ในโอกาสที่นักพฤติกรรมวิทยาและนักอนุรักษ์ชาวอังกฤษ ดร. เจน กูดดอลล์ (Jane Goodall) เดินทางไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยฮ่องกงในหัวข้อเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ และความรับผิดชอบขององค์กรต่อสิ่งแวดล้อม Tatler ได้นำแนวคิดจากคำพูดของนักวิทยาศาสตร์หญิงคนสำคัญแห่งยุค มาแบ่งปันให้ผู้อ่านได้นำไปปรับใช้ในชีวิตและการทำงาน
ภายในห้องบรรยายของมหาวิทยาลัยฮ่องกงกึกก้องไปด้วยเสียงปรบมือ เมื่อ ดร. เจน กูดดอลล์ นักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงจากการศึกษาเชิงลึกและการอนุรักษ์ชิมแปนซีในแทนซาเนีย เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มและโบกมือ นักวานรวิทยาผมสีเงินวัย 90 ปีผู้นี้ไม่มีความชราปรากฎให้เห็นเลยเมื่อเธอกล่าวทักทายผู้ชมอย่างกระตือรือร้นบนเวที ด้วยเสียงร้องเป็นจังหวะซึ่งมีความหมายว่า "นี่คือฉัน เจน" (“this is me, Jane”) ในภาษาชิมแปนซี
การบรรยายร่วมที่มหาวิทยาลัยฮ่องกงในหัวข้อเรื่อง การบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพเข้ากับความรับผิดชอบขององค์กร (Integrating Biodiversity into Corporate Responsibilities) เป็นหนึ่งในกิจกรรมและการบรรยายเกี่ยวกับการส่งเสริมการอนุรักษ์ของเธอระหว่างที่อยู่ในฮ่องกงช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา งานนี้มีผู้เข้าร่วม 200 คน ประกอบด้วยนักศึกษา อาจารย์จากคณะบริหารธุรกิจ ผู้นำองค์กร และแขกของมหาวิทยาลัย
ในการบรรยายของ ดร. เจน กูดดอลล์ เธอได้เน้นย้ำถึงเหตุผลว่าทำไมการส่งเสริมงานอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในยุคนี้จึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมา และธุรกิจระดับโลกสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อสนับสนุนเป้าหมายนี้ นอกจากนี้ยังบอกเล่าถึงเส้นทางการทำงานของเธอที่ไม่มีปริญญาจากมหาวิทยาลัย แต่กลายเป็นนักวานรวิทยาที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกได้อย่างไร และยังได้ตั้งคำถามให้กับนักวิชาการในเรื่องการศึกษาสัตว์ตามหลักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์
ดร. เจน กูดดอลล์ ได้แบ่งปันแนวคิดที่น่าสนใจมากมาย และ Tatler ได้รวบรวมมาไว้ให้ในบทความนี้
อ่านเพิ่มเติม: Farwiza Farhan ผู้พิทักษ์เขตนิเวศวิทยาเลอูเซอร์ หนึ่งในผืนป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

Above จากซ้าย: Ericson Chan จาก Zurich Insurance, ดร. เจน กูดดอลล์ (Dr. Jane Goodall) และศาสตราจารย์ Guojun He จากมหาวิทยาลัยฮ่องกง ในการอภิปรายกลุ่มหัวข้อ ‘การบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพเข้ากับความรับผิดชอบขององค์กร’ (ภาพ: Jane Goodall Institute Hong Kong)
ความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ
เราไม่เพียงแต่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเท่านั้น แต่เราต้องพึ่งพาธรรมชาติเพื่ออากาศที่สะอาด น้ำที่บริสุทธิ์ และทุกสิ่งทุกอย่าง เราทั้งหมดล้วนต้องพึ่งพาระบบนิเวศที่สมบูรณ์
อ่านเพิ่มเติม: บทสนทนากับ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์: ความหวังทะเลไทยในวันที่โลกร้อนจนทะเลเดือด
ความสำคัญของระบบนิเวศ
ลองนึกว่าระบบนิเวศก็เหมือนผืนผ้าที่ถักทอไว้อย่างสวยงาม สิ่งมีชีวิตแต่ละสายพันธุ์เปรียบเสมือนเส้นด้ายที่แตกต่างกัน เมื่อสายพันธุ์หนึ่งหายไปจากระบบนิเวศนั้น ก็เหมือนกับการดึงเส้นด้ายออกจากผืนผ้าทอ และเมื่อเส้นด้ายถูกดึงออกไปจนมากพอสมควร ผืนผ้าแห่งระบบนิเวศก็จะขาดวิ่น และระบบนิเวศก็จะล่มสลาย นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก
ความฝันในวัยเด็กของเธอ
ฉันอยากใช้ชีวิตในป่ากับสัตว์ต่างๆ ในแอฟริกามาตั้งแต่ตอนอายุ 10 ขวบ ตอนที่ฉันไปศึกษาเรื่องชิมแปนซีในปี 1960 ฉันไม่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ฉันแค่หลงใหลในเรื่องสัตว์มากๆ และรู้สึกประหลาดใจมากเมื่อได้มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้เรื่องของชิมแปนซี สัตว์ที่ถือได้ว่าเป็นญาติที่ใกล้ชิดที่สุดของมนุษย์เรา
เมื่อเธอได้เป็นนักวานรวิทยาที่ได้รับการยอมรับ
Dr. Louis Leakey อาจารย์ที่ปรึกษาบอกกับฉันว่า “เจน ผมเลือกคุณให้เป็นนักศึกษาเพื่อเรียนเรื่องชิมแปนซี การที่คุณไม่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ทำให้ความคิดของคุณไม่ได้ถูกครอบงำด้วยทัศนคติที่ลดทอนความสำคัญของศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องสัตว์ในตอนนั้น แต่ตอนนี้ผมอยากให้นักวิทยาศาสตร์ยอมรับในตัวคุณ ผมขอโทษที่ต้องบอกว่าคุณต้องมีใบปริญญา และเราไม่มีเวลาเรียนปริญญาตรี ดังนั้น ผมจึงให้คุณเข้าเรียนปริญญาเอกด้านพฤติกรรมวิทยาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์”

Above ดร.เจน กูดดอลล์ (Dr.Jane Goodall) ขณะศึกษาชิมแปนซี (ภาพ: Instagram / @janegoodallinst)
ความสัมพันธ์ของสองสายพันธ์ุ มนุษย์และชิมแปนซี
เราไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึกนึกคิดเพียงชนิดเดียวบนโลกนี้ ชิมแปนซีมีบุคลิกที่ชัดเจน พวกมันสามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาได้อย่างชัดเจน เพราะพวกมันเป็นญาติที่ใกล้ชิดที่สุดของเราทางชีววิทยา พวกมันมีด้านที่มืดมนและโหดร้ายคือ สามารถฆ่าและทำสงครามแบบดั้งเดิมได้ แต่พวกมันก็แสดงความรัก ความเห็นอกเห็นใจ และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เช่น เมื่อชิมแปนซีตัวผู้ที่ไม่ใช่ญาติรับเลี้ยงลูกกำพร้าที่ไม่มีแม่และช่วยชีวิตลูกลิงตัวนั้นไว้
แนวทางองค์รวมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เรื่องที่น่าเศร้าก็คือ หลายครั้งที่ผู้คนทำงานแบบแยกส่วนและไม่ได้คิดอย่างรอบด้าน มีกลุ่มคนในสหรัฐอเมริกาพยายามอย่างหนักที่จะปิดเหมืองถ่านหิน ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะได้ไม่เพิ่มขึ้นอีกต่อไป แต่พวกเขาไม่ได้คิดถึงคนที่ต้องตกงาน ถ้าผู้คนเริ่มคิดแบบองค์รวม มันจะเป็นสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์
โลกที่เราอาศัย
อีลอน มัสก์ อาจเชื่อว่าเขาจะค้นพบดาวเคราะห์ในช่วงชีวิตของเขาที่มนุษย์สามารถอาศัยอยู่ได้ และย้ายครึ่งหนึ่งของเผ่าพันธุ์เราไปอยู่บนดาวเคราะห์นั้น แต่ฉันไม่เชื่อว่านั่นจะเป็นจริง เรามีเพียงดาวเคราะห์ที่สวยงามดวงเดียวนี้ที่เรียกว่าบ้าน ทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อรักษามันไว้ เราจำเป็นต้องฟื้นภูมิปัญญาให้กลับคืนมาด้วยการพัฒนากรอบความคิดที่แตกต่าง กรอบความคิดที่ไม่ได้มุ่งเน้นแค่เรื่องกำไรและขาดทุน
ความโอหังของมนุษย์
เมื่อฉันพูดว่าเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาสูงที่สุดที่เคยเดินบนโลกใบนี้ ฉันตั้งใจที่จะไม่บอกว่าเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดที่สุด เพราะสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดชนิดไหนกันที่จะมีวิธีการทำลายล้างบ้านเพียงหลังเดียวของมันได้อย่างเป็นระบบขนาดนี้

Above ดร.เจน กูดดอลล์ (Dr.Jane Goodall) ขณะศึกษาชิมแปนซี (ภาพ: Instagram / @janegoodallinst)
สิ่งที่ทำให้ เจน กูดดอลล์ ก้าวต่อไป
ตอนนี้ฉันอายุ 90 แล้ว ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกกี่ปี แต่ฉันเป็นคนหัวแข็ง และไม่ยอมแพ้ต่ออะไรง่ายๆ เมื่อสิ่งต่างๆ ผิดพลาด เราก็แค่ต้องร่วมมือกันและต่อสู้อย่างเต็มที่
ความหวังของ เจน กูดดอลล์
ฉันยังคงมีความหวังเพราะคนรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่เข้าใจปัญหาและเราส่งเสริมให้พวกเขาลงมือทำ พวกเขาปลูกต้นไม้ เก็บขยะ ระดมทุนเพื่อประเด็นต่างๆ ช่วยเหลือสัตว์ในศูนย์พักพิง พวกเขากำลังเปลี่ยนแปลงโลก
This story was originally written in English by Zabrina Lo.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2024 โดย Zabrina Lo โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ





