จากวิกฤติอาหารของโลก เป็นโอกาสที่ โด่ง-อิทธิกร เทพมณี มองเห็นและตั้งใจสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คนผ่านขนมสุนัข Jaikla
เมื่อสุนัขแสนน่ารักของคุณก็สามารถเป็นฮีโร่ร่วมเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้
ในวันหนึ่งที่นักวิเคราะห์ทางการเงินอย่าง โด่ง อิทธิกร เทพมณี ได้เผชิญกับคำว่า วิกฤติความขาดแคลนอาหาร มุมมองของเขาที่เห็นวิกฤติกับความพยายามหาทางเปลี่ยนแปลงโลก และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนจากความสนใจของตนเอง จึงเป็นที่มาของ ขนมสุนัข Jaikla (ใจกล้า) ที่ผลิตมาจากโปรตีน insect–based หรือโปรตีนแมลง เป็นอีกหนึ่งทางออกที่เขาพยายามผลักดันเพื่อโลกนี้ มาทำความรู้จักขนมชนิดนี้เพื่อเพื่อนสี่ขาของคุณได้ที่นี่
อ่านเพิ่มเติม: GEN.T INTERVIEW: 'อูน’ ชนิสรา วงศ์ดีประสิทธิ์ กับการก้าวผ่านความกลัว และการลดทอนตัวเองจนเหลือแค่ความต้องการของลูกค้า

Above โด่ง อิทธิกร เทพมณี เจ้าของขนมสุนัข Jaikla ที่ทำจากโปรตีน insect–based (ภาพ: Termsit Siriphanich)
ในการเริ่มต้นทำ Jaikla มองเห็นความสำคัญเรื่องไหนก่อนกัน ระหว่างโปรตีนจากแมลงหรือภาวะวิกฤติของอาหาร
เริ่มจากการเห็นความสำคัญเรื่องความไม่มั่นคงทางอาหาร (food insecurity) เมื่อสมัยผมเป็นนักวิเคราะห์ทางการเงิน เราได้ยินคำว่า crisis ในไม่กี่บริบท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริบททางการเงิน เพราะฉะนั้นคำว่า crisis จึงเป็นความร้ายแรงประมาณหนึ่งเลยทีเดียว แต่พอได้เจอกับคำว่า food crisis ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับผม ผมไม่เชื่อเพราะเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ ยังเห็นอาหารมากมาย แต่ด้วยพื้นฐานการเป็นนักวิเคราะห์ จึงกลับไปหาต้นตอของปัญหา ก็เห็นว่ามีปัญหาอยู่จริง
ปัญหาที่ว่า มาจากอุตสาหกรรมการผลิตอาหารของโลกเรา ซึ่งใช้พื้นที่แทบจะเต็มปริมาณของโลกนี้ไปแล้ว เราถางป่าเพื่อเอามาปลูกธัญพืช แล้วนำไปเลี้ยงสัตว์ เพื่อเป็นอาหารของมนุษย์ เห็นได้ชัดว่าถ้าเราทำเกษตรกรรมหรือกสิกรรมแบบเดิม เราจะไม่มีพื้นที่เหลืออีกต่อไป และแนวโน้มประชากรของโลกแม้ว่าหลายๆ ประเทศจะเข้าสู่ช่วงถดถอย แต่ประเทศใหญ่อย่างอินเดีย แอฟริกาทั้งทวีป ก็ยังมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น ทำให้ภาพรวมของประชากรเราเยอะขึ้นไปอีก ตอนนี้วิธีแก้ปัญหามีอยู่ไม่กี่ทาง หนึ่งในนั้นคือ insect-based และ plant-based ซึ่งมีการลงทุนเพื่อแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี้
ผมคงไม่ปฎิเสธว่ากรอบแนวคิดผมก็ยังเป็นนักวิเคราะห์อยู่ ทุกวิกฤติมีโอกาสอยู่ในนั้น ผมมองว่าปัญหาที่กำลังจะเกิด มันเป็นปัญหาใหญ่ ถ้าเรามีวิธีการแก้ปัญหาที่เราเข้าไปแก้ได้ก่อน เราจะได้ big win
เพราะอะไรจึงเลือกโปรตีน insect–based เป็นขนมสุนัข แทนที่จะเลือกผลิตเป็นอาหารสำหรับคน
เพราะว่าคนมีตัวเลือกทางอาหารเยอะ แต่ตรงกันข้าม ถ้าเราไปดูสัตว์เลี้ยงผมว่ามันเป็นอุตสาหกรรมสัตว์ที่ยังไม่มีผู้เล่นกระโดดลงมาเยอะ เห็นได้จากนวัตกรรมที่มาจากฝั่งนี้มีจำนวนน้อยมาก แต่ตรงกันข้ามกลับเป็นอะไรที่โตเกือบทุกปี หลายคนอาจไม่คิดว่าไทยเราครองพื้นที่อุตสาหกรรมนี้สูงและแข็งแรงมาก ไทยส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นอันดับสามของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาและเยอรมนี ทั้งๆ ที่เราบอกว่าไทยเป็น kitchen of the world แต่มูลค่าการส่งออกอาหารของไทยยังไม่ถึงอันดับสิบเลยด้วยซ้ำ แต่ถ้าพูดถึงอาหารสัตว์เลี้ยงกลับพิเศษมากๆ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีมาก
อีกหนึ่งเหตุผลคือ เมื่อพูดถึงโปรตีน insect-based คนอาจมี stigma อะไรบางอย่างอยู่ในหัว แต่ด้วยตัวเลขและข้อมูลโภชนาการ ทุกอย่างมันบ่งชี้และพิสูจน์ได้ว่า โปรตีน insect-based เป็น super food เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดีทั้งโภชนาการและสิ่งแวดล้อม คนไม่กินไม่เป็นไร แต่ถ้ารู้ว่ามันดี อาจจะเปิดใจให้กับสัตว์เลี้ยงที่บ้านกินได้เหมือนกัน ก็เลยเป็นอีกเหตุผลที่ตัดสินใจทำ dog food
เหตุผลสุดท้ายที่ตัดสินใจทำคือ ผมทำอุตสาหกรรมนี้แล้วมีความสุขเมื่อลูกค้าซื้อให้สุนัขกินแล้วมีความสุข มันคือพรสูงสุดที่ได้จากการทำธุรกิจ

Above โด่ง -อิทธิกร เทพมณี เจ้าของขนมสุนัข JAIKLA ที่ทำจากจากโปรตีน Insect–based (ภาพ: Termsit Siriphanich)
การใช้โปรตีน insect–based ในการทำขนมของสุนัข จะยิ่งสร้างอคติให้แก่ผู้คนในการรับประทานไหม
ต้องออกตัวก่อนว่า โด่งไม่มีเจตนาทำให้ภาพลักษณ์ของโปรตีน Insect-based เป็นอาหารสัตว์เพียงอย่างเดียว ถ้าเราเข้าไปศึกษาจริงๆ อาหารสัตว์ไม่ใช่อาหารที่สกปรกหรือเป็น secondary market เลย อาหารสัตว์เลี้ยงจำนวนมาก เขาให้ความสำคัญเหมือนอาหารเด็กทารก เพราะน้องพูดไม่ได้เหมือนเด็กทารก เหมือนคน การกินจึงเป็นเรื่องสำคัญ อาหารที่ให้ต้องสะอาดเท่านั้น เชื้อก่อโรคต้องมีน้อยหรือแทบจะไม่มีเลย ผมในฐานะคนเลี้ยงสัตว์ ผมดูแลสุนัขเหมือนคนในครอบครัว อาหารที่เขากินได้ ผมก็ต้องกินได้เช่นกัน
คงตอบไม่ได้ว่าเราทำให้มุมมองของผู้บริโภครู้สึกไม่ดีไหม แต่ตอบได้ว่าโปรตีนแมลง insect ที่เราทำให้อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง สะอาดและสามารถเป็นอาหารคนได้เลย
หลักเกณฑ์ใดที่เป็นตัวชี้วัดความพึงพอใจต่อขนมสำหรับสุนัขของเรา
มีอยู่ 3 เกณฑ์ครับ เกณฑ์แรกสำคัญที่สุดคือ สุนัขกินหรือไม่กิน มีอาจารย์สัตวแพทย์ท่านหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าเป็นนักโภชนาการสัตว์เลี้ยง พูดกับผมว่า ของบางอย่างถ้ามันดี แต่สุนัขไม่กิน ก็ไม่มีประโยชน์ Jaikla ไม่ได้แต่งกลิ่นแต่งสี ซึ่งสุนัขโดยทั่วไปเขาจะชอบการแต่งกลิ่น พอฉีกซองแล้วสุนัขรีบวิ่งมาหา จะเป็นปัจจัยที่สร้างความประทับใจและกลับมาซื้อซ้ำ แต่เมื่อ Jaikla ไม่ได้แต่งกลิ่นแต่งสี โมเมนต์นี้ก็อาจจะน้อยลง เราจึงเอาไปทดสอบว่า น้องกินหรือไม่กิน เราทดสอบแบบจริงจังโดยได้ทุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มาทำ
เกณฑ์ที่สองคือ การทำ Safety test ยกตัวอย่างเช่น ผมใช้โปรตีนทางเลือกทดสอบว่ากินไปแล้วมีผลอันตรายกับสุนัขไหม เราเอาผลิตภัณฑ์ของเราที่เป็น diet ให้สุนัขกินและเช็กค่าเลือดทุกสัปดาห์ อันนี้เราวิจัยกันหนักมาก โดยทำร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และจดอนุสิทธิบัตรไว้ ซึ่งตอนนี้มันปลอดภัยและเราแฮปปี้มาก เกณฑ์สุดท้ายคือ functional benefits กินไปแล้วสุนัขได้ประโยชน์ไหม เราต้องคำนึงถึงโภชนาการของอาหารร่วมด้วย ซึ่งเกณฑ์ทั้งสามอย่างนี้เอามารวมกันแล้วทำให้เราตัดสินใจได้ว่า สินค้านี้เหมาะไหมกับการออกตลาด
เป้าหมายในระยะถัดไปของ Jaikla คืออะไร
เป้าหมายระยะสั้นอยากทำให้ Jaikla movement หรือ Jaikla hero มีจำนวนมากขึ้น ซึ่ง Jaikla hero เป็นคำที่เราใช้เรียกแทนกลุ่มลูกค้าของ Jaikla เพราะเราเชื่อว่าการที่ผู้บริโภคให้โอกาสสุนัขมาเป็นส่วนหนึ่งของ Jaikla เขากำลังเป็นฮีโร่ตัวเล็ก ๆ สร้างการเปลี่ยนแปลงโดยที่เขาไม่รู้ตัว ฉะนั้นเราอยากเพิ่ม Jaikla hero ขึ้นมากๆ สาเหตุเพราะการที่สุนัขเข้ามาร่วม movement ยิ่งมาก เราสามารถยิ่งขยายต้นน้ำในการ upcycle อาหารส่วนเกินได้มาก ถ้ามี Jaikla hero จะช่วยทำให้ความตั้งใจของ Jaikla เพิ่มขึ้นได้จริง
ส่วนในระยะกลางถึงระยะยาว ผมอยากให้เป็นแบรนด์ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้บริโภคได้ โดยเฉพาะสิ่งเล็กๆ ที่เราทำทุกวัน สามารถเปลี่ยนแปลงได้ สามารถแก้ปัญหาเรื่อง Food surplus ให้น้องสุนัขได้ และสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่โลกได้ แม้แต่เราเองที่คิดว่าเราไม่มีพลัง แต่ทุกวันนี้ด้วยเงินทุกบาทที่เราซื้อสินค้าอะไร เรากำลังโหวตโดยไม่รู้ตัวว่า เราให้แบรนด์นั้นไปต่อ ซึ่งก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน
ท้ายสุดคิดว่าอะไรคือความจำเป็น สำหรับแบรนด์ที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คน
อย่างแรกที่เราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านแบรนด์ได้คือ add scale ต้องใหญ่ ถ้าเราทำอยู่ในโซนเล็กๆ ของเรา มันก็จะอยู่แค่นั้น แต่ถ้าอยากสร้างการเปลี่ยนแปลงจริงๆ มันหยุดอยู่แค่นี้ไม่ได้ ต้องทำให้ทุกคนเกิดการตระหนักรู้ให้เยอะที่สุด จึงจะมีความหมาย และสิ่งหนึ่งที่ผมรู้เลยคือ ต้องพัฒนาตัวเอง ต้องสร้างทีมและสร้างระบบ เพื่อให้งานของเราขยายไปได้เร็ว ให้อิมแพคของ Jaikla ขยายไปมากขึ้น
อีกอย่างหนึ่งที่ผมเชื่อมากๆ คือการมีแพสชั่นอย่างบ้าคลั่ง เพราะผมเชื่อว่าคนที่มีไฟในตอนแรก แต่ระหว่างทางน้อยลงไปเรื่อยๆ จะไม่เกิดนวัตกรรมเพื่อสังคมอะไรบางอย่างขึ้นมา อยากให้ทุกคนอย่าลืมเติมไฟให้กับตัวเอง ถ้าเกิดหมดไฟไปก่อน เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากครับ
Topics





