พบกับแนวคิดเบื้องหลังความสำเร็จของ LINE MAN Wongnai ผ่านมุมมองของผู้ก่อตั้ง และ CEO อย่าง 'ยอด ชินสุภัคกุล' ที่พร้อมบอกเล่าเรื่องราว กระบวนการ และเคล็ดลับความสำเร็จ ที่ทำให้ LINE MAN Wongnai กลายเป็นหนึ่งใน Unicorn ของประเทศไทย
ตลอดระยะเวลา 13 ปี จาก Wongnai สู่ LINE MAN Wongnai บนบังเหียนการดูแลของยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai พร้อมพ่วงตำแหน่ง Tatler Gen.T ประจำปี 2023 จากบริษัท Start-up ที่เริ่มต้นจากความตั้งใจในการสร้างเม็ดเงินมหาศาล ผ่านจุดของความกระหาย เข้าสู่ความอยากในการเอาชนะตนเอง และยกระดับชีวิตของคนในสังคม และวันนี้กลายเป็นบริษัท Tech ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงสำคัญให้กับสังคมไทย พร้อมประสบความสำเร็จในการแข่งขันกับต่างชาติ โดยมีเป้าหมายต่อไปคือการเข้าสู่ตลาดหุ้น
มาสร้างแรงบันดาลใจไปกับความสำเร็จ และศึกษามุมมองการทำงาน การแก้ไขปัญหา เรียนรู้ทักษะแห่งอนาคตในแบบของเขากับ Tatler
อ่านเพิ่มเติม: แนวความคิดและนวัตกรรม: การประชุมสุดยอด TATLER GEN. T ประจำปี 2023

Above ยอด ชินสุภัคกุล ผู้ก่อตั้งและ CEO แห่ง LINE MAN Wongnai (ภาพ: LINE MAN Wongnai)
ในวันนี้ LINE MAN Wongnai ขึ้นเป็น 1 ใน 3 Unicorn ของไทย อะไรคือแรงบันดาลใจที่ทำให้คุณยอดพาบริษัทมาถึงทุกวันนี้
“ผมขอแบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 ส่วน ในช่วงแรกผมเริ่มต้นด้วยความโลภ ผมเห็นคนรวยได้เร็วจากการทำ Start-up หลายคนประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย แล้วเรามีโอกาสได้เห็นแพลตฟอร์มจากต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ ยิ่งขับเคลื่อนให้ผมอยากทำได้ไว
ประมาณปี 2014 บริษัทเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ มีชื่อเสียงมากขึ้น มีนักลงทุนสนใจมาลงทุน ทีมงานจากหลักสิบเพิ่มเป็นหลักร้อย ความโลภเริ่มคลายตัวออกไป เป็นความกดดันในรูปแบบใหม่ ที่ต้องขับเคลื่อนองค์กรให้ดี ต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี จะดึงดูดคนเก่งให้มาทำงานกับเรา จะรักษาคนที่ทำงานแบบมีคุณภาพไว้กับเราได้อย่างไร
พอเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาใหญ่แล้ว ผมเริ่มคิดถึงเรื่องคนว่าจะทำอย่างไรให้คนที่ทำงานกับเรา โตไปพร้อมกัน หรือง่ายๆ คือรวยไปพร้อมกับเรา นี่คือจุดเริ่มต้นในการทำ ESOP (Employee Stock Ownership) ให้กับพนักงาน คือปันหุ้นให้กับพนักงาน
ในช่วง 5 ปีท้ายมานี้ ผมรู้สึกว่าผมเหมือนนักกีฬาทีมชาติ ในจังหวะที่ตลาดเดลิเวอรีเริ่มโตขึ้น มีแพลตฟอร์มที่ต่างชาติเข้ามาทำตลาดในไทย แล้วเราซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติไทย มันเกิดความรู้สึกของการแข่งขันกับแพลตฟอร์มต่างชาติ รู้สึกว่าทำไมเราทำได้แค่นี้ ต้องไปไกลกว่านี้ ทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่มีคนอยากมาทำงานด้วยแต่ทำยังไงให้สามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคมได้
พอถึงวันนี้ผมมีความรู้สึกสงสัยว่า ก้าวต่อไปของวงการ Start-up ไทย จะเป็นไปในทิศทางไหน จุดสูงสุดของบริษัท Tech ในไทย จะเติบโตไปถึงตรงไหน โตได้อีก 10 เท่าไหม หรือจะมีใครทะลุกระดานขึ้นมาอีก และอยากรู้ว่าท้ายที่สุดแล้ว หลังจากผมได้วางมือจากธุรกิจนี้ไป ผมจะมี legacy อะไรที่ทิ้งเอาไว้ให้เป็น case study ให้กับวงการนี้ได้บ้าง”
ขอย้อนกลับไปช่วงต้น ในวันที่เรื่องเงินเป็นปัจจัยส่งผลให้เร่งทำงาน เป็นเรื่องที่ดีไหม และควรรักษาสมดุลอย่างไร เพื่อไม่ให้บริษัทตกที่นั่งลำบาก และยังคงความเป็น Start-up ไว้ได้
“Start-up เป็นรูปแบบธุรกิจที่ High Risk - High Return มีความเสี่ยงสูงแต่ก็สามารถคาดหวังผลลัพธ์ที่สูงได้เช่นกัน ไม่เช่นนั้นก็คงไม่เรียกว่า Start-up แล้วผมคิดว่าการหวังรีเทิร์นสูง ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดีนะ มันเป็นสิ่งที่ดี แค่เป็นคุณสมบัติหนึ่งที่ทำให้คุณน่าจะอยากทำธุรกิจนี้เท่านั้นเอง อีกอย่างที่ต้องมีเยอะไม่แพ้กันคือ ความทะเยอทะยานที่อยากจะสร้าง disruption หรือการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ สักอย่างหนึ่ง อยากจะลงเงินไปเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะตอบโจทย์และแก้ปัญหาได้ตรงความต้องการ ต้องมีสองสิ่งนี้ควบคู่กัน”
สำหรับ LINE MAN Wongnai แล้ว การจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันผู้คนได้ ต้องอาศัยอะไรบ้าง
“อย่างที่เข้าใจกัน LINE MAN Wongnai เราสร้างผลิตภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนบริการ สร้างแอปพลิเคชั่นเพื่อให้เกิดการส่งสินค้า ถ้าอยากเข้าไปอยู่ในชีวิตของทุกคน ต้องทำอะไรที่คนอยากใช้ อะไรที่ตลาดใหญ่ใช้งานกัน อะไรที่เป็นพื้นฐานความต้องการ ตีโจทย์ให้ออก และเจาะเข้าไปตรงนั้นให้ถูกจังหวะ เช่น เราเริ่มโตช่วงปี 2016 - 2017 แต่ที่ก้าวกระโดดจะเป็นช่วง 2019-2021 ตรงกับโควิดระบาด แน่นอนว่าจังหวะและเวลาค่อนข้างมีผลเยอะ”

Above LINE MAN Wongnai (ภาพ: LINE MAN Wongnai)
ใช้เวลานานไหมกับการสร้างความคุ้นชินให้คนในสังคมคุ้นเคยกับการสั่งอาหารผ่านบริการเดลิเวอรี
“ผมว่ามันอาจจะไม่ได้เป็นการทำงานทางเดียวแบบนั้น ต้องใช้ทั้งสองทาง ฝั่งผมมีผลิตภัณฑ์ซึ่งการจะผลิตขึ้นมาสักชิ้นหนึ่งก็ต้องตอบโจทย์ความต้องการ หรือจริตของสังคมด้วย ในขณะ เดียวกัน คนที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของเราก็จะเริ่มออกแบบสังคมใหม่อาจจะไม่ได้ปัจจุบันทันด่วน แต่ต้องอาศัยเวลาให้เกิด culture ขึ้นมาในสังคม เหมือนเล่นกับความต้องการของคนในสังคม ถ้าเราอ่านขาดว่าคนต้องการอะไร ก็จะง่ายขึ้นในการสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมา
ยกตัวอย่างเช่น โซเชียลมีเดีย พอถึงความต้องการของมนุษย์ที่ข้อแรกคือ เป็นสัตว์สังคม ชอบพูดคุยกับคนอื่น ข้อสองคือชอบอวด เรามีอะไรดีก็อยากแชร์ให้คนอื่นเห็น ข้อสามคือคนชอบวิพากษ์วิจารณ์ ชอบติฉินนินทา ชอบรู้เรื่องคนนั้นคนนี้มันเป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์อยู่แล้ว ณ ตอนนั้น คนรู้ไหมว่าเขาต้องการสิ่งที่เรียกว่า ‘โซเชียลมีเดีย’ เขารู้แค่ว่าเขามีความต้องการพื้นฐานแบบนี้ ในตอนนั้นโทรศัพท์ หรือ MSN อาจจะตอบโจทย์แล้ว แต่ดันมีคนที่ตีโจทย์ความต้องการของคนขึ้นไปอีกระดับ กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ disrupt ตลาดใหญ่ ถามว่าเขาสร้างความต้องการใหม่ไหม ก็บางส่วน แต่จุดเริ่มต้นมาจากการตอบโจทย์ความต้องการเดิมและสร้างให้เป็นความต้องการใหม่ที่คนรู้สึกว่าขาดไม่ได้”
การตีโจทย์ นับเป็นหนึ่งในกุญแจความสำเร็จของ Start-up ด้วยไหม
“ผมนับเป็นครึ่งหนึ่งดีกว่า อีกครึ่งหนึ่งอยู่ที่การลงมือทำเพราะจะแสดงว่าคุณเข้าใจโจทย์นั้นดีพอหรือยัง คุณโฟกัสมากพอหรือเปล่า คุณอดทนเพียงพอแล้วหรือยัง การจ้างทีมระบบหน้าบ้าน-หลังบ้าน การรับมือกับปัญหาทั้งหมดคือการลงมือทำ”
จากประสบการณ์คุณยอดแล้ว ส่วนไหนที่ท้าทายมากกว่า
“ผมว่าการทำผลิตภัณฑ์ที่พอดีกับความต้องการของตลาดท้าทายกว่า ต้องพิจารณาว่าเราทำให้กลุ่มไหนใช้งาน และกว่าจะปล่อยผลิตภัณฑ์สักชิ้นออกมาได้ ต้องใช้เวลา เพราะโดยส่วนตัว ผมเน้นเรื่องของการลงมือทำอยู่แล้ว ค่อนข้างมั่นใจการโฟกัสและผลงานของทีม ซึ่งถ้าเรามีแนวทางที่ตั้งใจในการประสบความสำเร็จ ไอเดียที่ถูกต้อง ผมก็ค่อนข้างมั่นใจได้ว่า กระบวนการทำงานจะออกมาดี”
ในฐานะพี่ใหญ่ของวงการ Start-up สาย Tech เมืองไทย คุณยอดเห็นภาพของวงการนี้ในไทยเป็นอย่างไร และจะเติบโตไปในทางไหน
“ผมว่าวงการนี้เลยจุดความนิยมมาสักพักแล้วนะ ซึ่งไม่เป็นไร ช่วงหนึ่งเราอาจได้รับความนิยม มีการพูดถึงในวงกว้าง แน่นอนว่ามันดึงดูดคนเข้ามาเยอะ บ้างก็เข้ามาลอง บ้างก็เข้ามาสังเกตการณ์แต่วันนี้ความนิยมก็ตกลงมา (หัวเราะ) แต่ผมโอเคกับการเข้าสู่ช่วงเสถียร มันเป็นระบบคัดกรองธรรมชาติ คนที่จะเข้ามาช่วงนี้ ก็น่าจะเป็นคนที่มีความตั้งใจสูงจริงๆ เป็นคนที่มีความต้องการที่จะแก้pain point หรือผลักดันธุรกิจ ผมโอเคกับ สถานการณ์ปัจจุบันนี้ เพราะคิดอยู่แล้วว่าสักวันมันต้องถึงวันนี้ คือคนเข้ามาเพราะอยากทำธุรกิจ มีโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน และแข็งแรงมากขึ้นด้วย
อีกอย่าง ผมมองว่าคำว่า Tech มันค่อนข้างกว้าง บางเทคโนโลยีอาจเลยจุดสูงสุดมาแล้ว เช่น Mobile Technology ที่ตอนนี้แม้จะ off peak ไปนานแล้ว แต่มันก็ยังอยู่ แม้จะไม่ได้มีอะไรใหม่ๆ เข้ามา หรือ Web3 ที่เป็น Cryptocurrency อาจจะ off peak ไปและก็ไม่ได้เป็นที่พูดถึงเหมือนช่วงก่อนแล้ว แต่ก็มี AI เข้ามา เราน่าจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ ของเทคโนโลยี AI มากกว่านี้ในอีก 2-3 ปี ข้างหน้า ทุกอย่างมันเป็นวงจรของมันอยู่แล้ว”
คิดว่าอะไรจะเป็นปัจจัยใหม่ให้วงการ Start-up กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง
“ถ้าเราแบ่งตลาด Tech ออกเป็น 2 กลุ่ม มันก็จะมี B2B และ B2C ในวันนี้ ถ้าคุณจะทำ B2C คุณต้องแข่งกับคนทั้งโลก คุณไม่สามารถจำกัดกลุ่มเป้าหมายแค่ลูกค้าไทยได้ สโคปการแข่งขันมันดึงดูดตลาดทั่วโลก แม้กระทั่ง LINE MAN Wongnai เราทำในไทยก็จริง แต่คู่แข่งเกือบทั้งหมดเป็นคนต่างชาติ แปลว่าเราต้องพร้อมแข่งขันกับผู้เล่นระดับโลก เพราะฉะนั้นในเรื่องขนาดการลงทุนในเทคโนโลยี ต้องพร้อมจริงๆ ต้องเตรียมใจไว้เลยว่า ทำเล็กไม่มีประโยชน์ ต้องทำใหญ่เท่านั้น
ส่วนของ B2B อาจเป็นธุรกิจที่ทำแล้วได้ผลตอบแทนเร็วกว่า มีความเสี่ยงน้อยกว่า ในขณะเดียวกันคือขนาดของตลาดอาจจะไม่เท่ากับ B2C เพราะ B2B ในแต่ละประเทศไม่เหมือนกันมีเรื่องกฎระเบียบ ภาษี ที่ไม่เหมือนกันมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน บางทีเราต้องแข่งกับผู้เล่นในประเทศของเขาด้วย เรียกว่า lower risk แต่อาจจะ lower return ความท้าทายคือมีเกม มีเซ็กเมนต์ให้คนที่อยากจะเข้ามาเลือกลงเล่น”
จุดแข็งอะไรของ LINE MAN Wongnai ที่ทำให้สามารถยืนหยัดแข่งขันในตลาด B2C ประเทศไทยท่ามกลางคู่แข่งจากทั่วโลก
“ในฐานะผู้เล่นท้องถิ่น เรามีฐานอยู่ที่ไทย มีทีม Tech ในไทย ทำให้เราสามารถลงลึก ไปถึงความต้องการ เรียกว่าเป็น DNA ของเราเลยก็ได้ ตัวอย่างจำนวนจังหวัดที่เปิด เราเปิดเยอะที่สุดแม้กระทั่งอำเภอเล็กๆ เพราะเราเข้าใจความต้องการตลาดเป็นอย่างดี ทำให้เรามีผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์คนไทย อย่างเช่น โครงการคนละครึ่ง เราเชื่อมกับโครงการนี้ได้เป็นเจ้าแรก และตอนนี้กำลังจะมีเงินดิจิทัลก็ต้องมาดูว่าเราทำอะไรได้บ้าง หรือแม้แต่แคมเปญต่างๆ เราก็ทำได้ถูกใจคนไทยทั้งการเก็บโค้ด เก็บคูปอง ที่ผู้เล่นจากยุโรปก็ไม่เข้าใจธรรมชาติของคนไทยได้แบบเรา
อีกอย่างคือ เรามองว่าส่วนไหนที่สามารถแปลงเป็นดิจิทัลได้บ้างเราจะเข้าไปช่วยเพื่อให้คนไทยใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นไม่ใช่แค่บริการส่งอาหาร ขนส่ง ขนของ ระบบ POS การที่เรามี DNA แบบนี้ มีจุดเด่นที่ทำให้เราสามารถท้าทายการแข่งขันจากต่างประเทศได้”

Above ยอด ชินสุภัคกุล ผู้ก่อตั้งและ CEO แห่ง LINE MAN Wongnai (ภาพ: LINE MAN Wongnai)
ก้าวต่อไปของคุณยอด ในธุรกิจ Start-up
“ผมคงไม่มีธุรกิจอื่นแล้วนะ ดูอย่างคนที่ประสบความสำเร็จในวงการ เขาก็ทำกันอยู่บริษัทเดียว เช่น Jeff Bezos หรือ Mark Zuckerberg ถ้าจะมีเคสพิเศษมากๆ ก็น่าจะเป็น Elon Musk ที่ทำทั้งจรวด รถไฟฟ้า ล่าสุดมาทำ X ก็ดูจะเหนื่อยเหมือนกัน ผมเลยคิดว่าถ้าผมทำได้ดี ก็จะทำ LINE MAN Wongnai ไปตลอด ถ้าทำอะไรนอกเหนือจากนี้ ก็น่าจะเป็นธุรกิจไลฟ์สไตล์เล็กๆ เปิดร้านไวน์กับเพื่อนหรืออะไรที่อยากทำเล่นๆ
มีคนถามว่าชาติหน้าอยากเกิดเป็นอะไร ผมก็บอกว่าอยากเป็น CEO นี่แหละเป็นสิ่งที่เหมาะกับผมที่สุดแล้ว เป็นอาชีพที่ทำแล้วรู้สึกว่าทำได้ดี
ในฐานะที่คุณยอดเป็นทั้ง CEO และหนึ่งใน Tatler Gen.T ของประเทศไทย ในปี 2023 นี้ คิดว่าทักษะที่ผู้นำควรมีเพื่อพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นผู้นำแห่งอนาคตได้ มีอะไรบ้าง
ขอตอบเป็นข้อๆ แล้วกัน ข้อแรกคือ self - awareness คือการรู้ว่าเรามีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไร ทำได้ดีแค่ไหนในจุดต่างๆ เพื่อย้อนกลับมาสู่ต้นทางของการทำงานคือการเปลี่ยนแปลง เพราะผู้นำที่ดีต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง และพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทักษะนี้ถือเป็นส่วนสำคัญ
ข้อต่อมาคือ self-motivated การสร้างแรงบันดาลใจด้วยตัวเองเป็นเรื่องสำคัญมาก เราทุกคนมีถังแก๊สเป็นของตัวเอง มันก็จะมีคนคอยเติมแก๊สให้เรา และเราเติมให้กันตามปกติ แต่สำหรับตำแหน่ง CEO ที่อยู่จุดสูงสุดขององค์กร ข้อเสียคือเรามีไหล่ให้ซบน้อย ขณะเดียวกันก็ต้องขับเคลื่อนไปข้างหน้าเสมอ ทางที่ดีที่สุดคือเราต้องเป็นถังแก๊สให้กับตัวเองต้องเป็นถังที่ใหญ่พอจะให้กำลังใจตัวเอง และเป็นกำลังใจให้กับทีมด้วย
ข้อสุดท้าย change and learn คือต้องเปลี่ยนแปลงและหัดเรียนรู้ เพราะอัตราความเร็วของการพัฒนาเทคโนโลยีมันเร่งขึ้นทุกวัน แต่ก่อนกว่าจะเปลี่ยนจากม้ามาเป็นเครื่องจักรไอน้ำและรถยนต์ได้ อาจใช้เวลาหลายร้อยปี ตอนนี้ใช้เวลาไม่กี่ปี เปลี่ยนจากวันแรกของการมีอินเทอร์เน็ตสู่ AI การพัฒนาในยุคหลังมันก้าวกระโดด การ change and learn จึงเป็นสิ่งสำคัญมากในฐานะผู้นำองค์กร
สุดท้ายในฐานะที่คุณยอดเป็นต้นแบบ และรุ่นพี่ทั้งของ Start-up และ Gen.T มีอะไรที่อยากฝากถึงคนที่จะก้าวเข้ามา หรือสร้างเส้นทางของตัวเองได้เหมือนที่คุณยอดทำ
พยายามโฟกัสเข้าไว้ครับ ผมคิดว่าอย่างหนึ่ง ที่ผมเป็นและเป็นมาตลอด ตั้งแต่เริ่มทำ Wongnai จนวันนี้ก้าวเข้าปีที่ 13 ผมทำสิ่งนี้เป็นงานหลัก 100% ไม่ทำสิ่งอื่นควบคู่กันไปด้วย มันส่งผลให้ทีมงานของเราก็โฟกัสไปด้วย บวกกับแรงที่พวกเราใส่ลงไป สุดท้ายผลตอบรับจะกลับมาเอง อยากฝากตรงนี้ไว้ เพราะบางทีก็มีเรื่องความอดทนเป็นส่วนสำคัญ บางคนทำแล้วไม่เวิร์กก็เปลี่ยน ผมอยากให้ทุกคนใช้ความอดทนในระยะยาวนิดหนึ่ง เพราะบางอย่างมันใช้เวลา
พบกับรายชื่อผู้ได้รับรางวัล Gen.T ประจำปี 2023 Gen.T List 2023.
อ่านเพิ่มเติม:
มองโตเกียวผ่านสายตาสถาปนิกชื่อก้องโลก ‘Kengo Kuma’
Only Watch 2023: นาฬิกาสุดหรูที่ออกแบบหนึ่งเดียวเพื่อการกุศล
กลับมาอีกครั้งกับงานแสดงศิลปะแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ART SG 2024







