เพียงเปิดตัววันแรก "ดาบพิฆาตอสูร ภาคปราสาทไร้ขอบเขต" สามารถทุบสถิติภาพยนตร์ที่ทำรายได้เปิดตัววันแรกสูงสุดของญี่ปุ่นด้วยรายได้ 1.6 พันล้านเยน (350 ล้านบาท) แซงหน้า “ดาบพิฆาตอสูร ภาครถไฟสู่นิรันดร์” ที่เคยทำรายได้เปิดตัววันแรกไว้ที่ 1.2 พันล้านเยน (ภาพ: Sony Pictures)
Cover เพียงเปิดตัววันแรก "ดาบพิฆาตอสูร ภาคปราสาทไร้ขอบเขต" ซึ่งสร้างสรรค์โดยสตูดิโอ Ufotable สามารถทุบสถิติภาพยนตร์ที่ทำรายได้เปิดตัววันแรกสูงสุดของญี่ปุ่นด้วยรายได้ 1.6 พันล้านเยน (350 ล้านบาท) แซงหน้า “ดาบพิฆาตอสูร ภาครถไฟสู่นิรันดร์” ที่เคยทำรายได้เปิดตัววันแรกไว้ที่ 1.2 พันล้านเยน (ภาพ: Sony Pictures)
เพียงเปิดตัววันแรก "ดาบพิฆาตอสูร ภาคปราสาทไร้ขอบเขต" สามารถทุบสถิติภาพยนตร์ที่ทำรายได้เปิดตัววันแรกสูงสุดของญี่ปุ่นด้วยรายได้ 1.6 พันล้านเยน (350 ล้านบาท) แซงหน้า “ดาบพิฆาตอสูร ภาครถไฟสู่นิรันดร์” ที่เคยทำรายได้เปิดตัววันแรกไว้ที่ 1.2 พันล้านเยน (ภาพ: Sony Pictures)

หลังการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ที่ญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ภาพยนตร์แอนิเมะ “Demon Slayer: Kimetsu no Yaiba – The Movie: Infinity Castle Arc Chapter 1: Akaza Returns” ก็สร้างสถิติใหม่ให้กับวงการแอนิเมชั่นได้อีกครั้ง สะท้อนอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นและสตูดิโอผู้สร้างสรรค์ผลงานของเอเชียที่เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในวงการบันเทิงระดับโลก

เพียงสัปดาห์แรกของการเปิดฉายในญี่ปุ่น Demon Slayer: Kimetsu no Yaiba – The Movie: Infinity Castle (2025) หรือ ดาบพิฆาตอสูร ภาคปราสาทไร้ขอบเขต ซึ่งดูแลการผลิตโดยสตูดิโอ Ufotable สามารถทำรายได้จากการเข้าฉายวันแรกมากกว่า 1.70 พันล้านเยน หรือประมาณ 370 ล้านบาทไทย สร้างสถิติภาพยนตร์ที่ทำรายได้เปิดตัววันแรกสูงสุดของญี่ปุ่น สมฐานะ “แอนิเมะแห่งชาติ” อย่างไม่มีข้อกังขา

จาก Dragon Ball สู่ One Piece, Sailor Moon จนมาถึง Ne Zha และ Demon Slayer อุตสาหกรรมแอนิเมชั่นของเอเชียกำลังเป็นขุมพลังที่ส่งมอบภาพยนตร์อันน่าประทับใจ ทั้งสตูดิโอจากญี่ปุ่นที่ครองความเป็นเจ้ามาอย่างยาวนาน รวมถึงคลื่นลูกใหม่ของสตูดิโอจากจีน เกาหลีใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็กำลังสร้างชื่อเสียง พิสูจน์ให้เห็นถึงความหลากหลายและศักยภาพอันล้นเหลือของทวีปนี้

ก่อนที่คนไทยเราจะไปร่วมชม ดาบพิฆาตอสูร ภาคปราสาทไร้ขอบเขต ในโรงภาพยนตร์กันวันที่ 12 สิงหาคมนี้ Tatler ขอพามาสำรวจ 10 สตูดิโอแอนิเมชั่นจากเอเชียที่สร้างปรากฏการณ์บนตารางบ็อกซ์ออฟฟิศ แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จอันหลากหลายในภูมิทัศน์แอนิเมชั่น

อ่านเพิ่มเติม: 5 การ์ตูนคลาสสิกตาหวานจากยุค 70-80s ที่ยังคงตราตรึงใจไม่รู้ลืม

Above เตรียมก้าวเข้าสู่ปราสาทไร้ขอบเขตไปกับฉากสุดอลังการของ “Demon Slayer: Kimetsu no Yaiba Infinity Castle” ในวันที่ 12 สิงหาคมนี้

1. Studio Ghibli: โรงงานแห่งความฝันของญี่ปุ่น

Above “Spirited Away” เรื่องราวแฟนตาซีสุดอัศจรรย์ของ Chihiro ผู้ค้นพบโลกแห่งวิญญาณ สิ่งมีชีวิต และเวทมนตร์อันลึกลับ

ก่อตั้ง: 1985

ที่ตั้ง: โตเกียว, ญี่ปุ่น

ความเป็นมา: Studio Ghibli ถือกำเนิดขึ้นหลังจากความสำเร็จของภาพยนตร์ Nausicaä of the Valley of the Wind (1984) ที่กำกับโดย Hayao Miyazaki ภายใต้การผลิตของบริษัท Topcraft เมื่อภาพยนตร์ประสบความสำเร็จด้านคำวิจารณ์และรายได้ ทีมงานจึงรวมตัวกันเพื่อก่อตั้งสตูดิโอแห่งใหม่ที่อุทิศตนเพื่อสร้างแอนิเมชั่นคุณภาพระดับศิลปะ โดยชื่อ “Ghibli” มาจากชื่อสายลมในทะเลทรายซาฮารา ซึ่งมียุทธศาสตร์ว่า “Ghibli จะเป็นลมสายใหม่ที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของแอนิเมชันญี่ปุ่น”

ผลงานเด่น: My Neighbor Totoro (1988), Princess Mononoke (1997), Spirited Away (2001), Howl's Moving Castle (2004), The Boy and the Heron (2023)

ผลสำเร็จในบ็อกซ์ออฟฟิศ: Studio Ghibli คือปรากฏการณ์ระดับโลกที่ได้รับการยกย่องในด้านแอนิเมชั่นวาดมืออันเหนือกาลเวลา เนื้อเรื่องที่กินใจ และแก่นเรื่องที่เป็นสากล Spirited Away เคยครองสถิติภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ทำรายได้สูงสุดเป็นเวลาหลายปี และผลงานล่าสุดอย่าง The Boy and the Heron ก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในระดับนานาชาติ ด้วยรายได้กว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือกว่า 3.7 พันล้านบาท) ตอกย้ำชื่อเสียงในด้านความสำเร็จทั้งทางศิลปะและเชิงพาณิชย์โดยไม่พึ่งพาแฟรนไชส์ที่มีอยู่เดิม

2. Toei Animation: ราชาแห่งจักรวาลแอนิเมะญี่ปุ่น

Above “One Piece” ภาค Egghead Part 2 ที่กำลังออกอากาศในปัจจุบัน

ก่อตั้ง: 1948 (ในชื่อ Japan Animated Films), เปลี่ยนชื่อเป็น Toei Animation ในปี 1956

ที่ตั้ง: โตเกียว, ญี่ปุ่น

ความเป็นมา: Toei Animation ถือเป็นหนึ่งในสตูดิโอแอนิเมชั่นที่เก่าแก่และทรงอิทธิพลที่สุดในญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายตั้งแต่เริ่มต้นว่า “จะเป็น Disney แห่งตะวันออก” มุ่งมั่นผลิตแอนิเมชั่นคุณภาพสูงเพื่อฉายในโรงภาพยนตร์และบนหน้าจอโทรทัศน์ มีผลงานแอนิเมชั่นเรื่องแรกคือ Hakujaden (1958) หรือ The Tale of the White Serpent ซึ่งนับเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นสีเรื่องแรกของญี่ปุ่น และเปิดประตูสู่อุตสาหกรรมแอนิเมะอย่างเป็นทางการ Toei Animation ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้ปลุกชีวิตให้กับซีรีส์และตัวละครที่กลายเป็นไอคอนของวัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นและของโลก

ผลงานเด่น: Dragon Ball (1986-1989), One Piece (1999 – ปัจจุบัน), Sailor Moon (1992-1993), Dr. Slump (1997-1999)

ผลสำเร็จในบ็อกซ์ออฟฟิศ: Toei Animation คือยักษ์ใหญ่ที่แท้จริงในโลกแอนิเมะ พวกเขาใช้ประโยชน์จากความนิยมอันล้นหลามของแฟรนไชส์ที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน ภาพยนตร์อย่าง One Piece Film: Red (2022) และซีรีส์ Dragon Ball Super (2015–2018) ต่างครองตารางบ็อกซ์ออฟฟิศอย่างสม่ำเสมอ ดึงดูดฐานแฟนคลับจำนวนมหาศาลทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลก พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังอันยั่งยืนของทรัพย์สินทางปัญญาที่แข็งแกร่ง

3. CoMix Wave Films: ผู้วาดท้องฟ้าแห่งความทรงจำ

Above “Your Name” เรื่องราวปาฏิหาริย์ระหว่างของคนสองคนระหว่าง Mitsuha และ Taki ที่ต่างคนต่างฝันว่าตัวเองเปลี่ยนเป็นอีกคน ทั้งสองจึงต่างเดินทางเพื่อไขความลับของความฝัน จนกลายเป็นความผูกพันบางอย่าง

ก่อตั้ง: 2007

ที่ตั้ง: โตเกียว, ญี่ปุ่น

ความเป็นมา: CoMix Wave Films ก่อตั้งขึ้นหลังจาก Makoto Shinkai ประสบความสำเร็จจากภาพยนตร์อิสระอย่าง Voices of a Distant Star (2002) และ 5 Centimeters per Second (2007) สตูดิโอนี้จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นฐานสร้างสรรค์หลักของ Shinkai และทีมงานที่ต้องการผลิตงานแอนิเมชั่นเชิงศิลป์โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบสตูดิโอขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม

ผลงานเด่น: Your Name (2016), Weathering with You (2019), Suzume (2022)

ผลสำเร็จในบ็อกซ์ออฟฟิศ: CoMix Wave Films ภายใต้การดูแลของผู้กำกับมากวิสัยทัศน์ Makoto Shinkai ได้ให้คำนิยามใหม่ว่าภาพยนตร์แอนิเมชั่นต้นฉบับสามารถประสบความสำเร็จได้มากเพียงใด Your Name กลายเป็นปรากฏการณ์ไปทั่วโลก ทำเงินมากกว่า 380.15 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.23 หมื่นล้านบาท แซงหน้า Spirited Away ในฐานะภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ทำรายได้สูงสุดทั่วโลก (ก่อนจะถูก Demon Slayer: Mugen Train ทำลายสถิติ) ภาพยนตร์ของพวกเขาได้รับการยกย่องจากภาพที่สวยงามจับใจ ความลึกซึ้งทางอารมณ์ และการเล่าเรื่องที่ซับซ้อน ทำให้มีรายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศอย่างมหาศาลอย่างสม่ำเสมอ

4. Ufotable: ยุคใหม่ของผู้รังสรรค์แอนิเมชั่นที่ลุกเป็นไฟ

Above “Demon Slayer: Kimetsu no Yaiba – The Movie: Mugen Train” แอนิเมะระดับปรากฏการณ์ที่สามารถทำรายได้แซงหน้า “Spirited Away”

ก่อตั้ง: 2000

ที่ตั้ง: โตเกียว, ญี่ปุ่น

ความเป็นมา: Ufotable ก่อตั้งขึ้นโดยอดีตทีมงานจากสตูดิโอ TMS Entertainment และ Madhouse นำโดย Hikaru Kondo มีวิสัยทัศน์ในการผสานแอนิเมชั่น 2D แบบดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยี 3D และดิจิทัล เพื่อสร้างงานที่ “ล้ำกว่าทั้งในด้านภาพและการเล่าเรื่อง” แม้จะเริ่มต้นจากโปรเจ็กต์ขนาดเล็ก แต่ Ufotable ก็ได้รับความสนใจจากสไตล์ที่โดดเด่นและความกล้าหาญทางภาพ จนกลายเป็นสตูดิโอที่มีผู้ติดตามมากที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นในยุค 2010s–2020s

ผลงานเด่น: Demon Slayer: Kimetsu no Yaiba (2020–ปัจจุบัน), Demon Slayer: Kimetsu no Yaiba – The Movie: Mugen Train (2020), Demon Slayer: Kimetsu no Yaiba – The Movie: Infinity Castle (2025)

ผลสำเร็จในบ็อกซ์ออฟฟิศ: Ufotable ประสบความสำเร็จอย่างไม่เคยมีมาก่อนบนตารางบ็อกซ์ออฟฟิศจากการดัดแปลงมังงะ Demon Slayer ที่โด่งดังแบบตะโกนกับแอนิเมชั่น The Movie: Mugen Train ที่ทำลายสถิติมากมาย โดยกวาดรายได้ทั่วโลก 474.6 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.55 หมื่นล้านบาท และกลายเป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลตั้งแต่ในปี 2020 ที่ออกฉาย (ก่อนจะถูกทำลายสถิติจากภาค The Movie: Infinity Castle ที่มีกำหนดเข้าโรงในประเทศไทย 12 สิงหาคมนี้ ) รวมถึงการเป็นปรากฏการณ์แอนิเมชั่นระดับโลก ด้วยฉากแอ็คชั่นเข้มข้น ตระการตา และคุณภาพแอนิเมชั่นที่น่าทึ่ง

5. Coloroom Pictures: ผู้บุกเบิกจักรวาลแอนิเมชั่นจีนยุคใหม่

Above “Ne Zha 2” ก้าวขึ้นมาเป็นแอนิเมชั่นที่ทำรายได้สูงที่สุดตลอดกาลแทนที่ของ “Inside Out 2”

ก่อตั้ง: 2015

ที่ตั้ง: ปักกิ่ง, จีน

ความเป็นมา: Coloroom Pictures ก่อตั้งขึ้นเพื่อเติมเต็มวิสัยทัศน์ของ Beijing Enlight Pictures ในการสร้าง “จักรวาลภาพยนตร์จีนร่วมสมัย” สายแอนิเมชั่น แฟนตาซี และภาพยนตร์ที่มีรากจากวัฒนธรรมจีน

เป้าหมายของ Coloroom คือการยกระดับแอนิเมชั่นจีนให้ทัดเทียมกับ Pixar, Disney และ Studio Ghibli โดยเน้นการพัฒนา IP ดั้งเดิม (original intellectual properties) ที่สามารถขยายเป็นจักรวาลภาพยนตร์ขนาดใหญ่

ผลงานเด่น: Ne Zha (2019), Ne Zha 2 (2025), Jiang Ziya (2020)

ผลสำเร็จในบ็อกซ์ออฟฟิศ: Coloroom Pictures คือผู้บุกเบิกในยุคทองของแอนิเมชั่นจีน Ne Zha กลายเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ทำรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์จีนและประสบความสำเร็จอย่างมากทั่วโลกในปีที่ออกฉาย (รายได้รวมทั่วโลก 742.71 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2.43 หมื่นล้านบาท) แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันมหาศาลของแอนิเมชั่นจีนที่มีรากฐานจากตำนานอันรุ่มรวย และภาพยนตร์ที่ทุกคนรอคอยอย่าง Ne Zha 2 ก็สร้างประวัติศาสตร์ใหม่อีกครั้งด้วยยอดรายได้ทั่วโลก 2.06 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 6.92 หมื่นล้านบาท ทำให้ Ne Zha 2 ก้าวขึ้นมาเป็นแอนิเมชั่นที่ทำรายได้สูงที่สุดตลอดกาลแทนที่ของ Inside Out 2 (2024) ที่ครองสถิติเดิมอยู่ที่ 1.7 พันล้านดอลลาร์ ตอกย้ำสถานะของ Coloroom ในฐานะผู้เล่นรายสำคัญในเวทีระดับโลก

6. Mappa: ผู้ปลุกโลกแอนิเมะให้เร้าใจอีกครั้ง

Above “Attack on Titan: The Final Season” เสียงชื่นชมและการปิดฉากมหากาพย์ที่ตราตรึง

ก่อตั้ง: 2011

ที่ตั้ง: โตเกียว, ญี่ปุ่น

ความเป็นมา: Mappa ก่อตั้งโดย Masao Maruyama ขณะมีอายุ 70 ปี หลังจากลาออกจาก Madhouse ด้วยเป้าหมายในการสร้างสตูดิโอแอนิเมชั่นที่กล้าเล่าเรื่อง เข้มข้น ดิบ และแตกต่างจากแนวทางแอนิเมะแบบเดิมๆ Yuri!!! on Ice (2016) คือซีรีส์แรกที่ Mappa สร้างชื่อในระดับสากล ด้วยเนื้อหากล้าหาญ การเต้นบนลานน้ำแข็งที่สวยงาม และความสัมพันธ์เชิงลึกระหว่างตัวละคร

ตั้งแต่เริ่มต้น Mappa วางตัวเองเป็นสตูดิโอ “ทดลอง” ที่เปิดกว้างให้กับศิลปินรุ่นใหม่ พร้อมผลักดันขอบเขตของเนื้อหาและภาพให้แหลมคมขึ้นเรื่อยๆ จนกล่าวได้ว่า Mappa คือพลังใหม่แห่งโลกแอนิเมะญี่ปุ่น ที่ไม่เพียงเปลี่ยนวิธีเล่าเรื่อง แต่ยังเปลี่ยนวิธีที่ผู้ชมรู้สึกและตีความแอนิเมชั่น หาก Ghibli คือน้ำตกแห่งจินตนาการ Mappa ก็คือพายุฝนแห่งความจริง ที่มีความดิบ รุนแรง งดงาม และปลุกเร้า

ผลงานเด่น: Jujutsu Kaisen (แอนิเมะ, 2020–ปัจจุบัน), Dororo (2019), Chainsaw Man (2022), Attack on Titan: The Final Season (2024)

ผลสำเร็จในบ็อกซ์ออฟฟิศ: แม้จะโดดเด่นจากซีรีส์โทรทัศน์ที่ได้รับคำวิจารณ์อย่างล้นหลาม แต่ MAPPA ก็ประสบความสำเร็จในการนำแฟรนไชส์ยอดนิยมของตนสู่จอเงิน ดังเช่น Jujutsu Kaisen 0 (2021) ซึ่งเป็นภาคก่อนของแอนิเมะฮิต ทำรายได้อย่างมหาศาลทั่วโลกกว่า 180 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.91 พันล้านบาท) ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นโดยตรงจากความนิยมอย่างท่วมท้นของซีรีส์และชื่อเสียงของ Mappa ในด้านอนิเมชั่นคุณภาพสูงและเข้มข้น ขณะที่ Attack on Titan: The Final Season (2024) ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามจากการร้อยเรียงเนื้อหาที่ปิดฉากมหากาพย์อย่างสมศักดิ์ศรี ฉากแอ็คชั่นเร้าใจ และการสร้างภาพที่ตราตรึง

7. Light Chaser Animation: บทกวีแห่งภาพที่งดงามและทรงพลัง

Above “Chang An” เรื่องราวการเดินทางอันงดงามของกวี Li Bai และ Gao Shi ในยุครุ่งเรืองของราชวงศ์ถัง แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้และการเติบโตของพวกเขาในการแสวงหาอุดมคติ มิตรภาพ และความเชื่อส่วนบุคคล

ก่อตั้ง: 2013

ที่ตั้ง: ปักกิ่ง, จีน

ความเป็นมา: ก่อตั้งโดย Gary Wang อดีตผู้บริหารเว็บไซต์แชริ่งวิดีโอ Tudor.com มุ่งเน้นการผลิตภาพยนตร์แอนิเมชั่นคุณภาพสูง ที่ถ่ายทอดตำนานจีน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความงดงามทางสายตาในแบบที่เชื่อมโยงกับคนดูทั่วโลก Wang เปิดเผยในวันที่ประกาศเปิดตัวในปี 2013 ว่า Light Chaser Animation มุ่งเป้าไปที่ตลาดภาพยนตร์จีนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว (เติบโตขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ในปี 2012) และคาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่าจะแซงหน้าตลาดสหรัฐอเมริกาในด้านขนาดภายในปี 2020 ขณะที่ตลาดยังขาดแคลนเนื้อหาแอนิเมชั่นที่ผลิตในประเทศที่มีคุณภาพ

ผลงานเด่น: White Snake (2019), Green Snake (2021), Chang An (2023)

ผลสำเร็จในบ็อกซ์ออฟฟิศ: Light Chaser โดดเด่นด้วยผลงานอย่าง White Snake (ทำรายได้ทั่วโลก 61.6 ล้านดอลลาร์), Green Snake (90.7 ล้านดอลลาร์), และ Chang An (258.2 ล้านดอลลาร์) ที่เปรียบเสมือนจิตรกรรมเคลื่อนไหว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถระดับโลกในด้านศิลปะและการเล่าเรื่องแบบเอเชียร่วมสมัย

ความงามมีภาษาของตัวเอง และเสียงนั้นยิ่งดังกว่าเมื่อผูกโยงกับวัฒนธรรม

- Gary Wang, CEO, Light Chaser Animation -

8. Studio Mir: สตูดิโอชั้นนำแห่งการร่วมมือระดับโลก

Above “The Legend of Korra” ภาคต่อของ “Avatar: The Last Airbender” ว่าด้วยเรื่องราวของ Korra อวตารเผ่าน้ำที่กลับชาติมาเกิดของ Aang อวตารเผ่าลม

ก่อตั้ง: 2010

ที่ตั้ง: โซล, เกาหลีใต้

ความเป็นมา: ชื่อ “Mir” ได้แรงบันดาลใจจากชื่อสถานีอวกาศมีร์ ของโซเวียตที่ต่อมาคือรัสเซีย ที่มีนัยสำคัญถึง “ความก้าวหน้าโดยการร่วมมือ” ก่อตั้งโดย Yoo Jae Myung อดีตหนึ่งในผู้กำกับซีรีส์แอนิเมชั่นจากเรื่อง Avatar: The Last Airbender พวกเขาเป็นที่รู้จักจากการผลิตแอนิเมชั่นคุณภาพสูงทั้ง pre-production และ main production ให้กับทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดแอนิเมชั่นของสหรัฐอเมริกา อย่างเช่น การร่วมงานกับ Lucasfilm ใน Star Wars: Visions Volume 2 ตอน “Journey to the Dark Head” (2023) โดยมีผลงานล่าสุด คือ DMC: Devil May Cry ซีรีส์แอนิเมะดัดแปลงจากเกมเรื่องเดียวกัน สำหรับ Netflix ปี 2025

ผลงานเด่น: The Legend of Korra (2012–2014), Voltron: Legendary Defender (2016–2018), Kipo and the Age of Wonderbeasts (2020), DOTA: Dragon’s Blood (2021–2022)

ผลสำเร็จในบ็อกซ์ออฟฟิศ: แม้ไม่มีผลงานภาพยนตร์แอนิเมชั่นฉายในโรงภาพยนตร์ แต่ Studio Mir เป็นที่ยอมรับจากบรรดาแฟนๆ แอนิเมะทั่วโลกผ่านเจ้าของโปรเจ็กต์แอนิเมชั่นชั้นนำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Dreamworks, Warner Bros., Nickelodeon Animation Studio, Toei ความสำเร็จของ Studio Mir จึงไม่ได้วัดจากตัวเลขรายได้ในโรงภาพยนตร์แบบสตูดิโอกระแสหลัก แต่เน้นที่ความร่วมมือระดับโลก และการสร้างคอนเทนต์ฮิตบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง

อ่านเพิ่มเติม: ไกลยิ่งกว่ากระแสฮันรยู “KPop Demon Hunters” การเริ่มต้นยุคใหม่ของดนตรี K-pop

9. Visinema Pictures: ความภาคภูมิใจของภูมิภาค

Above “Jumbo” เรื่องราวของ Don เด็กชายอ้วนท้วนที่ถูกกลั่นแกล้ง ได้พบกับ Meri วิญญาณที่แสวงหาความช่วยเหลือ

ก่อตั้ง: 2008

ที่ตั้ง: จาการ์ตา, อินโดนีเซีย

ความเป็นมา: เริ่มต้นจากการผลิตโฆษณาและมิวสิกวิดีโอ โดยAngga Dwimas Sasongko และ Anggia Kharisma Visinema กลายเป็นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมภาพยนตร์อินโดนีเซียที่เป็นที่รู้จักในระดับประเทศและนานาชาติ ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องแรกของบริษัทคือ Hari Untuk Amanda (2010) ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในงาน Citra Award บริษัทเป็นที่รู้จักจากผลงานที่ได้รับรางวัลและได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Citra Award หลายเรื่อง เช่น Lights from the East: I Am Maluku (2014), Letters from Prague (2016), Cemara's Family (2018) และ Stealing Raden Saleh (2022)

ผลงานเด่น: Jumbo (2025)

ผลสำเร็จในบ็อกซ์ออฟฟิศ: Jumbo กลายเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ทำรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (24.70 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 802 ล้านบาท) แซงหน้าภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ระดับนานาชาติในอินโดนีเซียอย่าง Frozen 2 ของ Walt Disney Animation Studios ความสำเร็จนี้เน้นย้ำถึงศักยภาพที่กำลังเติบโตของอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นท้องถิ่นในการสร้างสรรค์ภาพยนตร์ที่เข้าถึงใจผู้ชมในประเทศ และประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์อย่างมากในภูมิภาคของตน

10. The Monk Studios: เพชรเม็ดงามเบื้องหลังแอนิเมชั่นระดับโลก

Above “Nine” ดัดแปลงจากเรื่องสั้น “หัวใจสีเทา” ในนวนิยายภาพ “Nine Lives” ของ ทรงศีล ทิวสมบุญ

ก่อตั้ง: 2006

ที่ตั้ง: กรุงเทพฯ, ไทย

ความเป็นมา: The Monk Studios ภายใต้การนำของ สุภณวิชญ์ สมสมาน หรือ “Juck Somsaman” อดีตผู้เชี่ยวชาญด้าน CGI ของวงการภาพยนตร์สหรัฐฯ มาพร้อมเป้าหมายที่อยากสร้างสตูดิโอผลิตผลงานแอนิเมชั่นและวิชวลเอฟเฟกต์สัญชาติไทยให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล จนปัจจุบันได้กลายเป็นหนึ่งในสตูดิโอแอนิเมชั่นระดับแถวหน้าของเมืองไทย ผู้ผลิตผลงานในระดับเวิลด์คลาสที่มุ่งผลิตแอนิเมชั่นให้ต่างประเทศเป็นหลัก สร้างผลงานในต่างประเทศมาแล้วมากมายรวมทั้งฮอลลีวูด และนำผลงานแอนิเมชั่นไทยไปคว้ารางวัลระดับโลกหลายต่อหลายรางวัล

ผลงานเด่น: Ne Zha (2019), Ne Zha 2 (2025), Rango (2011), Nine (2014)

ผลสำเร็จในบ็อกซ์ออฟฟิศ: ความสำเร็จในระดับโลกของ Ne Zha (2019) และ Ne Zha 2 (2025) แม้จะผลิตโดยสตูดิโอจีนอย่าง Coloroom Pictures และ Chengdu Coco Cartoon แต่งานแอนิเมชั่นสเกลยักษ์เหล่านี้มักมีการใช้บริการสตูดิโอวิชวลเอฟเฟกต์ระดับมืออาชีพจากทั่วโลก ซึ่งรวมถึงสตูดิโออย่าง The Monk Studios ด้วย นอกจากนี้พวกเขายังอยู่เบื้องหลังโปรเจ็กต์ระดับสากลมากมาย เช่น Disney, Nickelodeon และ Universal

สตูดิโอทั้งสิบแห่งนี้เป็นตัวแทนของภูมิทัศน์แอนิเมชั่นที่หลากหลายและมีพลวัตของเอเชีย แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นด้วยพลังของแฟรนไชส์ที่ก่อตั้งมานานหรือวิสัยทัศน์ที่กล้าหาญของการเล่าเรื่องแบบต้นฉบับ ทวีปนี้ก็คือพลังที่ไม่อาจปฏิเสธได้บนตารางบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลก

Topics

Usanisa Wongmongkolrit
Assistant Editor, Power & Purpose, Tatler Thailand
Tatler Asia

อุษณิษา ว่องมงคลฤทธิ์ ผู้ดูแลเนื้อหาด้านการเงิน การลงทุน และการบริหารจัดการสินทรัพย์ พร้อมขยายพรมแดนความมั่งคั่งไปยังพื้นที่แห่งความสุข เช่น การดูหนัง ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ ด้วยความเชื่อว่าความรื่นรมย์อยู่ในทุกช่วงจังหวะของชีวิต และสามารถสร้างพลังงานใหม่ๆ ให้กับผู้คนได้ไม่สิ้นสุด