เพราะความผูกพันจึงยังคงมีความประทับใจให้คิดถึง มาย้อนรำลึกการ์ตูนผู้หญิงเรื่องเด่นจากอดีตที่ยังทรงคุณค่าในใจผู้อ่าน มังงะดังที่ต้องติดตามว่าจะถึงตอนจบเมื่อไหร่ และเรื่องเอกที่กำลังฉายในเวอร์ชั่นภาพยนตร์แอนิเมะทาง Netflix
มังงะ (漫画, comics, graphic novel) หรือการ์ตูน ได้รับความนิยมและฝังรากลึกอยู่ในชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่นมาช้านาน และค่อยๆ ขยายฐานผู้อ่านออกนอกประเทศในช่วงปี 1970s โดยช่วงต้นที่หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นเข้าสู่ประเทศไทยจะเป็นมังงะโชเน็น (少年漫画) หรือการ์ตูนเด็กผู้ชาย ซึ่งมักออกแนวต่อสู้ เช่น เจ้าหนูลมกรด เจ้าหนูปรมาณู หน้ากากเสือ ฯลฯ ตามมาด้วยมังงะโชโจ (少女漫画) หรือการ์ตูนสำหรับเด็กผู้หญิงที่ถือเป็นยุคทองในช่วงปี 1970-1980s
เสน่ห์ของมังงะโชโจอยู่ที่ความสามารถพิเศษในการผสมผสานเรื่องราวที่กระตุ้นอารมณ์ ความงามเชิงสุนทรียะ และการเติบโตของตัวละครในรูปแบบที่เข้าถึงผู้อ่านได้อย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความอิจฉาริษยา มิตรภาพ ความเหงา และความหวัง ซึ่งตัวละครมักจะค้นหาตัวตน ความสัมพันธ์ และอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ด้วยความรู้สึกสมจริง

Above “Princess Knight” (1953) หรือ "ริบบ้อนเจ้าอัศวิน" มังงะโชโจยุคแรกๆ โดย Osamu Tezuka ผู้ได้รับการขนานนามว่าปรมาจารย์แห่งการ์ตูน และ Walt Disney ของญี่ปุ่น สร้างสรรค์มังงะเจ้าหญิง “แซฟไฟร์ (Sapphire)” ที่ยังคงได้รับคำชมจากแฟนๆ และนักวิจารณ์จนถึงปัจจุบัน ว่าเป็นผลงานที่ท้าทายบรรทัดฐานทางเพศอย่างสร้างสรรค์ ด้วยการสร้างตัวละครผุ้หญิงที่ถูกเลี้ยงดูมาเป็นเด็กผู้ชาย (ภาพ: www.cbr.com)
จุดเด่นอีกประการหนึ่งของมังงะโชโจคือรูปแบบงานศิลป์ที่มีรายละเอียดสวยงาม เส้นสายนุ่มนวล และการสร้างสัญลักษณ์เชิงภาพที่ถ่ายทอดอารมณ์ (เช่น กลีบดอกไม้หรือประกายแวววาว) ให้ผู้อ่านได้ดื่มด่ำไปกับโลกภายในของตัวละคร ทำให้หลายเรื่องที่ออกเผยแพร่ในทศวรรษ 70-80s ยังอยู่ในความทรงจำแสนงาม ดังเช่น 5 เรื่องแนะนำที่อยากให้ได้ลองสัมผัส
อ่านเพิ่มเติม: 6 เทศกาลญี่ปุ่นสุดน่าหลงใหล สำหรับผู้รักงานศิลปะ
กุหลาบแวร์ซายส์ (1972-1973): มังงะตาหวานแหวกขนบผู้หญิง
มังงะอิงประวัติศาสตร์ช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส (1789) ในยุคสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ที่มีตัวละครหลักคือ “พระนางมารี อองตัวแน็ต” ราชินีฝรั่งเศสในพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และ “ออสการ์ ฟรังซัวส์ เดอ จาร์เจ” หัวหน้าองครักษ์ของพระนางมารี อองตัวแน็ต ซึ่งเป็นบุตรสาวนายพลที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบผู้ชายจนเติบโตมาเป็นนายทหาร เชื่อมโยงกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติจนไปสู่โศกนาฏกรรมในตอนท้าย โดยผสมผสานทั้งบุคคลจริงในประวัติศาสตร์และตัวละครที่สร้างขึ้นมาอย่างกลมกลืน
กุหลาบแวร์ซายส์ (ベルサイユのばら, The Rose of Versailles) เขียนและวาดภาพโดย Riyoko Ikeda ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารมังงะโชโจ Margaret ของสำนักพิมพ์ชูเอฉะระหว่างปี 1972-1973 และประสบความสำเร็จทันทีตั้งแต่วางจำหน่าย โดยปัจจุบันจำหน่ายไปได้แล้วกว่า 23 ล้านเล่มทั่วโลก
สิ่งที่น่าสนใจคือตัวผู้เขียนที่กล่าวกันว่า Ikeda ใช้เหตุการณ์การปฏิวัติฝรั่งเศสเพื่อสะท้อนความเป็นนักสตรีนิยมและแนวคิดฝ่ายซ้ายของเธอ ผ่านการเล่าเรื่องใน กุหลาบแวร์ซายส์ ซึ่งเน้นสัจนิยมทางสังคมที่ได้รับการสนับสนุนโดยขบวนการคอมมิวนิสต์ของญี่ปุ่น โดยกล่าวถึงประเด็นต่างๆ เช่น สถานะที่ด้อยกว่าของผู้หญิง ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชนชั้นทางเศรษฐกิจ หน้าที่ของพลเมือง รวมถึงความชอบธรรมในการก่อปฏิวัติของประชาชนที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ
ผลงานเรื่องนี้นอกจากนำมาซึ่งชื่อเสียง รายได้ และกลายเป็นผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเธอ ก็ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านวงการมังงะโชโจ จากกลุ่มผู้อ่านที่มักเป็นเด็กผู้หญิง ได้ขยับขยายฐานมาสู่กลุ่มผู้ใหญ่ เพราะ กุหลาบแวร์ซายส์ มีความแตกต่างจากการ์ตูนตาหวานทั่วไปที่เน้นเรื่องราวโรแมนติก ความรักในแบบหญิง-ชาย มาเป็นการนำเสนอเนื้อหาในเชิงการเมืองและสังคมอย่างจริงจัง (การปฏิวัติและการลุกฮือของประชาชน) รวมถึงประเด็นรักร่วมเพศ และเพศสภาพของตัวละคร ซึ่งต่างจากแนวความรักหญิง-ชายในยุคนั้น
กุหลาบแวร์ซายส์ ถูกนำไปดัดแปลงในหลายรูปแบบ ทั้งซีรีส์แอนิเมะ และภาพยนตร์ฉบับคนแสดง ละครเพลง และวิดีโอเกม ต่อมาเมื่อปี 2022 ได้มีการประกาศสร้าง กุหลาบแวร์ซายส์ ฉบับภาพยนตร์แอนิเมะเพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีของมังงะในความทรงจำ ซึ่งขณะนี้สามารถรับชมได้ทาง Netflix ตั้งแต่ 30 เมษายนที่ผ่านมา
Above ตัวอย่างภาพยนตร์แอนิเมะ “กุหลาบแวร์ซายส์” ที่กำลังออกฉายทาง Netflix
แคนดี้ แคนดี้ สาวน้อยจอมแก่น (1975): ความสำเร็จที่มาพร้อมประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา
เรื่องราวของสาวน้อย “แคนดี้ ไวท์” ที่เติบโตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และมีโอกาสได้พบและพูดคุยกับบรุษปริศนาที่ก่อนจะหายตัวไปเผลอทิ้งตราประจำตระกูลอันเดรไว้แล้วเธอเก็บมา ต่อมามีผู้อุปการะรับแคนดี้ไปเลี้ยงในฐานะคนใช้และเป็นเพื่อนเล่นคุณหนูแห่งตระกูลอาเดรย์ แต่มักถูกกลั่นแกล้งเป็นประจำ โชคดีที่เธอเจอเพื่อนที่ดี กระทั่งโชคชะตานำพาแคนดี้เข้าไปอยู่ตระกูลอันเดรในฐานะบุตรบุญธรรมของผู้มีอำนาจสูงสุดในตระกูล
มังงะที่มีพลอตในสไตล์ Daddy Long Legs หรือ คุณพ่อขายาว เรื่องนี้คือหนึ่งในการ์ตูนญี่ปุ่นในไทยยุคแรกๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เขียนเรื่องโดย Kyoko Mizuki วาดภาพโดย Yumiko Igarashi ที่ร่วมกันเสกสรรค์เรื่องราวเกี่ยวกับความรัก มิตรภาพและการแบ่งปัน ความพยายามและอดทน และการเสียสละ
“ฉันสูญเสียแม่ไปตอนอายุ 21 ปี ตอนนั้นฉันอยู่คนเดียวในโลก การเขียนหนังสือช่วยเยียวยาความเศร้าโศกของฉัน” Mizuki กล่าว โดยก่อนที่จะเขียน แคนดี้ฯ เธอบอกมีสิ่งหนึ่งที่บางคนคิดว่า “‘ใครเป็นแม่ของเธอไม่ใช่ประเด็น ไม่ว่าพ่อแม่จะเป็นใคร คุณต้องยอมรับชะตากรรมของตัวเองและยืนหยัดด้วยตัวเอง’ ฉันอยากพูดแบบนั้น เมื่อเริ่มเขียนมังงะเรื่องนี้ ซึ่งสองปีหลังจากแม่เสียชีวิต พ่อก็มาเสียชีวิตอีกคนเมื่อฉันอายุ 12 ปี ฉันจึงใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเพราะฉันเป็นลูกคนเดียวของพวกเขา… เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงหลายปีที่ฉันเขียนเรื่องราวของแคนดี้ ฉันก็ตระหนักว่าฉันเยียวยาความเจ็บปวดของตัวเองได้ด้วยการเขียน”
อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของ แคนดี้ แคนดี้ สาวน้อยจอมแก่น ที่กลายเป็นมังงะอมตะขึ้นหิ้งของยุค 70-80s และยังถูกนำไปดัดแปลงเป็นแอนิเมะ รวมถึงการให้เช่าสิทธิในการนำคาแร็กเตอร์ตัวละครในเรื่องไปผลิตเป็นสินค้ามากมาย ก็นำไปสู่ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างตัวผู้เขียนเรื่องและผู้วาดภาพ Yumiko Igarashi
Igarashi ได้เข้าไปพัวพันกับการต่อสู้ทางกฎหมายหลายครั้งเกี่ยวกับสิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญาในฐานะนักวาดภาพประกอบมังงะเรื่องนี้ Igarashi อ้างว่าเธอเป็นผู้วาดภาพตัวละครในซีรีส์แอนิเมะ จึงควรถือครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาแต่เพียงผู้เดียว และไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากผู้เขียนในการอนุญาตให้ผลิตสินค้าตามรูปลักษณ์ของตัวละคร ข้อพิพาทในปี 1999 ศาลได้มีคำตัดสินที่ขัดกับความต้องการของ Igarashi โดยระบุว่าทั้งเธอและ Mizuki มีสิทธิเท่าเทียมกันในคาแร็กเตอร์ตัวละคร และพิพากษาให้ Igarashi มอบค่าชดเชยให้กับ Mizuki จำนวน 3 เปอร์เซ็นต์ของค่าลิขสิทธิ์สินค้าทั้งหมดที่ผลิตขึ้นโดยไม่ได้รับความยินยอมจาก Mizuki
การต่อสู้ทางกฎหมายครั้งนี้ทำให้แฟรนไชส์ของมังงะโชโจ แคนดี้ แคนดี้ สาวน้อยจอมแก่น หยุดชะงักเป็นเวลาหลายปี กระทั่งปี 2004 ก็มีการผลิตสินค้าจากคาแร็กเตอร์เรื่องดังนี้ออกมาบ้าง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทั้งคู่ได้บรรลุข้อตกลงบางอย่างไปบ้างแล้ว
อ่านเพิ่มเติม:
เมื่อโลกวรรณกรรมบรรจบแรงดึงดูดทางสถาปัตยกรรม พบ 8 ร้านหนังสือในเอเชียที่สวยจนตะลึง

Above “แคนดี้ แคนดี้ สาวน้อยจอมแก่น” มังงะโชโจขึ้นหิ้งในตำนานยุค 70s (ภาพ: www.pinterest.com)
คำสาปฟาโรห์ (1976-): คำสาปที่ยังไร้บทอวสาน
มังงะโชโจที่ถูกตั้งคำถามเชิงขบขันมาตลอดหลายสิบปีว่า ระหว่างตัวผู้เขียนกับผู้อ่านใครจะถึงตอนจบก่อนกัน เพราะปัจจุบัน Chieko Hosokawa ผู้เขียนเรื่องและวาดภาพมีอายุถึง 90 ปีแล้ว แต่เรื่องราวของ คำสาปฟาโรห์ ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะถึงบทสุดท้าย แม้เพิ่งวางจำหน่ายเล่มที่ 70 (ฉบับภาษาไทย) ในปีนี้ก็ตาม (เล่มที่ 69 วางจำหน่ายในปี 2024)
“ใจหนึ่งก็อยากเขียนให้จบเพราะอายุมากแล้ว เกรงว่าจะเขียนไม่จบ แต่อีกใจหนึ่งก็ยังไม่อยากให้จบ” Hosokawa ผู้เขียนได้เปิดเผยความในใจที่ทำให้ผู้อ่านต้องคอยลุ้นกันต่อไปว่ามังงะเรื่องนี้จะจบลงเมื่อไหร่
คำสาปฟาโรห์ (王家の紋章, Ouke no Monshou, Crest of the Royal Family) ที่ปัจจุบันใช้ชื่อเรื่องตามเสียงภาษาญี่ปุ่นว่า โอเคะ โนะ มอนโช (ตามเงื่อนไขของผู้เขียนที่อยากให้ทุกเวอร์ชั่นภาษาต่างๆ มีฟอร์แมตเดียวกัน ชื่อเรื่องตรงกับชื่อภาษาญี่ปุ่น และต้องเป็นอักษรคันจิ) เริ่มตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสารมังงะโชโจรายเดือน Princess ในปี 1976 บอกเล่าเรื่องราวของ “แครอล” สาวน้อยวัย 15 ทายาทมหาเศรษฐีชาวสหรัฐเมริกา ผู้หลงใหลโบราณคดีอียิปต์ ถูก “ไอซิส” พี่สาวฟาโรห์เมมฟิส นำตัวมาอยู่อียิปต์เมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช เพราะอาฆาตแค้นที่ครอบครัวแครอลไปรบกวนการหลับใหลของน้องชาย จนเกิดเรื่องราวตามมาอีกมากมาย โดยปัจจุบัน คำสาปฟาโรห์ ก็ยังคงลงตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องในนิตยสาร Princess
นอกจากลายเส้นที่คมชัด สวยงาม พลอตคลาสสิกที่พระเอกเป็นฟาโรห์นิสัยโหดร้าย เอาแต่ใจ แต่ก็มีความอ่อนโยนเมื่อเกิดความรักต่อแครอล หญิงสาวผมทอง ผิวขาว จากโลกอนาคต การดึงประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณและอาณาจักรใกล้เคียงที่เต็มไปด้วยความลึกลับอย่างการทำมัมมี่ ความเชื่อเรื่องเทพเจ้าและเวทมนตร์ และการต่อสู้ มารวมกับการชิงรักหักสวาท ทำให้ คำสาปฟาโรห์ เป็นหนึ่งในมังงะที่ครองใจนักอ่านมาตลอด 50 ปี สร้างความรู้สึกผูกพันและเติบโตไปพร้อมๆ กัน รวมทั้งปลุกความสนใจศึกษาโบราณคดีอียิปต์มากขึ้นด้วย ขณะเดียวกันก็ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจของการสร้างสรรค์การ์ตูนและนิยายอีกหลายเรื่อง เช่น สวรรค์ลำน้ำแดง (ตะวันรักที่ปลายฟ้า) ของนักเขียน Shinohara Chie นางเอกสาวยุคปัจจุบันข้ามเวลาไปรักกับกษัตรย์เมืองฮิตไทป์
หน้ากากแก้ว (1976-): สู่ฝันนางฟ้าสีแดง
เช่นเดียวกับ คำสาปฟาโรห์ เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผู้อ่านต้องเอาใจช่วยให้ถึงเล่มจบ หน้ากากแก้ว หรือ นักรักโลกมายา (ガラスの仮面, Glass Mask) ผลงานของ Suzue Miuchi เขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1976 วางจำหน่ายจนถึงเล่มที่ 49 (วางจำหน่ายปี 2012) และกำหนดวางจำหน่ายเล่มที่ 50 ที่ญี่ปุ่นในวันที่ 27 พฤษภาคม 2014 แต่ถูกผู้เขียนแจ้งเลื่อนวันวางจำหน่ายออกไป (จนถึงปัจจุบันก็ยังค้างเติ่งที่เล่ม 49) อย่างไรก็ดีในวันที่ 24 สิงหาคมปีเดียวกัน (2014) Miuchi ได้ให้สัมภาษณ์ว่าเธออยู่ในช่วงใกล้จบของมังงะเรื่องนี้แล้ว
หน้ากากแก้ว เล่าเรื่องราวของ “มายะ” เด็กสาวที่ดูธรรมดา ฐานะยากจน แต่พรสวรรค์ด้านการแสดงของเธอโดดเด่นจนเข้าตา “จิงุสะ” อดีตดาราดังที่เสียโฉมเพราะอุบัติ้เหตุ จึงได้ชักจูงเข้าสู่วงการมายา มายะมีความฝันสูงสุดคือการได้รับบท “นางฟ้าสีแดง” ซึ่งจิงุสะเคยแสดงไว้จนเป็นตำนาน แต่มายะก็ต้องเผชิญกับคู่แข่งคนสำคัญคือ “อายูมิ” ที่ต้องมาห่ำหั่นกันทางการแสดงเพื่อให้ได้รับบทเดียวกัน โดยมี “คุณกุหลาบสีม่วง” คอยเป็นกำลังใจให้มายะมาตั้งแต่เข้าสู่วงการ
หน้ากากแก้ว เป็นมังงะที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ทั้งในประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งนอกจากหนังสือการ์ตูนแล้ว หน้ากากแก้วยังโด่งดังจนถูกนำมาสร้างเป็นละครวิทยุ ภาพยนตร์การ์ตูน ละครโทรทัศน์ ละครเวที ละครโน ขณะที่บ้านเราครั้งหนึ่งก็เคยมีการผลิตเป็นละครโทรทัศน์ชื่อเรื่องเดียวกันเมื่อปี 1988 นำแสดงโดย อรพรรรณ พานทอง (หรืออรพรรณ วัชรพล ในปัจจุบัน), อริชัย อรัญนารถ และกันตา ดานาว

Above “หน้ากากแก้ว” หรือ “นักรักโลกมายา” มังงะโชโจยอดฮิตยุค 70s ที่ผู้เขียนไม่ได้วาดตอนใหม่มากว่า 10 ปีนับตั้งแต่เล่มหลังสุดที่วางจำหน่ายเมื่อปี 2012 (ภาพ: www.pinterest.com)
มนต์รักโยโกฮาม่า (1981-1984): การล่าฝันของผู้หญิงสายสตรอง
เรื่องราวเกี่ยวกับความรักและความฝันอันยิ่งใหญ่ของสองสาว “อูโนะ” กับ “คุณหนูมาริโกะ” ที่เติบโตเป็นเพื่อนเล่นกันมาในฐานะบ่าวกับนาย เริ่มต้นขึ้นช่วงปี 1870s ในยุคเมจิที่มีการเปลี่ยนแปลงจากระบบโชกุนเป็นคณะรัฐบาล และเป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นเปิดรับอิทธิพลและการค้าจากตะวันตกโดยเฉพาะที่เมืองโยโกฮาม่า ที่ได้กลายเป็นประตูต้อนรับชาวต่างชาติมากมายจากการเป็นเมืองท่า ช่วงเวลาดังกล่าวพ่อแม่ของอูโนะวัยเจ็ดขวบได้เสียชีวิตลง เธอจึงถูกพาเข้าไปอยู่ในบ้านของตระกูลคาโนเพื่อดูแลคุณหนูมาริโกะผู้แสนสวยซึ่งมีอายุเท่ากัน ทั้งสองได้เข้าเรียนในโรงเรียนมิชชันนารี โดยมีความฝันอันย่ิงใหญ่ในการเดินทางไปดินแดนที่อยู่อีกฟากของทะเล แต่เพราะพวกเธอหลงรักผู้ชายคนเดียวกัน ทำให้ผู้อ่านต้องติดตามเนื้อหาของมังงะเรื่องนี้กันว่ามิตรภาพของทั้งคู่ต้องสั่นคลอนหรือถูกทำลายลงหรือไม่
ความน่าสนใจหนึ่งของ มนต์รักโยโกฮาม่า (ヨコハマ物語, Yokohama Monogatari, The Story of Yokohama) คือการสร้างคาแร็กเตอร์สองตัวละครหลักที่แหวกขนบ เป็นผู้หญิงหัวก้าวหน้าสายสตรอง แตกต่างจากผู้หญิงญี่ปุ่นทั่วไปในยุคนั้นที่ให้ความสำคัญแต่กับงานบ้านงานเรือน และการเรียนหนังสือกับการทำธุรกิจก็เป็นเรื่องผิดวิสัย Yamato Waki สร้างสรรค์มังงะเรื่องนี้ให้มีความเป็นเฟมินิสม์ ด้วยการเพิ่มบทบาท หน้าที่ และความสำคัญให้กับผู้หญิง ซึ่งจะเห็นว่าทั้งอูโนะและมาริโกะไม่ใช่กุลสตรีแบบเบญจกัลยาณี เป็นผ้าที่พับไว้เรียบกริบเพียงอย่างเดียว แต่พวกเธอได้ผสมผสานลักษณะของหญิงยุคใหม่ที่เฉลียวฉลาด มีความแกร่งกล้า เป็นผู้นำที่เฉียบขาด เข้ากับความเป็นกุลสตรีแบบโบราณได้อย่างลงตัวตามกาลเทศะและสถานการณ์ในแต่ละครั้ง ซึ่งทำให้สถานการณ์หรือวิกฤติทั้งหลายคลี่คลายไปในทางที่ดีในท้ายที่สุด

Above “มนต์รักโยโกฮาม่า” มังงะโชโจที่นำเสนอแนวคิดเฟมินิสม์ด้วยการวางบทบาทให้กับตัวละครหลักเป็นผู้หญิงหัวก้าวหน้าแห่งยุค (ภาพ: www.pinterest.com)

Above นิทรรศการประจำปี 2019 ของพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์โอะสะระงิ จิโระ ในเมืองโยโกฮาม่า ที่นำเสนอผ่านธีมมังงะ “มนต์รักโยโกฮาม่า” ของ Yamamoto Waki
Topics








