาวนาและชาวประมงที่รักในอาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่ไม่ใช้สารเคมีหรือยาปฏิชีวนะต่างๆ ที่ทำให้ผลผลิตเกิดการปนเปื้อน ฉันยึดถือว่าเรามีภารกิจสำคัญที่จะต้องสนับสนุนเกษตรกรเหล่านี้ ซึ่งเปรียบดั่งกระดูกสันหลังของชาติโดยไม่เอาเปรียบพวกเขา”

สำหรับเมนูซิกเนเจอร์ของร้าน ได้แก่ ยำส้มโอปลาฟู ซึ่งใช้ส้มโอจากนครปฐมเป็นวัตถุดิบหลักพร้อมน้ำสลัดสูตรเฉพาะของเชฟ สมุนไพรและผักจากสวนด้านหลังของโรงแรม เสิร์ฟพร้อมปลาเก๋าหยองทอดกรอบ ลาบหมี่ปลาเป็นเมนูพื้นบ้านสไตล์ลาบเหนือใช้ปลาเก๋าจังหวัดระนอง มาพร้อมกลิ่นหอมจากเครื่องเทศของเชียงใหม่ ต้มยำกุ้งน้ำซาวข้าวเป็นเมนูสูตรดั้งเดิมแต่แตกต่างด้วยการใช้น้ำสต็อกจากน้ำซาวข้าว จึงให้เนื้อสัมผัสที่เข้มข้น และหมูกรอบผัดพริกเกลือ เป็นเมนูหมูสามชั้นคูโรบูตะทอดกรอบปรุงรสด้วยเกลือ กระเทียม และพริก ส่งต่อความจัดจ้านสไตล์ไทยแท้    

เชฟอ้อม สุจิรา พงษ์มอญ แห่งร้าน Khaan Restaurant

Tatler Asia
Chef AOM - Khaan-by Diego Arenas
Above เชฟอ้อม สุจิรา พงษ์มอญ แห่งร้าน Khaan Restaurant เจ้าของรางวัล Michelin Young Chef Award 2021 (ภาพ: Khaan Restaurant)
Tatler Asia
ฟักทอง
Above "ฟักท๊อง ฟักทอง" เมนูของหวานสุดครีเอทของร้าน Khann Restaurant (ภาพ: Khaan Restaurant)
Chef AOM - Khaan-by Diego Arenas
ฟักทอง

ร้านอาหารไทยไฟน์ไดนิ่งพรีเซนต์ความพิเศษของวัตถุดิบไทยทั้ง 4 ภาค โดยมีเชฟอ้อม เจ้าของรางวัล Michelin Young Chef Award 2021 ที่มาพร้อมแรงบันดาลใจและปรัชญาการทำอาหารแบบคนรุ่นใหม่ที่ว่า “เน้นการเคารพและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไปพร้อมๆ กับการเชิดชูประเพณีและวัฒนธรรมไทย”

เมนูใหม่ทั้ง 11 คอร์สเมนู ยังคงอยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์ความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แทบทุกเมนูของเชฟอ้อมเน้นการใช้ทุกส่วนของวัตถุดิบและเหลือทิ้งน้อยที่สุด เช่นเมนูฟักทองก็มีการนำเนื้อฟักทองมาตุ๋น ทำไอศกรีม ส่วนที่เหลือทำครัมเบิ้ล ขณะที่เมล็ดนำไปตากแห้งและอบก่อนนำไปบดหยาบ เปลือกฟักทองนำไปอบแห้งเพื่อทำเป็นผงไว้โรย เมนูที่เป็นสับปะรด เชฟจะนำเศษสับปะรดมาปั่นเอาแต่น้ำ แล้วนำไปทำเป็นโฟมหรือจานไข่ตุ๋น ใช้ไข่แดงเป็นวัตถุดิบหลัก และใช้ไข่ขาวสำหรับจานขนมหวานปิดท้าย

เมนู “ปลาย่างตามใจชาวประมง” เป็นเมนูที่ใช้ปลาท้องถิ่นจากภาคใต้และภาคตะวันออกของไทยโดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นปลาชนิดใด ขึ้นอยู่กับชาวประมงที่หาได้ตามฤดูกาลนั้นๆ เป็นเมนูธรรมชาติจัดสรร เน้นการใช้ประโยชน์ทุกส่วนของปลา ตั้งแต่เนื้อปลาที่เป็นเมนคอร์สเสิร์ฟคู่กับผักพื้นบ้าน 9 ชนิด ในขณะที่ส่วนที่เหลือนำไปสร้างสรรค์เป็นมูสปลาและน้ำสต็อก ไขมันปลาช่วงท้องปลานำมาเจียวอุณหภูมิต่ำเพื่อให้ได้เป็นน้ำมันปลาไว้ทาตอนย่าง 

เชฟซาช่า ยอดหญิง ภูมิเจริญ แห่งร้าน Hybrid Restaurant

Tatler Asia
เชฟซาช่า หรือ ยอดหญิง ภูมิเจริญ
Above เชฟซาช่า หรือ ยอดหญิง ภูมิเจริญ แห่งร้าน Hybrid Restaurant (ภาพ: Hybrid Restaurant)
Tatler Asia
Hybrid Restaurant
Above สปาเกตตี้ขนมจีนน้ำยา เมนูของร้าน Hybrid Restaurant (ภาพ: Hybrid Restaurant)
เชฟซาช่า หรือ ยอดหญิง ภูมิเจริญ
Hybrid Restaurant

เชฟซาช่า นำเสนอคอร์สเมนู “Thai Cuisine with an Italian Twist” พร้อมเสิร์ฟความอร่อยใหม่ล่าสุดภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Siam Amore’ ส่งตรงถึงใจผู้ที่ชื่นชอบอาหารไทยและอาหารอิตาเลียน เธอเลือกใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นคุณภาพดีของไทยเป็นหลัก

Hybrid มีซิกเนเจอร์เมนูที่สะท้อนความสุขวัยเด็กได้อย่างชัดเจนกับ Fish in a can ข้าวยำปลากระป๋อง แรงบันดาลใจจากความทรงจำของเธอ ในขณะที่แม่ไม่อยู่บ้าน หรือในวันที่ทำงานที่อิตาลีและโหยหารสชาติเดิมๆ เพื่อให้คลายความคิดถึงบ้าน เธอก็มียำปลากระป๋องเป็นเพื่อน เชฟซาช่าจึงนำเมนูที่แสนเรียบง่ายนี้ มานำเสนอเพื่อแสดงถึงความรักของสองช่วงเวลาในดินแดนต่างวัฒนธรรม แต่หยั่งรากลึกในความทรงจำของเธอ

ส่วนจานต่อมาเป็นดั่งวงดนตรีซิมโฟนีระดับโลก ด้วยการใช้ข้าวรีซอตโต้เสิร์ฟพร้อมมะเขือเทศอิตาเลียนซานมาร์ซาโนที่ดีที่สุด ที่ปลูกในภาคเหนือของไทย ผสมกับตะไคร้ แตงกวาดอง น้ำปลาหมักธรรมชาติ 2 ปี น้ำมันพริกเผา น้ำมะนาวคั้นสด และชีสพาร์มิจิอาโน เรจจิอาโน (Parmigiano-Reggiano) อายุ 24 เดือน ซึ่งไม่เพียงแต่นำสิ่งที่ดีที่สุดจากทั้งสองประเทศมารวมกันเท่านั้น แต่ยังผสมผสานรสชาติแบบไทยเข้ากับเทคนิคแบบอิตาลีที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ส่งผลให้ได้เมนูที่เนื้อสัมผัสเข้มข้นและเต็มไปด้วยรสชาติแปลกใหม่

ปรัชญาการทำอาหารของเชฟซาช่าที่เธอบอกตัวเองบ่อยๆ คือ “การทำอาหารนั้นใช้มากกว่าทักษะ ต้องอาศัยความรักเพื่อเป็นเทียนชนวนจุดไฟแห่งความคิดสร้างสรรค์ ในห้องครัว ผืนผ้าใบคือจาน วัตถุดิบต่างๆ คือสี และความรักคือพู่กันที่บันดาลผลงานชิ้นเอก เส้นทางของเชฟจำเป็นต้องเก็บเกี่ยวทุกประสบการณ์ โอบกอดความท้าทาย และใช้ความรักเป็นเครื่องปรุงสุดพิเศษที่จะทำให้ทุกจานแตกต่าง”


อ่านเพิ่มเติม:

Siam kind of Appetite: อาหารไทย รสชาติที่ดังไกลไปทั่วโลก

ห้ามพลาด บรันช์ที่ดีที่สุดทั่วกรุงเทพฯ

Le Petit Restaurant ร้านอาหารที่มอบประสบการณ์ไดนิ่ง “อาหารจิ๋ว” กับคำตอบที่ว่ารสชาติของอาหารไม่ได้วัดกันที่ขนาด

Topics