ทูตวิทยาศาสตร์ด้านปัญญาประดิษฐ์คนแรกของกระทรวงต่างประเทศ สหรัฐฯ ดร. Rumman Chowdhury สนทนากับ Tatler ถึงการขับเคลื่อนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีความรับผิดชอบ ข้อจำกัดของ AI และวิธีที่จะทำให้อนาคตของ AI ดีขึ้น
ในปี 2018 Rumman ได้เปิดตัวเครื่องมือที่เรียกว่า Fairness Tool ซึ่งเป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีการคิดค้นกลไกเพื่อใช้ในการบ่งชี้และลดอคติที่เกิดขึ้นในระบบ AI
ปีก่อนหน้านั้น เธอทำงานกับ Accenture ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่าย AI ที่มีความรับผิดชอบ (Responsible AI) แม้ว่าจะมีงานวิจัยทางวิชาการมากมายเกี่ยวกับวิธีทำให้โมเดล AI มีความเป็นธรรมแบบสมเหตุสมผลมากขึ้น แต่ก็ยังไม่มีการนำมาใช้ในโลกความจริง จนกระทั่ง Rumman เปิดตัว Fairness Tool ที่ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถปรับแก้ความไม่เป็นธรรมของ AI เพื่อให้เกิดปัญญาประดิษฐ์ที่มีจริยธรรมและมีความรับผิดชอบมากขึ้น
“พูดง่ายๆ คือการทำให้มั่นใจว่า AI ทำงานเพื่อทุกคน ทุกคนในฐานะมนุษย์ และจากทุกมุมมอง ถ้าเราอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับโลก การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ หรือจะเป็นทางการเมืองและสังคม เรามีความรับผิดชอบที่จะทำให้แน่ใจว่าไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่มีใครถูกลบเลือน”
อ่านเพิ่มเติม: ดร. Sylvia Earle คุยถึงเหตุผลที่วิทยาศาสตร์และพลังของการเล่าเรื่องจะช่วยเยียวยาโลก

Above ดร. Rumman Chowdhury อยู่เบื้องหลังเครื่องมือ Fairness Tool อันล้ำสมัย ซึ่งมุ่งเป้าเพื่อระบุและลดอคติใน AI (ภาพ: ดร. Rumman Chowdhury)
การทำให้แน่ใจว่า AI จะมีความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญสุดของงานที่ Rumman ทำ เธอก่อตั้งสตาร์ตอัพ Parity มุ่งเน้นการสร้าง AI ที่มีจริยธรรม ก่อนที่จะมาร่วมงานกับ Twitter ในปี 2021 ทำงานเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรม สำหรับทีมที่ดูแลเรื่อง การเรียนรู้ของเครื่องจักร จริยธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ (Machine Learning, Ethics, Transparency and Accountability - META)
“มันเป็นบทบาทที่มีอิทธิพลมากในโลกโซเชียลที่จะพิจารณาว่าอัลกอริธึมที่กำลังใช้อยู่มีอคติหรือไม่ สนับสนุนข้อมูลที่ผิดพลาดหรือไม่ หรือว่าชี้นำคนไปสู่ความรุนแรงหรือเปล่า เป็นความรับผิดชอบที่ใหญ่มาก แต่ฉันก็สนุกกับทุกนาทีของงาน”
เมื่อ Elon Musk ซื้อ Twitter และเปลี่ยนเป็น X หนึ่งในทีมที่ถูกเลิกจ้างในปี 2022 คือทีม META ที่เธอดูแลอยู่ และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ Rumman อธิบายว่าคือจุดเริ่มต้นของการตกลงสู่ “บ่อเกรอะ ที่อยู่ระหว่างคริปโต สื่อลามกหน่อย ๆ และข้อมูลที่ผิดพลาดอย่างสมบูรณ์ ฉันรู้สึกเหมือนว่าผู้คนกำลังร้องตะโกนตลอดเวลา”
ตั้งแต่นั้นมา Rumman หันมาพัฒนาวิธีที่จะขับเคลื่อนปัญญาประดิษฐ์ที่โป่รงใสและมีจริยธรรม และให้คำปรึกษาด้าน AI ที่มีความรับผิดชอบ รวมทั้งการประเมินและการดำเนินงาน ผ่านสตาร์ตอัพ Parity ของเธอให้กับองค์กรมากมาย อย่างเช่น คณะกรรมาธิการยุโรป สำนักงานสื่อสารแห่งสหราชอาณาจักร DeepMind และ Meta เธอทำงานเป็นนักวิจัยด้าน AI ที่มีความรับผิดชอบที่ Berkman Klein Center ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไร Humane Intelligence ในปี 2023
Rumman บอกว่าเธอต้องการสร้างชุมชนที่มีความชำนาญด้านการประเมินอัลกอริธึมผ่าน Humane Intelligence
“นั่นหมายความว่าฉันต้องการฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคในการตรวจสอบและทำความเข้าใจว่าอัลกอริทึมทำงานอย่างถูกต้องหรือไม่”
ฉันกังวลมากว่าคนจะคิดว่า AI มีชีวิต มันเป็นแค่เทคโนโลยีอย่างหนึ่งที่มีความชำนาญด้านการเลียนแบบวิธีการทำงานของเรา มันไม่ได้ใช้ความคิด ไม่ได้เข้าใจบริบทอะไร และไม่มีความรู้สึกอะไรเลย
เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Rumman ได้รับแต่งตั้งให้เป็นทูตวิทยาศาสตร์ด้านปัญญาประดิษฐ์คนแรกของกระทรวงต่างประเทศ สหรัฐฯ เธอเป็นตัวแทนของกระทรวงในฐานะพลเรือน เพื่อสื่อสารและระบุโอกาสในการขยายศักยภาพและคุณค่าของการใช้ AI อย่างเสมอภาค และพูดคุยอย่างเปิดเผยและจริงใจเกี่ยวกับหัวข้อนี้กับผู้คนทั่วโลก ภายใต้บทบาทนี้เองที่เธอได้ไปเยือนสิงคโปร์ในเดือนพฤศจิกายน ประเทศที่เธอมองว่ามีความล้ำหน้าในด้านการใช้ AI
“ฉันคิดว่าสิงคโปร์มีมุมมองที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงว่า AI จะมีประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง ฉันสนใจที่จะได้เห็นว่า AI ถูกทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร โดยเฉพาะด้านบริการสาธารณะ แต่ก็ดูด้วยว่ารัฐบาลคิดอย่างไรกับวิธีที่จะทำให้ AI ช่วยเหลือประชาชน”
ระหว่างที่อยู่สิงคโปร์ Rumman ได้จัดการทดสอบมาตรฐานโมเดล AI ด้วยกลุ่มคนมีประสบการณ์เฉพาะทาง ไม่ว่าจะในอาชีพเฉพาะหรือมีพื้นฐานด้านชาติพันธุ์หรือภาษาที่แตกต่างกัน เป็นส่วนหนึ่งของงานที่ Humane Intelligence ทำร่วมกับหน่วยงานที่ดูแลและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของสิงคโปร์ (Infocomm Media Development Authority หรือ IMDA) เพื่อประเมินอคติทางภาษาและพหุวัฒนธรรม โดยการจ้างคนจาก 9 ประเทศในภูมิภาคมาประเมินผลว่าโมเดล AI ทำงานทั้งในภาษาท้องถิ่นของพวกและในบริบททางวัฒนธรรมของแต่ละประเทศได้หรือไม่
“สิ่งสำคัญเกี่ยวกับงานที่ไม่แสวงหากำไรของฉันคือเราทำงานกับบริษัทต่าง ๆ เราให้ข้อเสนอแนะเพื่อที่บริษัทเหล่านี้จะได้ปรับปรุงการทำงานของ AI ของเขา เราต้องการให้ทุกคนได้ประโยชน์จาก AI เราเข้าใจว่านี่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับบริษัทเหล่านี้ที่ต้องพยายามครอบคลุมทุกมุมมอง และฉันมองด้วยว่านี่เป็นการให้ความรู้กับคนที่ต้องข้องเกี่ยวกับ AI เพราะพวกเขาจะได้ทำความเข้าใจว่า AI ทำอะไรไม่ได้บ้าง แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้เรามั่นใจว่าเราจะมี AI ที่ครอบคลุมและเท่าเทียมมากขึ้นในอนาคต”

Above ดร. Rumman Chowdhury ระบุว่าสิงคโปร์มีความก้าวหน้าในด้านการใช้ AI (ภาพ: ดร. Rumman Chowdhury)
Rumman เก็บข้อมูลและเรียนรู้หลายอย่างจากการทดสอบหลายครั้งที่ผ่านมา มีข้อสังเกตที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือพฤติกรรมของคนเวลาที่โต้ตอบกับ AI “เราพบว่า เพราะเทคโนโลยีนี้มีความเป็นมนุษย์และความเป็นส่วนตัวมาก เราคุยกับมัน เราให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเรา และโต้ตอบกับมัน สิ่งที่เราพิมพ์ใน Google Search คือข้อเท็จจริงมาก ๆ เมื่อเราโต้ตอบกับ AI มักให้ข้อมูลส่วนบุคคล ฉันว่ามันบ่งชี้ว่าคนไม่ได้มองว่านี่เป็นเทคโนโลยี เราทำให้มัน ‘เป็นมนุษย์’ ฉันกังวลมากว่าคนจะคิดว่า AI มีชีวิต มันเป็นแค่เทคโนโลยีอย่างหนึ่งที่มีความชำนาญด้านเลียนแบบวิธีการทำงานของเรา มันไม่ได้ใช้ความคิด ไม่ได้เข้าใจบริบทอะไร และไม่มีความรู้สึกอะไรเลย แต่วิธีที่ AI สื่อสารเป็นการเลียนแบบพฤติกรรมของเรา”
หนึ่งในสิ่งที่ Rumman อยากให้คนเข้าใจเกี่ยวกับ AI มากที่สุดคือมันไม่ใช่มนตร์วิเศษ มันมาจากข้อมูลสถิติที่เราสร้างขึ้น
“ดังนั้น ขีดจำกัดของศักยภาพด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของ AI คือระดับเดียวกับขีดจำกัดของข้อมูลที่เราป้อน มนุษย์สามารถทำสิ่งที่แปลกใหม่ แตกต่าง และไม่ซ้ำใคร ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ทำไม่ได้ และเป็นสิ่งที่พิเศษมากสำหรับเราในฐานะสิ่งมีชีวิต เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถสร้างขึ้นในเทคโนโลยีได้”
อ่านเพิ่มเติม: Dr Mona Minkara นักวิทยาศาสตร์ตาบอดผู้สร้างนิยามใหม่ของการท่องเที่ยวและผจญภัยที่ทุกคนเข้าถึงได้
ขีดจำกัดของศักยภาพด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของ AI คือระดับเดียวกับขีดจำกัดของข้อมูลที่เราป้อน มนุษย์สามารถทำสิ่งที่แปลกใหม่ แตกต่าง และไม่ซ้ำใคร ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ทำไม่ได้
Rumman ช่วยตอบคำถามเพื่อไขความลึกลับของ AI บทบาทของ AI ในชีวิตของเธอเอง และวิธีที่จะทำให้อนาคตของ AI ดีขึ้น
คุณใช้งาน AI อย่างไรบ้าง ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน
ถ้าคุณถามฉันแบบนี้สักสามเดือนที่แล้ว คำตอบคือฉันไม่ค่อยได้ใช้ AI เลย แต่ว่าช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ฉันเริ่มใช้ Google NotebookLM ฉันใส่บทความหรือชุดข้อมูลเข้าไปมากมาย และได้ออกมาเป็นแชทบอทส่วนตัวที่จะถามอะไรก็ได้เกี่ยวกับเนื้อหาในเอกสารที่ป้อนไป ฉันใช้มันเป็นเครื่องมือในการย่อยข้อมูลที่ค่อนข้างซับซ้อน
AI ถูกใช้ให้ตัดสินใจแทนเรา แต่นั่นเป็นวิธีเดียวที่ฉันเลือกใช้เอง ฉันชอบกลับบ้านแล้วอ่านหนังสือ เทคโนโลยีที่ส่งผลกับฉันมากที่สุดคือ Kindle Paperwhite ของฉัน
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คุณจะเปลี่ยนหรือทำอะไรที่ต่างไปจากเดิมหรือไม่ในการพัฒนา AI
ฉันจะมุ่งเน้นไปที่ศาสตร์ในการทำความเข้าใจว่ารูปแบบของ AI ทำงานอย่างไร และฉันจะเปลี่ยนวิธีที่เราคุยกับ AI ไม่ให้เห็นคำนามเฉพาะ ฉันจะพยายามมากขึ้นที่จะหยุดการทำให้เห็น AI เป็นมนุษย์
กระแสความตื่นเต้นและปัญหาหลายๆ ที่เกี่ยวข้องกับ AI ทุกวันนี้มาจากความลึกลับที่ว่าปัญญาประดิษฐ์เป็นนามธรรม ในขณะที่มันเป็นผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่ง มันคือเทคโนโลยี มันถูกสร้างโดยมนุษย์ หากใครสักคนควรต้องรับผิดชอบ มนุษย์ก็ควรต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบ ฉันอยากจะทำอะไรมากกว่านี้เพื่อหยุดยั้งความคิดนี้ (ว่า AI เหมือนมีชีวิต)
มันสายไปหรือยังที่จะพยายามหยุด
จริงๆ แล้วฉันคิดว่าพอคนปฏิสัมพันธ์กับ AI มากขึ้น มันก็จะ ‘ลึกลับ’ น้อยลง หนึ่งในเป้าหมายของเรา Humane Intelligence คือสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ ให้คนมองเทคโนโลยีที่กำลังถูกสร้างขึ้นแล้วพูดได้ว่า ‘อ๋อ มันเป็นแค่แชทบอท มันไม่มีชีวิต มันแค่ปฏิสัมพันธ์กับฉัน มันมีเสียงเหมือนมนุษย์ แต่ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นมนุษย์’ ฉันคิกว่าบางส่วนของงานที่ฉันทำอยู่ก็ช่วยให้ความรู้คนทั่วไปให้แยกแยะได้ถ้าเห็นอะไรที่คุณภาพดีหรือไม่ดี เป็นข้อมูลที่ดีหรือไม่ดี เป็นของจริงหรือของปลอม
Above ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2567 Chowdhury ได้ให้การบรรยาย TED เพื่อสนับสนุนสิทธิในการซ่อมแซมระบบ AI
อะไรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับอนาคตของ AI
ฉันให้ความสำคัญกับการทำให้แน่ใจว่าทุกเสียงได้รับการรับฟังในกระบวนการสร้างโมเดล AI ฉันคิดว่าเราควรมีสิทธิ์ที่จะเลือกไม่ใช้มัน หาวิธีที่เราจะพูดได้ว่า ‘ฉันไม่ต้องการสิ่งนี้ในชีวิต’ หรือ ‘ฉันต้องการการตรวจสอบวิธีที่สิ่งนี้ถูกสร้างขึ้น’
ฉันขึ้นพูดที่ TED talk เมื่อต้นปี ซึ่งฉันเสนอไปว่าทุกคนควรมีสิทธิ์ในการซ่อมแซมระบบ AI ของพวกเขา มันอาจเป็นแนวคิดที่แปลกเพราะเราไม่มีสิทธิ์นั้นกับเทคโนโลยีส่วนใหญ่ของเรา เราไม่มีสิทธิ์ซ่อม iPhone แต่เราควรจะมีสิทธิ์นั้นหรือเปล่า ถ้ามันจะเป็นตัวตัดสินใจว่าคุณจะได้งานหรือไม่ จะได้เงินกู้หรือไม่ หรือว่าลูกของคุณจะไปโรงเรียนที่ไหน คุณควรมีสิทธิ์ที่จะพูดหรือไม่ถ้าอะไรไม่เวิร์กและควรถูกแก้ไข
คุณอยากเห็น AI ถูกใช้งานอย่างไรมากที่สุด
มันมีความคิดที่ผู้บริหารหลาย ๆ คนชอบว่า AI จะแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ของโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคภัย หรือความชรา...แต่ถ้าพูดแบบนั้น มันก็เหมือนกับว่า AI มีเจตจำนงเสรีและจะลุกขึ้นมาทำอะไรเอง ซึ่งมันไม่เป็นความจริง
ฉันอยากเห็นความตั้งใจที่จะทำให้เกิดอนาคตของ AI ที่ดีมากขึ้น ทุกวันนี้ มีเรื่องราวที่เลวร้ายมากมาย เราจึงไม่มีจินตนาการที่จะเข้าใจว่าอนาคตที่ดีของ AI หน้าตาเป็นอย่างไร หากทุกอย่างที่เราจินตนาการเกี่ยวกับ AI เป็นเพียง (เหมือนอย่างในรายการโทรทัศน์) Black Mirror และหากโลกทุกเวอร์ชันเป็นโลกที่เลวร้ายที่ AI ชั่วร้ายและต้องการฆ่าเรา ถึงแม้ว่านั่นจะไม่ใช่โลกที่เราต้องการ แต่มันก็เป็นโลกที่เราสร้างขึ้น เพราะมันเป็นโลกเดียวที่เราจินตนาการไว้
สิ่งที่ฉันอยากเห็นไม่ใช่แค่เราร่วมมือกันเพื่อให้เกิดอนาคต AI ที่ดีขึ้น แต่เหมือนทำงานย้อนหลังมากกว่า นิยามว่าอนาคต AI ที่ดีคืออะไร หน้าตาเป็นอย่างไร คนอาจจะเลือกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่ก็ยังคงเป็นสมาชิกของสังคมนั้นได้ นั่นเป็นลักษณะนิสัยที่เราอยากเห็น แล้วก็ลองย้อนกลับมาเพื่อพยายามทำให้เกิดอนาคตแบบนั้น
ดังนั้น ถ้าคุณอยากมีโลกอนาคตที่คุณเลือกที่จะไม่ใช้ AI ได้ และยังมีงานทำและออกไปเจอผู้คน เราต้องเริ่มคิดถึงการออกแบบสิ่งนี้ตั้งแต่ตอนนี้ แต่เรายังไม่ได้ทำเลย
Front & Female Changemakers เฉลิมฉลองเรื่องราวการเดินทางอันน่าทึ่งของเหล่าผู้หญิงชั้นนำผู้สร้างแรงบันดาลใจและก้าวขึ้นมาเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ทรงอิทธิพลในหลากหลายสาขา โดยนำเสนอมุมมองในชีวิตของพวกเธอและแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ วิสัยทัศน์ และการแสวงหาการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าเติบโตอย่างไม่ลดละ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการทางสังคม ผู้นำธุรกิจไปจนถึงนักการศึกษา ศิลปิน นักเคลื่อนไหว และนักวิทยาศาสตร์
Front & Female Changemakers เป็นแบบอย่างที่ดีในการสะท้อนศักยภาพของผู้หญิงในการท้าทายสถานะเดิมและแสดงให้เห็นถึงพลังของผู้หญิงในการสร้างการเปลี่ยนแปลง
This story was originally written in English by Rachel Duffell.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2024 โดย Rachel Duffell โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
จินตนาการในผลงานที่ไม่มีวันหมดของ วี วิโอเลต วอเทียร์ และการเฉลิมฉลองบนเส้นทางการเป็นศิลปิน





