Tatler+
เมซงที่มีอายุเพียง 44 ปี นำกรรมวิธีการผลิตแชมเปญแบบดั้งเดิมผสานกับวิสัยทัศน์ก้าวหน้าเพื่อสร้างสรรค์แชมเปญที่มีเอกลักษณ์
แชมเปญ Bruno Paillard อาจไม่ใช่แบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเป็นร้อยปีอย่างเมซงเก่าแก่อื่นๆ ที่สร้างความนิยมในหมู่นักดื่มจากความเป็นมาที่ยาวนานและเฮาส์สไตล์ที่เป็นที่รู้จักหลายชั่วอายุคน แต่แบรนด์แชมเปญอายุเพียง 44 ปีนี้ นำความแปลกใหม่และสร้างสรรค์มาสู่แวดวงแชมเปญ จนทำให้เป็นที่สนใจในวงกว้างด้วยคาแร็กเตอร์ที่โดดเด่นและแนวทางการสร้างสรรค์ที่ไม่เหมือนใคร รวมไปถึงการเป็นแบรนด์แรกที่ระบุวันที่เอากากยีสต์ออกจากขวดหรือ Disgorgement Date ไว้ที่ฉลากด้านหลังขวด การใส่น้ำตาลหรือโดสาจ (dosage) ในแชมเปญในปริมาณที่น้อยมากเพื่อไฮไลต์แทร์รัวขององุ่น และการใช้รีเสิร์ฟไวน์ในสัดส่วนที่มากถึง 50% เพื่อเพิ่มความซับซ้อนและความมีมิติให้กับแชมเปญ Bruno Paillard ยังเป็นแชมเปญที่โดดเด่นด้านรสชาติและสัมผัสของแร่ธาตุ ซึ่งมาจากลักษณะดินอันเป็นเอกลักษณ์ของวินยาร์ด
อ่านเพิ่มเติม: ปักหมุดไวน์บาร์น่าสนใจรอบกรุงฯ ให้คุณจิบไวน์ในบรรยากาศสุดชิล

Above แชมเปญ Bruno Paillard กับคาแร็กเตอร์ที่โดดเด่นและแนวทางการสร้างสรรค์ที่ไม่เหมือนใคร
Tatler ได้มีโอกาสสนทนากับ Alice Paillard-Brabant ทายาทและเจ้าของแบรนด์รุ่นที่สองในโอกาสที่เธอเดินทางมาเปิดตัวแชมเปญ Bruno Paillard ในประเทศไทย เธอกล่าวถึงที่มาของแบรนด์ที่เรียกว่า “ยังอายุน้อย” ในแวดวงแชมเปญว่า Bruno Paillard ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1981 แต่ความเชี่ยวชาญในการทำแชมเปญของครอบครัว Paillard นั้นมีมานานกว่าสามศตวรรษแล้ว
“เมซงนี้ก่อตั้งขึ้นพร้อมกับโปรไฟล์รสชาติที่ตั้งใจนำเสนอคาแร็กเตอร์ของดินแดนส่วนเหนือของแคว้นแชมเปญที่เป็นที่ตั้งของวินยาร์ด ซึ่งมีลักษณะเด่นที่ความเป็นหินปูนและแร่ธาตุ (minerality) ดังนั้นแชมเปญของเราจึงใส่น้ำตาลน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยทุกฉลากของเรามีปริมาณน้ำตาลที่ระดับ Extra Brut (น้อยกว่าหกกรัมต่อลิตร) เราเลือกใช้องุ่นที่ดีที่สุดในพื้นที่ ใช้ไวน์รีเสิร์ฟในการเบลนด์ 25-50% เพื่อเน้นย้ำความสดใหม่และเอกลักษณ์ของแทร์รัว และบ่มขั้นแรกนานสามถึง 12 ปี และบ่มต่อในขวดหลัง เอาตะกอนยีสต์ออกอีกหกถึง 18 เดือน เพื่อเพิ่มความซับซ้อนและได้รสชาติที่ดีขึ้น”

Above แชมเปญ Bruno Paillard นำความแปลกใหม่และสร้างสรรค์มาสู่แวดวงแชมเปญ
Alice ลงรายละเอียดถึงความเป็นหินปูนของไวน์ว่ามาจากพื้นดินที่อัดแน่นไปด้วยหินปูนจากทะเลยุคโบราณเพราะ หลายล้านปีก่อนนี้ แชมเปญและพื้นที่รอบๆ จมอยู่ใต้ทะเล จนทำให้มีการตกตะกอนทับถมซ้อนกับชั้นดินจนกลายเป็นพื้นที่ที่มีหินปูนและแร่ธาตุในดินมาก เธอยังเล่าด้วยว่าโดยทั่วรากต้นองุ่นจะเติบโตแผ่ขยายออกไปด้านข้างในชั้นดินที่ไม่ลึกนัก แต่ต้นองุ่นของเธอปลูกด้วยวิธีการเฉพาะ ทำให้รากของมันหยั่งลึกลงไปในชั้นหินปูนเพื่อซึมซับเอกลักษณ์เฉพาะตัวนี้อย่างเต็มที่
นอกจาก Bruno Paillard จะเป็นแบรนด์ที่ครอบครัว Paillard เป็นเจ้าของเอง 100% แล้ว เมซงยังใช้วิธีการทำวินยาร์ดแบบยั่งยืนและได้รับการรับรอง High Environmental Value Level 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในการทำไวน์ เพื่อเสริมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพในดินและนำเสนอเอกลักษณ์ของแทร์รัวตามธรรมชาติที่ชัดเจน นอกจากนี้ยังไม่ใช้สารเคมีฆ่าแมลงหรือกำจัดวัชพืช แต่ใช้การไถกลบ คลุมดิน และใช้ปุ๋ยหมักแทน ผลที่ได้คือเฮาส์สไตล์ที่ดราย สดชื่น โปรไฟล์รสชาตินำด้วยแร่ธาตุ โน้ตของผลไม้ซิตรัส ดอกไม้ขาว ขนมปังบริยอช และกลิ่นหอมของอัลมอนด์บางๆ พร้อมพรายฟองบางเบานุ่มละมุน ฉลากที่โดดเด่นของเมซงได้แก่ Bruno Paillard Première Cuvée ซิกเนเจอร์เบลนด์ที่สดใสและสง่างาม Bruno Paillard Blanc de Blancs Grand Cru ที่ใช้องุ่นชาร์ดอนเนล้วน และมาพร้อมกับแร่ธาตุที่ชัดเจน และ Bruno Paillard N.P.U. ใช้องุ่นชั้นดีคัดพิเศษที่บ่มนานกว่าปกติเพื่อรสชาติที่ซับซ้อนและมีมิติ
อ่านเพิ่มเติม: ซอมเมอลิเยร์ชั้นนำของเอเชีย เผยองค์ประกอบที่ทำให้ไวน์ลิสต์สมบูรณ์แบบ

Above แชมเปญ Bruno Paillard โดดเด่นด้านรสชาติและสัมผัสของแร่ธาตุ ซึ่งมาจากลักษณะดินอันเป็นเอกลักษณ์ของวินยาร์ด

Above แชมเปญ Bruno Paillard ใช้วิธีการทำวินยาร์ดแบบยั่งยืนและได้รับการรับรอง High Environmental Value Level 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในการทำไวน์
“ผู้ดื่มแชมเปญก็เหมือนผู้ดื่มเครืองดื่มประเภทอื่นๆ ที่มีความชอบที่หลากหลาย เช่นในโลกของแชมเปญ นักดื่มชาวฝรั่งเศสนิยมแชมเปญที่ดรายและซับซ้อนกว่า แต่นักดื่มในจีนยังชอบแชมเปญที่ติดหวาน ดังนั้นหน้าที่ของเราจึงต้องเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ และทำให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงความสำคัญของแทร์รัวและความสมดุลของรสชาติ เป้าหมายของเราไม่ใช้การสร้างสไตล์ที่เน้นหนักไปในทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านแอซิดิตี้หรือความหวาน แต่เป็นความสมดุลที่ลงตัว ให้ผู้คนดื่มด่ำแชมเปญในฐานะไวน์ชั้นดีแบบหนึ่ง ไม่ใช่แค่เครื่องดื่มที่มีฟอง” Alice กล่าว
นอกจาก Bruno Paillard จะมีความโดดเด่นที่กลิ่นและรสของแร่ธาตุแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เมซงได้รับความนิยมไปทั่วโลกคือ ความสามารถในการจับคู่กับอาหารได้หลากหลาย
“แชมเปญของเราดื่มกับอาหารได้ดีเลยค่ะ เพราะความที่มันไม่หวานและบอดี้ไม่หนัก ทั้งยังสร้างความสดชื่นในปากด้วยความซ่าและโน้ตของซิตรัส กับอาหารไทยก็สามารถจับคู่ได้ดีเช่นกันค่ะ โดยเฉพาะเมนูอาหารทะเล แชมเปญของเราจึงเป็นที่นิยมมากในร้านอาหาร เพราะเชฟชอบที่จะนำไปแพริ่งกับอาหาร” Alice อธิบาย
“คนส่วนใหญ่มองว่าแชมเปญคือเครื่องดื่มที่คู่กับการเฉลิมฉลอง นั่นเป็นความคิดที่ถูกเพียงครึ่งเดียวค่ะ ชาวแชมเปญเอ็นจอยแชมเปญในวิถีที่แตกต่างออกไปจากชาวฝรั่งเศสพื้นที่อื่น เราดื่มแชมเปญกันได้ทุกวัน ไม่ต้องมีโอกาสสำคัญ มันเป็นความรื่นรมย์หนึ่งของชีวิต และบางครั้งยังเป็นเครื่องดื่มที่ดื่มเพื่อระลึกถึงช่วงเวลาสำคัญอย่างในงานศพด้วย แปลกใช่ไหมคะ (หัวเราะ) อีกอย่างที่เราชาวแชมเปญดื่มแชมเปญกับเมนูอาหารโฮมเมดง่ายๆ ที่ทำกินกันในบ้านทุกๆ วัน มันไม่จำเป็นต้องเป็นของหรูหราที่สงวนไว้ในร้านอาหารหรูๆ หรือโอกาสพิเศษเท่านั้นค่ะ”

Above แชมเปญ Bruno Paillard สามารถจับคู่กับอาหารได้หลากหลาย
Alice ยังกล่าวปิดท้ายว่า สำหรับนักดื่มที่อยากทำความรู้จักแชมเปญแบรนด์ที่ยังไม่คุ้นเคย ให้เริ่มจากฉลากระดับเริ่มต้นหรือฉลากที่ราคาถูกที่สุดก่อน เพราะนั่นจะบ่งบอกถึงเฮาส์สไตล์ที่ชัดเจนของเมซงนั้นๆ จากนั้นถึงค่อยศึกษาฉลากอื่นๆ หรือวินเทจอื่นๆ แล้วค่อยๆ สร้าง ‘ห้องสมุดรสชาติ’ ของตนเอง นอกจากนี้ควรเสิร์ฟแชมเปญในอุณหภูมิที่พอเหมาะคือ 5-10 องศาเซลเซียส และใช้แก้วที่เหมาะสมคือแก้วมีก้านทรงทิวลิปที่ปากบานออกเล็กน้อย หรือแก้วไวน์ขาวที่มอบกลิ่นหอมของแชมเปญได้ดีกว่าแก้วฟลูต
Koji Hara ซอมเมอลิเยร์ สาเกมาสเตอร์ และประธาน Bacchus Global ผู้นำเข้าสาเกและไวน์ที่รวมไปถึง Bruno Paillard ในประเทศไทย พูดถึงเทรนด์การดื่มแชมเปญในไทยที่ได้รับความนิยมมากขึ้น และแชมเปญไม่ได้จำกัดแค่โอกาสพิเศษอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องดื่มที่จับคู่กับอาหารและไลฟ์สไตล์มากขึ้น “Bruno Paillard มีศักยภาพสูงในตลาดนี้ เนื่องจากมีรสชาติที่ซับซ้อนแต่สดชื่นและเหมาะกับอาหารไทย โดยเฉพาะการดื่มในมื้อสายหรือบรันช์ การดื่มที่รูฟท็อปบาร์เพื่อสร้างโมเมนต์พิเศษที่น่าจดจำ ในโอกาสต่อไปเราจะขยายช่องทางการจำหน่าย Bruno Paillard ให้กว้างขวางขึ้น และทำกิจกรรมร่วมกับเชฟชื่อดังในร้านอาหารต่างๆ เพื่อมอบประสบการณ์การดื่มที่หลากหลายยิ่งขึ้น”
อ่านเพิ่มเติม:
ซอมเมอลิเยร์แชมป์โลก Raimonds Tomsons เผยเทคนิคไวน์แพริ่งกับอาหาร
เปิดประสบการณ์ดูดาวและดินเนอร์อาหารไทยที่ Dara Cuisine Phuket
Credits
ภาพ: Bruno Paillard
Topics





