Tatler ขอยกย่องเหล่าผู้หญิงแถวหน้าจากทั่วโลกและจากทุกยุคสมัย ผู้บุกเบิกเส้นทางและขับเคลื่อนความก้าวหน้าให้กับผู้หญิงรุ่นหลัง
ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา เรามีผู้หญิงมากมายที่สร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญในเรื่องต่างๆ บางคนแสดงให้โลกรู้ว่าแม้เป็นคนส่วนน้อยคุณเองก็ประสบความสำเร็จได้ หากลงแรงมากพอ ไม่เพียงประสบความสำเร็จเท่านั้น บางคนยังมีตำแหน่งที่ยืนในแวดวงที่ผู้ชายเป็นใหญ่ บางคนทำลายมายาคติที่สังคมมีต่อผู้หญิง หากไม่มีผู้หญิงเหล่านี้ คนรุ่นหลังอย่างเราคงไม่ก้าวหน้ามาจนถึงปัจจุบัน
ยกตัวอย่างมารี คูรี (Marie Curie) ผู้หญิงคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสองครั้ง และเป็นแรงบันดาลใจให้กับทั้งชายและหญิงในแวดวงวิทยาศาสตร์ อีกหนึ่งตัวอย่างคือ รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก (Ruth Bader Ginsburg) ที่ก้าวเข้ามามีบทบาทในแวดวงกฎหมายและกลายเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาคนที่สองในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเธอมีส่วนช่วยเรียกร้องเพื่อสิทธิสตรีด้วย และนักแสดง แอนนา เมย์ หว่อง (Anna May Wong) ที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของนักแสดงหญิงชาวเอเชียในฮอลลีวู้ด
ในงานประกาศรางวัล Front & Female Awards Hong Kong 2023 ซึ่งมีผู้สนับสนุนหลักคือ Standard Chartered Private Bank เราได้รวบรวมลิสต์ผู้หญิงแนวหน้าต่างยุคสมัยจากทั่วทุกมุมโลกที่มีบทบาทช่วยขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาชีวิตผู้หญิง โดยการเรียกร้องสิทธิ บุกเบิกเส้นทางและทำลายอุปสรรคเพื่อให้ผู้หญิงรุ่นหลังเดินตาม
อ่านเพิ่มเติม: ศุภลักษณ์ อัมพุช ความสำเร็จที่เกิดมาจากการเสียสละ
1. มารี คูรี (1867 - 1934)

Above มารี คูรี (ภาพ: Getty Images)
“ไม่มีอะไรในชีวิตที่ต้องกลัว มีเพียงต้องทำความเข้าใจ บัดนี้ถึงเวลาที่จะเข้าใจชีวิตให้มากขึ้น เพื่อเราจะได้กลัวน้อยลง”
ในยุคสมัยที่ผู้หญิงในโปแลนด์ยังถูกจำกัดด้านโอกาสทางการศึกษา มารี คูรี (Marie Curie) พบหนทางที่เธอจะได้เรียนหนังสือ โดยเข้าเรียนในสถาบันการศึกษาใต้ดิน ก่อนจะเดินทางไปยังประเทศฝรั่งเศสเพื่อศึกษาวิชาฟิสิกส์ เคมี และคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยปารีส ด้วยความหลงใหลในทุกสารและแร่ธาตุต่างๆ ตั้งแต่โลหะไปจนถึงแม่เหล็ก การศึกษาวิจัยแร่ธาตุเหล่านี้ทำให้เธอเป็นที่รู้จักของคนมากขึ้น มารี คูรีวิเคราะห์จนค้นพบคุณสมบัติของแร่ธาตุบางชนิดว่ามีสารกัมมันตภาพรังสี เช่น พอโลเนียม (polonium) และเรเดียม (radium) คูรีได้รับรางวัลโนเบลถึงสองครั้ง โดยเธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล (ในปี 1903 สาขาฟิสิกส์) และยังเป็นคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสองครั้งด้วย (รางวัลโนเบลครั้งที่สองในปี 1911 สาขาเคมี)
2. แอนนา เมย์ หว่อง (1905-1961)

Above แอนนา เมย์ หว่อง (ภาพ: Getty Images)
“ฉันชื่อแอนนา เมย์ หว่อง มาจากฮ่องกงยุคก่อน แต่ตอนนี้ฉันเป็นนักแสดงในวงการฮอลลีวู้ด”
แอนนา เมย์ หว่อง (Anna May Wong) เป็นดาราภาพยนตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายจีนคนแรก ในช่วงเวลาที่ตัวละครเอเชียส่วนใหญ่แสดงโดยนักแสดงผิวขาวทาหน้าสีเหลือง เธอท้าทายทัศนคติแบบเหมารวมทางเชื้อชาติ และแสดงให้เห็นถึงความสามารถและศักยภาพของนักแสดงชาวเอเชีย ซึ่งปูทางให้นักแสดงรุ่นต่อๆ ไปได้เข้าสู่วงการฮอลลีวู้ด แอนนา เมย์ หว่อง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจากผลงานภาพยนตร์มากมาย อาทิ ภาพยนตร์เรื่อง The Toll of the Sea (1922) และ Daughter of Shanghai (1937) นอกจากนี้ยังได้รับการยอมรับด้านฝีมือการแสดงที่ถ่ายทอดความเป็นผู้หญิงเอเชียที่ซับซ้อนและมีอำนาจ ซึ่งยังไม่มีใครนำเสนอภาพลักษณ์ผู้หญิงเอเชียแบบนี้มากนักในยุคสมัยดังกล่าว ฝีมือการแสดงและการยืนหยัดในวงการฮอลลีวู้ดของเธอกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้แก่นักแสดงเอเชียรุ่นหลัง
3. โคโค่ ชาแนล (1883-1971)

Above โคโค่ ชาแนล (ภาพ: Getty Images)
“ความงามเริ่มต้นขึ้นเมื่อคุณตัดสินใจเป็นตัวของตัวเอง”
กาเบรียล ชาแนล (Gabrielle Chanel) ได้เรียนรู้ทักษะการตัดเย็บขณะอาศัยอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าคาทอลิก ผ้าที่ใช้ตัดเย็บที่นั่นส่วนใหญ่จึงเป็นสีขาว-ดำ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเครื่องหมายการค้าของเธอ ชาแนลเป็นช่างเย็บผ้าในตอนกลางวัน และเป็นนักร้องในคาเฟ่คาบาเร่ต์ตอนกลางคืน ที่นี่เองที่เธอเป็นที่รู้จักในนามโคโค่ เธอฝันที่จะมีร้านเสื้อผ้าเป็นของตัวเอง แล้วฝันก็เป็นจริงเมื่อเพื่อนผู้มีฐานะให้หยิบยืมเงิน จากนั้นความสามารถของเธอได้รับการบอกต่อแบบปากต่อปาก จนต่อมาเธอได้กลายเป็นหนึ่งในดีไซเนอร์ผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก โดยโด่งดังจากชุดเดรสสุดคลาสสิก "little black dress" ชาแนลไม่เพียงแต่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่มุมานะในชีวิตจนประสบความสำเร็จร่ำรวย ทว่ายังปฏิวัติสไตล์การแต่งตัวและวิธีคิดของผู้หญิง รวมถึงท้าทายบรรทัดฐานทางสังคมและสนับสนุนเรื่องการแสดงออกด้วย
4. เฮดี้ ลามาร์ (1914-2000)

Above เฮดี้ ลามาร์ (ภาพ: Getty Images)
“ฉันไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง ฉันยินดีต้อนรับมัน เพราะการเปลี่ยนแปลงคือการเติบโต และการเติบโตคือแก่นแท้ของชีวิต”
เฮดี้ ลามาร์ (Hedy Lamarr) เป็นทั้งนักแสดงและนักประดิษฐ์ แม้ว่าเธออาจจะเป็นที่รู้จักดีที่สุดในฐานะดาราฮอลลีวู้ด แต่เธอก็มีส่วนสำคัญในวงการเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ เธอทำงานด้านเทคโนโลยีซึ่งมีส่วนช่วยวางรากฐานสำหรับระบบการสื่อสารที่มีอยู่ในปัจจุบัน ความสำเร็จในการเป็นนักประดิษฐ์ระบบอุปกรณ์ไร้สายของเธอได้รับการกล่าวถึงภายหลังจากที่เธอประสบความสำเร็จกับบทบาทในวงการภาพยนตร์ที่เธอได้เป็นส่วนหนึ่งของยุคทองของฮอลลีวู้ด (The Golden Age of Hollywood) ลามาร์ท้าทายทัศนคติแบบเหมารวมและแสดงให้โลกได้เห็นว่าผู้หญิงสามารถประสบความสำเร็จได้ในหลายบทบาท และมีความสามารถในทุกแวดวงที่เข้าไปทำงาน
5. รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก (1933-2020)

Above รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก (ภาพ: Getty Images)
“ในทุกที่ที่มีการตัดสินใจ ผู้หญิงต้องมีส่วนร่วม และนั่นไม่ควรเป็นข้อยกเว้น”
ในช่วงเวลาที่ รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก (Ruth Bader Ginsburg) เติบโตขึ้นมา ยุคสมัยนั้นทนายความไม่ใช่อาชีพสำหรับผู้หญิง แต่เธอใฝ่ฝันถึงอาชีพนี้มาตลอด หลังจากเข้าเรียนที่ Harvard Law School และ Columbia Law School เธอได้กลายเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาหญิงคนที่สองในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ด้วยความสนใจที่มีต่อสิทธิสตรี เธอได้โต้แย้งคดีสำคัญ 6 คดีเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศ กินส์เบิร์กเป็นผู้พิพากษาที่ปราดเปรื่องและจิตใจดี นอกจากนี้ยังคอยดูแลสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ โดยออกกำลังกายท่าแพลงก์และวิดพื้นเป็นประจำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรการฝึกความแข็งแกร่งให้ร่างกายสัปดาห์ละสองครั้งในช่วงอายุ 80 ปี กินส์เบิร์กยังเป็นสไตล์ไอคอนด้านแฟชั่นจากการสวมสร้อยแผงคอ (collar) ที่เธอเลือกใส่ออกงานตามโอกาสด้วย
6. มิเชล โหย่ว (1962-)

Above มิเชลล์ โหย่ว (ภาพ: Getty Images)
“สาวๆ… อย่าให้ใครบอกคุณว่าคุณผ่านช่วงรุ่งโรจน์ไปแล้ว”
เส้นทางอาชีพของ มิเชล โหย่ว (Michelle Yeoh) โลดแล่นในวงการบันเทิงกว่าสี่ทศวรรษ ตั้งแต่ภาพยนตร์แอ็คชั่นในฮ่องกงไปจนถึงภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดระดับบล็อกบัสเตอร์ ล่าสุดเธอคว้ารางวัลลูกโลกทองคำ รางวัล Screen Actor's Guild Award และรางวัลออสการ์ จากบทบาทของเธอในภาพยนตร์เรื่อง Everything Everywhere All at Once ในปี 2022 มิเชล โหย่ว แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้หญิงในวงการบันเทิงตั้งแต่การแสดงบทผาดโผนด้วยตัวเอง จนกระทั่งก้าวไปสู่การคว้ารางวัลอันทรงเกียรติ นอกจากนี้เธอยังเป็นแรงบันดาลใจให้นักแสดงชาวเอเชียคนอื่นๆ ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และยังเป็นกระบอกเสียงให้กับประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ โดยสนับสนุนสิทธิสตรีและการเข้าถึงการศึกษา ในปี 2022 เธอได้รับรางวัล Share Her Journey Groundbreaker Award ครั้งแรกจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต เพื่อยกย่องถึงผลงานที่เธอสร้างมาตลอดการทำงาน ซึ่งช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับผู้หญิงคนอื่นๆ
7. มาลาลา ยูซาฟไซ (1997-)

Above มาลาลา ยูซาฟไซ (ภาพ: Getty Images)
“เราตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสียงเรียกร้อง ก็เฉพาะเมื่อถูกทำให้เงียบเท่านั้น”
มาลาลา ยูซาฟไซ (Malala Yousafzai) อุทิศตัวสนับสนุนด้านการศึกษาแก่เด็กและสตรี เธอเติบโตในหุบเขาสวัตของปากีสถานในช่วงเวลาที่กลุ่มตาลีบันสั่งห้ามเด็กผู้หญิงเข้าโรงเรียน เธอเริ่มพูดถึงประเด็นด้านการศึกษานี้ในที่สาธารณะซึ่งทำให้เธอตกเป็นเป้าของการเคลื่อนไหวในเวลาต่อมา ในปี 2012 มีการพยายามลอบสังหารเธอ กระทั่งเธอถูกมือปืนกลุ่มตาลีบันยิงที่ศีรษะ ทว่าก็ไม่สามารถหยุดเสียงเรียกร้องของเด็กสาวชาวปากีสถานคนนี้ได้ เธอกลับยิ่งอุทิศตนให้กับการรณรงค์เพื่อสิทธิการเข้าถึงด้านการศึกษาที่มากขึ้น ในปีต่อมา ยูซาฟไซยังได้ก่อตั้งกองทุนมาลาลา เพื่อทำงานรณรงค์ด้านสิทธิขั้นพื้นฐานเพื่อให้เด็กผู้หญิงทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่ปลอดภัย ฟรี และมีคุณภาพได้ตลอดระยะเวลา 12 ปีของการเรียน ในปี 2014 มาลาลากลายเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากการต่อสู้เพื่อสิทธิของเด็กในการได้รับการศึกษา มาลาลาให้ความสำคัญของการศึกษาสำหรับเด็กผู้หญิง และได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนอีกหลายคนกล้าที่จะท้าทายอุปสรรคในสังคมและมุ่งมั่นด้านการศึกษา
This story was originally written in English by Front & Female.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2023 โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
คุยกับเชฟต้น ธิติฏฐ์ กับความเชื่อที่ว่าเมื่อเชฟไม่ใช่แค่คนทำอาหาร แต่เปลี่ยนแปลงโลกได้
เฉลิมฉลองปีมังกรพร้อมสะท้อนความขี้เล่นกับเหล่าไอเท็มไอคอนิกของแบรนด์ FENDI
เผย 8 ไฮไลต์จิวเวลรี ที่เหล่าคนดังเลือกสะท้อนถึงกลิ่นอายความหรูหราที่ Tatler Ball Thailand
Topics






