สวนสามพราน หนึ่งในสถานที่พักชั้นนำของไทยที่ชาวต่างชาติต้องมาเยือนเมื่อย้อนไป 60 ปีที่แล้วบนพื้นที่ริมแม่น้ำนครชัยศรีกว่า 160 ไร่
สวนสามพรานในปัจจุบัน พื้นที่บางส่วนถูกปรับเปลี่ยนเป็นศูนย์ดูแลสุขภาพครบวงจร ภายใต้ชื่อโรงแรม ‘RXV’ หรือ RXV Wellness Village และพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกปรับเป็นธุรกิจเกื้อกูลสังคมที่ทายาทรุ่นสามเรียกว่า ‘สามพรานโมเดล’
Patom Organic Living คาเฟ่เรือนกระจกกลางสวนในซอยทองหล่อ คือหนึ่งในธุรกิจของสวนสามพราน Tatler มีนัดกับ โอ อรุษ นวราช ทายาทรุ่นสาม ลูกชายคนโตของ ภุชงค์ และสุชาดา ยุวบูรณ์ ทายาทรุ่นสอง
“ที่นี่เราเสิร์ฟเครื่องดื่ม อาหารออร์แกนิก และเป็นโชว์รูมของแบรนด์ Patom (ปฐม) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกจำหน่ายสินค้าประเภท body care products เช่น สบู่ แชมพู ทั้งคาเฟ่และแบรนด์ Patom น้องชายผม (ฟี่ อนัฆ นวราช) เป็นคนดูแล” โอ อรุษ เล่าให้ฟังถึงที่มาของคาเฟ่สีเขียวใจกลางเมืองแห่งนี้
อ่านเพิ่มเติม: แพรว พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช ทายาทรุ่น 3 ชาตรามือ กับชาที่ชงด้วยใจและอยากให้ดังไกลไปทั่วโลก
ธุรกิจเกื้อกูลสังคม

Above โอ อรุษ นวราช ในพื้นที่ของคาเฟ่ Patom Organic Living หนึ่งในธุรกิจที่ต่อยอดจากสามพรานโมเดล
การปรับเปลี่ยนโรงแรมโรสการ์เด้น ริเวอร์ไซด์ เป็น RXV การกำเนิดของแบรนด์ Patom และ Patom Organic Living ทั้งหมดเป็นผลลัพธ์ต่อเนื่องจากสามพรานโมเดลที่โอ อรุษ ริเริ่มหลังกลับมาช่วยบริหารงานที่บ้านและนำความสนใจด้านเกษตรอินทรีย์มาปรับใช้กับธุรกิจครอบครัว
“สมัยเรียนอยู่ที่อังกฤษ เราเห็นว่าออร์แกนิกเป็นสิ่งดี เลยนำมาเป็นจุดขาย แต่ตอนนั้นเราปลูกผักเองก็ไม่ค่อยได้ผลผลิตมาก เลยไปหาเกษตรกรบริเวณใกล้เคียง ไปตกลงราคากับเขา ปัญหาของเกษตรกรไทยคือ ไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ ผมแก้โดยเราตกลงราคากับเขาทั้งปีว่าจะให้ราคาที่เท่าไหร่ รับซื้อปริมาณเท่าใด ผลลัพธ์คือเกษตรกรได้ราคาที่พอใจ ส่วนเราได้พืชผลออร์แกนิกมาใช้ในโรงแรม"
อ่านเพิ่มเติม: นิว พิมพ์พิชา อุตสาหจิต คลื่นลูกที่สามของ 'อาณาจักรแห่งเสียงหัวเราะ'

Above คาเฟ่ Patom Organic Living

Above สินค้าออร์แกนิกของแบรนด์ Patom Organic Living
"ผมเรียกสิ่งนี้ว่าโมเดลธุรกิจเกื้อกูลสังคมหรือสามพรานโมเดล มันไม่ใช่โมเดลเข้าไปช่วยเกษตรกร แต่เป็นโมเดลธุรกิจเกื้อกูลสังคมที่เราเน้น partnership ระหว่างผู้ประกอบการและชุมชนซึ่งก็คือเกษตรกร โดยใช้อาหารอินทรีย์เป็นตัวเชื่อม เพราะอาหารคือตัวเชื่อมสังคมมานานเป็นพันปีแล้ว และเป็นพาร์ทเนอร์กันระดับจังหวัด"
"ข้อเท็จจริงอีกอย่างหนึ่งคือ พืชผักส่วนใหญ่ที่กินในกรุงเทพฯ ก็ปลูกจากนครปฐม แต่นครปฐมเป็นจังหวัดที่ใช้สารเคมีเป็นอันดับ 2 ของประเทศ อันดับแรกคือหนองบัวลำภู ความตั้งใจของเราคืออยากเชื่อมกับเกษตรกร แต่มีข้อแม้คือขอความร่วมมือไม่ใช้สารเคมี”
การเจอกันครึ่งทางของปลายทางและต้นทาง

Above โอ อรุษ นวราช ทายาทรุ่นที่ 3 และกรรมการผู้จัดการ บริษัท สวนสามพราน จำกัด
“เราต้องออกนอกกรอบ ออกมาเจอกันคนละครึ่งทาง” โอ อรุษ เล่าย้อนให้ฟังถึงช่วงแรกของการร่วมกันทำงานกับเกษตรกร ผู้ผลิตที่ปกติแล้วมักเข้าไม่ถึงโอกาสในการกำหนดราคาสินค้าของตัวเอง
“เกษตรกรก็งง เอ๊ะ อยู่ดีๆ โรงแรมลงมาคุยกับเขาเลย เพราะเขาเคยคุยแต่กับพ่อค้าคนกลาง ผมทำหน้าที่ของผมคือ บอกสิ่งที่ต้องการ ซึ่งพวกเขาก็ไม่มั่นใจว่าเราจะยังไง เราจะซื้อจริงหรือเปล่า สองคือเกษตรกรไทยแทบจะร้อยทั้งร้อยคือมีหนี้ เพราะเขาตั้งราคาสินค้าไม่ได้จึงเกิดหนี้สะสม"
จุดที่ผมต้องขับเคลื่อน ต้องบอกให้ผู้บริโภครู้ว่าควรหันมาบริโภคผลผลิตอินทรีย์ ไม่ใช่แค่เพื่อสุขภาพของตัวเองเท่านั้น แต่ยังได้ช่วยเหลือเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมด้วย
"ทุกวันนี้เมื่อผมไปบรรยายผมจะอธิบายว่า หนี้เสียของประเทศนั้นส่วนหนึ่งมาจากประชากรส่วนใหญ่ของประเทศนั่นคือ เกษตรกรที่มีจำนวนราว 20 ล้านคน และคนส่วนนี้ตั้งราคาสินค้าตัวเองไม่ได้ ผมคิดว่าถ้าเราตั้งราคาไม่ได้ เราจะทำธุรกิจไปทำไม"
"ผมก็เลยคิดว่าอันนี้เป็นจุดที่ผมต้องขับเคลื่อน ต้องบอกให้ผู้บริโภครู้ว่าควรหันมาบริโภคผลผลิตอินทรีย์ไม่ใช่แค่เพราะเพื่อสุขภาพของตัวเองเท่านั้น แต่ยังได้ช่วยเหลือเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะเกษตรอินทรีย์ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม”
นอกจากการทำงานร่วมกันในฐานะผู้บริโภคและผู้ผลิตแล้ว เกษตรกรยังนำสินค้ามาขายที่ตลาดสุขใจ สวนสามพรานได้ด้วย ตลาดสุขใจคือตลาดนัดอินทรีย์ที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรนำผลผลิตมาขายให้กับคนทั่วไป นอกจากนี้ยังถือเป็นคอมมูนิตี้ของคนรักสุขภาพที่ได้มาซื้อวัตถุดิบออร์แกนิกและพบปะพูดคุยกับเกษตรกรผู้ผลิตด้วย
ทางออกใหม่ของ Food waste

Above โอ อรุษ นวราช ทายาทรุ่นที่ 3 และกรรมการผู้จัดการ บริษัท สวนสามพราน จำกัด
ปัจจุบันสามพรานโมเดลมีอายุ 14 ปี การดำเนินงานที่ช่วยเหลือเกษตรกรและลดการใช้สารเคมียังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่โอ อรุษ ยังคงมองเห็นช่องว่างที่จะสร้างสมดุลให้โลกมากขึ้น เขาจึงผุดไอเดียอีกธุรกิจ นั่นคือธุรกิจกำจัดขยะอาหาร
“ผมมองว่าปัญหาขยะยังคงเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะขยะอาหารจากโรงแรม ตอนนี้โรงแรมส่วนหนึ่งจะใช้วิธีฝังกลบซึ่งก่อให้เกิดก๊าซมีเทนปริมาณมาก เมื่อห้าปีที่แล้วผมมีโอกาสไปเจอเกษตรกรที่บางกระเจ้า เขาทำเครื่องกำจัดอาหารที่ข้างในมีตัวกวนขยะและใช้จุลินทรีย์เป็นตัวย่อยเศษอาหาร"
"หลักการทำงานเหมือนปุ๋ยหมักกลับกอง (การหมักที่ไม่ใช้ถังปฏิกิริยา) ที่เกษตรกรอินทรีย์เขาทำกัน ตัวย่อยอาหารคือ จุลินทรีย์ธรรมชาติจากเขาใหญ่ที่เกษตรกรนำมาเพาะเลี้ยงต่อ เครื่องนี้กำจัดอาหารได้วันละ 20 กิโลกรัม ผมร่วมมือกับเกษตรกรและเปิดบริษัทชื่อ Social Movement Solutions (SMS) เพื่อขายเครื่องนี้เมื่อปีที่แล้ว ปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก ล่าสุดเราได้พาร์ทเนอร์ใหม่ที่มาพัฒนาเครื่องให้ใหญ่ขึ้น ย่อยขยะอาหารได้มากขึ้น เปิดตัวไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา หวังว่าเครื่องนี้จะช่วยลดปัญหาขยะอาหารได้มากขึ้นครับ”
Vedhana ธุรกิจเพื่อให้คนหันกลับมาดูแลภายใน
นอกจากความสนใจเรื่องการปรับสมดุลระหว่างมนุษย์และโลกแล้ว โอ อรุษ ยังสนใจเรื่องการปรับสมดุลภายในของมนุษย์เช่นกัน ล่าสุดเขาริเริ่มธุรกิจใหม่ที่ชื่อว่า Vedhana หรืออ่านเป็นภาษาไทยได้ว่า 'เวทนา'
“ตอนนี้ที่ Vedhana เราทำแค่ทุกวันอาทิตย์ มีการสอนศาสตร์ต่างๆ เป็นศาสตร์ที่ทำให้เรากลับมาอยู่กับตัวเอง เช่น โยคะ, ice bath, sound healing อยากให้คนที่มาที่นี่ได้กลับเข้ามารู้สึกตัวว่าตอนนี้ภายในเราเป็นอย่างไร และผมรู้สึกว่าทุกวันนี้เราทำอะไรภายนอกเยอะแล้วก็อยากให้กลับสู่ภายในบ้าง ผมว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องความยั่งยืนทั้งหมด"
สิ่งที่เราทำนี้คือการกลับมาเห็นว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของโลก เพราะไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือธุรกิจ แทนที่เราจะฝืน เราต้องกลับมาอยู่ให้สมดุลแล้วจะเกิดความยั่งยืน
"หลักการสุขภาพของเราก็คือความสมดุล เมื่อมีอาการปวด เรามักแก้ที่ปลายเหตุคือกินยาแก้ปวด แต่ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ ร่างกายก็เหมือนเกษตรอินทรีย์ ถ้าคุณเจอแมลงแล้วใช้สารเคมีฆ่าแมลงอย่างเดียวโดยไม่สนใจเลยว่าแมลงมายังไง เช่น อาจจะมีผลไม้ตกพื้นแล้วบูดเน่า เราก็แก้ที่ตรงนั้น”
การดำเนินธุรกิจโดยยึดโยงกับเกษตรอินทรีย์ของ โอ อรุษ เขาย้ำว่านี่คือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของการทำธุรกิจและการใช้ชีวิตของมนุษย์
“สิ่งที่เราทำนี้คือการกลับมาเห็นว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของโลก เพราะไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือธุรกิจแทนที่เราจะฝืน เราต้องกลับมาอยู่ให้สมดุลแล้วจะเกิดความยั่งยืน”





