ทายาทรุ่นที่ 3 ของกันตนา กรุ๊ป 'เต้ ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก' ผู้สืบทอดธุรกิจบันเทิงของครอบครัวด้วยความคิดสร้างสรรค์และวิสัยทัศน์ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ แม้จะต้องทำงานร่วมกับครอบครัวต่างเจเนอเรชั่น แต่เขายังคงรักษาเอกลักษณ์ของกันตนาและผลักดันให้ธุรกิจบันเทิงนี้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ทายาทรุ่นที่สามแห่งตระกูลกัลย์จาฤก เต้ ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก เป็นผู้ที่คนไทยคุ้นหน้าในฐานะผู้จัดรายการโทรทัศน์มากฝีมือที่สร้างความนิยมได้แม้รายการจะจบไปแล้ว เต้เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจในการสืบทอดธุรกิจบันเทิงขนาดใหญ่ของครอบครัวอย่าง กันตนา กรุ๊ป ซึ่งถือเป็น “มรดกชิ้นแรก” ที่เขาได้รับตั้งแต่เกิด
เต้ไม่เพียงสานต่อธุรกิจด้วยความเคารพต่อรากฐานเดิม แต่ยังนำแนวคิดทันสมัยผสานเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์เพื่อผลักดันให้กันตนาก้าวไปข้างหน้า เขาเผชิญความท้าทายในการทำงานร่วมกับคนต่างเจเนอเรชั่น โดยนำประสบการณ์ของครอบครัวมาปรับใช้ในการสร้างความบันเทิงที่ตอบโจทย์ยุคปัจจุบัน
อ่านเพิ่มเติม: Combined with Three Generations: ถอดบทเรียนเมื่อสามเจเนอเรชั่นในครอบครัว สุโกศล ร่วมงานกันที่ เดอะสยาม

Above เต้ ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ทายาทรุ่นที่สามแห่งตระกูลกัลย์จาฤก ผู้สืบทอดธุรกิจบันเทิงขนาดใหญ่ของครอบครัว กันตนา กรุ๊ป (ภาพ: Termsit Siriphanich)
เคยคิดไหมว่าจะกลับมาสานต่อธุรกิจของที่บ้าน
ไม่เลย ไม่เคยคิดเลย เป็นสิ่งที่คุณพ่อ (จาฤก กลย์จาฤก) รู้มาตลอดว่าเต้ไม่ได้อยากมาทำกิจการของที่บ้าน แต่เต้รู้ตัวมาตลอดว่ากันตนาคือมรดกที่ติดตัวมาแต่เกิด และเต้อยู่กับสิ่งนี้มาตั้งแต่เกิด เต้เห็นการเกิด ดับ เห็นวงล้อวัฏจักรของวงการบันเทิง การทำงาน ความไม่เที่ยง เต้ก็ขอไปใช้ชีวิตเมืองนอกสักพักหนึ่ง พอถึงวันที่ต้องกลับมาไทย คุณพ่อก็ถามเรื่องทำงาน อะไรไม่รู้ดลใจตอบตกลงไป แต่ในเงื่อนไขที่ต้องเป็นการทำงานในแบบของเรา ในแบบที่เราชอบเท่านั้น
ใช้เวลานานไหม จากการเริ่มทำงานถึงวันที่ผลงานได้รับการพูดถึง
ต้องแบ่งออกเป็นหลายส่วน เข้ามาช่วงแรกเต้เริ่มจากเป็นเลขาฯ ให้กับคุณพ่อ แต่อยากทำรายการใช่ไหม เต้ ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ต้องไปเรียนเอง เขียน proposal หาสปอนเซอร์ หาช่อง นานอยู่กว่าจะทำได้ จนได้มากำกับรายการเป็นของตัวเอง
ส่วนหนึ่งต้องบอกว่าตัวเองโชคดีมากๆ ที่เกิดมาในครอบครัวกัลย์จาฤก ความเข้าใจในธุรกิจที่ทำกันมาตั้งแต่สมัยคุณปู่คุณย่า (ประดิษฐ์-สมสุข กัลย์จาฤก) เขาเปิดโอกาสให้เราได้ลองทำ หลายอย่างทำไปแล้วขาดทุนก็มี กำไรก็มี บางอย่างก็ดัง บางอย่างก็ดับ ซึ่งเขาไม่มีปัญหาอะไรเลย ทุกอย่างเป็นการเรียนรู้ เพราะในอนาคตเขามองว่าจะต้องมี new idea, new generation, new era แล้วมันต้องเกิดจากการลองเสี่ยงเท่านั้น
ความโดดเดี่ยวในการทำงาน ในฐานะพี่คนโตที่เริ่มงานกับที่บ้านเป็นคนแรก เป็นปัญหาไหม
ปรึกษาคุณย่า คุณพ่อ ได้ตลอด แต่เต้ก็เลือกจะไม่ปรึกษาเอง It’s me. เราเลือกทำเองแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบกับมันเอง คุณปั้นโปรเจ็กต์นี้เอง หาเงิน หาลูกค้ามาให้ได้สิ เราต้องรับผิดชอบมันเอง ท้าต่อยกันหลังกองก็ยังทำมาแล้ว (หัวเราะ) ถ้าเรื่องไม่สุดทางจริงๆ เต้จะไม่ได้ปรึกษาใครเลย
เรื่องไหนที่ต้องปรึกษากับทางครอบครัว
(หัวเราะ) เรื่องที่มันเกินอำนาจการจัดการของเรา เรื่องการจัดการบริหาร บางทีมันสุดเพดานของเราแล้ว เราทำต่อไม่ได้แล้วจริงๆ ถ้ามันไม่มีการปรับเปลี่ยน คนรุ่นต่อไปก็จะทำงานไม่ได้ หรือทำได้แต่ลำบาก ซึ่งเต้ก็บอกนะว่า ขอบคุณที่ได้วางรากฐานที่แข็งแรงมา สิ่งนี้ช่วยให้เต้ น้องๆ และทุกคนมีวันนี้ได้ แต่ถ้าเราจะไปต่อ ก็ต้องมีการปรับ มีเปลี่ยนแปลง ซึ่งตอนนี้ถึงเวลาแล้ว เราจะพอแค่นี้ไม่ได้ เราต้องไปต่อ พอเป็นเรื่องนี้ เต้ ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ก็ต้องมีการปรึกษาข้างบนนิดหนึ่ง
อ่านเพิ่มเติม: แพรว พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช ทายาทรุ่น 3 ชาตรามือ กับชาที่ชงด้วยใจและอยากให้ดังไกลไปทั่วโลก
ในฐานะพี่ใหญ่ของครอบครัวกัลย์จาฤกในเจเนอเรชั่นที่สาม มีเรื่องอะไรที่อยากเล่าให้เราฟังบ้างไหม
สำหรับ 30 คนในรุ่นนี้ เต้เห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆ เรารู้จักกันและกัน รู้จักพ่อแม่ของกันและกัน รู้ธรรมชาติของแต่ละครอบครัว ของแต่ละคน เพราะทั้งหมดเราอยู่ในสายตาซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี
ในอีกมุมหนึ่ง การทำงานกับญาติพี่น้องเราต้องระมัดระวังเรื่องความอ่อนไหวที่บริษัททั่วไปจะไม่มี เพราะฉะนั้นมันคือการถนอมน้ำใจซึ่งกันและกัน บางวันเต้ต้องรับบทตำรวจโหด แต่รุ่นคุณพ่อพวกเขาจะรับบทตำรวจดี (หัวเราะ) ซึ่งถามว่าสำหรับเต้มันง่ายมาก กับการแสดงออกแบบตรงไปตรงมาว่าชอบ ไม่ชอบ เลยยิ่งทำให้เต้ทำงานได้ง่ายกว่าเดิมอีก (หัวเราะ)
ยากไหมกับการจัดการคนในครอบครัวเกือบ 30 คน
ยากมาก ยากที่สุด การจัดการบริหารธุรกิจครอบครัวเป็นอะไรที่ (จับศีรษะ) Oh my god! (หัวเราะ) แต่สิ่งหนึ่งที่เต้เตือนตัวเองเสมอคือ อะไรที่ไม่ใช่หน้าที่ของเรา ไม่ต้องเข้าไปจัดการ ให้คนที่เขามีหน้าที่จัดการไป ที่คิดแบบนี้ได้เป็นเพราะกันตนาเป็นบริษัทที่มีการแบ่งส่วนการทำงานไว้เรียบร้อยแล้ว ด้วยตำแหน่งถ้าเต้เห็นอะไรไม่ดี ไม่พอใจ ยื่นมือเข้าไปยุ่งทุกเรื่อง มันจะกลายเป็นปัญหาการบริหาร ทำได้แค่รับรู้ รับทราบ และให้คนที่ดูแลเป็นคนจัดการจะดีที่สุด เพราะคุณเต้ ปิยะรัฐ กัลย์จาฤกไม่ได้เป็นซีอีโอ ไม่ได้เป็นประธาน (หัวเราะ)
เรื่องที่หนักใจที่สุดในการสืบต่อกิจการของครอบครัว
คงเป็นเรื่องการถนอมน้ำใจ (ถอนหายใจ) อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ความละมุนละม่อมและการประนีประนอม สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องยากมาก เมื่อครอบครัวมีการแต่งงาน สมาชิกคนใหม่เข้ามา เรื่องเหมือนในละครกันตนาก็มีในบ้านกัลย์จาฤก แต่ทั้งหมดนี้เราแก้ปัญหาด้วยธรรมนูญครอบครัวที่จัดทำกันขึ้นมา ซึ่งสิ่งนี้แก้ปัญหาให้ครอบครัวใหญ่ และการทำธุรกิจได้มาก

Above เต้ ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ทายาทรุ่นที่สามแห่งตระกูลกัลย์จาฤก ผู้สืบทอดธุรกิจบันเทิงขนาดใหญ่ของครอบครัว กันตนา กรุ๊ป (ภาพ: Termsit Siriphanich)
มองอนาคตของครอบครัวในเจเนอเรชั่นต่อไปอย่างไร
ไม่มอง ไม่สนใจ ไม่อยากให้ใครทำอะไร เรื่องของพวกเขาเลย ตัดสินใจกันเอง เต้อยู่กับปัจจุบัน แต่ใช่ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องศึกษา อนาคตเป็นเรื่องที่เราไม่ต้องไปยุ่งกับมัน อยู่กับปัจจุบันดีกว่า
เป้าหมายต่อไปของ Blue Project
น่าจะพอได้เห็นกันไปบ้างแล้วกับ 'สืบสันดาน' และอื่นๆ ที่กำลังจะตามมา ถ้าถามถึงเป้าหมายเลยคือ กันตนาอยากทำคอนเทนต์ต้นฉบับ เรามีลิขสิทธิ์ในคลังของกันตนาเยอะมาก ตั้งแต่สมัยคุณปู่คุณย่า มีช่วงหนึ่งที่เรารับจ้างผลิต ซึ่งสุดท้ายแล้วผลงานมันกลับไปเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ในวันที่เราทำ Blue Project คือจุดเริ่มต้นการทำแพลตฟอร์มที่จะเป็นคอนเทนต์ต้นฉบับที่จะเป็นคอนเทนต์ของกันตนาเอง





