ในปี 2025 แนวโน้มความยั่งยืนจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก โดยเฉพาะในด้านอาหาร ธุรกิจพลังงาน เกษตรกรรม และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
การเปลี่ยนแปลงสู่แนวทางที่ยั่งยืนจะช่วยให้เราสามารถจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ท้าทาย เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขาดแคลนทรัพยากร และความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม
ในอุตสาหกรรมทั้ง 5 ด้านที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนมีแนวโน้มด้านความยั่งยืนที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการผลิตอาหารที่ลดการปล่อยก๊าซมีเทน ธุรกิจพลังงานที่หันไปใช้พลังงานสะอาดทางเลือกจากธรรมชาติ เกษตรกรรมที่ใส่ใจความสมดุลตั้งแต่ในดิน และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน
Tatler ชวนสำรวจแนวโน้มที่สำคัญในแต่ละด้าน เพื่อให้เห็นภาพรวมของการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่มีความหมายและมีประสิทธิภาพในอนาคต
อ่านเพิ่มเติม: Farwiza Farhan ผู้พิทักษ์เขตนิเวศวิทยาเลอูเซอร์ หนึ่งในผืนป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
1. อาหารยั่งยืน

Above Flexitarian เทรนด์การกินอาหารแบบยืดหยุ่น โดยผู้ที่ไม่ได้เป็นวีแกนหรือมังสวิรัติ จะเลือกกินอาหารโดยยังคงบริโภคเนื้อสัตว์ แต่ตั้งใจปรับสัดส่วนให้ที่มาของอาหารมีโปรตีนจากเนื้อสัตว์ พืชผัก ธัญพืช และอื่นๆให้สมดุล (ภาพ: Getty Images)
“1 ใน 3 ของก๊าซเรือนกระจกของโลกใบนี้มาจากระบบอาหาร”
จักรชัย โฉมทองดี ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ PlantWorks กล่าวถึงหนึ่งในสาเหตุของมลพิษในโลกที่งาน Sustrends 2025 ในหัวข้อ Farming for Tomorrow
หากมองลึกลงไปถึงกระบวนการผลิตอาหารตั้งแต่เกษตรกรรมและการแปรรูปอาหาร หนึ่งในขั้นตอนที่ปล่อยก๊าซมีเทนมากที่สุดคือการเลี้ยงสัตว์ เพื่อผลิตโปรตีนให้กับมนุษย์ ทว่าปัจจุบันประชากรกว่า 800 ล้านคนยังได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ และคาดการณ์ว่าในปี 2050 ประชากรโลกจะเพิ่มไปอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านคน
ดังนั้น หากมนุษย์ยังคงต้องการผลิตโปรตีนในรูปแบบเดิม เราต้องการพื้นที่บนโลกเพิ่มขึ้นเท่ากับประเทศอินเดีย 2 ประเทศ จึงจะสามารถผลิตอาหารเลี้ยงประชากรที่เพิ่มขึ้นได้ แต่ปัญหาคือปัจจุบันมนุษย์ไม่มีพื้นที่เหลือเพียงพอแล้ว และก๊าซมีเทนจะยังอยู่ในชั้นบรรยากาศโลกนานนับทศวรรษ
จักรชัยจึงเสนอสามเทรนด์ในการเปลี่ยนการบริโภคของมนุษย์ เพราะการบริโภคจะกำหนดวิธีการทำเกษตรกรรมและปศุสัตว์ได้

Above ปัจจุบันพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อผลิตอาหารให้ประชากรโลกเหลือน้อยลงทุกที (ภาพ: Getty Images)

Above การเลี้ยงสัตว์ เพื่อผลิตโปรตีนให้กับมนุษย์เป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ปล่อยก๊าซมีเทนมากที่สุด (ภาพ: Getty Images)
Flexitarian
เทรนด์การกินอาหารแบบยืดหยุ่นที่เกิดจากคำว่า flexible และ vegetarian รวมกัน หมายถึงผู้ที่ไม่ได้เป็นวีแกนหรือมังสวิรัติ คนเหล่านี้จะเลือกกินอาหารโดยยังคงบริโภคเนื้อสัตว์ แต่ตั้งใจปรับสัดส่วนให้ที่มาของอาหารมีโปรตีนจากเนื้อสัตว์ พืชผัก ธัญพืช และอื่นๆให้สมดุล
การปรับการกินโดยเลือกสัดส่วนที่มาของโปรตีน ช่วยตอบคำถามที่ว่าในฐานะคนธรรมดา เราจะลดมลพิษในโลกได้อย่างไร เพราะการปรับวิถีการบริโภคช่วยลดมลพิษได้ถึงสามเท่าเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้า
อ่านเพิ่มเติม: ‘สามพรานโมเดล’ ธุรกิจต่อยอดจากทายาทรุ่น 3 ที่หวังเกื้อกูลสังคมและสร้างสมดุลให้โลก
Growing Healthspan
ผลการศึกษาจากคณะกรรมการสากลด้านการปฏิรูประบบอาหาร (EAT Lancet) พบว่าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย มีการบริโภคเนื้อสัตว์เกินกว่าสิ่งที่เรียกว่า planetary boundary หรือเขตจำกัดของโลก ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดมลพิษแล้ว ยังเป็นสาเหตุของโรคไม่ติดต่อ หรือ NCDs (non-communicable diseases) และเมื่อดูสถิติของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าระบบสาธารณสุขไทย พบว่าโรคเหล่านี้คือภาระที่ใหญ่ที่สุดของระบบสาธารณสุขไทย
ผลวิจัยยังระบุว่า หากมนุษย์หันมากินอาหารตามแนวทางของ EAT-Lancet เราจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพรวมได้ถึง 1.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 5.6 ล้านล้านบาทโดยประมาณ เห็นได้ว่าแนวคิดการกินเพื่อเปลี่ยนโลกนั้นส่งผลดีไม่เฉพาะต่อโลกเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อมนุษย์ในฐานะปัจเจกชน เพราะเมื่อกินอาหารที่สมดุล แน่นอนว่ามนุษย์จะมีสุขภาพที่ดี
แนวคิดการกินเพื่อเปลี่ยนโลกนั้นส่งผลดีไม่เฉพาะต่อโลกเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อมนุษย์ในฐานะปัจเจกชน เพราะเมื่อกินอาหารที่สมดุล แน่นอนว่ามนุษย์จะมีสุขภาพที่ดี
Kitchen of the Future
ประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆ แต่ทรงอิทธิพลในด้านของอาหาร และได้รับการขนานนามว่าเป็น Kitchen of the world โจทย์คือทำอย่างไรจึงจะส่งออกอาหารได้ตามที่โลกต้องการ
หนึ่งสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ อาหารแห่งวันวาน ขุมทรัพย์ความหลากหลายทางชีวภาพ พันธุกรรมท้องถิ่น ผักพื้นบ้าน สมุนไพรต่างๆ สามารถนำกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของพลังทางอาหารไทย เพื่อสร้างเศรษฐกิจและเป็นคำตอบของโลกไปพร้อมๆ กัน
2. ธุรกิจเพื่อโลก

Above พรมลวดลายสวยงามจากบริษัท Interface บริษัทที่นำวัสดุเหลือใช้มารีไซเคิลเป็นพรม หนึ่งในธุรกิจที่สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (ภาพ: interface.com)
การทำธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หนึ่งในปัจจัยที่สร้างความท้าทายให้คนทำธุรกิจยุคใหม่คือความยั่งยืน ที่กำลังเป็นประเด็นสำคัญและมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
หลายปีที่ผ่านมา บริษัทต่างๆ เริ่มตระหนักได้ว่าการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในปัจจัยความสำเร็จของธุรกิจ รวมไปถึงเจ้าของธุรกิจหรือสตาร์ทอัพรายใหม่ที่ต้องการระดมทุน ความยั่งยืนถือเป็นหนึ่งในหัวข้อที่นักลงทุนใช้ในการประเมินเงินลงทุน ด้วยเหตุนี้ หลายบริษัทจึงลงทุนอย่างมากในด้านความยั่งยืน โดยยึดหลักความเป็นไปได้ทั้งในแง่ของสิ่งแวดล้อมและธุรกิจ
แนวโน้มด้านความยั่งยืนที่จะมีบทบาทต่อธุรกิจในปี 2025 มีดังต่อไปนี้

Above บริษัท Green Toys หนึ่งในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจแบบ Circular Economy มากว่าสิบปี ปัจจุบันรีไซเคิลกล่องนมไปได้มากกว่า 55 ล้านชิ้นแล้ว (ภาพ: greentoys.com)

Above ผลิตภัณฑ์ของเล่นจากบริษัท Green Toys (ภาพ: greentoys.com)
ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึง ESG
การดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสามปัจจัยหลักคือ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (environment, social, governance : ESG) แต่ละปัจจัยมีตัวชี้วัดชัดเจน เช่น สิ่งแวดล้อมที่มีเกณฑ์การวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้านสังคมที่วัดจากการจัดการความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) ของธุรกิจ และธรรมาภิบาล ที่วัดจากการจัดการกำกับดูแลการบริหารที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใส
SDGs อีกหนึ่งปัจจัยของธุรกิจ
เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals: SDGs เป็นชุดเป้าหมายการพัฒนาระดับโลกที่ได้รับการรับรองจาก 193 ประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ ที่มีทั้งหมด 17 ข้อ แบ่งออกเป็นห้ามิติในการมุ่งสุ่ความยั่งยืน ได้แก่ มิติด้านสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สันติภาพ และหุ้นส่วน

Above รองเท้าวิ่งรุ่น adidas x Parley ซึ่งเกิดจากการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์รองเท้า adidas และ องค์กร Parley For The Oceans องค์กรที่ทำงานลดขยะในทะเล โดยรองเท้าทุกคู่ผลิตโดยใช้เส้นด้ายที่มาจากขยะพลาสติกอย่างน้อย 75 เปอร์เซ็นต์ (ภาพ: adidas-group.com)
เศรษฐกิจหมุนเวียน
โมเดลการทำธุรกิจที่สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) เป็นระบบที่สร้างขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาของเสียจากกระบวนการผลิตและใช้ประโยชน์จากธรรมชาติสูงสุด ปัจจุบันมีธุรกิจที่สร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สอดคล้องกับ circular economy เช่น ธุรกิจรีไซเคิลขยะ ธุรกิจเสื้อผ้าจากผ้าเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมแฟชั่น นอกจากคิดค้นบริการหรือผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว การสร้างนวัตกรรมในระบบการทำงานที่ผลิตสินค้าได้ในปริมาณมากขึ้นโดยลดของเสีย ก็ถือเป็นหนึ่งเศรษฐกิจหมุนเวียน
การเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน
ความโปร่งใสถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำธุรกิจยุคใหม่ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจในตัวแบรนด์ ปัจจุบันเราจะได้เห็นว่าหลายผลิตภัณฑ์จะแสดงชัดเจนว่าเป็นสินค้าออร์แกนิก หรือย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ในรายงานประจำปีของบริษัทที่ต้องการระดมทุนก็จำเป็นที่จะต้องรายงานผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างละเอียด
เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน
การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยให้บริษัทลดต้นทุนในการผลิตและการจัดการ เช่น นำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาวิเคราะห์ฐานข้อมูลการขาย เพื่อให้ได้สินค้าที่ตรงตามความต้องการของลูกค้าโดยเสียทรัพยากรน้อยที่สุด
3. พลังงานทางเลือกใหม่

Above แผงโซลาร์เซลล์ในเมืองหยุนเฉิง มณฑลเจียงซู ประเทศจีน อีกหนึ่งประเทศที่มีอัตราการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนมากที่สุดในโลก (ภาพ: Getty Images)
ในปี 2025 กระแสการใช้พลังงานทางเลือกยังคงเป็นประเด็นหลักที่ทุกคนให้ความสนใจ ขณะเดียวกันก็มีนวัตกรรมอื่นๆ ที่เข้ามาช่วยให้การจัดการด้านพลังงานเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
พลังงานสะอาด ทางเลือกที่เป็นมิตรกับโลก
พลังงานสะอาด คือพลังงานที่ได้จากธรรมชาติ กระบวนการผลิตไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และไม่ก่อให้เกิดมลพิษที่เป็นอันตราย และนำกลับมาใช้ได้ใหม่ พลังงานสะอาดมีหลายประเภท เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานชีวมวล พลังงานความร้อนใต้พิภพ
ปัจจุบันทั่วโลกตื่นตัวเรื่องพลังงานสะอาดกันอย่างมาก แต่ละประเทศมีแผนที่จะใช้พลังงานสะอาดทดแทนพลังงานจากฟอสซิลที่มีอย่างจำกัดและก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก สำหรับประเทศไทยก็มีการวางแผนเพื่อใช้พลังงานสะอาดมากขึ้นเช่นกัน โดย ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงนโยบายด้านพลังงานของไทยในปี 2025 ว่า ปัจจุบันไทยใช้พลังงานสะอาดอยู่ที่ 26 เปอร์เซ็นต์ และจะเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดให้อยู่ที่ 51 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2037
พลังงานหมุนเวียนจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง
จากรายงานของสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นทั่วโลกภายในปี 2028 จะมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สำคัญอย่างพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม โดยพื้นที่ที่มีการขยายตัวของพลังงานแสงอาทิตย์และลมอย่างรวดเร็วคืออินเดียและบราซิล
ในประเทศไทย สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานก็วางแผนให้มีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มโลกที่คาดว่า ในปี 2026 กำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าและจะกลายเป็นแหล่งพลังงานหลักในหลายประเทศ

Above โครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำที่เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี (ภาพ: Getty Images)
การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน
การใช้พลังงานหมุนเวียนที่มากขึ้นส่งผลให้ต้องมีระบบการจัดเก็บหรือแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่ต่อเนื่องของพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม จากรายงานของบริษัทข้อมูลที่วิจัยด้านการลงทุนพลังงาน BloombergNEF พบว่า การเติบโตของตลาดแบตเตอรี่จากปี 2023 ถึง 2030 จะเติบโตถึง 21 เปอร์เซนต์ต่อปี โดยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ประเภท LFP จะได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากความแพร่หลายของรถไฟฟ้าในประเทศต่างๆ
นอกจากนี้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ทำงานร่วมกับ AI จะได้รับการพัฒนาเพื่อปรับให้วงจรภายในสามารถจ่ายและสำรองพลังงานในเวลาที่เหมาะสม
4. เกษตรกรรมแนวใหม่

Above การปลูกพืชแนวตั้ง (vertical farm) หนึ่งในการปลูกพืชภายใต้การควบคุมสภาพแวดล้อมหรือ controlled environment agriculture (ภาพ: Getty Images)
ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกเป็นความท้าทายที่สำคัญ เกษตรกรรมที่ยั่งยืนจึงเป็นคำตอบของการผลิตอาหารที่มีคุณภาพและเพียงพอสำหรับประชากรในอนาคต
ในช่วงหลังเราอาจเคยได้ยินการเกษตรแนวใหม่ที่มีการจัดการดินและน้ำ และส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น การเพาะปลูกแนวใหม่ดังกล่าวยังคงได้รับความนิยมต่อไป โดยคาดว่าในปี 2025 เกษตรกรรมที่เน้นความยั่งยืนเหล่านี้จะถูกนำมาปรับใช้มากขึ้น
ระบบเกษตรกรรมฟื้นฟูที่คืนความสมดุลสู่ดิน
ระบบเกษตรกรรมฟื้นฟู หรือ regenerative agriculture คือการทำเกษตรที่เน้นความอุดมสมบูรณ์ของดิน ซึ่งแตกต่างจากการทำเกษตรกรรมที่ใช้ประโยชน์จากดินอย่างเต็มที่ ทำให้พื้นดินขาดสารอาหารและเสื่อมโทรม
หลักการของระบบเกษตรกรรมฟื้นฟูคือ ดูแลพื้นดินให้สมดุลและสามารถใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว โดยดูที่ความเหมาะสมของดินในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมักเป็นการดูแลแบบองค์รวม เช่น การปลูกพืชคลุมดินหรือพืชหมุนเวียน การใช้ปุ๋ยชีวภาพ การงดการไถพรวนเพื่อลดผลกระทบต่อโครงสร้างในดิน เป็นต้น

Above การปลูกพืชเรือนกระจกบนอาคารของ Gotham Greens บริษัทสัญชาติอเมริกัน ผู้นำด้านการปลูกพืชภายใต้การควบคุมสภาพแวดล้อม ที่ปัจจุบันผลิตพืชออกมาจำหน่ายได้นับล้านต้นและลดการใช้น้ำได้กว่า 90 % (ภาพ: gothamgreens.com)

Above พืชเรือนกระจกของ Gotham Greens ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา (ภาพ: gothamgreens.com)
การปลูกพืชภายใต้การควบคุมสภาพแวดล้อม
หนึ่งในการปลูกพืชภายใต้การควบคุมสภาพแวดล้อมหรือ controlled environment agriculture (CEA) ที่หลายคนคุ้นหูก็คือการปลูกพืชแนวตั้ง (vertical farm) หรือ การปลูกพืชในเรือนกระจก (greenhouse farming) ซึ่งช่วยให้ปลูกพืชได้ตลอดทั้งปีในสภาพแวดล้อมที่ควบคุม โดยไม่ขึ้นกับสภาพอากาศภายนอกหรือคุณภาพดิน ด้วยการจัดการปัจจัยต่างๆ เช่น แสง อุณหภูมิ ความชื้น และสารอาหาร
การปลูกพืชภายใต้การควบคุมสภาพแวดล้อม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิตให้สูงสุดในขณะที่ใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด และใช้น้ำน้อยกว่าการทำเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมถึง 95 เปอร์เซนต์ ในปี 2025 จึงคาดว่าจะมีเกษตรกรและบริษัทผู้ผลิตสินค้าเกษตรหันมาใช้วิธีนี้กันมากขึ้น

Above การบริโภคถั่วถือเป็นหนึ่งในการบริโภคโปรตีนทางเลือก (ภาพ: Getty Images)

Above การเปลี่ยนแหล่งที่มาของโปรตีนจากสัตว์เป็นพืช เช่น เนื้อที่ทำจากพืช เพาะเลี้ยงจากเซลล์สัตว์ หนึ่งในทางออกของปัญหาพื้นที่การเพาะปลูกและปศุสัตว์ลดน้อยลง (ภาพ: Getty Images)
การผลิตโปรตีนทางเลือก
พื้นที่ในการเพาะปลูกและทำฟาร์มปศุสัตว์ของโลกเราเหลือน้อยลงทุกวัน การเปลี่ยนแหล่งที่มาของโปรตีนจากสัตว์เป็นพืช เช่น เนื้อที่ทำจากพืช เพาะเลี้ยงจากเซลล์สัตว์ จึงเป็นทางออกของความท้าทายนี้
การศึกษาใหม่ จาก Good Food Institute (GFI) พันธมิตรของสภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (World Business Council on Sustainable Development – WBCSD) ชี้ให้เห็นว่าการผลิตโปรตีนจากพืชช่วยฟื้นฟูและเพิ่มคุณภาพให้ที่ดิน และยังเพิ่มการดูดซับคาร์บอนผ่านการฟื้นฟูป่าและที่ดินตามแหล่งน้ำด้วย
5. AI เพื่อโลกที่ดีกว่า

Above AI สามารถช่วยให้ระบบขนส่งเป็นมิตรต่อโลกมากขึ้นในหลายๆ ด้าน เช่น รถยนต์ไฟฟ้าที่มีระบบนำทาง ซึ่งช่วยให้ถึงที่หมายเร็วขึ้น ประหยัดพลังงาน และลดมลภาวะ (ภาพ: Getty Images)
เทคโนโลยี AI ไม่เพียงแต่เป็นนวัตกรรมที่ปฏิวัติวงการธุรกิจและอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพมหาศาลในการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ
ในปี 2025 AI ยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืน ผ่านการประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ ที่คาดว่าจะมาแรงในปีหน้า ดังนี้
AI กับการพัฒนาระบบขนส่ง
หนึ่งในตัวการก่อมลพิษในชั้นบรรยากาศโลกคือ ก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้ของยานพาหนะ โดย AI สามารถช่วยให้ระบบขนส่งเป็นมิตรต่อโลกมากขึ้นในหลายๆ ด้าน เช่น รถยนต์ไฟฟ้าที่มีระบบนำทาง ซึ่งช่วยให้ถึงที่หมายเร็วขึ้น ประหยัดพลังงาน และลดมลภาวะ หรือระบบจัดการจราจรที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่สามารถลดความแออัด
จัดการพลังงานอย่างชาญฉลาดด้วย AI
AI สามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแจกจ่ายและสำรองพลังงานได้ โดยเฉพาะกับระบบสำรองพลังงานธรรมชาติ เช่น พลังงานแสงแดดและลม โดย AI จะวิเคราะห์รูปแบบการใช้พลังงาน และคาดการณ์ช่วงเวลาที่มีการใช้พลังงานสูงสุด ปรับการจ่ายพลังงานตามความเหมาะสม และระบุจุดที่ไม่มีประสิทธิภาพได้

Above AI ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการเงินมากขึ้น เพื่อช่วยบริหารจัดการทรัพยากรทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ (ภาพ: Getty Images)
เทคโนโลยี AI ความยั่งยืนทางการเงิน
AI ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการเงินมากขึ้น เพื่อช่วยบริหารจัดการทรัพยากรทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยี AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลของบริษัทการเงิน เพื่อสร้างบริการทางการเงินให้เหมาะสมกับฐานลูกค้า ขณะเดียวกันก็สามารถตรวจจับการฉ้อโกงและอาชญากรรมทางการเงินผ่านระบบการเรียนรู้ของของ AI
ลด carbon footprint ด้วย AI
ปัจจุบัน carbon footprint มีความสำคัญต่อองค์กรและบริษัทในการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และต้องแสดงปริมาณคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ปล่อยสู่โลกในรายงานประจำปี เทคโนโลยี AI สามารถเข้ามาช่วย ปรับปรุงการติดตามและวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพรินต์ของทั้งบุคคลและองค์กร ด้วยการรายงานการปล่อยคาร์บอน ทำให้องค์กรหรือบริษัทสามารถวางแผนการทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
รับมือกับสภาพอากาศด้วย AI
ภาวะโลกรวนทำให้การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศรุนแรงขึ้น และก่อให้เกิดภัยทางธรรมชาติ เช่น พายุ แผ่นดินไหว การรู้ล่วงหน้าหรือพยากรณ์ได้อย่างแม่นยำ จะทำให้ประชาชนรับมือได้ดีขึ้น นอกจากนี้ เทคโนโลยี AI เช่น การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม ทำให้ติดตามปริมาณและคุณภาพของทรัพยากรธรรมชาติที่มนุษย์ยากจะเข้าถึงได้ด้วย





