“วิสัยทัศน์เป็นมากกว่าการมองเห็น” คือปรัชญาชีวิตที่นำพา Mona Minkara ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมชีวภาพและนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันผู้พิการด้านการมองเห็น ไปสู่การเดินทางที่ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของนักเดินทางตาบอด
การที่ Mona Minkara ได้รับการวินิจฉัยว่า มีภาวะจุดชัดที่จอประสาทตาเสื่อมและโรคจอประสาทตาที่เกิดจากพันธุกรรมตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบนั้นไม่ใช่จุดจบของเรื่องราวอันน่าเหลือเชื่อของเธอ แต่เป็นจุดเริ่มต้น Mona และเติบโตในรัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา โดยมีพ่อแม่เป็นผู้อพยพชาวเลบานอน มีผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งเคยบอกกับครอบครัวของเธอว่าการลงทุนไปกับการศึกษาของเธอจะเป็นการสูญเปล่า
พ่อแม่ของเธอตั้งใจที่จะพิสูจน์ว่ามันตรงข้ามกัน และพวกเขาก็คิดถูก
“ฉันโตขึ้นมากับการถูกบอกว่าเรื่องวิทยาศาสตร์ไม่เหมาะกับฉัน เพราะฉันตาบอด แต่ฉันปฏิเสธที่จะยอมรับคำบอกเล่านั้น” Mona กล่าว ตอนนี้เธอเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมชีวภาพที่มหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น “การเปลี่ยนแปลงชุดความคิดครั้งใหญ่ที่สุดที่ฉันต้องเอาชนะก็คือการตระหนักว่าอาการตาบอดของฉันไม่ใช่ข้อจำกัด มันเป็นเพียงวิธีที่แตกต่างในการสัมผัสประสบการณ์และโต้ตอบกับโลกใบนี้”
แม้จะเผชิญกับความท้าทายจากระบบโรงเรียนของรัฐที่มักไม่พร้อมที่จะช่วยเหลือนักเรียนตาบอด แต่ความพากเพียรและความมุ่งมั่นของครอบครัวของ Mona ก็ช่วยให้เธอตระหนักถึงศักยภาพทางวิชาการที่เธอไม่เคยคิดว่าเป็นไปได้ แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย แต่เธอก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมโดยเข้าเรียนในชั้นเรียนขั้นสูงและท้ายที่สุดก็ได้รับทุนการศึกษาเข้าเรียนที่ Wellesley College
อ่านเพิ่มเติม: ศุภจี สุธรรมพันธุ์ Group CEO ผู้พลิกโฉมดุสิตธานีด้วยหลักการบริหารที่เน้น ‘คน’ เป็นหัวใจสำคัญ

Above Mona Minkara ในโมร็อกโก (ภาพ: Planes, Trains, and Canes)
ด้วยความที่มีคอมมูนิตี้ที่เชื่อมั่นในตัวเธออยู่รายล้อม เธอจึงมีความหลงใหลในวิทยาศาสตร์และการวิจัย ซึ่งมันช่วยปูทางสู่การประกอบอาชีพด้านวิศวกรรมชีวภาพที่ประสบความสำเร็จ
“การเอาชนะความคาดหวังและอคติของสังคมถือเป็นหัวใจสำคัญของงานของฉัน ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และการท่องเที่ยว ในแวดวงวิชาการฉันต้องพิสูจน์ว่าอาการตาบอดไม่ใช่อุปสรรคของการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์ดีๆ สักชิ้น
ประสบการณ์นี้ผลักดันให้ฉันสนับสนุนแนวทางปฏิบัติที่ครอบคลุมกับหลากกลุ่มคนมากขึ้นใน STEM เพื่อให้แน่ใจว่านักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อๆ ไปจะมีทั้งเครื่องมือ การสนับสนุน และความสามารถที่จำเป็นในการประสบความสำเร็จ ด้วยความสามารถที่พวกเขามี”
เว็บไซต์ของ Mona Minkara มีพื้นที่ส่วนหนึ่งที่เป็นแหล่งข้อมูลดิจิทัลสำหรับนักวิทยาศาสตร์ผู้พิการทางสายตา โดยเธอได้รวบรวมทั้งเครื่องมือและวิธีการต่างๆ ที่ช่วยเหลือเธอตลอดเส้นทางตั้งแต่เป็นนักเรียนจนสู่การเป็นศาสตราจารย์ เนื้อหาเหล่านั้นประกอบด้วยข้อมูลเชิงลึกส่วนตัวของเธอ รวมถึงอุปกรณ์ที่ช่วยในการเคลื่อนไหว เครื่องมือทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ รวมถึงคำแนะนำในการทำงานและการเข้าถึงความช่วยเหลือ โดยจะมีเนื้อหาส่วนที่เกี่ยวกับเครื่องมือ AI ตามมาเร็วๆ นี้
ดูเพิ่มเติม: เชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ กับเรื่องราวความตั้งใจที่อยากเห็นผืนป่ากลับมาสมบูรณ์ สู่การทำธุรกิจเพื่อสังคมอย่างเต็มตัว
Above ทริปการเดินทางท่องเที่ยวในกรุงลอนดอนของ Mona Minkara
ปัจจุบันนี้ Mona ไม่เพียงแต่เป็นนักวิจัยชั้นนำที่มหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์นในบอสตันเท่านั้น เพราะเธอศึกษาเรื่องปฏิสัมพันธ์ทางเคมีระหว่างน้ำและอากาศในปอด รวมถึงยังเป็นนักเดินทางผู้กล้าหาญที่ท้าทายการรับรู้ของคนทั่วโลกเกี่ยวกับผู้พิการอีกด้วย ซึ่งเป็นเธอที่รู้จักในนามของ 'นักเดินทางตาบอด' บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางข้ามทวีปของเธอผ่านซีรีส์วิดีโอสุดฮิตบน YouTube อย่าง Planes, Trains, and Canes ที่บันทึกเรื่องราวทั้งสุขและทุกข์ในการเดินทางผ่านภูมิประเทศต่างๆ ที่ไม่คุ้นเคยโดยที่มองไม่เห็น เธอผ่านประสบการณ์ต่างๆ มากมาย ตั้งแต่เส้นทางแสนขรุขระในมาชูปิกชู ไปจนถึงโลกของระบบขนส่งสาธารณะในเมืองที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงพลังของความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวของเธอผ่านแต่ละประสบการณ์
“Planes, Trains, and Canes ได้รับแรงบันดาลใจจากความปรารถนาของฉันที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องเล่าเกี่ยวกับความพิการและการเดินทาง อีกทั้งยังท้าทายเรื่องเล่าที่มักจะกีดกันผู้พิการออกจากการผจญภัยสำรวจโลกในมุมต่างๆ” Mona กล่าว
“ในฐานะคนที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายทั้งในแวดวงวิชาการและในชีวิตประจำวัน ฉันต้องการแสดงให้เห็นว่าผู้พิการทางสายตาก็สามารถสัมผัสกับโลกได้อย่างเต็มที่เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ซีรีส์นี้สร้างขึ้นเพื่อแนะนำประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่หลากหลายให้กับผู้ชมทั่วโลก และเพื่อเน้นย้ำถึงความท้าทายด้านการเข้าถึงที่ผู้เดินทางที่พิการทางสายตาต้องเผชิญ”

Above Mona Minkara ที่ Flam Zipline ในนอร์เวย์ (ภาพ: Planes, Trains, and Canes)
เราหลายคนอาจไม่รู้เลยว่าการเดินทางบนโลกนี้ในฐานะนักเดินทางผู้พิการทางสายตาต้องเผชิญกับความท้าทายที่คนปกติทั่วไปมองข้าม “อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดประการหนึ่งคือการเดินทางโดยใช้ระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่คุ้นเคยในเมืองต่างๆ ทั่วโลกทั้งที่มองไม่เห็น” Mona เล่าพร้อมอธิบายว่าแต่ละจุดหมายปลายทางต้องอาศัยการเตรียมตัว ความสามารถในการปรับตัว และความเต็มใจที่จะเชื่อในสิ่งที่ไม่รู้จัก แต่ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นก็คือการเปลี่ยนแปลงการรับรู้ของสังคม
“การเข้าถึงไม่ได้หมายความถึงแค่ที่พักเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและนโยบายต่างๆ เพื่อให้โลกนี้มีความครอบคลุมมากขึ้นด้วย” เธอกล่าว ผ่านซีรีส์ YouTube ของเธอ Mona หวังว่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ได้พิจารณาถึงภาพจำเกี่ยวกับความพิการอีกครั้ง และสนับสนุนการเข้าถึงที่มากขึ้นสำหรับผู้พิการ โดยแสดงให้เห็นว่าความครอบคลุมเริ่มต้นด้วยทัศนคติที่เปิดกว้างต่อความแตกต่างและความหลากหลาย
อ่านเพิ่มเติม: Maria Ressa เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ กับความเสื่อมถอยของประชาธิปไตย และเหตุผลที่ทำไมเราทุกคนจะต้องยืนหยัดปกป้อง
หนึ่งในประสบการณ์ที่ปลดแอก Mona ได้มากที่สุดในฐานะนักเดินทางคือ การได้ดำน้ำในโลกใต้ทะเลของฟิลิปปินส์โดยไม่คาดคิด
“ในฐานะคนตาบอด ฉันไม่แน่ใจว่าจะคาดหวังอะไรจากโลกใต้ทะเล แต่ประสบการณ์นั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตฉันมาก” เธอเล่า “ความรู้สึกไร้น้ำหนัก เสียงของมหาสมุทร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้ยินเสียงปะการังร้องเพลงใต้ผิวน้ำ เป็นสิ่งที่ปลดแอกความรู้สึกของฉันได้อย่างไม่น่าเชื่อ”
ช่วงเวลาอันทรงพลังนี้เองที่ตอกย้ำความเชื่อของเธอที่ว่า “วิสัยทัศน์ขยายออกไปได้ไกลเกินกว่าแค่ตามองเห็น” และเน้นย้ำว่า เมื่อมีจิตใจที่เปิดกว้าง โลกก็จะเต็มไปด้วยการค้นพบที่ทุกคนเข้าถึงได้
เธอเล่าว่า “อิสระในการนำทางประสบการณ์ต่างๆ ตามเงื่อนไขของตัวฉันเอง เป็นสิ่งเตือนใจที่งดงามว่าทุกสิ่งเป็นไปได้”
หลังจากได้เดินทางไปแล้วกว่า 10 ประเทศ Mona ได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกหลายประการที่เธอหวังว่าจะได้สัมผัสในการเดินทางและการท่องเที่ยวทั่วโลกในอนาคต
“อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจำเป็นต้องคิดทบทวนเกี่ยวกับแนวทางในการเข้าถึงประสบการณ์ต่างๆ เสียใหม่ ฉันอยากเห็นแนวทางการออกแบบที่ครอบคลุมกับคนหลายกลุ่มมากขึ้น ซึ่งจะนำไปปฏิบัติต่อในอุตสาหกรรมนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบการจองและเว็บไซต์ที่ผู้พิการสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ไปจนถึงการฝึกอบรมพนักงานให้ดีขึ้นเกี่ยวกับวิธีช่วยเหลือนักเดินทางที่เป็นผู้พิการ” เธอกล่าว
“การนำเสนอข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เราต้องการให้สื่อการท่องเที่ยวมองเห็นนักเดินทางที่เป็นผู้พิการมากขึ้น เพื่อท้าทายต่ออคติในสังคมและเน้นย้ำถึงประสบการณ์ที่หลากหลาย ในท้ายที่สุดฉันต้องการให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยอมรับแนวคิดที่ว่า การเข้าถึงข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อทุกคน ไม่ใช่แค่ผู้พิการเท่านั้น”
อ่านเพิ่มเติม: ศุภจี สุธรรมพันธุ์ Group CEO ผู้พลิกโฉมดุสิตธานีด้วยหลักการบริหารที่เน้น ‘คน’ เป็นหัวใจสำคัญ
“มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างโลกที่ครอบคลุมและเท่าเทียมกันมากขึ้น โลกซึ่งทุกคนมีอิสระที่จะสำรวจมันตามเงื่อนไขของตนเอง และนักเดินทางที่มีความพิการจะรู้สึกมีอำนาจที่จะขอความช่วยเหลือเมื่อพวกเขาต้องการ และรู้สึกสบายใจที่จะปฏิเสธความช่วยเหลือเมื่อพวกเขาไม่ต้องการ โดยปราศจากการตัดสินหรือความเข้าใจผิด” เธอกล่าวเสริม
คติประจำใจของ Mona ที่ว่า “วิสัยทัศน์เป็นมากกว่าแค่การมองเห็น” ได้หล่อหลอมวิถีชีวิตและแนวทางการทำงานของเธอ ในห้องแล็บของเธอที่มหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น Mona เป็นผู้นำห้องปฏิบัติการ Computational Modeling for BioInterface Engineering (COMBINE) ซึ่งเธอใช้วิธีการคำนวณในการศึกษาอินเทอร์เฟซทางชีวภาพที่ซับซ้อน “การเป็นคนตาบอดทำให้ฉันต้องสัมผัสอื่นๆ ในการรับรู้ และความรู้ความเข้าใจในเชิงกลยุทธรูปแบบต่างๆ ซึ่งนำไปสู่แนวทางและการค้นพบใหม่ๆ ในงานของฉัน”

Above คติประจำใจของ Mona Minkara คือ “วิสัยทัศน์สำคัญกว่าการมองเห็น” ซึ่งหล่อหลอมวิธีการดำเนินชีวิตของเธอ (ภาพ: Instagram / @mona.minkara)
ทุกสิ่งล้วนเป็นไปได้ คือชุดความคิดที่ใช่ ซึ่งฉันได้เรียนรู้มาจากเส้นทางของฉันเอง
เมื่อไม่นานนี้ Mona Minkara อยู่ที่กัวลาลัมเปอร์ในฐานะวิทยากรหลักในการประชุมการเดินทางสำหรับสตรี ZafigoX 2024 ที่ผู้คนต่างตั้งตารอในเดือนตุลาคม 2024 ที่ผ่านมา และเธอก็รู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสในการส่งเสริมให้สตรีได้ตระหนักถึงจุดแข็งและศักยภาพของตนเอง โดยเฉพาะผู้พิการ
“ประสบการณ์ที่ฉันได้รับจาก Planes, Trains, and Canes รวมถึงในฐานะนักวิทยาศาสตร์ได้สอนให้ฉันรู้ว่า ข้อจำกัดที่แท้จริงส่วนใหญ่คือสิ่งที่เรายัดเยียดให้กับตัวเอง” เธอกล่าว โดยหวังว่าผู้ฟังจะได้รับแรงบันดาลใจให้ไล่ตามความฝันของพวกเขา แม้ว่าจะต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายก็ตาม
“ฉันหวังว่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ได้มองโลกในแง่บวก ไม่ว่าจะอยู่ในห้องทดลอง ในทริปการผจญภัยรอบโลก หรือในสถานการณ์เฉพาะตัวใดๆ ของพวกเขา” เธอกล่าว “ฉันตระหนักดีว่าไม่ใช่ทุกคนจะมีอิสระหรือโอกาสในระดับเดียวกัน เนื่องมาจากอุปสรรคต่างๆ รวมถึงการความกดดันทางการเมืองหรือสถานการณ์ภายในบ้าน ฉันหวังว่างานของฉันจะสามารถมีส่วนสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงในระบบที่ส่งเสริมให้ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด เพื่อส่งเสียงและค้นหาเส้นทางของตนเอง”
Front & Female Changemakers เฉลิมฉลองเรื่องราวการเดินทางอันน่าทึ่งของเหล่าผู้หญิงชั้นนำผู้สร้างแรงบันดาลใจและก้าวขึ้นมาเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ทรงอิทธิพลในหลากหลายสาขา โดยนำเสนอมุมมองในชีวิตของพวกเธอและแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ วิสัยทัศน์ และการแสวงหาการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าเติบโตอย่างไม่ลดละ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการทางสังคม ผู้นำธุรกิจไ ปจนถึงนักการศึกษา ศิลปิน นักเคลื่อนไหว และนักวิทยาศาสตร์
This story was originally written in English by Tania Jayatilaka.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2024 โดย Tania Jayatilaka โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
Lisa Macuja-Elizalde นักบัลเล่ต์เอกผู้ทำให้บัลเล่ต์กลายเป็นของประชาชน
แพรว พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช ทายาทรุ่น 3 ชาตรามือ กับชาที่ชงด้วยใจและอยากให้ดังไกลไปทั่วโลก
Topics





