สี่บริษัทเทคยักษ์ใหญ่รุ่นใหม่ของจีนกำลังเขียนนิยามใหม่ให้โลกในศตวรรษที่ 21 ผ่าน AI สื่อ หุ่นยนต์ และโดรน
DeepSeek, ByteDance, Unitree Robotics, และ DJI เป็นตัวแทนของกลุ่มผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพที่รู้จักกันในชื่อ “Fantastic Four” ที่กำลังเปล่งอานุภาพให้กับจีนในการแข่งขันกับสหรัฐอเมริกาบนสนามนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก
ในทศวรรษที่ผ่านมา ชื่อที่โดดเด่นของวงการเทคโนโลยีจีนมักจะได้แก่ Alibaba, Tencent และ Baidu ซึ่งล้วนเป็นยักษ์ใหญ่แห่งยุคดิจิทัล ที่สร้างอาณาจักรอีคอมเมิร์ซ โซเชียลมีเดีย และเสิร์ชเอนจิน ขึ้นมา แต่ในหลายมิติก็ยังคงถูกมองว่าเดินตามรอยโมเดลตะวันตก
ทว่าในวันนี้ เทคทั้งสี่ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น Fantastic Four กำลังช่วยยกบทบาทจีนให้เป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยีที่น่าเกรงขาม ด้วยการเป็นบริษัทที่ผู้ก่อตั้งไม่มีใครได้รับการศึกษาจากฝั่งตะวันตก และเริ่มต้นจากการเป็นธุรกิจท้องถิ่น ก่อนจะสร้างความโดดเด่นจนได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากนักลงทุนทั่วโลก และกลายเป็นยักษ์ตนใหม่ที่ตอกย้ำตำแหน่งหัวแถวของจีนทางด้านเทคโนโลยีระดับโลก
อ่านเพิ่มเติม: Black Myth: Wukong & Wuchang: Fallen Feathers สองนักรบเกม RPG ที่พลิกวงการ
Above เทคโนโลยีจีนมีอยู่ทุกที่ และในหลายๆ พื้นที่ของประเทศกำลังท้าทายอดีตแหล่งเทคโนโลยีชั้นสูง
1. DeepSeek: ผู้ท้าทาย AI อีกฝั่งโลก

Above DeepSeek เป็นที่พูดถึงในวงการเทคโนโลยีจากประสิทธิภาพแต่ใช้ต้นทุนน้อยกว่าระบบอื่นๆ หลายสิบเท่า (ภาพ: วาดโดย Faisal Bashir/SOPA Images/LightRocket via Getty Images)
เมื่อโลกเดินเข้าสู่ทศวรรษแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) DeepSeek ก็คือคำตอบของจีนที่กล้าหาญเทียบเคียงกับ OpenAI (ผู้พัฒนา ChatGPT) และ Anthropic (ผู้พัฒนา Claude) ของฝั่งอเมริกา
Liang Wenfeng ซึ่งสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) ก่อตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ชื่อ High-Flyer ในปี 2015 และประสบความสำเร็จอย่างงดงาม กระทั่งในปี 2023 เขาได้ซื้อ GPU จาก Nvidia หลายพันชิ้นเพื่อสร้างคลัสเตอร์ชิปขนาดใหญ่กว่า 10,000 ชิ้น สำหรับฝึกโมเดล AI ในขณะนั้น และสิ่งนี้เองกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ DeepSeek โดยการเปิดตัว DeepSeek-R1 ภายใต้ใบอนุญาต MIT ให้การตอบสนองที่เทียบเท่ากับแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่อื่นๆ ในปัจจุบัน เช่น GPT-4 และ o1 ของ OpenAI และความสำเร็จของ DeepSeek เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ใหญ่กว่าและเป็นที่ยอมรับมากกว่านั้นถูกอธิบายว่าเป็น “การพลิกโฉม AI”
อย่างไรก็ดีเมื่อต้นปี 2025 DeepSeek ก็ถูกตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างหนัก หลังพบว่า DeepSeek เผลอทำข้อมูลผู้ใช้หลุดเป็นจำนวนมาก จนถูกห้ามใช้ในหลายประเทศด้วยข้อกังวลเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลไปยังรัฐบาลจีน กระนั้น DeepSeek ก็พยายามแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว และในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา DeepSeek ก็ได้อัปเกรดเป็นรุ่น V3-0324 บน GitHub พร้อมการปรับปรุงประสิทธิภาพ ขณะที่รุ่น R-1 ก็ได้มีการอัปเดตในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน
อ่านเพิ่มเติม: รู้จัก DeepSeek นวัตกรรมล่าสุดจากจีน ที่กำลังเขย่าวงการ AI
Above DeepSeek สร้างความตกตะลึงให้กับโลก AI อีกครั้งด้วย V3.1
ผลกระทบต่อตลาด:
จุดเด่นสำคัญที่ทำให้ DeepSeek ได้รับความสนใจและเป็นที่พูดถึงในวงการเทคโนโลยี นั่นคือ ถูกและดี โดยปีนี้การเปิดตัว DeepSeek-R1 ซึ่งเป็นแชทบอทปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงที่มีต้นทุนต่ำกว่า OpenAI และ Google หลายสิบเท่า (บริษัทอ้างว่าได้ใช้เงินน้อยกว่า 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับชิปเพื่อพัฒนาโมเดลต่างๆ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่บริษัท AI ของอเมริกาลงทุนไป) สร้างแรงกระเพื่อมต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลก และสั่นคลอนอุตสาหกรรม AI รวมถึงตลาดการเงิน โดยเฉพาะ Nvidia ยักษ์ใหญ่ด้านชิปประมวลผลที่มูลค่าหุ้นดิ่งลงถึง 17 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นการลดลงของบริษัทเดียวที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นของสหรัฐฯ
ข้อมูลเชิงสถิติ:
- ในเดือนสิงหาคม 2024 DeepSeek มีผู้เข้าใช้ประมาณ 7,475 คนต่อวัน และในเดือนพฤษภาคม 2568 จำนวนผู้เข้าใช้เพิ่มขึ้นเป็น 22.15 ล้านคนต่อวัน
- DeepSeek AI ได้รับการฝึกฝนด้วยโทเค็นจำนวน 14.8 ล้านล้านโทเค็น และใช้เวลา 2.788 ล้านชั่วโมงในการฝึก GPU H800
- DeepSeek มียอดดาวน์โหลด 34.6 ล้านครั้งบน Google Play และ 22.6 ล้านครั้งบน App Store
- ณ เดือนพฤษภาคม 2025 DeepSeek มียอดดาวน์โหลด (Google Play) มากกว่า 57.2 ล้านครั้ง
รายได้/ผลกำไร:
DeepSeek เปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่บ่งชี้ว่าโมเดล AI ของบริษัทสามารถสร้างอัตรากำไรต่อต้นทุนทางทฤษฎีที่น่าประทับใจถึง 545 เปอร์เซ็นต์ พร้อมอธิบายว่าโมเดล V3 และ R1 บนชิป (ที่บริษัทอ้างว่าเป็น) Nvidia H800 สามารถสร้างรายได้ 562,027 ดอลลาร์ต่อวัน ขณะที่ต้นทุนการเช่า GPU จะอยู่ที่เพียง 87,072 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม DeepSeek ได้ชี้แจงอย่างรวดเร็วว่ารายได้จริงของบริษัทต่ำกว่านี้มาก เนื่องจากส่วนลด โครงสร้างราคาที่หลากหลาย
อย่างไรก็ดี การเปิดเผยข้อมูลนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าสังเกต เนื่องจากเป็นการให้ข้อมูลเชิงลึกที่หาได้ยากเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ทางธุรกิจของผู้เล่น AI รุ่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เล่นที่ดำเนินงานภายใต้ข้อจำกัดการส่งออกชิปของสหรัฐอเมริกา

Above การเปรียบเทียบต้นทุนและรายได้เชิงทฤษฎีภายในช่วงเวลาสถิติ 24 ชั่วโมงของโมเดล R1 ที่ DeepSeek ระบุว่าสามารถสร้างอัตรากำไรอยู่ที่ 545 เปอร์เซ็นต์จากต้นทุนที่ถูกเรียกเก็บเงินจาก DeepSeek-R1 (ที่มา: github.com)
สัญญาณแห่งอนาคต:
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ประธานาธิบดี Xi Jinping ได้เชิญผู้นำระดับสูงและผู้ประกอบการบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ซึ่งรวมถึง DeepSeek เข้าหารือเรื่องเศรษฐกิจ การค้า การเมือง ของประเทศจีน โดยสัญญาณสำคัญจากการประชุมดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่บทบาทที่เพิ่มขึ้นของภาคเอกชน และความตั้งใจที่จะผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวต่อไปแทนที่อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนในอดีต
2. ByteDance: จักรวรรดิคลิปวิดีโอสั้น

Above รายงาน Digital 2025: July Statshot ระบุว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้งาน TikTok สูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในเอเชีย (ภาพ: วาดโดย Thomas Fuller/SOPA Images/LightRocket via Getty Images)
จากสตาร์ทอัพเล็กๆ ในปักกิ่งโดย Zhang Yiming เมื่อปี 2012 ByteDance เติบโตขึ้นจนกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกแห่งสื่อดิจิทัล ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok และ Douyin ที่มีผู้ใช้งานนับพันล้านคน
ByteDance เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของบริษัทที่ใช้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในพฤติกรรมผู้ใช้และอัลกอริทึมขั้นสูงเพื่อสร้างอาณาจักรระดับโลก แม้ในตอนแรกบริษัทจะเน้นไปที่แอปพลิเคชั่นรวบรวมข่าว Toutiao แต่ความสำเร็จที่แท้จริงเกิดขึ้นจากการเปิดตัวแอปวิดีโอสั้น Douyin และ TikTok ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นสากล การใช้นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์และแมชชีนเลิร์นนิงอันซับซ้อนเพื่อสร้างฟีดคอนเทนต์เฉพาะบุคคล ได้ทำให้ TikTok กลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมและเป็นพลังสำคัญในโซเชียลมีเดีย ท้าทายอำนาจของแพลตฟอร์มจากตะวันตกมาอย่างยาวนาน อิทธิพลที่ไม่มีใครเทียบได้ในการบริโภคสื่อดิจิทัลนี้ได้ตอกย้ำสถานะของ ByteDance ในฐานะจักรพรรดิแห่งเทคโนโลยีอย่างแท้จริง
ผลกระทบต่อตลาด:
ความสำเร็จของ ByteDance ผ่านแพลตฟอร์ม Douyin และ TikTok ไม่ได้เกิดจากเนื้อหาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากอัลกอริทึมที่รู้ใจผู้ใช้จนเสพติดและเปลี่ยนพฤติกรรมผู้คน ไม่เพียงชิงพื้นที่จาก Facebook, YouTube, Instagram แต่ยังบังคับให้ยักษ์ใหญ่เหล่านั้นปรับตัวตามไปด้วย ส่งผลให้ ByteDance ไม่ใช่เพียงบริษัทเทคโนโลยี แต่คือ “จักรวรรดิวัฒนธรรม” ที่จีนสามารถส่งออกไปสู่โลก ผ่านวิดีโอสั้นเพียง 15 วินาที
ข้อมูลเชิงสถิติ:
- Statista แพลตฟอร์มรายงานเชิงสถิติทางการตลาด รายงานว่า TikTok ยังเป็นแอปพลิเคชั่นมือถือที่มียอดดาวน์โหลดสูงที่สุดในโลกประจำปี 2024 โดยมียอดดาวน์โหลดที่ 825.5 ล้านครั้ง ตามมาด้วยแอป Instagram 817 ล้านครั้ง ขณะที่ CapCut แอปตัดต่อวิดีโอของ ByteDance มียอดดาวน์โหลดประมาณ 410 ล้านครั้ง
- ByteDance เผยว่า มีผู้ใช้งานประจำ (MAU) ของทุกแพลตฟอร์มในเครือรวมกันมากกว่า 4 พันล้านคนทั่วโลก โดยมาจาก TikTok 1.59 พันล้านคน และ Douyin 766 ล้านคน นำหน้า Meta ที่มีผู้ใช้งาน Facebook อยู่ 3.07 พันล้านคน และ Instagram ที่ 2 พันล้านคน
- แม้จะถูกสหรัฐอเมริกาปิดกั้น แต่ธุรกิจต่างประเทศของ ByteDance กลับเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยคาดการณ์อัตราการเติบโตในปี 2025 ลดลงเล็กน้อยจาก 29 เปอร์เซ็นต์ของปีที่แล้ว
- ByteDance มีจำนวนผู้ใช้งานแพลตฟอร์มในเครืออย่างน้อย 1 ครั้งต่อวัน (DAU) อยู่ที่ 3.43 พันล้านคน
- We Are Social บริษัทวิจัยด้านการตลาดดิจิทัลระดับโลก ได้เปิดเผยผ่านรายงาน Digital 2025: July Statshot ระบุว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้งาน TikTok สูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในเอเชีย และเป็นอันดับสองของโลก ทั้งยังบอกว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นที่ตั้งของผู้ชมโฆษณา TikTok ทั่วโลกเกือบหนึ่งในสี่ ซึ่งนับเป็นฐานผู้ชมโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดของแพลตฟอร์ม
Above นอกจากคลิปวิดีโอสั้น ByteDance ยังประสบความสำเร็จบน TikTok Shop ที่สามารถครองส่วนแบ่งตลาดในแวดวงโซเชียลช้อปปิ้งได้อย่างรวดเร็ว ภายในเวลาเพียงปีเดียวแอปก็ได้แซงหน้า Facebook, Instagram และ Pinterest ในการเพิ่มจำนวนผู้ซื้อรายใหม่บนแพลตฟอร์ม
รายได้/ผลกำไร:
แม้จะเผชิญความเสี่ยงด้านการเมืองในสหรัฐฯ แต่ ByteDance ยังได้รับความสนใจจากผลงานด้าน AI เชิงสร้างสรรค์ ซึ่งช่วยสนับสนุนการประเมินมูลค่าของบริษัทที่สูงกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว (ประมาณ 13.01 ล้านล้านบาท) โดย Vision Fund ของ SoftBank Group Corp. เช่นเดียวกับ Fidelity Investments และ T. Rowe Price Group ก็ได้ปรับมูลค่า ByteDance ขึ้นเช่นกัน โดยประเมินมูลค่าไว้ที่กว่า 4.10 แสนล้านดอลลาร์ และ 4.50 แสนล้านดอลลาร์ตามลำดับ
ทั้งนี้แพลตฟอร์ม Business of Apps (25 ก.พ. 25) ระบุรายได้ของ TikTok ในปี 2024 ที่ 2.30 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7.48 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 42.80 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี 2023 โดย 77 เปอร์เซ็นต์มาจากการขายโฆษณา ส่วนที่เหลือมาจากการพาณิชย์และการซื้อภายในแอป TikTok Shop
ทางด้าน Bloomberg ได้รายงาน (ณ 15 พ.ค. 25) ว่า ByteDance วางแผนเพิ่มรายได้ 20 เปอร์เซ็นต์ในปี 2025 โดยตั้งเป้าไว้ที่ 1.86 แสนล้านดอลลาร์ (6.05 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นจาก 1.55 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2024 ด้วยเป้าหมายนี้จะทำให้ ByteDance ใกล้เคียงกับรายได้ 1.87 แสนล้านดอลลาร์ ที่ Meta คาดการณ์ไว้ในปีเดียวกัน

Above Business of Apps ระบุรายได้ของ TikTok ในปี 2024 ที่ประมาณ 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7.48 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 42.8 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี 2023 (ที่มา: Business of Apps ณ 25 กุมภาพันธ์ 25)
สัญญาณแห่งอนาคต:
ByteDance เตรียมทุ่มงบ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.90 แสนล้านบาท) ในปี 2025 แบ่งเป็น 5.5 พันล้านดอลลาร์เพื่อซื้อชิป AI ในจีน ซึ่งเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากที่ใช้จ่ายเมื่อปีที่แล้ว และ 6.8 พันล้านดอลลาร์ในต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการประมวลผล AI สำหรับการฝึกฝนโมเดลของ ByteDance ด้วยการใช้ชิปขั้นสูงของ Nvidia
ขณะเดียวกันในช่วงต้นปีนี้ TikTok ยังได้ประกาศการลงทุนมูลค่า 8.80 พันล้านดอลลาร์ (3 แสนล้านบาท) เพื่อพัฒนาโครงการ Data Hosting ขนาดใหญ่ในไทย ด้วยการติดตั้งเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์เทคโนโลยีชั้นสูงใน Data Center ที่มีประสิทธิภาพสูงในพื้นที่สำคัญอย่าง กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา ซึ่งถือเป็นโครงการที่สำคัญในภูมิภาคนี้ เพื่อเสริมศักยภาพในการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) และการพัฒนา AI พร้อมทั้งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย ให้มีความทันสมัย รองรับการเติบโตของเทคโนโลยี และสร้างความมั่นใจให้กับประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีแห่งอนาคตของภูมิภาคอีกด้วย
3. Unitree Robotics: หุ่นยนต์ที่เข้าถึงได้

Above หุ่นยนต์สุนัข Go2 จำหน่ายที่ราคา 2,800 ดอลลาร์สหรัฐ (ไม่รวมค่าขนส่ง) หรือประมาณ 91,350 บาท (ภาพ: Unitree Robotics)
Unitree Robotics กำลังทำให้ภาพฝันไซไฟกลายเป็นจริง ด้วย “หุ่นยนต์สุนัข” ที่เคลื่อนไหวคล่องแคล่วและราคาเข้าถึงได้ แตกต่างจากคู่แข่งฝั่งตะวันตกอย่าง Boston Dynamics ที่ผลิตเพื่อวิจัยหรือกองทัพเท่านั้น
Unitree Robotics ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 โดย Wang Xingxing อดีตพนักงาน DJI เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาหุ่นยนต์สี่ขาประสิทธิภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้ เปลี่ยนจากอุปกรณ์สำหรับการวิจัยทางวิชาการหรือการทหารโดยเฉพาะ ให้กลายเป็นอุปกรณ์สำหรับผู้บริโภคและเพื่อการพาณิชย์ พร้อมการใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งด้านโลจิสติกส์ ความปลอดภัย การศึกษา แม้กระทั่งความบันเทิง
หุ่นยนต์สุนัข เช่น รุ่น Go1 และ Go2 ได้รับความสนใจจากนานาชาติจากการเคลื่อนไหวและความสามารถในการตรวจจับขั้นสูง ด้วยการทำให้หุ่นยนต์ที่ซับซ้อนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น Unitree Robotics จึงเป็นผู้นำในการบุกเบิกยุคใหม่ของหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์และสัตว์ โดยบริษัทยังได้พัฒนา Go-2-W ซึ่งรวมขาสี่ขาเข้ากับล้อเพื่อให้สามารถทำงานในสภาพภูมิประเทศที่หลากหลายมากขึ้น
ช่วงต้นปี 2025 หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ Unitree H1 และ G1 ได้วางจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม JD.com โดย H1 มีราคา 650,000 หยวน (ประมาณ 2.95 ล้านบาท) และ G1 ราคา 99,000 หยวน (ประมาณ 450,000 บาท) ซึ่งสินค้าขายหมดอย่างรวดเร็วหลังเปิดตัว นอกจากนี้ หุ่นยนต์ของ Unitree Technology ยังได้ปรากฏตัวบนเวทีสำคัญหลายแห่ง เช่น งาน CCTV Spring Festival Gala และ CES ที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ซึ่งช่วยเพิ่มชื่อเสียงให้กับแบรนด์อย่างมาก โดย Unitree Robotics อธิบายว่าระบบ H1 เป็น “หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อเนกประสงค์ตัวแรก” ที่มีการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านระบบไร้สาย (OTA) อย่างต่อเนื่อง
Above การแข่งขันหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ระดับโลกครั้งแรกจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน โดยมีผู้เข้าร่วมจาก 16 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา เยอรมนี และญี่ปุ่น นับเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของจีนที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกด้านหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และรัฐบาลมีแผนระดับชาติที่จะสร้างอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ระดับโลกภายในปี 2027
ผลกระทบต่อตลาด:
Unitree Robotics เป็นหนึ่งในบริษัทแรก ๆ ที่นำหุ่นยนต์สี่ขามาวางจำหน่ายสู่ตลาดสาธารณะ และได้รับความสนใจอย่างมากจากราคาเข้าถึงได้ (ถูกกว่าระบบอื่นๆ 50 เปอร์เซ็นต์) โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 16,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 520,560 บาท)
ข้อมูลเชิงสถิติ:
- Unitree Robotics สร้างรายได้จากยอดขายหุ่นยนต์สี่ขา Go-series ที่มีสัดส่วนส่งออกกว่า 60-70 เปอร์เซ็นต์ของยอดส่งออกโลกรวม ครอบคลุมตลาดมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของประเทศทั่วโลก
- ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา Unitree Robotics ได้รับสัญญาจากหน่วยงานรัฐบาลและมหาวิทยาลัยในจีนจำนวน 90 ฉบับ คิดเป็นมูลค่ารวม 39 ล้านหยวน (ประมาณ 176.79 ล้านบาท) โดยมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของรายได้นี้เกิดขึ้นภายในปี 2024 เพียงปีเดียว

Above ปัจจุบัน Unitree G1 จำหน่ายที่ราคา 16,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ ที่ราคา 650,000 หยวน หรือประมาณ 522,240 บาท (ภาพ: Unitree Robotics)
รายได้/ผลกำไร:
Unitree Robotics เติบโตจากพนักงานเพียงคนเดียวในปี 2016 สู่พนักงานมากกว่า 1,000 คน Wang Xingxing ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Unitree Robotics กล่าวในงาน 2025 Summer Davos Forum ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน ระบุว่า บริษัทมีรายได้ต่อปีมากกว่า 1 พันล้านหยวน (ประมาณ 140 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.53 พันล้านบาท)
สัญญาณแห่งอนาคต:
Unitree Robotics กลายเป็นหุ่นยนต์ยูนิคอร์นแสนสวยด้วยการระดมทุนรอบ Series C ที่ได้รับการประเมินมูลค่าบริษัทอยู่ที่ประมาณ 1.2 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 5.44 หมื่นล้านบาท) ต่อมาในเดือนกรกฎาคม Reuters ได้รายงานข่าวว่า บริษัทเตรียมยื่นคำขอเสนอขายหุ้น IPO ในตลาดหุ้นฮ่องกง พร้อมการเปิดระดมทุนรอบใหม่ที่คาดว่าจะดันมูลค่าบริษัททะยานแตะ 1.5 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 6.80 หมื่นล้านบาท) โดยมี CITIC Securities เป็นที่ปรึกษาเพื่อช่วยจัดเตรียมเอกสารการยื่นจดทะเบียนในช่วงไตรมาสสี่ปีนี้
4. DJI: ผู้ครองฟากฟ้า Low-Altitude Economy

Above DJI ครองตลาดโดรนกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของโลก (ภาพ: DJI)
จากจุดเริ่มต้นในเซินเจิ้นปี 2006 โดย Frank Wang หรือ Wang Tao, DJI ก็ได้กลายเป็นแบรนด์ที่ครองตลาดโดรนกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของโลก และกลายเป็นอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle: UAV) ที่ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องเล่น แต่ยังเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่รันทุกวงการ
เดิมทีนั้นโดรนได้รับการพัฒนาขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 เพื่อใช้ในภารกิจทางทหารที่ “น่าเบื่อ เลอะเทอะ หรืออันตราย” เกินไปสำหรับมนุษย์ ครั้นถึงคริสต์ศตวรรษถัดมา โดรนก็ได้กลายเป็นอากาศยานสำคัญอย่างหนึ่งในกองทัพ จนเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นและค่าใช้จ่ายถดถอยลงเรื่อยๆ DJI ก็ได้เปลี่ยนโดรนจากเครื่องมือทางการทหารมาเป็น “อากาศยานสร้างสรรค์” และยังได้ยกระดับจีนให้เป็นผู้นำโลกด้านเทคโนโลยีการบินไร้คนขับ
ผลกระทบต่อตลาด:
รากฐานสำคัญของกลยุทธ์ของ DJI คือการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา DJI มีพนักงานมากกว่า 14,000 คน โดย 25 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานทุ่มเทให้กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว DJI ยังคงมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมอย่างไม่ลดละ ระบบนิเวศที่ไม่มีใครเทียบได้ช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับรักษาความสามารถในการแข่งขันทั้งในด้านราคาและคุณภาพ
DJI เปลี่ยนเทคโนโลยีโดรนที่ซับซ้อนให้กลายเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานง่ายสำหรับการถ่ายภาพและวิดีโอทางอากาศ ด้วยการผสมผสานฮาร์ดแวร์คุณภาพสูงเข้ากับซอฟต์แวร์ที่ใช้งานง่าย DJI ได้ก้าวขึ้นเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรม โดยในปี 2013 DJI ได้เปิดตัวโดรน Phantom รุ่นแรกที่เปิดโลกของ UAV ให้กับผู้คนมากขึ้น กระทั่งโดรนของพวกเขาถูกใช้อย่างแพร่หลาย ตั้งแต่ช่างภาพมืออาชีพไปจนถึงผู้ที่ใช้เป็นงานอดิเรก และยังถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ภาพยนตร์ เกษตรกรรม การสำรวจ การขนส่ง และภารกิจช่วยเหลือชีวิต ซึ่งทำให้ DJI เป็นจักรพรรดิแห่งฟากฟ้าอย่างแท้จริง

Above บริษัทที่ปรึกษาและการวิจัยตลาด Exactitude Consultancy ระบุว่า ตลาดโดรนเพื่อความปลอดภัยสาธารณะทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง 11 เปอร์เซ็นต์ในช่วงคาดการณ์ตั้งแต่ปี 2025 ถึง 2034 จากความต้องการโซลูชั่นเทคโนโลยีขั้นสูงที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง เร่งการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน ทำให้ DJI มีศักยภาพในการเจาะตลาดได้อีกไกล (ภาพ: DJI)
ข้อมูลเชิงสถิติ:
- ตามรายงานของ Wikipedia เมื่อเดือนมิถุนายน 2024 DJI ครองส่วนแบ่งตลาดโดรนสำหรับผู้บริโภคทั่วโลกมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์
- DJI มีส่วนแบ่งตลาดโดรนในสหรัฐอเมริกาสูงถึง 85 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังมีส่วนร่วมสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่า 1.16 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.77 ล้านล้านบาท) และสนับสนุนงานในอเมริกามากกว่า 450,000 ตำแหน่ง
- ตามรายงานของ DJI Media Centre ระบุว่าช่วงกลางปี 2024 มีการใช้โดรนเพื่อการเกษตรของ DJI มากกว่า 300,000 ลำทั่วโลก โดยครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรมมากกว่า 5 ล้านตารางกิโลเมตร
- DJI ยังเป็นผู้นำตลาดกล้องโดรนสำหรับผู้บริโภคทั่วโลก โดยมีส่วนแบ่งกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เป็นแบรนด์ชั้นนำสำหรับผู้สร้างภาพยนตร์ ช่างภาพ และมืออาชีพด้านงานถ่ายทอดสด
รายได้/ผลกำไร:
DJI เป็นบริษัทระดับ Series B ที่ระดมทุนได้ 105 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.42 พันล้านบาท) จาก Accel และมีมูลค่าบริษัทปัจจุบัน (2024) อยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.88 แสนล้านบาท) ขณะที่ ecdb.com ได้รายงานยอดขายประจำปีของ DJI ในร้านค้าออนไลน์ dji.com มีมูลค่า 114 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.71 พันล้านบาท) ในปี 2024 ซึ่งเปลี่ยนแปลงไป 10-15 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า พร้อมคาดว่าร้านค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของ DJI จะมีอัตราการเติบโต 5-10 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ เมื่อเทียบกับปี 2024 ซึ่งบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงของผลการดำเนินงานที่คาดการณ์ไว้
สัญญาณแห่งอนาคต:
DJI เตรียมสร้างหมุดหมายใหม่ในบ้านเกิดที่เซินเจิ้น ด้วยการวางแผนก่อสร้างสำนักงานใหญ่ระดับโลกแห่งใหม่สำหรับแผนกระบบการบินอัจฉริยะ ภายในโครงการ Shenzhen Bay Super Headquarters Base ที่ได้ชื่อว่าเป็นทำเลสุดล้ำค่าและทรงเกียรติของเมือง
แผนการนี้ครอบคลุมการจัดสรรที่ดินตามประกาศของรัฐบาลเทศบาลนครเซินเจิ้นขนาด 15,658 ตารางเมตร ในเขตหนานซาน พร้อมพื้นที่ก่อสร้างรวมกว่า 188,000 ตารางเมตร อาคารทันสมัยดังกล่าวจะรวมฟังก์ชั่นการวิจัยและพัฒนา สำนักงานบริหาร และพื้นที่สาธิตผลิตภัณฑ์ ตอกย้ำบทบาทของ DJI ในฐานะผู้เล่นหลักในเศรษฐกิจระดับต่ำ (Low-Altitude Economy) ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากน่านฟ้าระดับต่ำกว่า 3,000 เมตร ที่กำลังเติบโตของจีน
โครงการ Shenzhen Bay Super Headquarters Base ของเซินเจิ้นกินพื้นที่กว่า 1.17 ตารางกิโลเมตร เป็นการพัฒนาเชิงวิสัยทัศน์ริมอ่าวที่มุ่งดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก การที่ DJI เลือกเข้ามาเป็นผู้เช่าหลัก แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของเมืองที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับต่ำ ซึ่งปัจจุบันเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่ากว่า 9.30 หมื่นล้านดอลลาร์ ( 3.02 ล้านล้านบาท) และคาดว่าจะทะยานสู่ 1.37 แสนล้านดอลลาร์ (4.239 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2026
การลงทุนของ DJI ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศทางธุรกิจที่ท้าทาย เพราะ DJI ยังคงเผชิญข้อกล่าวหาเกี่ยวพันด้านการทหาร ซึ่งนำไปสู่การคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา DJI ได้ยื่นฟ้องต่อกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพื่อโต้แย้งการที่ตนถูกขึ้นบัญชีดำ กระนั้นก็ตาม DJI ยังคงเป็นเสาหลักของระบบนิเวศเทคโนโลยีเมืองเซินเจิ้น และการลงทุนของ DJI ในเมืองเซินเจิ้นไม่เพียงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในอนาคตของตนเอง แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของเมืองในการกำหนดทิศทางอนาคตของการบินโลกด้วย

Above โครงการ Shenzhen Bay Super Headquarters Base ของเมืองเซินเจิ้น ที่ DJI วางแผนก่อสร้างสำนักงานใหญ่ระดับโลกแห่งใหม่ สำหรับแผนกระบบการบินอัจฉริยะภายในโครงการฯ DJI สะท้อนถึงการเป็นเสาหลักของระบบนิเวศเทคโนโลยีเมืองเซินเจิ้น (ภาพ: Shenzhen Government Online)
จาก “Made in China” สู่ “Designed in China” มาจนถึง “Defining the World” การเดินทางของคลื่นลูกใหม่ในเทคโนโลยีจีน จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นเรื่องวัฒนธรรม การเมือง และจินตนาการ พวกเขากำลังเปลี่ยนวิธีที่โลก “ทำงาน สร้างสรรค์ และสื่อสาร” บริษัทซึ่งสร้างขึ้นบนรากฐานของชาติที่ได้รับการเปลี่ยนแปลง และขับเคลื่อนด้วยจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันอันดุเดือดเหล่านี้ กำลังสร้างตลาดใหม่ กำหนดมาตรฐานใหม่ และท้าทายอำนาจที่ยาวนานของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจากตะวันตก ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าโลกแห่งเทคโนโลยีไม่ได้มีเพียงศูนย์กลางอำนาจเดียวอีกต่อไป และบริษัทอย่าง DeepSeek, Unitree Robotics, ByteDance และ DJI กำลังทำให้พลังของจีนมีความเข้มแข็งมากขึ้น และทรงอิทธิพลไปทั่วโลก
Topics





