ภาพยนตร์สารคดี “The Last of the Sea Women” อำนวยการสร้างโดยเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ Malala Yousafzai กำกับโดย Sue Kim ติดตามชีวิตของชุมชนแฮนยอ จิตวิญญาณของนักฟรีไดฟ์วิ่งหญิงแห่งเชจู ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายของวิกฤติสิ่งแวดล้อมและอนาคตที่ไม่แน่นอน
“ฉันมองหาโปรเจ็กต์ที่จะเล่าเรื่องราวที่ไม่เหมือนใครจากมุมมองของผู้หญิง กำกับโดยผู้หญิง เขียนโดยผู้หญิง และฉันคิดว่า ‘The Last of the Sea Women’ คือสิ่งที่ฉันตามหา” Malala เล่าถึงแผนผลิตภาพยนตร์ 3 เรื่องในล๊อตแรกของ Extracurricular บริษัทผลิตภาพยนตร์ใหม่แกะกล่องเพื่อเผยแพร่บนแพลตฟอร์ม Apple TV+
Malala ให้คำจำกัดความทีมงานสร้างของเธอว่าเป็นโครงการสร้างภาพยนตร์ที่ยึดถือแนวคิดแบบผู้หญิงเป็นใหญ่ เพราะ 90 เปอร์เซ็นต์ของทีมเป็นผู้หญิง
“ภาพยนตร์เรื่องนี้ท้าทายหลายแง่มุม ไม่ใช่แค่เรื่องการสร้างพลังและความเป็นอิสระของผู้หญิงเท่านั้น แต่ยังพูดว่าเราจะอยู่กับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนได้อย่างไร” Malala พูดถึงภาพยนตร์สารคดีเรื่องแรกที่เธออำนวยการสร้าง
อ่านเพิ่มเติม: 15 สารคดีสร้างแรงบันดาลใจ จากเรื่องจริงของนักกีฬาหญิงสุดแกร่ง

Above ซู คิม ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีเรื่อง "The Last of the Sea Women"

Above มาลาลา ยูซาฟไซ โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง "The Last of the Sea Women" (ภาพ: Tracy Nguyen)
ผู้กำกับหญิงชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลีย้อนนึกถึงประสบการณ์วัยเด็กที่เธอได้รู้จักกับแฮนยอที่เกาะเชจูเป็นครั้งแรกเมื่ออายุ 8 ขวบ นักฟรีไดฟ์วิ่งหญิงที่ลงไปเก็บอาหารทะเลในน้ำลึกโดยไม่ใช้ถังอากาศ ก้อนตะกั่วเพื่อถ่วงน้ำหนัก หรือแม้แต่ชุดที่ทำมาเพื่อใช้ดำน้ำ ผู้หญิงเหล่านั้นในวันนี้ มีอายุตั้งแต่ 60 ไปจนถึง 90 ปี ฟรีไดฟ์เพื่อหาหอยเป๋าฮื้อและหอยสังข์ที่เกาะอยู่ตามก้อนหิน ปลิงทะเลและเม่นทะเลที่ซ่อนตัวอยู่ลึกลงไปถึง 20 เมตร
“ฉันหลงรักและชื่นชอบแฮนยอมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น” Kim ให้สัมภาษณ์กับ Tatler หลังภาพยนตร์ของเธอฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตเมื่อต้นเดือนกันยายน
“สิ่งที่ทำให้ฉันหลงรักผู้หญิงเหล่านี้คือความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างสิ่งที่พวกเธอทำกับภาพลักษณ์ผู้หญิงเอเชียที่เงียบขรึม พวกเธอกล้าหาญ มีความมั่นใจ พวกเธอเป็นคนเสียงดัง มีชีวิตชีวา และกล้าแสดงออกในแบบที่ไม่รู้สึกผิดเลย พวกเธอทำลายภาพจำผู้หญิงเอเชียแบบเดิม ๆ และมอบความเป็นผู้หญิงเกาหลีแบบใหม่ที่ฉันมีความทะเยอทะยานอยากจะเป็น”
เมื่อ Kim ได้มีโอกาสกลับไปเยือนเชจูอีกครั้งในฐานะคนทำภาพยนตร์ เธอต้องพบกับความจริงที่ว่ากลุ่มแฮนยอที่เธอเห็นจะเป็นรุ่นสุดท้ายแล้ว เธอจึงอยากจะบันทึกเรื่องราวเพื่อจดจำผู้หญิงที่น่าทึ่งเหล่านี้
ภาพยนตร์สารคดี “The Last of the Sea Women” เป็นการแสดงความเคารพต่อแฮนยอ ที่แตกต่างแบบสุดโต่งกับชื่อที่พวกเธอถูกเรียกว่าเป็นนางเงือกของเกาหลี เธอต้องการให้เห็นจิตวิญญาณที่แท้จริงของผู้หญิงกลุ่มนี้
“พวกเธอเสียงดัง สนุกสนาน และโผงผาง... และนั่นคือสิ่งที่ฉันอยากจะถ่ายทอดให้ทุกคนได้เห็น”
Above "The Last of the Sea Women" จะออกฉายทาง Apple TV+ ในวันที่ 11 ตุลาคม 2024
วัฒนธรรมหญิงเป็นใหญ่ของชุมชนแฮนยอมีความเป็นมาหลายร้อยปี และได้รับการรับรองให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของ UNESCO เมื่อปี 2016
มีทฤษฎีที่เล่ากันในเกาหลีใต้ ว่าย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษที่ 17 เมื่อประเทศเกาหลีเริ่มเก็บภาษีจากแรงงานผู้ชายจึงมีการส่งเสริมให้ผู้หญิงแสวงหารายได้เพื่อเลี้ยงชีพมากขึ้นอีกด้านหนึ่งก็อธิบายว่าผู้หญิงฟรีไดฟ์ได้ดีกว่าเพราะร่างกายพวกเธอมีองค์ประกอบไขมันสูงกว่าผู้ชายทำให้อยู่ใต้น้ำได้นานกว่า
แต่ไม่ว่าเรื่องราวของแฮนยอจะเริ่มแบบไหน ประเพณีของพวกเขาก็ถูกถ่ายทอดจากแม่สู่ลุกสาวมาหลายรุ่นแล้ว ทำให้แฮนยอกลายเป็นชุมชนของผู้หญิงที่มีอิสรภาพทางการเงิน แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสังคมชายเป็นใหญ่ของเกาหลีใต้
“ครอบครัวของฉันทำอาชีพนี้มา 7 รุ่นแล้ว...ฉันเห็นแม่หาเลี้ยงครอบครัวด้วยเงินที่ได้จากการเป็นแฮนยอ” Hee Soon Lee วัย 79 เล่าให้ Tatler ฟังผ่านล่ามว่าเธอเริ่มทำอาชีพนี้ตั้งแต่อายุ 18 ปี เธอเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่ Kim ตามถ่ายทำสำหรับสารคดี
แต่ประเพณีการสืบทอดอาชีพนี้สู่รุ่นต่อไปมีให้เห็นน้อยลงเรื่อยๆ จากที่เคยมีแฮนยอที่เชจูถึงราว 30,000 คนในช่วงปี 1960 ปัจจุบันเหลือเพียง 4,000 คนเท่านั้น อย่างลูกสาวของ Hee Soon Lee เอง สุดท้ายก็เปลี่ยนอาชีพ หลังจากทำแฮนยออยู่ 10 ปี

Above แฮนยอจะกลั้นหายใจครั้งละหลายนาที และสามารถดำลงไปได้ลึกถึง 20 เมตร
คนบนเกาะเชจูไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขาพยายามจะรักษาประเพณีนี้เอาไว้ มีการตั้งโรงเรียนเพื่อช่วยรักษาวัฒนธรรมแฮนยอและสนับสนุนผู้หญิงรุ่นใหม่ที่รุ่นแม่รุ่นยายอาจไม่ได้สอนอาชีพนี้ แต่ก็มีคนเรียนจบและไปทำอาชีพนี้ต่อน้อยมาก
“มันก็เป็นอาชีพที่ยากและท้าทายจริง ๆ” Hee Soon Lee ยอมรับ
ในขณะที่ภาพจำของแฮนยอเริ่มเปลี่ยนไป การหาเลี้ยงชีพแบบนี้ก็ยากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย เพราะจำนวนสัตว์ทะเลที่ถูกคุกคามมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนทางการเงิน ตรงกับที่ Hee Soon Lee เล่าว่าอาชีพนี้เคยทำรายได้ดีเพราะเคยมีปลิงทะเลมากกว่าทุกวันนี้
“The Last of the Sea Women” พาไปตามติดชีวิตของแฮนยอสาว 2 คนที่อาศัยอยู่ที่เกาะคอเจ ที่ห่างจากเชจูออกไปถึงกว่า 250 กิโลเมตร ทั้งสองสาวกำลังเป็นที่โดดเด่นบนแพลตฟอร์มยูทูบ กับคลิปต่าง ๆ ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการฟรีไดฟ์เพื่อหาอาหารทะเล ปัจจุบันมีผู้ติดตามกว่า 43,000 ราย
Above โซฮีจินและจองมินอูแบ่งปันประสบการณ์ของพวกเขาในฐานะแฮนยอ บนช่อง YouTube ของพวกเขา
Kim Jin และ Sohee Jin ในวัย 30 ปี เกิดความเบื่อหน่ายกับชีวิตสาวออฟฟิส จึงตัดสินใจทิ้งเมืองเพื่อออกมาทำงานกับธรรมชาติในฐานะแฮนยอ พวกเขายังมีสมาชิกอีกคนเป็นคุณแม่ลูกสามวัย 37 ปีที่เลือกประกอบอาชีพนี้เพราะความยืดหยุ่นในการทำงาน
ช่วงหนึ่งของสารคดีที่น่าจะอบอุ่นหัวใจคนดูมากที่สุดคือตอนที่แฮนยอจากสองฝั่งอายุมาพบกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรักในอาชีพและความทุ่มเทที่พวกเธอมีต่อท้องทะเล แต่ก็เป็นเวลาเดียวกันที่มีความเจ็บปวดซ่อนอยู่
เหล่าแฮนยอรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำอาชีพนี้ได้ไม่นาน ก็ยังเห็นความเปลี่ยนแปลงของรายได้ที่ลดลงทุกๆ ปี ที่เกิดขึ้นพร้อมกับวิกฤตสิ่งแวดล้อม ส่งผลรุนแรงต่อชีวภาพในมหาสมุทรจนพวกเขาไม่แน่ใจว่าอนาคตของอาชีพแฮยอนจะคงอยู่ได้อีกนานแค่ไหน
อ่านเพิ่มเติม: เมจิ อโณมา: บททดสอบจาก Everest Marathon ที่เปลี่ยนความคิดเธอไปตลอดกาล

Above จองมินวูและโซฮีจินเป็นตัวอย่างที่หายากของแฮนยอรุ่นเยาว์
Soon Deok Jang เรียนว่ายน้ำเมื่ออายุ 16 ปีและเริ่มอาชีพแฮยอนตอนอายุ 20 ปี แม้ผู้กำกับ Kim จะชื่นชมพวกเธอ แต่ Soon Deok Jang กลับรู้สึกว่าแฮยอนเป็นอาชีพที่ถูกด้อยค่าเธอตัดสินใจเข้ากรุงโซลและฝึกเป็นช่างทำผมแต่เมื่อแต่งงานแล้วย้ายกลับมาที่เชจูเธอก็กระโดดลงทะเลอีกครั้งเพราะมองว่าเป็นหนทางเดียวที่จะเลี้ยงชีพได้ดี
ปัจจุบันอายุ 72 ปี Soon Deok Jang เล่าว่าก่อนเริ่มอาชีพนี้ ครอบครัวของเธอยากจนมาก พอเริ่มทำแฮนยอ เธอหาเงินได้มากขึ้น สามีอยู่บ้านดูแลลูก ๆ เธอไปญี่ปุ่นปีละ 3 เดือนเพื่อหาอาหารทะเล “ถ้าเกิดชาติหน้าอีก ฉันคิดว่าฉันก็ยังคงทำอาชีพแฮนยอ”
ณ ตอนนี้ อาชีพแฮนยอยังคงทำรายได้ดีอยู่พอสมควร แต่ก็เป็นงานที่อันตรายและได้รับแรงสนับสนุนจากคนนอกชุมชนน้อยมาก ในระหว่างการถ่ายทำสารคดี Joo Hwa Kang วัย 63 ปี ประสบอุบัติเหตุส่งผลให้กระดูกเท้าแตกและต้องหยุดทำงาน

Above แฮนยอเก็บหอยเป๋าฮื้อและหอยสังข์ที่เกาะตามหินและแตงกวาทะเลและเม่นทะเลที่ซ่อนอยู่ใต้พวกมัน
ชะตาชีวิตแฮนยอขึ้นอยู่กับความปราณีของธรรมชาติ สุขภาพของท้องทะเลมักเป็นหัวข้อสนทนาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบ่อย ๆ เพราะแฮนยอเป็นอาชีพที่อ่อนไหวต่อหลายปัจจัย ทั้งการประมงเชิงอุตสาหกรรม อุณหภูมิน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น และมลพิษในทะเล ทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตสัตว์ทะเล และแน่นอนว่ากระทบโดยตรงต่ออาชีพของพวกเธอ ทั้งเรื่องสภาพการทำงาน และด้านการเงิน
ในช่วงที่ Kim กำลังถ่ายทำสารคดี เป็นช่วงที่รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศว่าจะปล่อยน้ำปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีที่ผ่านการบำบัดแล้วลงสู่ทะเล น้ำเหล่านี้ถูกเก็บรวมรวมไว้หลังเกิดอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะเมื่อปี 2011 สารคดีของ Kim เลยได้บันทึกเรื่องราวของเหล่าแฮนยอที่ออกไปประท้วงบนท้องถนนด้วย พวกเธอเชื่อว่าการปล่อยน้ำเสีย แม้จะได้รับการบำบัดแล้ว ก็จะยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของท้องทะเลและคนที่ต้องพึ่งพาทะเลอย่างพวกเธอแน่นอน

Above ใน "The Last of the Sea Women" แฮนยอทั้งเด็กและผู้ใหญ่รวมตัวกันเพื่อประท้วงการปล่อยน้ำเสียกัมมันตภาพรังสีหลังจากอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะเมื่อปี 2011 ลงในมหาสมุทร
การประท้วงนำไปสู่การเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ของ Soon Deok Jang เพื่อเป็นตัวแทนกลุ่มแฮนยอกล่าวสุนทรพจน์ความยาว 2 นาทีต่อหน้าที่ประชุมสหประชาชาติ
Malala บอกว่าช่วงเวลาที่สะดุดตาเธอมากที่สุดคือเมื่อกลุ่มแฮนยอตกลงที่จะเดินทางไปเจนีวาเพื่อขึ้นพูดที่เวทีสหประชาชาติ และให้ความสำคัญกับประเด็นภัยคุกคามต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลอย่างจริงจัง
“พวกเขาต้องการให้แน่ใจว่าได้เข้าร่วมกิจกรรมกับนักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่เพื่อให้การเรียกร้องเสียงดังขึ้นอีก พวกเขาหยุดงานเพื่อมาประท้วง และพูดประเด็นนี้บนแพลตฟอร์มต่างๆ เป็นงานปริมาณมากสำหรับพวกเขา แต่ก็ยังลุกขึ้นมาทำ เพราะพวกเขาเข้าใจความเร่งด่วนและความสำคัญของการปกป้องสิ่งแวดล้อม ปกป้องทะเล และปกป้องชุมชนของเขา”

Above ฮี ซุน ลี, มาลาลา ยูซาฟไซ, ซู คิม และซุน ด็อก จัง เข้าร่วมรอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์สารคดีเรื่อง The Last of the Sea Women ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตปี 2024
“The Last of the Sea Women” คือการบันทึกเรื่องราวที่มีค่าของแฮนยอก่อนที่จะสายเกินไป สารคดีเน้นย้ำความสำคัญของการรวมตัวกันของคนในชุมชน ชี้ให้เห็นความกล้าหาญและความมุ่งมั่นของผู้หญิงเหล่านี้ และเล่าถึงความเปราะบางของท้องทะเล
Malala บอกว่าวิธีที่เหล่าแฮนยอร่วมมือกันและช่วยเหลือกัน วิธีปกป้องท้องทะเล วิธีที่พวกเธอปัดทิ้งความคาดหวังที่ว่าผู้หญิงจะต้องแต่งตัวแบบไหน ทำตัวอย่างไร หรือพูดอย่างไร แล้วบอกโลกว่า ‘เรารักทะเล เราต้องการดำน้ำ นี่คือวิธีที่เราหาเลี้ยงชีพ เราต้องการแบ่งปันธรรมชาติ เราต้องการให้ทุกคนได้รับส่วนแบ่งที่เท่าเทียมกัน’ มันเป็นข้อความสำคัญที่เราทุกคนควรไตร่ตรอง
“แฮนยอเป็นหนึ่งในไม่กี่สังคมที่มีผู้หญิงเป็นใหญ่ แต่ค่านิยมที่พวกเขามีนั้นสำคัญมาก ฉันคิดว่ามีอะไรมากมายที่พวกเราทุกคนสามารถเรียนรู้จากพวกเธอได้"

Above เชื่อกันว่าแฮนยอมีต้นกำเนิดในศตวรรษที่ 17 เมื่อมีการเก็บภาษีแรงงานของผู้ชาย เพื่อกระตุ้นให้ผู้หญิงออกไปแสวงหารายได้เลี้ยงชีพแทน
“ฉันไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่นอนคือเราภูมิใจที่เป็นแฮนยอ และมีความสุขกับงาน และฉันก็หวังว่าประเพณีจะยังคงอยู่ต่อไป” Hee Soon Lee กล่าวทิ้งท้ายกับ Tatler และอยากให้ช่วยกันบอกต่อเรื่องราวของพวกเธอและภาพยนตร์เรื่องนี้
This story was originally written in English by Rachel Duffell.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2024 โดย Rachel Duffell โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
She Creates Change ซีรีส์หนังสั้นรวม "พลังหญิง" กับเรื่องราวเหล่าฮีโร่สาวในชีวิตจริง
7 ผู้หญิงที่เปลี่ยนโลกในหน้าประวัติศาตร์
เมย์ ธนิดา ผู้ก่อตั้ง Ira Natural Products: จุดยืนของคนธรรมดาที่กล้าต่างเพื่อธรรมชาติ





