ด้วยการสนับสนุนจาก Rolex Perpetual Planet Initiative นักอนุรักษ์และนักสำรวจ สตีฟ บอยส์ กำลังเปลี่ยนแปลงความเข้าใจของเราเกี่ยวกับความมั่นคงทางน้ำอันกว้างใหญ่ของแอฟริกา โดยการทำแผนที่และปกป้องลุ่มแม่น้ำสายหลักของทวีป ซึ่งเป็นเส้นชีวิตสำหรับประชากรมากกว่า 500 ล้านคน
ในดินแดนที่ผืนป่าทอดยาวจรดขอบฟ้าและสายน้ำ ได้สลักเสลาประวัติศาสตร์ของประชาชาติมานับพันปี น้ำคือชีวิต คือความหวัง และคือทุกสิ่งทุกอย่างของแอฟริกา ทว่าในขณะที่ภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาต่างๆ ทวีความรุนแรงขึ้น ความมั่นคงทางน้ำของแอฟริกาจึงแขวนอยู่บนเส้นด้ายอันเปราะบาง สตีฟ บอยส์ (Steve Boyes) นักอนุรักษ์และนักสำรวจชาวแอฟริกาใต้ จึงตั้งปณิธานแน่วแน่ที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องเล่านี้ให้ได้
ผ่านองค์กรของเขาที่ชื่อว่า The Wilderness Project บอยส์เป็นผู้นำการสำรวจครั้งยิ่งใหญ่ในโครงการ Great Spine of Africa expeditions ซึ่งได้รับการสนับสนุนอันทรงพลังจาก Rolex Perpetual Planet Initiative ภารกิจนี้เริ่มต้นขึ้นกลางปี 2022 และตั้งเป้าว่าจะสำรวจให้ครบ 200 ครั้ง โดยมุ่งเน้นทำความเข้าใจและปกป้องทางน้ำที่สำคัญยิ่งของแอฟริกา งานหลักประกอบด้วยการสำรวจและอนุรักษ์หอคอยน้ำของทวีปอันหมายถึงพื้นที่สูง เช่น แองโกลัน ไฮแลนด์ส (Angolan Highlands) ที่ทำหน้าที่เป็นอ่างเก็บน้ำธรรมชาติที่จำเป็นยิ่ง โดยกักเก็บและส่งน้ำจืดลงสู่พื้นที่ปลายน้ำ และช่วยประคับประคองชีวิตให้ดำรงอยู่ได้แม้ในช่วงฤดูแล้ง ขณะเดียวกัน ทีมงานยังทำงานเพื่อสร้างฐานข้อมูลทางนิเวศวิทยาและอุทกวิทยาของแม่น้ำซึ่งเป็นข้อมูลอ้างอิงที่บันทึกรูปแบบการไหลที่ไม่ถูกรบกวนคุณภาพน้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพของระบบแม่น้ำ ถือเป็นเกณฑ์มาตรฐานสำคัญสำหรับการวัดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
สำหรับใครที่พลาดไป: ภายใต้ท้องฟ้าเดียวกัน: นำเสนอเรื่องราวของผู้ได้รับรางวัล Rolex Awards และพันธมิตรของโครงการ Perpetual Planet Initiative ที่ทำงานเพื่อรักษาสุขภาพของโลกของเรา

Above ทัศนียภาพทางอากาศ เผยให้เห็นเส้นทางน้ำที่คดเคี้ยวของลุ่มน้ำควานโด ในบอตสวานา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ไหลลงสู่แม่น้ำแซมเบซี
HEART OF RESILIENCE
ความจำเป็นของภารกิจนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาถึงหอคอยน้ำแองโกลัน ไฮแลนด์ส แม้จะอยู่ในมุมที่ค่อนข้างลับตา แต่ผลการวิจัยของบอยส์เผยว่าที่นี่คือแหล่งกำเนิดความยืดหยุ่นที่สำคัญยิ่ง โดยสามารถปล่อยน้ำออกไปได้มากถึง 423 ลูกบาศก์กิโลเมตรต่อปี เทียบเท่ากับปริมาณการใช้น้ำต่อปีของรัฐแคลิฟอร์เนียเกือบ 10 เท่า และมอบความมั่นคงทางน้ำให้แก่ผู้คนหลายล้านคน
ผลผลิตมหาศาลนี้เกิดจากพื้นที่พรุอันกว้างใหญ่ใต้เรือนยอดไม้หนาทึบ ซึ่งทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำธรรมชาติขนาดยักษ์ สามารถกักเก็บน้ำได้มากถึง 25 เท่า ของน้ำหนักของตัวมันเองในยามแห้ง จึงมั่นใจได้ว่าจะมีกระแสน้ำไหลอย่างสม่ำเสมอสู่แม่น้ำสายใหญ่แม้ในช่วงฤดูแล้ง พื้นที่พรุเหล่านี้เป็นมากกว่าแค่แหล่งน้ำ แต่ยังเป็น แหล่งกักเก็บคาร์บอนที่สำคัญยิ่ง โดยจะเก็บคาร์บอนที่อัดแน่นไว้ในดินที่ชุ่มน้ำเป็นจำนวนมหาศาล
เพื่อทำแผนที่และปกป้องระบบอันสำคัญนี้ การสำรวจล่าสุดจึงมุ่งเน้มที่ทางน้ำไหลออกสายสำคัญ นั่นก็คือ แม่น้ำคาไซ (Kasai River) แม่น้ำสาขาหลักของแม่น้ำคองโกอันยิ่งใหญ่สายนี้ ไหลคดเคี้ยวผ่านแอ่งคองโก ซึ่งเป็นป่าฝนเขตร้อนอันห่างไกลและเข้าถึงยากมาก จนพื้นที่ส่วนใหญ่ยังไม่เคยมีการทำแผนที่อย่างแท้จริง ดังที่บอยส์อธิบายว่า “งานของเราสำคัญต่อการช่วยให้รัฐบาลตัดสินใจได้อย่างรอบด้านเกี่ยวกับเรื่องการใช้น้ำ การพัฒนาเมือง และโปรเจ็กต์โครงสร้างพื้นฐาน”

Above ภาพของบอยส์ยามอาทิตย์อัสดง ในลินยันติ ประเทศบอตสวานา
การค้นพบจากการสำรวจแม่น้ำคาไซมีความลึกซึ้งอย่างยิ่ง ในช่วงต้น ทีมงานพบหลักฐานที่ชี้ว่า แหล่งกำเนิดที่แท้จริงของแม่น้ำสายนี้อาจถูกระบุผิดมานานหลายทศวรรษ ข้อมูลที่รวบรวมได้จากแม่น้ำมันฮันโก (Munhango River) ซึ่งมีต้นกำเนิดในแองโกลัน ไฮแลนด์สเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าแม่น้ำสายนี้มีส่วนในการส่งน้ำเข้าสู่ระบบเกือบสองเท่าของแหล่งที่มาที่เคยเชื่อกัน การค้นพบนี้หมายความว่า ต้นน้ำของแม่น้ำคาไซอาจอยู่ห่างจากต้นน้ำของแม่น้ำแซมเบซี (Zambezi River) ซึ่งมีแหล่งกำเนิดอยู่ในหอคอยน้ำแองโกลัน ไฮแลนด์สเช่นกัน เพียงประมาณ 20 กิโลเมตรเท่านั้น พื้นที่ต้นกำเนิดของแม่น้ำแซมเบซีเป็นที่รู้จักกันในท้องถิ่นว่า Lisima Lya Mwono landscape
ทว่าการทำแผนที่ภูมิทัศน์นี้ไม่ได้ง่ายเลย สำหรับบอยส์และทีมงาน ทุกกิโลเมตรที่เดินทางล้วนได้มาด้วยความยากลำบาก การสำรวจเริ่มต้นบนบก โดยต้องเดินทางผ่านพื้นที่ที่ยังคงมีร่องรอยบาดแผลจากสงครามกลางเมืองแองโกลา ซึ่งมีทุ่นระเบิดที่ยังไม่ระเบิด ทำให้ทุกก้าวเดินเต็มไปด้วยอันตราย “มันรู้สึกโล่งใจแทบจะทันทีเมื่อเราลงสู่แม่น้ำ” บอยส์กล่าว พร้อมเล่าว่าพวกเขาต้องเดินทางด้วยรถบรรทุกหุ้มเกราะ ในช่วงแรกของภารกิจ “แต่เมื่อล่องอยู่บนน้ำ ทุกวันคือการเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเคยเดินทางสำรวจแม่น้ำเหล่านี้ หรือรู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง”

Above บอยส์กำลังปรับตั้งค่าเครื่องวัดกระแสน้ำแบบ acoustic doppler ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวัดความเร็วและทิศทางของกระแสน้ำที่ไหลผ่านจุดที่กำหนดในแม่น้ำอย่างละเอียด
THE GREAT UNKNOWN
ในช่วง 12 วันแรก ทีมงานเดินทางได้เพียง 42 กิโลเมตร เนื่องจากแม่น้ำคาไซส่วนบนนั้นเต็มไปด้วยพืชพรรณที่หนาแน่นจนทำให้การเดินทางคืบหน้าไปได้ด้วยการพายเรืออย่างไม่ลดละและการถางทางด้วยมือเท่านั้น ต่อมาเมื่อแม่น้ำกว้างขึ้น ความท้าทายใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นในรูปแบบของแก่งน้ำเชี่ยวอันตราย จระเข้ที่ซุ่มซ่อน และฮิปโปที่อยากรู้อยากเห็น แต่ท่ามกลางความยากลำบาก ก็มีอภิสิทธิ์หายากบางอย่างเกิดขึ้น เนื่องจากความโดดเดี่ยวทำให้สัตว์ป่าในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่เคยพบมนุษย์มาก่อน “มันเหมือนกับการอยู่ในมาดากัสการ์หรือนิวซีแลนด์ ที่พวกสัตว์ทั้งหลายไม่ได้ถูกตั้งโปรแกรมให้กลัวคน” บอยส์กล่าว “มันเป็นประสบการณ์ที่มหัศจรรย์มาก”
ด้วยการบันทึกการเผชิญหน้าเหล่านี้อย่างพิถีพิถัน ทีมงานจึงได้รวบรวมฐานข้อมูลทางสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมมากที่สุดเท่าที่เคยมีการสำรวจมาในแม่น้ำแอฟริกา และยังได้ค้นพบสายพันธุ์ใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ ในแองโกลัน ไฮแลนด์ส ด้วยการใช้ภาพถ่ายทางอากาศ การวัดทางอุทกวิทยา และการสุ่มตัวอย่างดีเอ็นเอทางสิ่งแวดล้อม ทำให้พวกเขาสร้างบันทึกที่นักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อไปสามารถใช้เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาและช่วยรัฐบาลในการตัดสินใจที่ถูกต้อง

Above บอยส์และทีมงานค้นพบหลักฐานที่ชี้ว่า แม่น้ำมันฮันโก (ในภาพ) อาจเป็นแหล่งกำเนิดหลักของแม่น้ำคาไซ ทำให้แองโกลัน ไฮแลนด์ส กลายเป็นต้นกำเนิดสำคัญของแม่น้ำสาขาหลักสายหนึ่งของแม่น้ำคองโก
หลังจากการวิจัยอย่างเข้มข้นมาหลายปี บอยส์ได้เดินทางไปร่วมอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) ปี 2025 ที่ซิมบับเว ซึ่งเขาได้นำเสนอผลการค้นพบของเขาเกี่ยวกับ Lisima Lya Mwono landscape โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้รับการยอมรับว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Wetland of International Importance) การกำหนดนี้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ แรมซาร์ไซต์ (Ramsar Site) จะรับรองว่าพื้นที่ดังกล่าวได้รับการคุ้มครองภายใต้กรอบการอนุรักษ์ระดับชาติและนานาชาติ โดยมุ่งเน้นที่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและการบริหารจัดการที่ดิน
หลังจากที่นักสำรวจผู้กล้าหาญได้สำรวจแม่น้ำสายธรรมชาติของทวีปแอฟริกาไปแล้วกว่า 30,000 กิโลเมตร บอยส์เริ่มมองโลกในแง่ดีอย่างรอบคอบ ปัจจุบัน ด้วยเป้าหมายในการปกป้องพื้นที่ลุ่มน้ำ ที่ราบสูง และแม่น้ำในแอฟริกาให้ได้ถึง 1.2 ล้านตารางกิโลเมตร ภายในปี 2035 คณะสำรวจจึงกำลังขยายขอบเขตการทำงานไปยังทางน้ำสายสำคัญอื่นๆ ทั่วทั้งทวีป ซึ่งรวมถึง ลุ่มน้ำคองโก (Congo Basin) และ ลุ่มน้ำไนล์ (Nile Basin) โครงการนี้ได้ดำเนินการสำรวจเสร็จสิ้นไปแล้ว 20 ครั้ง ในปีนี้ และวางแผนที่จะบรรลุ 25 ครั้ง ในปีหน้า โดยได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจาก Rolex
Perpetual Planet Initiative สะท้อนถึงพันธกิจระยะยาวของ Rolex ในการสนับสนุนบุคคลและองค์กรที่ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อทำความเข้าใจและคิดค้นวิธีแก้ปัญหาความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในยุคปัจจุบัน
“นับเป็นแรงบันดาลใจอย่างแท้จริงครับ ในการทำงานร่วมกับองค์กรที่คุณสามารถพูดคุยถึงความคิดที่ยิ่งใหญ่ และดูเหมือนว่าพวกเขายังต้องการให้คุณคิดให้ใหญ่กว่าความคิดเหล่านั้นเสียอีก” บอยส์กล่าว “การสนับสนุนจาก Rolex ได้เปลี่ยนชีวิตของผมอย่างสิ้นเชิง”
ด้วยการสนับสนุนผู้บุกเบิกเช่นบอยส์ Rolex ช่วยให้มั่นใจได้ว่า ความยืดหยุ่นอันสำคัญยิ่งที่ซ่อนอยู่ในหอคอยน้ำของแอฟริกา จะไม่เพียงถูกค้นพบ แต่ยังได้รับการปกป้องอย่างแข็งขันสำหรับคนรุ่นต่อไปในอนาคต

Above ทีมงานกำลังเข้าใกล้แก่งน้ำเชี่ยวกรากในแม่น้ำคาไซ
UNDER THE SAME SKY
Tatler เชื่อว่าความลักซ์ชูรีที่แท้จริงของการอนุรักษ์ คือการปกป้องความงามของโลกของเราไว้สำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป แคมเปญ Under the Same Sky ขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรม ชุมชน และความคิดสร้างสรรค์ โดยนำเสนอเรื่องราวของผู้ที่ทำงานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมที่งดงาม ระบบนิเวศ นักสำรวจ องค์กร และนักวิทยาศาสตร์ผู้กล้าหาญเหล่านี้ ได้รับการสนับสนุนจาก Rolex Perpetual Planet Initiative และเราตื่นเต้นที่จะได้แบ่งปันนวัตกรรมและแนวคิดของพวกเขา ซึ่งหวังว่าจะช่วยค้ำจุนชีวิตบนโลกนี้ได้ นี่คือความมุ่งมั่นร่วมกันของเรา ที่จะทำให้มั่นใจว่าการอยู่อาศัยบนโลกของเราจะคงอยู่ตลอดไปเหนือกาลเวลา มีความสำคัญยิ่ง และเป็นนิรันดร์
This story was originally written in English by Annabel Tan.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2026 โดย Annabel Tan โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ





