เบื้องหลังชานมไข่มุกทุกแก้วคือกองกากชาจำนวนมหาศาล และสตาร์ทอัพรายนี้กำลังพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า สิ่งที่ถูกทิ้งขว้างนั้นแท้จริงแล้วเต็มเปี่ยมไปด้วยศักยภาพเกินคาด
ชานมไข่มุกอาจไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ในเอเชีย ทว่าอุตสาหกรรมเครื่องดื่มชาของภูมิภาคกลับเติบโตในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยในปี 2025 แบรนด์ชาจีนรายใหญ่อย่าง Mixue Group, Guming Holdings และ Auntea Jenny เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง พร้อมระดมทุนรวมกันไปได้มหาศาลกว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท)
ทว่า ท่ามกลางกระแสความสำเร็จอันเจิดจรัสนี้ กลับมีปัญหาการสะสมของ “ขยะ” จากกระบวนการผลิตที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ ตั้งแต่ไร่ชา โรงงาน ไปจนถึงหน้าร้าน กลายเป็นภาระหนักอึ้งในวิกฤติการณ์ขยะอาหารของภูมิภาค
อ่านเพิ่มเติม: Moreloop สตาร์ทอัพรักษ์โลก กับความฝันที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอให้ยั่งยืน
“กากชาถือเป็นขยะอาหารรูปแบบหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมาเรายังไม่มีวิธีการจัดการที่มีประสิทธิภาพมากพอ” คาลวิน เซียว (Calvin Sio) ผู้ก่อตั้ง Zence Object สตาร์ทอัพสายกรีนผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์กล่าว “โดยปกติแล้ว ขยะเหล่านี้มักจบลงด้วยการเผาทำลายหรือการฝังกลบ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ขยะที่ถูกฝังจะเริ่มเน่าเสียและปลดปล่อยก๊าซมีเทนออกมา”
ก๊าซมีเทนคือตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกซึ่งรุนแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า โดยจะกักเก็บความร้อนไว้ในชั้นบรรยากาศและเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งยังส่งผลเสียต่อคุณภาพอากาศด้วยการก่อตัวของโอโซนในระดับพื้นดิน ข้อมูลจากกลุ่มพันธมิตรเพื่อสภาพภูมิอากาศและอากาศสะอาด (Climate and Clean Air Coalition) ระบุว่า ประมาณร้อยละ 20 ของการปล่อยก๊าซมีเทนทั่วโลกมีที่มาจากขยะ รวมถึงเศษอาหารและอินทรียวัตถุที่ถูกทิ้งไว้ในหลุมฝังกลบและแหล่งน้ำเสีย
อ่านเพิ่มเติม: คุยกับ นายแพทย์วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ เจ้าของแบรนด์ 'Gracz' ภาชนะรักษ์โลกที่โลกต้องหลงรัก
จากของเสียสู่ทรัพยากรแห่งอนาคต
เพื่อแก้ปัญหานี้ Zence Object สตาร์ทอัพขอ Sio จึงนำกากชาจากโรงงานแปรรูปและกลุ่มเกษตรกร โดยเฉพาะในมณฑลกวางตุ้งและฝูเจี้ยน มาผ่านกระบวนการอัปไซเคิลเพื่อชุบชีวิตใหม่ให้กลายเป็นแผ่นวัสดุชีวภาพ (Bio-based boards) และพลาสติกชีวภาพ สำหรับนำไปผลิตสินค้าที่หลากหลาย ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ แก้วเครื่องดื่ม ตลอดจนชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
อย่างไรก็ดี การยกระดับขยะจากกากชาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นที่ Sio เลือกมาใช้ เนื่องจากเล็งเห็นถึงกระแสนิยมเครื่องดื่มจากชาที่พุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันบริษัทขยายขอบเขตไปสู่ของเสียทางการเกษตรอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกากกาแฟ ชานอ้อย หรือเศษไผ่
ในปีที่ผ่านมา Zence Object ได้แปรรูปกากชาและขยะเกษตรไปแล้วกว่า 250 ตัน “เรามุ่งเน้นไปที่ขยะจากพืชเพราะอุดมไปด้วยเส้นใย ซึ่งถือเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดอย่างหนึ่งในกระบวนการรีไซเคิล” Sio อธิบาย
เนื่องจากของเสียแต่ละประเภทมีขนาด เนื้อสัมผัส และความชื้นแตกต่างกัน Zence Object จึงมุ่งพัฒนากระบวนการให้ได้มาตรฐานเดียวกัน พร้อมขยายขีดความสามารถในการรองรับวัสดุหลากหลายประเภท Sio ซึ่งได้รับการยกย่องเป็น Gen.T Leader of Tomorrow ประจำปี 2025 กล่าวว่า หัวใจสำคัญยังคงเหมือนเดิม นั่นคือการสกัดเอาเส้นใยที่สะอาดออกมา แล้วนำเส้นใยเหล่านั้นมาผลิตเป็นวัตถุดิบต้นน้ำ เพื่อรังสรรค์ให้เป็นผลิตภัณฑ์รักษ์โลกที่มีคุณภาพ

Above กล่องเก็บของที่ทำจากใบชาและเศษวัสดุทางการเกษตร โดยบริษัทสตาร์ทอัพ Zence Object จากมาเก๊า (ภาพ: Chazence/Facebook)

Above โต๊ะและเก้าอี้ที่ทำจากใบชาและเศษวัสดุทางการเกษตร โดย Zence Object (ภาพ: Chazence/Facebook)
ความยั่งยืน “ขายได้” ?
Zence Object ได้ร่วมมือกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Starbucks ในการรังสรรค์วัสดุตกแต่งภายในร้านสาขาต่างๆ ในจีน รวมถึงโปรเจ็กต์พิเศษกับแบรนด์ HeyTea ในการผลิตคอลเล็กชั่นแก้วน้ำดีไซน์เฉพาะตัว นอกจากนี้ยังผลิตของใช้สำหรับโรงแรมและกาสิโนในมาเก๊าโดยใช้ขยะที่เก็บรวบรวมจากสถานประกอบการเหล่านั้นโดยตรง
Sio เน้นย้ำว่า ความสวยงามและฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงคือหัวใจสำคัญในการมัดใจลูกค้า แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือการส่งมอบคุณค่าที่ “เหนือกว่า” แค่คำว่าความยั่งยืน โดยเฉพาะในช่วงสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวที่หลายธุรกิจมักให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนมากกว่าการรักษาสิ่งแวดล้อม
นอกเหนือจากการลดปริมาณขยะ Sio ยังกล่าวว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ของเขายังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้แข็งแกร่ง และเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ นอกจากนี้ หากบริษัทต่างๆ พร้อมที่จะสร้างระบบ “upcycling loop” ภายในองค์กร นั่นคือการนำขยะของตนเองกลับมาผลิตเป็นของใช้ภายในธุรกิจ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในระยะยาวได้อีกด้วย
“การจัดหาวัตถุดิบต้องใช้ทั้งเงินและเวลา หากคุณทิ้งวัสดุเหล่านั้นไป ก็เท่ากับคุณทิ้งมูลค่าที่คุณลงทุนไปตั้งแต่ต้น” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าทีมงานยังคงต้องใช้เวลาเก็บข้อมูลอีกประมาณ 1-2 ปี เพื่อพิสูจน์สมมติฐานนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ปัจจุบัน ลูกค้าส่วนใหญ่ของสตาร์ทอัพรายนี้อยู่ในประเทศจีน ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งผลักดันนโยบายความยั่งยืนอย่างจริงจัง “ในอดีตเราอาจจะพูดแค่เรื่องการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ตอนนี้เข็มทิศได้เปลี่ยนไปสู่ ‘ความยั่งยืน’ (Sustainability) ซึ่งมีความหมายที่ครอบคลุมและลึกซึ้งกว่ามาก”
แม้จะยังตั้งข้อสังเกตว่า บางบริษัทอาจหันมาใช้แนวทางรักษ์โลกเพียงเพราะต้องการสร้างภาพลักษณ์ แต่เขาก็เชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จากการทำงานร่วมกับภาคธุรกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อให้พวกเขาได้สัมผัสถึงประโยชน์ที่แท้จริงด้วยตนเอง
ออกแบบวงจรชีวิตใหม่ให้วัสดุเหลือทิ้ง
ปัจจุบัน Zence Object มีโรงงานในจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีกำลังการผลิตแปรรูปขยะได้ราว 30 ตันต่อวัน เพื่อขยายผลลัพธ์ให้กว้างไกลขึ้น Sio จึงตั้งเป้าที่จะสร้างเครือข่ายผู้จัดหาขยะเกษตรให้มั่นคงและกว้างขวางกว่าเดิม พร้อมนำเทคโนโลยีของเขาไปประยุกต์ใช้ในโรงงานต่างๆ ทั่วประเทศจีน
“เราสามารถย่นระยะเวลาในกระบวนการรีไซเคิลให้สั้นลงได้ โดยเราจะทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมดูแลและให้คำปรึกษา เป้าหมายของเราคือการปรับโครงสร้างการจัดการวัสดุในระดับมหภาค โดยไม่จำเป็นต้องลงมือแปรรูปเองทั้งหมดในทุกขั้นตอน”
และเพื่อพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีนี้สามารถใช้งานได้จริงในพื้นที่จำกัด ทีมงานของ Sio เตรียมเปิดตัวโครงการนำร่องในมาเก๊าช่วงปลายปีนี้ โดยจะจำลองกระบวนการอัปไซเคิลแบบครบวงจรภายในพื้นที่ขนาดกะทัดรัด (closed loop) เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่เมือง

Above Calvin Sio ผู้ก่อตั้ง Zence Object เล่าเรื่องราวของแบรนด์และศักยภาพในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของบริษัทในอุตสาหกรรมแฟชั่นบนเวที (ภาพ: Calvin Sio/LinkedIn)
“เราเชื่อว่าขยะทุกชิ้นมีคุณค่าในตัวเอง” Sio ในฐานะผู้เริ่มต้นอาชีพในสายสิ่งแวดล้อมจากการรีไซเคิลไม้กล่าวทิ้งท้าย หัวใจสำคัญของธุรกิจนี้คือการเผยให้เห็นมูลค่าที่แท้จริงของวัสดุที่เคยถูกมองว่าไร้ค่ามาเนิ่นนาน “เราไม่ได้มองแค่การเพิ่มมูลค่าขึ้นเพียงสองหรือสามเท่า แต่เราต้องการเพิ่มพูนค่าของมันให้เป็นพันเท่า หรือหมื่นเท่า เพื่อให้ทุกคนประจักษ์ถึงคุณค่าที่ซ่อนอยู่นั้นอย่างแท้จริง”
This story was originally written in English by Yoyo Chow.
ต้นฉบับเขียนและปรับเสริมเนื้อหาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2026 โดย Yoyo Chow โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
Topics








