ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย นักชีววิทยาทางทะเล ผู้สะพายกล้องเดินทางที่นำไปสู่การค้นพบตัวตน และการบันทึกความงามในภาพถ่ายที่สะท้อนเรื่องราวและวิถีชีวิตผู้คนในสื่อใหญ่ระดับโลก
เมื่อพูดถึงการท่องเที่ยว Tatler Gen.T ในลิสต์ คงหนีไม่พ้น ชิน ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ช่างภาพ สื่อมวลชน และนักชีววิทยาทางทะเล ซึ่งเรียกได้ว่าเชี่ยวชาญรอบด้าน เนื่องจากผลงานของเขามีตั้งแต่งานจัดแสดงไปถึงการตีพิมพ์ในสื่อระดับโลกอย่าง National Geographic Thailand
เขาเดินทางมากกว่าค่อนโลกเพื่อสำรวจทะเล สถานที่ ผู้คน ไปจนถึงการเคลื่อนไหวทางสิทธิมนุษยชน ที่สำคัญคือ การรู้จักตัวตนของเขาในครั้งนี้ จากการพูดคุยเรื่องท่องเที่ยว กลายเป็นการออกตามหาเส้นทาง การแสวงหาแนวความคิด และจุดยืนในชีวิตของผู้ชายคนนี้ กระทั่งทำให้เราเชื่อว่าหลังจบบทสนทนา คุณจะอยากเก็บกระเป๋าพร้อมออกเดินทางอีกครั้ง
อ่านเพิ่มเติม: GEN.T INTERVIEW: 'โด่ง' อิทธิกร เทพมณี จากวิกฤติอาหารของโลก สู่แรงบันดาลใจขนมสุนัข JAIKLA

Above ชิน ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
ตอนนี้คุณชินทำอะไรอยู่บ้าง
ทำอาชีพหลักเป็น photojournalist หรือช่างภาพสื่อมวลชน ทั้งงานข่าวและสารคดีแบบสั้น-ยาว มีงานตั้งแต่ระดับ breaking news 3-4 นาที ไปจนถึง story project เกี่ยวกับพื้นที่หรือประเด็นที่ใช้เวลาประมาณ 1-3 ปี ส่วนอาชีพรองเป็นนักชีววิทยาทางทะเล
การเป็นช่างภาพสื่อมวลชนต้องการทักษะอะไรบ้าง
ผมว่าเรียนอะไรก็ได้นะ (หัวเราะ) เพราะส่วนใหญ่ช่างภาพสื่อมวลชนในสายที่ทำงานกันอยู่ เท่าที่ผมรู้จัก แทบไม่มีใครจบถ่ายภาพมาเลย ยกตัวอย่างใน National Geographic Thailand กว่า 90 เปอร์เซ็นต์จบเฉพาะทาง เช่น โบราณคดี มานุษยวิทยา ชีววิทยา นิเวศวิทยา คือเป็นคนที่มีความสนใจหรือมีความรู้เฉพาะสายในระดับหนึ่ง แล้วค่อยมาจับกล้องกันมากกว่าครับ พวกเขาอยากเล่าเรื่องที่ตัวเองสนใจ จึงหยิบกล้องมาเพื่อเล่าเรื่องนั้น มากกว่าการจบถ่ายภาพโดยตรง
คุณชินเริ่มทำงานกับ National Geographic Thailand ตั้งแต่เมื่อไร
ตอนนั้น National Geographic Thailand จัดงานประกวดภาพ ชื่อว่า ‘10 ภาพเล่าเรื่อง’ ซึ่งช่วงนั้นผมกำลังเรียนปริญญาโท ทำงานวิจัยเกี่ยวกับฉลาม แล้วก็เริ่มถ่ายรูปตอนอยู่เกาะเต่า เพราะทำงานแนวอนุรักษ์ปะการัง เลยได้ถ่ายรูปมาเรื่อยๆ ผมเก็บเซ็ตภาพนั้นส่งเข้าประกวดและเข้ารอบสุดท้าย แม้ไม่ชนะ แต่ก็ได้เจอบรรณาธิการ มีโอกาสแนะนำตัวเองว่ากำลังทำวิจัยเรื่องฉลาม พูดคุยกันเรื่องงานวิจัยและปัญหาเกี่ยวกับฉลาม เขาเลยแนะนำให้เก็บภาพไว้ด้วยระหว่างทำวิจัย จะได้เอามาทำเป็นสตอรี่ ผมก็ออกสนามเก็บข้อมูล ทำงานวิจัย นั่งนับฉลาม ไปตลาดปลา เอาตลับเมตรไปนั่งวัดขนาดปลา วันหนึ่งๆ นั่งนับกันเป็นร้อย ระหว่างนั้นก็ถ่ายรูปไปด้วย จากนั้นสองปีก็นำรูปมาพูดคุยกับบรรณาธิการ ทำเป็นสารคดีเรื่องแรกในปี 2016 นับเป็นงานชิ้นแรกที่ทำกับ National Geographic Thailand ซึ่งไม่ง่ายเลยนะ แต่ไปๆ มาๆ ก็รอด

Above ภาพฉลามใต้น้ำ ผลงานการถ่ายภาพของชิน ศิรชัย (ภาพ: Shin Arunrugstichai Photography)
ทำงานกับ National Geographic Thailand มีความยากอย่างไรบ้าง
ช่วง entry level ที่เพิ่งเข้ามาทำ เรายังไม่ค่อยเข้าใจกระบวนการ เราไม่เคยทำมันก็ยาก ต้องเริ่มคลำทางเอง ต้องใช้รูปแบบไหน ภาพเปิด ภาพปิด ภาพโมเมนต์ การเล่าเรื่อง การ establish location และอะไรอีกมากมาย
ผมว่ามันขึ้นอยู่กับวิธีการทำงานของบรรณาธิการแต่ละท่านด้วยบางคนอยากให้อิสระ ให้ช่างภาพพัฒนาแนวทางเป็นของตัวเอง หรือบรรณาธิการภาพถ่ายที่บอกเลยว่าจะเอาแบบนี้เป๊ะๆ ซึ่งทำให้เราอาจไม่ได้ออกไปหา visual ที่ไม่มีใครคาดคิด มันมีทั้งแบบที่เข้มงวดและยืดหยุ่น ซึ่งผมไม่กล้าพูดว่าแบบไหนดีกว่ากัน
จากบุคคลในสายวิชาการ ก้าวข้ามมาอยู่ในงาน visual ได้อย่างไร
อาจเพราะผมชอบดูรูปมาตั้งแต่เด็ก ผมมีโอกาสได้ดูหนังสือภาพของ National Geographic ฉบับเดือนมกราคมปี 1997 แล้วรู้สึกว่าสุดยอดมาก เรียกได้ว่าเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกประทับใจกับรูปถ่าย
ทุกวันนี้เวลาเจอรูปถ่ายถูกใจ ผมก็ใช้เวลาหยุดดูนะ สิ่งเหล่านี้มันซึมซับเข้าตัวเราเอง ผมเลยรู้สึกว่าสำหรับการ crossover ในการที่ได้รู้ว่าภาพแบบไหนสวย มีสุนทรียภาพ เกิดจากการที่เราใช้เวลาดู ผมชอบดูหนังสือ ดูนิตยสาร ดูมาเยอะและซึมซับมาเรื่อยๆ แต่การหาสุนทรียภาพหรือความงามที่นิยามความเป็นตัวเรา ต้องใช้เวลาเหมือนกัน พอทำงานมาเยอะๆ ระดับหนึ่ง จะรู้ว่ามี visual แบบไหนที่เราชอบ และจะใช้อย่างไรในการเล่าเรื่องของเรา
เพราะอะไรคุณชินถึงอยากจะเล่าเรื่องที่ตัวเองสนใจให้คนอื่นๆ ฟัง
ผมชอบฉลาม ซึ่งสถานการณ์ของฉลามในไทยแย่มากๆ ทุกวันนี้ก็ยังแย่อยู่ ช่วงปีหลังๆ มานี้ดีขึ้นบ้าง เพราะอัตราการประมงน้อยลง แต่ช่วงก่อนหน้านี้แย่จริงๆ ผมเก็บข้อมูลมาเรื่อยๆ รู้ว่าฉลามหายไปเท่าไหร่ ตัวที่เราเคยเห็นก็ไม่ได้เห็นอีกต่อไป จากที่เคยเห็นเยอะๆ ก็มีน้อยลง ซึ่งเรื่องนี้คือหัวข้อวิจัยปริญญาโทของผมเลยนะ แต่ทำไปก็ไม่มีใครนำมาสื่อสารในวงกว้างต่อ มันก็ยากครับ ผมอยากให้มีคนพูดถึงประเด็นเหล่านี้กันมากขึ้นในสังคมเรา อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง ก็เลยเล่าเรื่องพวกนี้ออกมา
ถ้าอย่างนั้นสามารถพูดได้ไหมว่า การใช้ภาพสื่อสารได้ผลมาก
แน่นอนครับ เห็นได้ชัดมากเลย การดูภาพหนึ่งภาพ มันเข้าถึงผู้คนได้มากกว่าการอ่านด้วย โดยเฉพาะยุคสมัยนี้ คนเรามีช่วงความสนใจน้อยลง คนที่จะมานั่งอ่านผลงานวิจัยก็มีแต่นักวิชาการหรือคนที่กำลังเขียนรายงาน การที่จะทำให้มันเข้าถึงภาคประชาชนทั่วไปยากมาก
ผมว่าสมัยนี้เรายังต้องใช้ภาพดึงดูดความสนใจอยู่ เรื่องการส่งต่อข้อมูลผ่านภาพถ่ายเป็นที่พูดถึงกันมากใน National Geographic Thailand เลยนะ เพราะมันแตะไปถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนได้จริง
อ่านเพิ่มเติม: ชวนรู้จัก 8 ผู้ประกอบการด้านความงามหน้าใหม่จากทั่วเอเชีย
ด้วยลักษณะงานที่ต้องเดินทางเยอะ คุณชินรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้
เบื่อครับ ผมเบื่อสนามบินมาก (หัวเราะ) ทุกครั้งที่นั่งเครื่องบินจะรู้สึกว่าอีกแล้วเหรอ เอาจริงๆ เดือนหนึ่งผมเดินทางประมาณ 3 สัปดาห์ได้ ทำให้ผมไม่ซื้อบ้านเลย แม้แต่เช่าบ้านอยู่เองก็ไม่คุ้ม เพราะหมดเงินไปกับค่าโรงแรมอยู่แล้ว (หัวเราะ)
ครั้งล่าสุดที่ไปเที่ยวแบบไม่จับกล้องทำงานคือเมื่อไหร่
น่าจะตอนไประยอง ตอนนั้นไปเป็น co-director ให้กับสารคดีเรื่องหนึ่ง ถือว่าไปทำงาน แต่ผมไม่ต้องถ่ายเอง แค่บอกว่าต้องการเฟรมไหน จะเอาอะไรบ้าง ก็โอเคครับ ระหว่างนั้นก็มีหยิบกล้องมาถ่ายรูปเล่นบ้าง ผมตื่นเต้นที่จะได้ไปหาคำตอบในสิ่งที่สงสัย หาข้อมูลในสิ่งต่างๆ ที่สนใจ อย่างเช่น วัฒนธรรมการประมงของคนในพื้นที่ ความคืบหน้าของแนวรบในประเทศเพื่อนบ้าน หรืองานวิจัยล่าสุดของทีมวิจัยประการัง มันเป็นสิ่งที่สนใจอยู่แล้ว
แต่กระบวนการในการแพ็กของ โหลดของ แบกของในสนามบิน ไปถึงพื้นที่ แกะของ ประกอบอุปกรณ์ใหม่ ทำงานจนเสร็จ แพ็กของวนไป ทำทุกอย่างย้อนกลับ มันเหมือนเล่นเลโก้ทุกรอบ แค่เห็นสนามบิน ต้องโหลดของ มันก็เบื่อแล้ว แต่พอไปถึงหน้างาน ผมชอบโมเมนต์ที่กำลังสังเกตและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รอบตัวมาก
รู้สึกเช่นนี้แล้วยังชื่นชอบการท่องเที่ยวอยู่ไหม
ชอบมากครับ แค่ไม่ชอบกระบวนการจัดการข้าวของสำหรับการเดินทาง แล้วก็ไม่ชอบเวลาที่ต้องอยู่บนเครื่องบิน
มีทริปไหนที่คุณชินรู้สึกประทับใจและอยากเล่าให้พวกเราฟังเป็นพิเศษไหม
เป็นตอนที่ผมไปทำงานที่เมียนมา ชนเผ่ามอแกนที่อยู่ในหมู่เกาะอันดามันด้านเหนือของไทย ได้ขยายไปถึงเมียนมาด้วย ซึ่งเกาะแม่ของเขาอยู่ที่เมียนมา ชื่อว่า The Brothers Islands ผมต้องการที่จะเล่าเรื่องของชาติพันธุ์ประจำหมู่เกาะนี่แหละ เพราะอยากถ่ายทำพิธีบูชายัญเต่าทะเล ที่เป็นการบวงสรวงบรรพบุรุษด้วยการจับเต่าทะเล 3 ตัวมาบูชายัญ
พูดตรงๆ คือกลุ่มเขาต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องการรุกคืบขายสัมปทานหมู่เกาะจากกลุ่มนายทุน เราเห็นผู้นำเผ่าที่เป็นหมอผีคนสุดท้าย เพราะไม่มีผู้สืบทอด เขานั่งสวดบวงสรวงกับบรรพบุรุษ แล้วร้องไห้ว่าทำไมบรรพบุรุษถึงปล่อยให้สภาพเผ่าของพวกเขาเหลือกันอยู่แค่นี้ มันเศร้ามากสำหรับผม นี่อาจเป็นแค่เรื่องเดียวของหนึ่งกลุ่มชุมชนที่ไปมา ซึ่งก็จะมีอะไรคล้ายๆ กันอย่างนี้ในทุกพื้นที่
อีกเรื่องเป็นตอนที่ผมเคยไปอยู่กับพวกแฮนยอ ที่เป็นนักดำน้ำฟรีไดรฟ์ในทะเลเกาหลีเป็นเวลา 3 สัปดาห์ เป็นเรื่องที่ลูกๆ ของอาจุมม่าคนนั้นขอร้องไม่ให้แม่ลงน้ำอีก เพราะเป็นห่วงสุขภาพ ด้วยอายุที่มากแล้วด้วย พวกนี้เป็นกลุ่มฟรีไดฟ์ของแท้เลย หูพังกันไปเยอะมาก บางทีอาจุมม่าบอกลูกๆ ว่าจะไม่ดำน้ำแล้ว ซึ่งลูกๆ ก็คงรู้ว่าแม่โกหก
ทุกพื้นที่มันมีเรื่องเหล่านี้ ที่อาจไม่ได้อยู่ในผลงานตีพิมพ์ที่ต้องเลือกรูปเพื่อเล่าประเด็นใหญ่ๆ ส่วน fragment ต่างๆ เหล่านี้ ผมอยากมีเวลามานั่งไล่เก็บอีกรอบ เพราะเป็นสิ่งที่ผมให้คุณค่าที่สุดในการได้ออกไปทำงาน เวลามานั่งนึกถึงช่วงเวลาที่มีค่า ผมจะคิดถึงภาพเหล่านี้มากกว่าด้วยซ้ำ

Above ชิน ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย (ภาพ: worapon teerawatvijit)
รู้สึกอย่างไรบ้างกับการได้เป็นพยานในสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งภายใน 10-20 ปีข้างหน้า อาจไม่มีอีกแล้ว
ผมว่ามันเป็น privilege ที่ได้ไปอยู่ตรงนั้น เป็นความโชคดีที่เราได้ไปทำงานและได้เห็นสิ่งต่างๆ ซึ่งก็เป็นความรับผิดชอบของผมเหมือนกันที่ต้องเก็บเนื้อหาให้ดีที่สุด และหาช่องทางในการนำเรื่องราวเหล่านั้นออกมาทุกครั้งที่มีโอกาสที่เหมาะสม หมายถึงว่างานต้องได้รับการตีพิมพ์อยู่แล้ว แต่เวลาที่มีประเด็นอะไรขึ้นมา ผมจะขุดหลักฐานออกมายืนยันว่ามีสิ่งนั้นอยู่ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเรื่องไม่ดีนะ เพราะในเมื่อผมมีข้อมูลเหล่านี้ ก็ควรหาทางใช้ให้เกิดประโยชน์ อาจทำในรูปแบบการโพสต์เพื่อให้เข้าถึงผู้คนเป็นวงกว้าง จัดนิทรรศการ คุยกับ NGO ที่เกี่ยวข้อง หรือเผยแพร่กับสื่อต่างประเทศ ซึ่งมีทางที่เราสามารถทำได้อีกหลายทาง
การออกเดินทางในความหมายของคุณชิน ส่วนตัวคิดว่าเป็นความจำเป็นสำหรับผู้คนทั่วไปไหม
มันอาจมี narrative ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ผ่าน KOL หรืออินฟลูเอนเซอร์ ด้วยการสนับสนุนของผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในการสร้างความต้องการในหมู่ผู้บริโภค
แต่ผมมองว่าการที่เราได้ออกไปท่องเที่ยว เปิดหูเปิดตา มันคือการลงทุนอย่างหนึ่ง เพราะเป็นการเปิดมุมมองของเราให้กว้างขึ้น ผ่านการรับรู้ความแตกต่างของผู้คน เอาจริงๆ การท่องเที่ยวก็อาจไม่ได้มีอะไรมากมาย สิ่งนี้อาจไม่ใช่สำหรับทุกคน แค่ส่วนตัวผมมองว่าการท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องทำอะไรหวือหวา ไม่ต้องทำอย่างผมที่ไปนั่งกินหนอนเจาะไม้ หนอนตัวต่อ แค่ได้ออกไปนอนโรงแรม ช้อปปิ้ง จนไปถึงการฝังตัวกับชุมชน ทำให้เราเปิดใจมากขึ้น ใจสงบมากขึ้น ตัดสินอะไรน้อยลง และมีความสุขกับชีวิตมากขึ้นนิดหนึ่ง เพราะพยายามไม่ไปตัดสินความดีความเลวของใครบนโลก มองเห็นว่าทุกคนก็มี agenda เป็นของตัวเอง มองให้พ้นกรอบของมายาคติความขาว-ดำ ซึ่งต่างจากช่วงวัยรุ่นที่ตั้งคำถามกับคนอื่นมากมาย
แต่ถ้าถามถึงสไตล์ท่องเที่ยวของผม คงจะเป็นทัวร์อาหาร (หัวเราะ) ถ้าถามว่าอยากเอาเงินที่ได้ไปทำอะไรนอกเวลา ไม่เกี่ยวกับการทำงาน ผมก็อยากไปหาอะไรอร่อยกิน ไปเยี่ยมเยียนคนที่เคยทำงานด้วยกัน อยากรู้ว่าพวกเขาเป็นอย่างไร สบายดีไหม หมาตัวนั้นโตขึ้นหรือยัง ลูกเป็นอย่างไรบ้าง เข้าโรงเรียนหรือยัง ผมอยากรักษาความสัมพันธ์กับผู้คนที่ได้รู้จักระหว่างการเดินทาง ปีนี้มีไปเกาหลี ผมก็จะแวะไปเยี่ยมหมู่บ้านอาจุมม่า เพราะคนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็อายุเยอะมากแล้ว




