Cover เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ Maria Ressa นักข่าวชาวฟิลิปปินส์

Maria Ressa คนข่าวชาวฟิลิปปินส์และผู้ร่วมก่อตั้ง Rappler เตือนถึงความจำเป็นในการต่อสู้กับภัยคุกคามจากการบิดเบือนข้อมูลและระบอบเผด็จการ ซึ่งอาจนำไปสู่การล่มสลายของประชาธิปไตยในที่สุด

Maria Ressa ย้ำมาตลอดว่าปี 2024 จะไม่ใช่แค่บททดสอบระบบประชาธิปไตย แต่เป็นจุดเปลี่ยน เพราะเป็นปีที่ประชากรเกือบครึ่งโลกจากกว่า 60 ประเทศจะลงคะแนนเลือกตั้ง

Tatler ได้สนทนากับ Maria ผ่านวิดีโอคอลล์ก่อนการเลือกตั้งของสหรัฐฯ กับมุมมองของเธอที่มีต่อประชาธิปไตย

อ่านเพิ่มเติม: Christina Koch นักบินอวกาศหญิงคนแรกที่จะเข้าร่วมภารกิจพิชิตดวงจันทร์โดย NASA ในชุดอวกาศที่ออกแบบโดย Prada

ความเสื่อมถอยของประชาธิปไตย

"ฉันเรียกการล่มสลายของประชาธิปไตยของเราว่าการตายด้วยบาดแผลนับพัน แต่ละบาดแผลอาจดูเล็กน้อย แต่เมื่อมีบาดแผลมากเกินไป คุณก็จะเสียเลือดจนหมด" Maria กล่าวกับ Tatler เธอบอกว่า สิ่งที่เห็นคือประชาธิปไตยทั่วโลกอ่อนแอลงอย่างชัดเจน เพราะ ‘บาดแผล’ ที่ว่า เกิดขึ้นในทุกระดับขั้นของการปกครอง

Maria ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพร่วมกับ Dmitry Muratov ในปี 2021 จาก "ความพยายามในการปกป้องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับประชาธิปไตยและสันติภาพที่ยั่งยืน" Maria เคยทำงานกับ CNN และ ABS-CBN ในระดับอาวุโส ก่อนที่จะมาก่อตั้งสำนักข่าว Rappler ในปี 2012 ที่ปัจจุบันเธอเป็นผู้บริหารด้วย

Tatler Asia
Maria Ressa delivers her Nobel lecture in 2021 (Photo: Jo Straube/Nobel Prize Outreach)⁠
Above Maria Ressa บรรยายเรื่องรางวัลโนเบลในปี 2021 (ภาพ: Jo Straube/Nobel Prize Outreach)
Maria Ressa delivers her Nobel lecture in 2021 (Photo: Jo Straube/Nobel Prize Outreach)⁠

เธอเคยพูดเปรียบเปรยถึงบาดแผลนับพันมาก่อนในหนังสือชีวประวัติ ‘How to Stand Up to a Dictator’ และครั้งนี้ เธอยังคงเน้นว่าการบิดเบือนข้อมูลมีผลกับวิธีที่เราคิดและการตัดสินใจเลือกลงคะแนน และเป็นสิ่งที่กัดกร่อนประชาธิปไตยอย่างช้า ๆ นอกจากนี้ “A Thousand Cuts” ที่หมายถึงบาดแผลนับพัน ยังคงเป็นชื่อภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับ Maria ที่ฉายที่งานเทศกาลหนัง Sundance Film Festival เมื่อปี 2020

“การเจาะจงกลุ่มเป้าหมายเล็กๆ ได้บงการเราอย่างแยบยล” Maria พูดถึงการที่ข้อมูลร่องรอยทางดิจิทัลถูกนำไปใช้เพื่อเลือกป้อนข่าวสารให้เราโดยหวังผลประโยชน์หรือผลกำไร เธอบอกว่ามันถึงจุดที่การบงการอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่ว่านี้กำลังหนุนหลังเผด็จการสายประชานิยมในโลกดิจิทัลที่ต่อมากลายเป็นเผด็จการในโลกความเป็นจริง

Maria หยิบยกรายงานการวิจัยของสถาบัน V-Dem ในสวีเดนที่เผยแพร่ปีนี้ว่าเรากำลังเลือกผู้นำที่ไม่ยึดหลักเสรีนิยมด้วยกระบวนการประชาธิปไตย ข้อมูลถึงเดือนมกราคม 2024 ระบุว่า 71 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั่วโลกอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการ ซึ่งสูงขึ้นถึง 48 เปอร์เซ็นต์จากข้อมูลเพียงสิบปีก่อนหน้า

“ฉันเคยพูดเสมอว่าเราจะได้รัฐบาลที่เราควรได้ แต่คำถามตอนนี้ก็คือ ประชาชนมีเครื่องมือช่วยในการเลือกหรือไม่ หรืออารมณ์ของเรากำลังถูกใช้เป็นอาวุธโจมตีตัวเราเอง”

“ฉันเคยพูดเสมอว่าเราจะได้รัฐบาลที่เราควรได้ แต่คำถามตอนนี้ก็คือ ประชาชนมีเครื่องมือช่วยในการเลือกหรือไม่ หรืออารมณ์ของเรากำลังถูกใช้เป็นอาวุธโจมตีตัวเราเอง”

- Maria Ressa -

Tatler Asia
Maria Ressa
Above Maria Ressa เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Rappler ซึ่งเป็นสำนักข่าวออนไลน์ชั้นนำของฟิลิปปินส์ในปี 2012
Maria Ressa

แสงแห่งความหวัง

อย่างไรก็ตาม ปีแห่งการเลือกตั้งก็ไม่ได้หม่นหมองไปเสียหมด Maria บอกว่ายังมีการ “ฉลอง” ประชาธิปไตยให้เห็น ซึ่งเป็นที่มาของความหวังสำหรับเธอ

Maria พูดถึงเหตุการณ์ในโปแลนด์ที่ผู้หญิงและคนหนุ่มสาวรวมพลังกันต่อต้านในเวลาที่รัฐบาลอนุรักษ์นิยมจะออกกฎหมายเกี่ยวกับการทำแท้งว่าเป็นการให้คำนิยามใหม่กับการมีส่วนร่วมของพลเมือง

“เพราะทุกวันนี้ เพื่อที่จะทวงคืนสิทธิของเรา เพื่อที่จะให้เสียงของประชาชนได้รับการฟัง หรือแม้กระทั่งเพื่อทวงคืนเสรีภาพส่วนบุคคล เราต้องออกจากโลกเสมือนจริงและเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง และจำกัดความการมีส่วนร่วมของพลเมืองขึ้นใหม่"

ไต้หวันเองก็มีความหวัง เมื่อผู้สมัครสนับสนุนอธิปไตยไต้หวัน ไล่ ชิงเต๋อ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเมื่อเดือนมกราคม หรือที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลของไต้หวัน ออดรีย์ ถัง ได้สร้างเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการตัดสินใจตามระบอบประชาธิปไตย อย่างแพลตฟอร์ม vTaiwan ที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมเสนอกฎหมายและถกเถียงต่อยอดระหว่างภาคส่วนต่างๆ เป็นมาตรฐานเปิดสำหรับการสื่อสารแบบกระจายศูนย์และปลอดภัย เพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน

เดิมพันสูง

แม้ว่าจะมีความหวังริบหรี่ แต่ความสำคัญของการเลือกตั้งในสหรัฐฯ ปีนี้กลับสูงกว่าครั้งไหนๆ

“ปี 2024 เป็นไปตามที่คาดไว้ เรายังไม่ถึงขนาดตกจากหน้าผา” Maria คุยกับ Tatler ก่อนการเลือกตั้งในสหรัฐฯ เธอบอกว่าสิ่งที่เธอไม่คาดคิดคือการที่ Elon Musk ซื้อทวิตเตอร์และทำให้ระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยบนสื่อโซเชียลต่ำลงไปอีก

“สหรัฐอเมริกาเลือกตั้งวันที่ 5 พฤศจิกายน ด้วยมาตรการป้องกันที่น้อยลง ก่อนหน้านั้นเฟซบุ๊กลดการมองเห็นหน้าข่าวทั่วโลกลงประมาณ 50 ถึง 85 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2023 ดังนั้นเมื่อประชาชนไปลงคะแนนในปีนี้ หลังจากได้รับข้อมูลข้อเท็จจริงที่น้อยลง มีการแบ่งแยกมากขึ้น มีความกลัว ความโกรธ และความเกลียดมากขึ้น  [ซึ่งการศึกษาพบว่า ความกลัว ความโกรธ และความเกลียด สามารถแพร่กระจายเร็วกว่าข้อมูลข้อเท็จจริง] ถ้าเรารอดพ้นไปได้ ก็เป็นเพราะความเข้มแข็งของประชาชน และเป็นเพราะพวกเขาออกมาเคลื่อนไหวในโลกความจริง”

กรณีที่มีตัวบุคคลเข้ามาครอบงำสื่ออย่าง Elon Musk แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการควบคุมเนื้อหาและจำกัดความโปร่งใส ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ Maria บอกว่าเป็นสัญญาณชัดเจนที่บ่งชี้ว่าหลักการประชาธิปไตยกำลังอ่อนแอลงในขณะที่ลัทธิอำนาจนิยมและลัทธิฟาสซิสต์เข้าแทนที่

หลักนิติธรรมที่กัดกร่อนและข้อมูลบิดเบือนที่แพร่หลายเป็นอีกปัจจัย Maria เห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในฟิลิปปินส์มาก่อน

“ฟิลิปปินส์ตกนรกเร็วกว่าประเทศอื่น และในขณะที่โลกตะวันตกกำลังอยู่ในนรก เราก็มาอยู่ใน ‘แดนชำระ’ เราเดินทางเร็วกว่าคนอื่นนิดหน่อย...เรารู้ว่าต้องทำอย่างไรในช่วงเวลาแบบนี้ นั่นคือต้องยืนหยัดต่อสู้”

Tatler Asia
Maria Ressa
Above Maria Ressa ได้เปิดตัว Rappler Communities เมื่อเดือนธันวาคม 2023
Maria Ressa

เมื่อประชาชนลงคะแนนเลือกตั้งในปีนี้ หลังได้รับข้อมูลข้อเท็จจริงที่น้อยลง เราเห็นการแบ่งแยกมากขึ้น มีความกลัว ความโกรธ และความเกลียดมากขึ้น

- Maria ressa -

ยืนหยัดต่อสู้

Maria และสำนักข่าวออนไลน์ Rappler กำลังยืนหยัดต่อสู้ อย่างแรกคือด้วยเทคโนโลยี

“ประมาณหนึ่งปีครึ่งที่แล้ว ตอนนั้นเราหมดศรัทธากับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่”

แต่ Rappler ก็ยังเป็นพันธมิตรกับบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ เร็วๆ นี้ Rappler เป็นหนึ่งในสิบองค์กรที่ถูกเลือกโดย Open AI จากเกือบหนึ่งพันองค์กรเพื่อทดลองโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (large language model หรือ LLM) สำหรับการให้คำปรึกษาแบบประชาธิปไตย

“ฉันถูกโกหกมาหลายครั้งเกินไปแล้ว เราจึงเริ่มสร้างเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการหารือกัน” Maria อธิบาย และผลที่ได้คือ ‘Rappler Communities’ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ Maria เชื่อว่าจะทำให้องค์กรข่าวอยู่รอดได้

วิสัยทัศน์ของ Maria คือการสร้างระบบนิเวศข่าวแบบสหพันธ์ คือองค์กรและแพลตฟอร์มข่าวทำงานร่วมกัน แบ่งปันและตรวจสอบข้อมูล และเผยแพร่ข่าวสาร ไปยังชุมชนที่ยึดโยงกับองค์กรข่าว และยังสามารถมารวมตัวกันบนแอปพลิเคชั่นแชท Matrix protocol ซึ่งเป็นพื้นที่ที่บทสนทนนาที่จำเป็นต่อประชาธิปไตยสามารถเกิดขึ้นได้

อ่านเพิ่มเติม: อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ผู้ปลุกปั้น 'Techsauce Global Summit' สู่ประตูแห่งโอกาสของอาเซียน

Rappler Communities เปิดตัวไปอย่างเงียบ ๆ เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว Maria อธิบายแบบติดตลกว่าหนึ่งในเหตุผลที่เปิดอย่างเงียบ ๆ ก็เพราะ “ใครจะไปรู้ว่าเราจะล้มไม่เป็นท่าหรือเปล่า คนข่าวมาสร้างเทคโนโลยี มันไม่เหมือนกับเวลาที่บริษัทเทคใหญ่ๆ ทำงาน เพราะเรามีมาตรฐาน และผลกำไรไม่ใช่สิ่งจูงใจหลักของเรา”

เป้าหมายของ Maria คือชุมชนนี้จะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนทันการเลือกตั้งในฟิลิปปินส์ที่จะมีขึ้นในเดือนพฤษภาคมปีหน้า

“เราจะได้มีชุมชนที่นี่ สถานที่ที่คนจริงๆ สามารถมีบทสนทนาจริงๆ โดยไม่ถูกครอบงำ”

อย่างที่สองคือ การรักษาการสื่อสารมวลชน Maria ได้ร่วมก่อตั้งกองทุน International Fund for Public Interest Media ในปี 2019 เพื่อเป็นเครื่องมือในการระดมเงินทุนให้กับสื่ออิสระ

“เพราะเราเห็นว่าไม่เพียงแต่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียขนาดใหญ่ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อโจมตีความน่าเชื่อถือของนักข่าว แต่ยังถูกใช้เพื่อดึงโฆษณาไปด้วย โมเดลธุรกิจของสื่อสารมวลชนจึงไปไม่รอด และนำไปสู่การปลดพนักงานจำนวนมากทั่วโลก”

อย่างที่สามคือ การทำงานผ่านชุมชนซึ่ง Maria บอกว่าเป็นส่วนที่สำคัญมาก

“เราไม่ได้สร้างคอนเทนต์ในสุญญากาศ เราสร้างชุมชนด้วยคอนเทนต์ เราพลาดอย่างใหญ่หลวงเมื่อเราใส่ปุ่มกดแชร์ของสื่อโซเชียลบนหน้าเว็บของเรา และกลายเป็นการให้ชุมชมของเราไปฟรีๆ สิ่งที่เราแลกมาได้คือ ‘สัญญากับปีศาจ’ คือพวกเขาจะกระจายข่าวสารให้เรา แต่พวกเขาก็ไม่ได้สัญญาว่ามันจะเป็นแบบนั้นตลอดไป แล้วพอพวกเขาเริ่มลดทอนการกระจายข่าวสารลง นี่แหละคือจุดที่เราอยู่ในวันนี้” และ Maria หวังว่าจะกู้คืนชุมชนกลับมาได้ผ่านทาง Rappler Communities

Tatler Asia
Maria Ressa
Above วิสัยทัศน์ของ Maria Ressa คือการสร้างระบบนิเวศข่าวสารแบบสหพันธ์ โดยที่องค์กรข่าวและแพลตฟอร์มต่างๆ มากมายทำงานร่วมกันเพื่อแบ่งปัน ตรวจสอบ และเผยแพร่ข่าวสาร
Maria Ressa

คนข่าวมาสร้างเทคโนโลยี มันไม่เหมือนกับเวลาที่บริษัทเทคใหญ่ๆ ทำงาน เพราะเรามีมาตรฐาน และผลกำไรไม่ใช่สิ่งจูงใจหลักของเรา

- Maria Ressa -

บทบาทของ AI

AI ที่กำลังแพร่หลายทำให้เรากำลังเผชิญกับความท้าทายเพิ่มขึ้น และ Maria ก็ไม่ได้วางใจกับบทบาทที่ AI มีในองค์กรข่าว

“บริษัทเทคโนโลยีทุกแห่งบอกว่าอย่าตกขบวน และ Rappler ก็ชื่นชอบเทคโนโลยี ดังนั้นเราจึงได้ลองใช้มัน แต่สิ่งที่พวกเขาไม่ได้พูดถึงก็คือแนวคิดที่ว่าจะป้อนข้อมูลเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง AI หยุดเพ้อฝัน เป็นแนวคิดที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ และแนวคิดที่ว่า LLMs จะสามารถทำทุกอย่างได้อย่างครบถ้วนนั้นก็ไม่เป็นความจริงในตอนนี้"

"หากคุณเป็นองค์กรข่าว คุณไม่สามารถทำผิดพลาดได้ อัตราความผิดพลาดที่ 16 เปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันให้คนจริงๆ มาทำดีกว่า และถึงอีกหน่อยมันอาจจะดีขึ้น ความผิดพลาดอาจจะลดมาที่ 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเป็นองค์กรข่าว ก็จะยังยอมรับ 5 เปอร์เซ็นต์นั้นไม่ได้ ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ที่เทคโนโลยีแบบเดียวกันนี้ถูกใช้ในการสงคราม นึกถึง Lavender ที่กาซ่า [ฐานข้อมูลขับเคลื่อนด้วย AI ที่รัฐบาลอิสราเอลใช้] หรือโดรนที่ยูเครน คุณพลาดไม่ได้เลย แต่เราก็ยังจะเดินหน้าต่อ แล้วรัฐบาลต่างๆ ก็ยังยอมรับ โลกกลับหัวกลับหางเพราะเรารับเทคโนโลยีที่ไม่ปลอดภัยโดยไม่มีระบบป้องกัน ทุกๆ วันที่รัฐบาลประชาธิปไตยไม่เรียกร้องสิทธิกลับมาจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างๆ รัฐบาลทั้งหลายก็จะยิ่งสูญเสียอำนาจ”

การเดินทางท่ามกลางความไม่แน่นอน

แล้วเราทำอะไรได้บ้าง Maria บอกว่าฝรั่งเศสและบราซิลเป็นสองตัวอย่างที่รัฐบาลเรียกร้องสิทธิกลับคืนมาได้ เมื่อฝรั่งเศสจับกุม Pavel Durov ด้วยข้อหายินยอมให้มีอาชญากรรมเกิดขึ้นบนแอปส่งข้อความ Telegram ที่เขาก่อตั้งขึ้น และเมื่อบราซิลปิด X เพราะไม่ยอมลบข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวกับบุคคลทางการเมืองที่ถือเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของประชาธิปไตย

Maria บอกว่าประชาชนต้องมีความตระหนักรู้และต้องเรียกร้องสิ่งที่ดีกว่านี้ ส่วนสำหรับองค์กรข่าว เธอมองว่าเป็นเรื่องของการร่วมมือกัน

“ระบบนิเวศข่าวแบบสหพันธ์จะทำให้เรารอดไปด้วยกัน ถ้าสำนักข่าวทำอยู่ที่เดียว เราจะตาย และเราอาจจะตายจริงๆ ...หลังจากที่ Rapler ผ่านช่วงเวลาที่เหมือนตกนรกมาแล้ว เรารอดมาได้ และเราก็กำลังสร้างเทคโนโลยี เพราะการทำข่าวจะมีความสำคัญในทุกประชาธิปไตย เราได้รับพลังอำนาจจากประชาชน เราต้องเข้าใจว่าเราสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่า” 

เราถาม Maria ว่าเธอมองโลกในแง่บวกหรือไม่ คำตอบคือขึ้นอยู่กับวันที่ถูกถาม

“บางทีหลังวันที่ 5 พฤศจิกายน ฉันอาจจะมองโลกในแง่ดีขึ้น หรือมองโลกในแง่ร้ายมากขึ้น แต่การตายจากบาดแผลเล็กน้อยนับพันครั้ง หมายความว่ายังมีทางที่เราจะสามารถช่วยตัวเองให้รอดจากความตายได้”

ทุกๆ วันที่รัฐบาลประชาธิปไตยไม่เรียกร้องสิทธิกลับมาจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างๆ รัฐบาลทั้งหลายก็จะยิ่งสูญเสียอำนาจ

- Maria Ressa -

Front & Female Changemakers เฉลิมฉลองเรื่องราวการเดินทางอันน่าทึ่งของเหล่าผู้หญิงชั้นนำผู้สร้างแรงบันดาลใจและก้าวขึ้นมาเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ทรงอิทธิพลในหลากหลายสาขา โดยนำเสนอมุมมองในชีวิตของพวกเธอและแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ วิสัยทัศน์ และการแสวงหาการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าเติบโตอย่างไม่ลดละ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการทางสังคม ผู้นำธุรกิจไ ปจนถึงนักการศึกษา ศิลปิน นักเคลื่อนไหว และนักวิทยาศาสตร์

Front & Female Changemakers เป็นแบบอย่างที่ดีในการสะท้อนศักยภาพของผู้หญิงในการท้าทายสถานะเดิมและแสดงให้เห็นถึงพลังของผู้หญิงในการสร้างการเปลี่ยนแปลง


This story was originally written in English by Rachel Duffell.

ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2024 โดย Rachel Duffell โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ


อ่านเพิ่มเติม:

พาริ สิตาภา สกุลดีเลิศ ทายาทรุ่นสามของผงวุ้นตราโทรศัพท์ กับการต่อยอดธุรกิจครอบครัวสู่คาเฟ่วุ้นสุดเก๋ในย่านทรงวาด

'Dragonfly Summit' ความฝันครั้งใหม่ของ 'วู้ดดี้' เพื่อชีวิตที่ดีของทุกคน

Combined with Three Generations: ถอดบทเรียนเมื่อสามเจเนอเรชั่นในครอบครัว สุโกศล ร่วมงานกันที่ เดอะสยาม

Credits

ช่างภาพ: Mark Nicdao
แฮร์สไตลิสต์: Patty Inojales
เมคอัพอาร์ทิสต์: Justin Soriano
สถานที่: Manila House
โปรดักชั่น: Isabel Martel Francisco

Topics