ภายใต้การสนับสนุนจากโครงการ Rolex Perpetual Planet Initiative, Titouan Bernicot ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Coral Gardeners และ Sylvia Earle นักอนุรักษ์มหาสมุทรระดับตำนาน ได้โคจรมาพบกัน ณ ประเทศไทย เพื่อร่วมกันสร้างความหวังครั้งใหม่ให้แก่ระบบนิเวศปะการังที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ณ สุดปลายสะพานไม้เก่าแก่ที่ทอดยาวสู่ผืนน้ำสีเทอร์ควอยซ์ของเกาะหมาก เป็นที่ตั้งของ Blue Pearl Bar บาร์สไตล์รัสติกหลังคามุงจากและฝาไม้ไผ่ที่ดูเรียบง่าย เมื่อยามดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงขอบฟ้า ทั้งชาวบ้านและนักเดินทางต่างมารวมตัวกันที่นี่เพื่อสัมผัสลมทะเลเย็นฉ่ำและเครื่องดื่มรสเลิศ หนึ่งในเมนูค็อกเทลที่โดดเด่นคือ “Coral Whisperer” เครื่องดื่มรสเปรี้ยวอมหวานที่ปรุงขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ Coral Gardeners องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ ติตวน แบร์นิโกต์ (Titouan Bernicot) ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 ณ เกาะโมโอเรอา (Mo'orea) ในเฟรนช์พอลินีเชีย เพื่อฟื้นฟูแนวปะการังทั่วโลก
จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของกลุ่มเพื่อนบนเกาะที่ไม่ยอมเพิกเฉยต่อความเสื่อมโทรมของแนวปะการังในบ้านเกิด วันนี้ Coral Gardeners ได้วิวัฒนาการสู่ขบวนการฟื้นฟูระดับโลก ปัจจุบันทางองค์กรได้เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ปะการังไปแล้วกว่า 220,000 กิ่ง ทั้งในเรือนเพาะชำและตามแนวปะการังธรรมชาติ พร้อมทั้งขยายสาขาไปทั้งในเฟรนช์พอลินีเชีย ฟิจิ และล่าสุดคือประเทศไทย โดยศูนย์ฟื้นฟูในไทยแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่เกาะหมากและเกาะกูด ซึ่งถือเป็นการขยายโครงการครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
อ่านเพิ่มเติม: media.tatlerasia.com/collection/rolex-perpetual-planet-under-the-same-sky-th

Above สอง Rolex Testimonee ซิลเวีย เอิร์ล (คนซ้าย) และแบร์นิโกต์ บนเรือภายหลังเสร็จสิ้นการดำน้ำสำรวจร่วมกัน ณ ศูนย์ฟื้นฟูแห่งใหม่ในประเทศไทย
Coral Whisperer จึงเป็นมากกว่าแค่ชื่อค็อกเทล แต่เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนว่า Coral Gardeners ได้หลอมรวมเข้ากับวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง อ่าวไทยเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปะการังกว่า 300 ชนิด ทว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมากลับต้องเผชิญกับปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวที่รุนแรงอันดับต้นๆ ของโลก สำหรับชาวเกาะหมากและเกาะกูดที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับท้องทะเล ความเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ แบร์นิโกต์ในวัย 27 ปีและทีมงาน จึงได้ถ่ายทอดความรู้และฝึกฝนชาวบ้านในพื้นที่ให้กลายเป็นผู้นำในการดำเนินงานของ Coral Gardeners ในประเทศไทย ปัจจุบัน ทีมงานท้องถิ่นทั้ง 11 คนได้รับการฝึกทักษะอย่างเชี่ยวชาญ ตั้งแต่การดำน้ำลึกเชิงวิทยาศาสตร์ การปลูกปะการัง ไปจนถึงการเฝ้าติดตามแนวปะการังผ่านระบบดิจิทัล ทำให้พวกเขาสามารถบริหารจัดการพื้นที่ฟื้นฟูบนทั้งสองเกาะได้อย่างอิสระ หนึ่งในสมาชิกทีมคือ คุณเจน อดีตแม่ค้าขายไอศกรีมกะทิที่ผันตัวมาเป็นผู้จัดการโครงการฟื้นฟูของศูนย์ในประเทศไทย เส้นทางของคุณเจนสะท้อนถึงปรัชญาหลักของ Coral Gardeners ที่ว่า ผู้พิทักษ์ระบบนิเวศอันแสนเปราะบางได้ดีที่สุด คือชุมชนที่เรียกสถานที่แห่งนั้นว่า “บ้าน”

Above กิ่งปะการังที่ถูกแขวนไว้อย่างเป็นระเบียบภายในเรือนเพาะชำใต้ทะเลของ Coral Gardeners ในประเทศไทย
ในโอกาสพิเศษนี้ Rolex ได้เชิญ Tatler ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะสื่อมวลชนและผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ เพื่อร่วมสัมผัสการทำงานฟื้นฟูในพื้นที่จริง การมาเยือนครั้งนี้ยังถือเป็นการบรรจบกันของนักอนุรักษ์มหาสมุทรสองรุ่น ได้แก่ แบร์นิโกต์ ผู้เป็น Rolex Testimonee ตั้งแต่ปี 2022 และ ดร.ซิลเวีย เอิร์ล (Sylvia Earle) นักชีววิทยาทางทะเลและนักสำรวจระดับตำนาน ผู้เป็น Rolex Testimonee มาตั้งแต่ปี 1982 โดยทั้งคู่ต่างเป็นพันธมิตรของ Rolex Perpetual Planet Initiative ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2019 เพื่อสนับสนุนเหล่านักสำรวจ นักวิทยาศาสตร์ และองค์กรที่มุ่งมั่นปกป้องโลกใบนี้
การเดินทางมาประเทศไทยครั้งนี้เปิดโอกาสให้แบร์นิโกต์และเอิร์ลได้ลงไปสำรวจแนวปะการังรอบเกาะหมากและเกาะกูดร่วมกัน พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการอนุรักษ์มหาสมุทร ตลอดเวลาหลายวันที่ร่วมดำน้ำและสนทนา เราได้เห็นพวกเขาสำรวจแนวปะการังในท้องถิ่นและแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับวิกฤติที่ระบบนิเวศปะการังกำลังเผชิญ
ด้วยโครงการ Mission Blue ซึ่งเป็นโครงการอนุรักษ์มหาสมุทรระดับโลกที่เธอก่อตั้งขึ้นในปี 2009 ดร.เอิร์ลได้ใช้เวลากว่าหลายทศวรรษในการรณรงค์เพื่อปกป้องพื้นที่ทางทะเลที่มีความสำคัญทางนิเวศวิทยา ซึ่งเธอขนานนามว่า ‘Hope Spots’ หรือพื้นที่แห่งความหวัง อันเป็นพื้นที่สำคัญต่อสุขภาพและสัดส่วนความหลากหลายทางชีวภาพของมหาสมุทร หลังจากได้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลรอบเกาะหมากและเกาะกูด Coral Gardeners จึงเริ่มพิจารณาที่จะเสนอชื่อพื้นที่แห่งนี้ให้เป็น Hope Spot เพื่อยกระดับความสำคัญและเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการปกป้องแนวปะการัง ซึ่งเมื่อประสานเข้ากับงานฟื้นฟูขององค์กร การได้รับการยอมรับเช่นนี้จะช่วยให้แนวปะการังเหล่านี้กลับมามีชีวิตชีวาและอุดมสมบูรณ์ดังเดิม

Above ติตวน แบร์นิโกต์ (คนซ้าย) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วย ซิลเวีย เอิร์ล Rolex Testimonee ขณะกำลังสำรวจความสมบูรณ์ของปะการัง ณ เรือนเพาะชำใต้ทะเลของศูนย์ฟื้นฟูในไทย
ระหว่างการพูดคุยบนเรือก่อนเริ่มการดำน้ำ ดร.เอิร์ลและแบร์นิโกต์ได้กล่าวถึงบทบาทของปัจเจกบุคคลต่อการอนุรักษ์ “ไม่มีใครทำได้ทุกอย่าง แต่ทุกคนสามารถทำบางอย่างได้” เธอกล่าว สำหรับเธอ อนาคตของการอนุรักษ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน เธอรณรงค์เรื่อง “หยุดการทำลายและเริ่มใส่ใจ” ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับพันธกิจของ Coral Gardeners อย่างยิ่ง
การพบกันครั้งนี้จึงเป็นการรวมตัวของสองวิสัยทัศน์ที่เกื้อหนุนกัน เอิร์ลและ Mission Blue มุ่งเน้นไปที่การค้นหาและปกป้องระบบนิเวศทางทะเลที่สำคัญต่อโลก ในขณะที่แบร์นิโกต์และ Coral Gardeners เน้นการลงมือฟื้นฟูด้วยการเพาะเลี้ยงและปลูกปะการังเพื่อเยียวยาแนวปะการังที่เสียหาย ความร่วมมือภายใต้ Rolex Perpetual Planet Initiative นี้ทำให้ทั้งสองแนวทางคือการปกป้องและการฟื้นฟู สามารถดำเนินไปพร้อมกันได้ ดังที่แบร์นิโกต์ย้ำว่า ปะการังไม่สามารถเติบโตได้อย่างโดดเดี่ยว “การฟื้นฟูโดยปราศจากการปกป้องนั้นไร้ความหมาย” เขากล่าว “คุณต้องมีสัตว์ทะเลโดยรอบ มีฝูงปลา มีเต่าทะเล คุณต้องการระบบนิเวศที่มีชีวิตเพื่อให้ปะการังเติบโตอย่างมีความสุขและยั่งยืน”

Above สมาชิกทีม Coral Gardeners ขณะกำลังปฏิบัติงานในขั้นตอนการแยกส่วนเพื่อขยายพันธุ์ปะการัง ณ เรือนเพาะชำบนบก
Protect and Restore
น่านน้ำไทยมีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ปะการังมากกว่าในเฟรนช์พอลินีเชีย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ Coral Gardeners เพื่อรองรับความหลากหลายนี้ ศูนย์ในไทยจึงได้เปิดตัวเรือนเพาะชำปะการังบนบกแห่งแรกขององค์กร ซึ่งถือเป็นสถานเพาะเลี้ยงปะการังในลักษณะนี้ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการ Rolex Perpetual Planet Initiative เรือนเพาะชำแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากชายหาดเกาะหมาก สามารถรองรับถังเพาะเลี้ยงได้ถึง 40 ถัง และเพาะพันธุ์ปะการังได้มากถึง 50,000 กิ่งต่อรอบ เราได้เข้าเยี่ยมชมและเห็นขั้นตอนที่เศษปะการังจากกลุ่มที่แข็งแรงถูกนำมาขยายพันธุ์อย่างระมัดระวัง ก่อนจะนำกลับไปปลูกในแนวปะการังที่เสื่อมโทรม
นอกจากสถานเพาะเลี้ยงบนบกแล้ว ยังมีเรือนเพาะชำปะการังใต้ทะเลกระจายอยู่ตามจุดฟื้นฟูรอบเกาะหมากและเกาะกูด รวมถึงพื้นที่สำหรับการวิจัยและพัฒนาโดยเฉพาะ ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้ทีมงานสามารถปลูกปะการังได้มากกว่า 10,000 กิ่งต่อปี ปัจจุบันโครงการนี้ประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงปะการังรุ่นแรกจนเติบโตเต็มที่และพร้อมสำหรับการย้ายปลูกแล้ว
เพื่อความรวดเร็วในการฟื้นฟู ทีมงานได้นำ “cookie method” มาใช้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมการฟื้นฟูโดยการแบ่งปะการังออกเป็นชิ้นเล็กๆ (เป็นขั้นตอนที่เรียกว่า micro-fragmentation) แล้วยึดติดกับแผ่นซีเมนต์ก่อนนำไปเพาะเลี้ยงในเรือนเพาะชำ ในธรรมชาติ ปะการังบางชนิดเติบโตช้ามากเพียงไม่กี่เซนติเมตรต่อปี แต่การแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ จะช่วยกระตุ้นให้ปะการังเติบโตและเชื่อมประสานกันได้เร็วขึ้น จนคลุมแผ่นซีเมนต์ได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน และกลายเป็นรากฐานใหม่ของแนวปะการัง

Above สำนักงานใหญ่ของ Coral Gardeners ประจำประเทศไทย
งานของพวกเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในถังเพาะเลี้ยงเท่านั้น แต่ยังมี CG Labs หน่วยงานวิจัยและพัฒนาขององค์กรที่เปลี่ยนแนวปะการังโดยรอบให้กลายเป็นห้องปฏิบัติการที่มีชีวิต โดยมีการใช้ ReefOS ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือตรวจสอบระบบดิจิทัลเพื่อติดตามการฟื้นตัวของพื้นที่แบบเรียลไทม์ หนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าสนใจคือ ReefCAM กล้องอัจฉริยะที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการระบุและจัดหมวดหมู่สิ่งมีชีวิตทางทะเลที่กลับเข้ามาอาศัยในแนวปะการัง
นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งไฮโดรโฟน (hydrophone) ใต้น้ำเพื่อบันทึกเสียง แนวปะการังที่สมบูรณ์จะมีเสียงที่คึกคักอย่างน่าประหลาด และการบันทึกเสียงเหล่านี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถวัดระดับการฟื้นตัวของระบบนิเวศได้แม่นยำกว่าการสังเกตด้วยตาเพียงอย่างเดียว ข้อมูลในปี 2024 ระบุว่า พื้นที่ฟื้นฟูมีเสียงของสิ่งมีชีวิตมากกว่าแนวปะการังที่เสื่อมโทรมถึงร้อยละ 50 ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าสิ่งมีชีวิตทางทะเลกำลังทยอยกลับคืนมา

Above การคัดเลือกกิ่งปะการังใต้น้ำอย่างพิถีพิถันคือหนึ่งในภารกิจสำคัญของแบร์นิโกต์ ผู้มุ่งมั่นในพันธกิจฟื้นฟูแนวปะการังทั่วโลก
สำหรับแบร์นิโกต์ สิ่งที่เกิดขึ้นที่เกาะหมากและเกาะกูดเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ศูนย์ในไทยแห่งนี้ถูกวางเป้าหมายให้เป็นต้นแบบสำหรับศูนย์ฟื้นฟูปะการังอื่นๆ ทั่วโลก ที่ซึ่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และพลังของชุมชนมาบรรจบกัน “เป้าหมายของเราคือการเป็นโครงการฟื้นฟูแนวปะการังที่ทันสมัยที่สุดในโลก” เขากล่าว
ท้ายที่สุด แบร์นิโกต์เชื่อว่าการอนุรักษ์นั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของมนุษย์ “เราไม่มีปัญหาเรื่องแนวปะการังหรอก เรามีปัญหาเรื่อง ‘คน’ ต่างหาก” เขากล่าว ขณะที่ ดร.เอิร์ลเสริมทิ้งท้ายว่า “มนุษย์คือต้นเหตุของปัญหา แต่เราก็คือทางออกเช่นกัน เราต้องรู้จักให้คืนกลับไป เราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องโลกใบนี้ให้ได้มากที่สุด คุณไม่จำเป็นต้องมีวุฒิปริญญาเอกเพื่อจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ สิ่งที่คุณต้องมีคือใจที่เปิดกว้าง หมั่นตั้งคำถามและหาคำตอบ ใครๆ ก็ทำได้ และทุกคนควรทำตั้งแต่วันนี้”
This story was originally written in English by Annabel Tan.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2026 โดย Annabel Tan โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ
Topics





