Cover การเติบโตอย่างอิสระของ ‘ชาป่า’ ที่หยั่งรากลึกอยู่ใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ทางภาคเหนือของไทยมานานนับร้อยนับพันปี (ภาพ: Monsoon Tea)

แว่วฟังเสียงของผืนป่ากับ Kenneth Rimdahl แห่ง Monsoon Tea และเหตุผลว่าทำไม "ชาป่า" ถึงเป็นอนาคตที่ยั่งยืนของอุตสาหกรรมชาโลก

ภาพจำ “ไร่ชา” ของใครหลายคน อาจเป็นทิวแถวของพุ่มชาสีเขียวชอุ่มที่ถูกตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบและทอดยาวตามแนวเขาไกลสุดลูกหูลูกตา แต่สำหรับ เคนเน็ธ ริมดาห์ล (Kenneth Rimdahl) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Monsoon Tea ผู้คร่ำหวอดในวงการชามากว่า 30 ปี ภาพนั้นกลับซ่อนความจริงที่เจ็บปวดของการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity)

“ไร่ชาแบบนั้นคือ ‘green desert’ หรือทะเลทรายสีเขียว” เคนเน็ธเคยกล่าวเปรียบเทียบระบบการปลูกพืชเชิงเดี่ยว (monoculture) ที่ต้องถางป่าทิ้งทั้งผืนเพื่อแทนที่ด้วยต้นชาเพียงสายพันธุ์เดียว สิ่งที่ตามมาคือการใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง และการสูญเสียที่อยู่อาศัยของสรรพชีวิต

ท่ามกลางขุนเขาในภาคเหนือของไทย เคนเน็ธได้พบกับโลกใหม่ หรือที่จริงก็คือความจริงอันเก่าแก่ของโลกธรรมชาติ นั่นคือการเติบโตอย่างอิสระของ ‘ชาป่า’ ที่หยั่งรากลึกอยู่ใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่มานานนับร้อยนับพันปี นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการผลิตเครื่องดื่ม แต่เป็นการรับฟังเสียงจากแดนธรรมชาติที่พิสูจน์ว่ามนุษย์สามารถจิบรสชาติระดับพรีเมี่ยมไปพร้อมการรักษาลมหายใจของผืนป่าได้อย่างยั่งยืน

อ่านเพิ่มเติม: มองอนาคตบาร์ไทย กับนิยามใหม่ในยุคหลัง Zero-Waste ของ Mahaniyom Cocktail Bar

Tatler Asia
Above Kenneth Rimdahl ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Monsoon Tea และเป็นผู้คร่ำหวอดในวงการชามากว่า 30 ปี (ภาพ: Monsoon Tea)

Journey of a skeptic

ย้อนไปในปี 1994 เคนเน็ธเริ่มต้นเส้นทางสายชาในกรุงมาดริด ประเทศสเปน เขาเล่าด้วยรอยยิ้มว่าในยุคนั้น "คนสเปนเกลียดชา พวกเขาดื่มมันเฉพาะตอนที่พวกเขาป่วยเวลาที่ย่าดุให้ดื่มเท่านั้น" แต่สุดท้ายเคนเน็ธก็สามารถผลักดันจนแบรนด์ชาระดับพรีเมี่ยมของเขาเติบโตมีสาขากว่า 130 แห่งทั่วโลก ความเชี่ยวชาญทำให้เขามั่นใจว่าเขารู้จักโลกของชาดีกว่าใคร จนกระทั่งโชคชะตาพาเขามาที่ประเทศไทยเมื่อ 25 ปีก่อน

“เพื่อนของผมบอกว่า ‘ไทยมีชานะ’ ผมตอบกลับทันทีว่า ‘ไม่มีทาง ผมรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับชา และไทยไม่ได้อยู่ในแผนที่ของโลกชานั้น’”

ความมั่นใจนั้นถูกสั่นคลอนเมื่อเขาได้เห็น “เมี่ยง” ในตลาดเชียงใหม่ สิ่งที่ดูเหมือนใบผักกาดสีเขียวเข้มหมักไม่ใช่สิ่งที่เขาจะนิยามว่าชาในตอนแรก จนกระทั่งเขาถูกพาขึ้นไปบนดอยสูงเพื่อดูที่มาของมัน เคนเน็ธได้พบกับต้นชาสายพันธุ์ Camellia sinensis var. assamica หรือต้นชาอัสสัมที่เติบโตสูงใหญ่แทรกตัวอยู่กับต้นไม้อื่นๆ ในป่าดิบชื้น

เคนเน็ธตระหนักว่าชาวเขาภาคเหนืออยู่ร่วมกับต้นชาป่าเหล่านี้มานานนับพันปีในรูปแบบของอาหารหรือเมี่ยง ในขณะที่อุตสาหกรรมชาระดับโลกกำลังทำลายป่าเพื่อสร้างไร่ชา พรมแดนทางเหนือของไทยกลับมี "ป่าชา" ที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกหลบซ่อนอยู่ เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนจากผู้ส่งออกชาระดับสากล มาเป็นผู้บุกเบิกแบรนด์ Monsoon Tea ในปี 2012 โดยมีภารกิจหลักคือเปลี่ยน “ใบไม้ที่ชาวบ้านใช้เคี้ยว” ให้กลายเป็นชาระดับโลก เพื่อพิสูจน์ว่าป่าไม้จะมีมูลค่ามหาศาล หากเราเพียงแค่รู้จักวิธี “ฟัง” มันอย่างเข้าใจ

Tatler Asia
Above ภาพซ้ายคือภาพ “ไร่ชา” ที่เป็นทิวแถวพุ่มชาสีเขียวชอุ่มที่ถูกตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบแต่เบื้องหลังคือการถางป่าทิ้งทั้งผืนเพื่อแทนที่ด้วยต้นชาเพียงสายพันธุ์เดียว ภาพขวาคือผืนป่าดั้งเดิมตามธรรมชาติที่มีความหลากหลายของระบบนิเวศ ทั้งสัตว์น้อยใหญ่และพืชพรรณต่างๆ รวมถึงชาป่า (ภาพ: Monsoon Tea)

ไร่ชาแบบนั้นคือ ‘green desert’ หรือทะเลทรายสีเขียว

- Kenneth Rimdahl -

The Rimdahl Scale

หัวใจสำคัญที่ทำให้ความตั้งใจรักษาป่าของ Monsoon Tea แตกต่างจากการอนุรักษ์ทั่วไป คือการสร้าง "มูลค่าทางเศรษฐกิจ" ให้กับผืนป่า เคนเน็ธเชื่อว่าคำว่า "ยั่งยืน" จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเกษตรกรไม่อิ่มท้อง เขาจึงเปลี่ยนบทบาทของชาวบ้านจากคนทำไร่เลื่อนลอยให้กลายเป็น "ผู้พิทักษ์ป่า" ผ่านสิ่งที่เขาเรียกว่า The Rimdahl Scale มาตรวัดความหลากหลายทางชีวภาพที่แบ่งระดับของชาตามสภาพแวดล้อมที่มันเติบโต

“ไอเดียของผมคือขายชาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่เราจะได้ซื้อชาจากชุมชนและเกษตรกรกลุ่มต่างๆ ได้มากขึ้น พวกเขาจะได้มีรายได้จากการดูแลป่าแทนที่จะตัดมันทิ้ง เพราะหากเขารู้ว่าการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) ทำให้เขาเลี้ยงชีพได้ เขาก็จะไม่มีวันถางป่าเพื่อปลูกข้าวโพดหรือพืชอย่างอื่น ท้ายที่สุดแล้ว เกษตรกรจะมีรายได้จากการเก็บป่าไว้ ไม่ใช่จากการตัดไม้ทำลายป่า นั่นคือแนวคิดหลักของเรา”

มาตรวัด The Rimdahl Scale นี้ไม่ได้มีไว้เพื่อคัดชาออก แต่มีไว้เพื่อการส่งเสริมและพัฒนาผืนป่าและระบบนิเวศทั้งหมดที่เอื้อต่อทั้งชาและป่าไปพร้อมกัน ตั้งแต่ Grade C (restoring) ที่พยายามกอบกู้พื้นที่ไร่เดิมให้กลับมาเป็นป่า, Grade B (improving) ที่เพิ่มความสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศ ไปจนถึง Grade A (preserving) ซึ่งคือชาป่า 100% ที่เติบโตอย่างสมดุลโดยไม่ต้องมีใครไปแทรกแซง นี่คือกลไก win-win ที่เปลี่ยนจาก "การตักตวง" มาเป็น "การคืนลมหายใจ" ให้ผืนดิน

อ่านเพิ่มเติม: 6 ปีแห่งวิวัฒนาการที่ไม่เคยหยุดนิ่งของ Blue by Alain Ducasse

Tatler Asia
Above มาตรวัด The Rimdahl Scale ที่มีตั้งแต่ Grade C (restoring), Grade B (improving) ไปจนถึง Grade A (preserving) ซึ่งคือชาป่า 100% ที่เติบโตอย่างสมดุลโดยไม่ต้องมีใครไปแทรกแซง (ภาพ: Monsoon Tea)
Tatler Asia
Above ยอดใบชาที่เติบโตในป่าดิบชื้นทางภาคเหนือของไทย (ภาพ: Monsoon Tea)

อยากให้การดื่มชาเป็นเรื่องที่ทุกคนสนุกและเข้าถึงได้ (tea for everyone) ไม่ว่าจะเป็นนักดื่มชาตัวจริงหรือเพิ่งเริ่มลอง

- Kenneth Rimdahl -

Digital guardians

อีกหนึ่งขั้นตอนที่น่าสนใจของ Monsoon Tea คือการเปลี่ยนจากการคาดเดาความอุดมสมบูรณ์ของป่ามาเป็นการวัดผลด้วยมาตรวัดทางวิทยาศาสตร์ โดยแบรนด์จับมือกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ในการพัฒนาระบบที่ใช้ AI เข้ามาช่วยดูแลผืนป่า โดยการติดตั้งเครื่องบันทึกเสียงพลังงานแสงอาทิตย์ (solar-powered sensors) ไว้ในป่าลึก เพื่อให้ AI ช่วยวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศผ่านความถี่เสียงของนกและแมลง ซึ่งนวัตกรรมนี้ไม่ได้ทำเพียงแค่ช่วยตรวจสอบ แต่ยังเปลี่ยนเป็นผลตอบแทนโดยตรงให้กับคนในพื้นที่

“ก่อนหน้านี้ผมทำได้แค่เดินเข้าไปดูในป่าแล้วบอกว่า ‘ที่นี่ดูดีนะ’ แต่เราวัดผลไม่ได้จริงๆ ตอนนี้เราเลยพัฒนาอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ไปติดตั้งไว้ในแต่ละพื้นที่ แล้วให้ AI วิเคราะห์เสียงของนกและแมลง โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านแมลงช่วยสอน AI ว่าเสียงของแมลงชนิดไหนมีความสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพที่สุด” เคนเน็ธเล่า

Tatler Asia
Above เครื่องบันทึกเสียงพลังงานแสงอาทิตย์ (solar-powered sensors) ที่ติดตั้งไว้ในป่าลึก เพื่อให้ AI ช่วยวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศผ่านความถี่เสียงของนกและแมลง (ภาพ: Monsoon Tea)

“หากเกษตรกรสามารถรักษาความหลากหลายทางชีวภาพไว้ได้ดี หรือสามารถฟื้นฟูพื้นที่ให้มีระบบนิเวศที่ดีขึ้นได้ พวกเขาก็จะได้รับโบนัสจากการทำงานนั้น ตอนนี้พวกเขาจึงไม่ได้แค่มีรายได้จากการขายชาให้ผมเท่านั้น แต่ยังมีรายได้เพิ่มจากการดูแลธรรมชาติให้สมบูรณ์ด้วย”

ระบบนี้ยังรวมไปถึงความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ (traceability) ซึ่งเคนเน็ธตั้งใจว่าในอนาคต ผู้บริโภคจะสามารถสแกน QR Code เพื่อเข้าถึงข้อมูลว่าชาในมือมาจากป่าพิกัดไหน และ "ได้ยิน" เสียงนกหรือแมลงที่เป็นพยานถึงความสมบูรณ์ของป่าที่พวกเขาเพิ่งช่วยรักษาไว้ผ่านการซื้อชาแก้วนั้น

Tatler Asia
Above ชาวบ้านเปลี่ยนบทบาทจากคนทำไร่เลื่อนลอยกลายมาเป็น "ผู้พิทักษ์ป่า" (ภาพ: Monsoon Tea)
Tatler Asia
Above เกษตรกรท้องถิ่นมีรายได้จากทั้งการดูแลป่าให้อุดมสมบูรณ์และเก็บใบชาไปพร้อมกัน (ภาพ: Monsoon Tea)

From peaks to palaces

ศิลปะการเบลนด์ชาของ Monsoon Tea คือการพยายามถ่ายทอด "จิตวิญญาณของพื้นที่" (soul of the place) หรือการส่งต่อข้อความที่ทรงพลังผ่านรสชาติ เช่น Rainbow Blend ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลอง Pride Month โดยการนำใบชาทั้ง 5 สี มาผสมผสานกับผลไม้เขตร้อนอย่างมะม่วงและเสาวรส เพื่อสะท้อนถึงความหลากหลายทางชีวภาพของไทย จนเกิดเป็นรสชาติสากลที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงง่าย โดยทางแบรนด์เลือกใช้ "สี" และ "สถานที่" เป็นตัวดำเนินเรื่องราว

หรือ Doi Suthep Blend ที่นำชาเขียวมาเบลนด์เข้ากับดอกไม้เมืองหนาว มอบรสสัมผัสที่นุ่มนวลและหอมหวานเสมือนการเดินเล่นอยู่ในสวนดอกไม้ทางภาคเหนือ หรือ Monsoon Blend ที่ใช้ชาเป็นฐานผสมกับพีช ขิง และดอกไม้ ให้ความรู้สึกสดชื่นและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาเหมือนบรรยากาศหลังสายฝนในฤดูมรสุม

“เราอยากให้การดื่มชาเป็นเรื่องที่ทุกคนสนุกและเข้าถึงได้ (tea for everyone) ไม่ว่าคุณจะเป็นนักดื่มชาตัวจริงหรือเพิ่งเริ่มลอง เราพยายามสร้างเบลนด์ที่มีตั้งแต่รสชาติบริสุทธิ์ (pure) ไปจนถึงรสชาติที่ขี้เล่น (playful) เพื่อให้การดื่มชาคือการเดินทางเพื่อค้นพบสิ่งใหม่ในทุกๆ แก้ว” เคนเน็ธกล่าว

Tatler Asia
Above ศิลปะการเบลนด์ชาของ Monsoon Tea คือการถ่ายทอด "จิตวิญญาณของพื้นที่" (soul of the place) หรือการส่งต่อข้อความที่ทรงพลังผ่านรสชาติ (ภาพ: Monsoon Tea)

ในอนาคต ตลาดชาจะต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น... มีพื้นที่ป่ามหาศาลแค่ไหนที่ถูกทำลายเพื่อทำไร่ชาแบบเชิงเดี่ยว (monoculture) เราจึงต้องหาวิธีทำชาที่ยั่งยืนกว่านั้น

- Kenneth Rimdahl -

แต่สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือการที่ผลผลิตจากเกษตรกรตัวเล็กๆ ของไทย ได้ไปปรากฏตัวอยู่ในมหานครใหญ่ระดับโลก

“ผมเคยไปมิลาน ไปที่ร้าน Marchesi 1824 ของ Prada ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ที่หรูหราที่สุดในยุโรป แล้วผมก็ได้เห็นกระป๋องชาที่มีชื่อ ‘Lahu White’ และ ‘Lanna Green’ ของเราวางอยู่บนชั้น... มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ได้เห็นชาจากเกษตรกรบนดอยในไทยไปอยู่ในร้านแบบนั้น รวมถึงที่โรงแรมชั้นนำอย่าง Four Seasons, Anantara หรือร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์อย่าง Le Du สิ่งนี้พิสูจน์ว่าโลกกำลังมองหาความหมายที่ลึกซึ้งกว่าแค่สินค้าราคาแพง”

นอกจากนี้ ผลกำไรส่วนหนึ่งยังถูกส่งต่อไปยังชุมชนผ่านมูลนิธิที่ดูแลด้านการศึกษาและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งช่วยคนไปแล้วกว่า 13,000 คนในไทย เมียนมา และกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโรงเรียน มอบทุนการศึกษา หรือแม้แต่การสร้างสะพานเข้าหมู่บ้าน เพื่อลดอุปสรรคที่ขวางกั้นพวกเขาจากโอกาสภายนอก

Tatler Asia
Above รสชาติของเบลนด์ชาที่หลากลายของ Monsoon Tea ตั้งแต่รสชาติบริสุทธิ์ (pure) ไปจนถึงรสชาติที่ขี้เล่น (playful) (ภาพ: Monsoon Tea)

Organic is not enough

แม้จะเป็นชาวสวีเดน แต่เคนเน็ธย้ำเสมอว่า Monsoon Tea คือแบรนด์ไทย และเขาภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนบอกเล่าวิถีเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อป่าของไทยสู่สายตาโลก เขาเชื่อว่าอนาคตของอุตสาหกรรมชาต้องเปลี่ยนไปสู่ทิศทางที่ยั่งยืนมากกว่าเดิม

“ผมมองว่าในอนาคต ตลาดชาจะต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะชาเป็นเครื่องดื่มที่มีคนดื่มมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลกรองจากน้ำเปล่า คุณจินตนาการออกไหมว่ามีพื้นที่ป่ามหาศาลแค่ไหนที่ถูกทำลายเพื่อทำไร่ชาแบบเชิงเดี่ยว (monoculture) เราจึงต้องหาวิธีทำชาที่ยั่งยืนกว่านั้น” เคนเน็ธย้ำ

สำหรับเขา คำว่า "organic" อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะมันยังเปิดช่องให้มีการทำลายป่าเพื่อปลูกพืชออร์แกนิกได้ แต่ "forest friendly" คือบรรทัดฐานใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการมีอยู่ของทุกชีวิตในผืนป่า

ท้ายที่สุดแล้ว เกษตรกรจะมีรายได้จากการเก็บป่าไว้ ไม่ใช่การตัดไม้ทำลายป่า

- Kenneth Rimdahl -

Tatler Asia
Above ชาป่า หรือ forest-friendly tea จะกลายเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่นิยามความยั่งยืนของอุตสาหกรรมชาโลกในอนาคต (ภาพ: Monsoon Tea)

“ผมไม่ได้สนใจแค่คำว่า organic เพราะคุณสามารถตัดป่าทิ้งเพื่อปลูกชาออร์แกนิกได้ แต่สำหรับเรา มันต้องเป็น organic โดยธรรมชาติ เพราะเราเน้นความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) ผมอยากให้ผู้บริโภคเลือกซื้ออย่างมีความหมาย (choose with Impact) เพราะทุกแก้วที่คุณดื่ม มันเชื่อมโยงกับแหล่งกำเนิดและส่งผลต่อการรักษาป่าจริงๆ ”

บทสรุปของการเดินทางในถ้วยชาใบนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของรสชาติ แต่มันคือการตั้งใจฟังเสียงที่ธรรมชาติกำลังขับขาน ทุกจิบของชาที่เราเลือกดื่มก็ไม่ต่างกับการลงคะแนนเสียงให้กับโลกใบนี้ และเป็นเครื่องยืนยันว่ามนุษย์กับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้ตราบเท่าที่เรายังเลือกที่จะปกป้องลมหายใจของป่าเอาไว้


อ่านเพิ่มเติม:

EBBE Bangkok ชวนเปิดนิยามบทใหม่ของอาหารสไตล์ Neo-Nordic ชูรสชาติที่เรียบง่ายของธรรมชาติ

India Untold: เปิดตำรับอาหารอินเดียหายาก จากหิมาลัยถึงชายฝั่งทะเล ที่ต้องลองในกรุงเทพฯ

Juyondai กับศิลปะการบ่มสาเกกว่า 400 ปี ที่สร้าง 'Phantom Sake' ที่นักสะสมทั่วโลกตามหา

Chutima Katepongchai
Assistant Editor, Homes & Lifestyle, Tatler Thailand
Tatler Asia

ชุติมา เกตุพงษ์ชัย ผู้ช่วยบรรณาธิการประจำ Tatler Thailand ดูแลเนื้อหาสถาปัตยกรรม งานออกแบบ และไลฟ์สไตล์ เธอเล่าเรื่องบ้านและพื้นที่รอบตัวในฐานะแรงบันดาลใจที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน ผ่านบริบทร่วมสมัย