ผู้ชนะระดับโลกสองชาเลนจ์ด้านการพัฒนาวงการอาหารและเครื่องดื่ม และการสร้างสรรค์ค็อกเทลจากอดีตสู่อนาคต
จบสิ้นไปแล้วกับการแข่งขันรอบชิงแชมป์โลกที่เซี่ยงไฮ้ Diageo World Class Final 2024 โปรแกรมการแข่งขันบาร์เทนเดอร์ที่เรียกได้ว่าโหดหินที่สุดในโลกโปรแกรมหนึ่งที่ฉลองครบรอบ 15 ปีในปีนี้
สำหรับประเทศไทยในปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ 13 ที่เข้าร่วม เข้ม ธณัช สุทธิรักษ์ มือวางอันดับหนึ่งของไทยประจำปีนี้ไปร่วมการแข่งขันกับบาร์เทนเดอร์จาก 46 ประเทศทั่วโลก และสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศระดับโลกจากสองชาเลนจ์ของการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นบาร์เทนเดอร์ชาวไทยคนแรกที่คว้าชัยชนะจากโจทย์นี้มาได้
หนุ่มชาวเชียงใหม่มีดีกรีด้านอาหารและโภชนาการ เริ่มต้นอาชีพจากการเป็นเชฟ ก่อนจะเบนความสนใจมาที่การทำเครื่องดื่ม เข้มฝึกฝนทักษะและเก็บเกี่ยวข้อมูลจากการทำงานในบาร์ค็อกเทลหลายแห่งมาเรื่อยๆ จนกระทั่งได้เป็นบาร์เทนเดอร์สมใจเมื่อราวสี่ปีมาแล้วนี้เอง
อ่านเพิ่มเติม: ปักหมุด 4 บาร์น่าลองในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ แนะนำโดย “เข้ม ธณัช สุทธิรักษ์”

ปัจจุบันเข้มเป็นบาร์เทนเดอร์ที่ร้าน Dry Wave Cocktail Studio ในทองหล่อ
“ผมชอบทำงานในบาร์กรุงเทพฯ นะครับ ผมว่าซีนมันใหญ่ มีอะไรให้เรียนรู้และคึกคักดี แต่ส่วนตัวแล้วยังชอบการใช้ชีวิตที่เขียงใหม่อยู่” เข้มบอกกับ Tatler ในการสัมภาษณ์พิเศษหลังกลับจากการแข่งขันที่เซี่ยงไฮ้ได้ไม่นาน เข้มยังเล่าด้วยว่าเขาสมัครลงแข่งขัน Diageo World Class มาสามครั้งแล้วก่อนหน้านี้ และนี่เป็นปีแรกที่สามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศระดับประเทศได้
บาร์เทนเดอร์มาดสุขุมเล่าให้เราฟังต่อถึงประสบการณ์การแข่งขันที่เรียกกันเล่นๆ ว่าเป็น “โอลิมปิกของวงการบาร์” ว่ามีทั้งหมดห้าชาเลนจ์สำหรับห้าสปิริตคือ วอดก้า Ketel One, จิน Tanqueray, ซิงเกิลมอลต์ Singleton, เตกีลา Don Juilo และเบลนด์วิสกี้ระดับพรีเมียม Johnnie Walker Blue Label โดยจะได้รับโจทย์ทั้งหมดหนึ่งเดือนก่อนการแข่งขันเพื่อให้เตรียมตัว
เข้มใช้เวลาวันละเกือบสิบชั่วโมงร่วมกับทีมงาน Diageo ของประเทศไทยที่มีทั้งแชมป์เก่าจากการแข่งขันเดียวกันนี้และแบรนด์แอมบาสเดอร์ช่วยกันขบโจทย์ให้แตก ร่วมกันสร้างเรื่องราวที่น่าสนใจของแต่ละค็อกเทล และฝึกซ้อมพรีเซนต์ต่อหน้ากรรมการที่เป็นผู้นำอุตสาหกรรมบาร์และค็อกเทลระดับโลก ชาเลนจ์ที่เข้มเอาชนะใจกรรมการจนได้รางวัลชนะเลิศระดับโลกมาครองคือชาเลนจ์ของวอดก้า Ketel One และ จิน Tanqueray
“อันแรกคือ Ketel One ครับ ซึ่งโจทย์ของเขาคือ Community Hero การมองไปข้างหน้าเพื่อพัฒนาวงการอาหารและเครื่องดื่มของเราเอง มันไม่ได้เกี่ยวกับการทำค็อกเทลเท่าไหร่ แต่อยากให้บาร์เทนเดอร์สร้างอิมแพ็กในวงกว้างได้ และสามารถนำไปทำได้จริง" เข้มเล่าพร้อมอธิบายไอเดียของเขา
"ผมเลือกทำเกี่ยวกับขยะพลาสติกครับ เพราะมองว่าแวดวงการอาหารและเครื่องดื่มเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างขยะพลาสติกออกมาเป็นจำนวนมาก และได้ไปเจอกับ Precious Plastic ที่รีไซเคิลฝาขวดพลาสติกให้ออกมาเป็นโปรดักต์อื่นๆ เลยร่วมกันผลิตที่รองแก้วจากวัสดุเหลือใช้พวกนี้ขึ้นมา จากนั้นก็จัดเวิร์กช็อปเล็กๆ เชิญบาร์ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ มาร่วมพูดคุยกันว่าจะจัดการขยะพลาสติกได้ยังไงบ้าง มีคนสนใจเข้ามาฟังเยอะนะครับ และนำไอเดียไปต่อยอดกับธุรกิจของเขาเองด้วย"
อ่านเพิ่มเติม: ยกระดับบาร์ค็อกเทลอาเซียนด้วยการเล่าเรื่องผ่านเครื่องดื่มและการแข่งขันระดับโลกที่ Diageo World Class 2024

“อีกชาเลนจ์ที่ผมชนะคือ Tanqueray ที่ให้โจทย์ว่าต้องทำทั้งหมดสามดริงก์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากบาร์เทนเดอร์ระดับตำนานของโลกในแต่ละยุค แบ่งเป็นอดีต ปัจจุบัน และให้สร้างคอนเซ็ปต์สำหรับอนาคต ดริงก์แรกผมเลือก Ada Coleman บาร์เทนเดอร์หญิงคนแรกของโลกที่โรงแรม Savoy ลอนดอน ค็อกเทลที่ทำให้เธอมีชื่อเสียงคือ Hanky Panky ซึ่งใช้จินเป็นเบส ดริงก์ที่ผมทำก็คือเอาค็อกเทลนี้แหละมาทวิสต์ด้วยความหวานหอมของสตรอว์เบอร์รี่และลิเคียวร์สมุนไพรทำเองที่มีกลิ่นหอมของเปปเปอร์มินต์"
“ส่วนปัจจุบันในยุคโมเดิร์น ผมเลือก Dale DeGroff ที่เป็นคนเขียนหนังสือเกี่ยวกับค็อกเทลให้บาร์เทนเดอร์มากมายใช้เป็นตำราฝึกฝนจนได้ฉายาว่า King of Cocktails ดริงก์ขึ้นชื่อของเขาคือ Cosmopolitan ซึ่งเวอร์ชั่นของผมนำเอาเทคนิคการกลั่นซึ่งเป็นเทคนิคสมัยใหม่เข้ามาใช้ ผมเอาส้มซ่าไปกลั่นออกมาเป็นลิเคียวร์ที่มีกลิ่นหอมและมีความเปรี้ยวที่ไปกับน้ำแครนเบอร์รีได้"
“ดริงก์สุดท้ายที่แทนอนาคต ผมนำคอนเซ็ปต์จากที่ร้าน Dry Wave Cocktail Studio มาใช้ นั่นก็คือการเอาค็อกเทลคลาสสิกสองตัวมาผสมกันออกมาเป็นค็อกเทลใหม่ โจทย์นี้ผมเลยเอา Hanky Panky กับ Cosmopolitan มาผสมกันเป็นดริงก์ที่ผมตั้งชื่อว่า 1920-1988 ซึ่งเป็นปีที่ Hanky Panky ถูกบรรจุในหนังสือสูตรค็อกเทล และปีที่ Cosmopolitan กลับมาฮิตอีกครั้งตามลำดับ ผมมองว่าอนาคตอาจไม่ใช่เรื่องของการสร้างใหม่หรือนวัตกรรมเสมอไป แต่อาจเป็นการต่อยอดจากของเก่าหรือจากสิ่งที่มีอยู่แล้วก็ได้ โจทย์นี้ผมได้คะแนนสูงมาก แทบจะไม่มีข้อติเลยจากกรรมการ”
นอกจากความมุ่งมั่นตั้งใจแล้ว สิ่งหนึ่งที่เข้มมองว่าเป็นปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จครั้งนี้คือการฝึกซ้อม
“ผมซ้อมเยอะมาก ซ้อมจนมันกลายเป็น muscle memory ว่าพูดถึงตอนนี้มือเราจะหยิบอะไร จะเทอะไรต่อ นอกจากนี้ทักษะการผสมรสชาติที่ได้จากประสบการณ์การเป็นเชฟก็มีส่วนช่วยมากในการคิดดริงก์ใหม่ๆ หรือเพิ่มลูกเล่นให้กับเครื่องดื่ม ผมดีใจและปลื้มใจมากๆ ที่เป็นคนไทยคนแรกที่ได้รางวัลนี้มา แต่ก็ยังมองว่าตัวเองยังต้องเรียนรู้ทุกๆ ด้าน เพราะมีอะไรอีกมากมายที่เรายังไม่รู้ พี่ๆ ในวงการที่อยู่มานานๆ เก่งๆ กันทุกคนผมก็ไม่เห็นว่ามีใครหยุดนิ่ง ทุกคนเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา อาชีพนี้มันทำให้เราต้องเรียนรู้ตลอดเวลาครับ”
อ่านเพิ่มเติม:
จิบ Maya Pistola Agavepura เตกีลาแบรนด์แรกของเอเชียจากที่ราบสูงในอินเดีย
บาร์ชั้นนำในเอเชีย เผยเคล็ดลับการสร้างโปรแกรมค็อกเทลที่ดีเลิศ
ซอมเมอลิเยร์ชั้นนำของเอเชีย เผยองค์ประกอบที่ทำให้ไวน์ลิสต์สมบูรณ์แบบ




