Cover เมจิ อโณมา อินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพที่พิชิต Everest Marathon ได้สำเร็จ (ภาพ: Facebook.com / @Meiji Anorma)

เมจิ อโณมา แบบอย่างของคนปฏิวัติสุขภาพสู่ผู้พิชิต Everest Marathon บนเส้นทางที่สูงกว่า 5,000 เมตร อุณหภูมิต่ำถึง -20 องศา

ความเจ็บป่วย ภาวะแพ้ที่สูง อาการถอดใจ คือภาวะที่เมจิ อโณมา ต้องเผชิญมาตลอดเส้นทางระหว่างร่วมวิ่งใน Everest Marathon รายการวิ่งบนเส้นทางที่สูงที่สุดในโลก

ผู้เข้าร่วมต้องเดินจากจุดเริ่มต้นที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลกว่าสองพันเมตร สู่จุดพักค้างคืนระหว่างทางที่ค่อยๆ ไต่ระดับความสูงขึ้นไปกว่าสี่พันเมตร และจุดสุดท้ายกว่าห้าพันเมตรที่ Everest base camp ซึ่งจากจุดนี้ ผู้เข้าร่วมต้องวิ่งลงไปยังจุดเริ่มต้นให้ทันภายใน 15 ชั่วโมง 

Tatler  ถามเธอว่า ขณะก้าวเข้าสู่เส้นชัย เธอบอกกับตัวเองว่าอย่างไร เธอตอบว่า “ภูมิใจในตัวเองที่มาถึงตรงจุดนี้ได้ ดีใจมาก”

อ่านเพิ่มเติม: รวมเส้นทางแข่งขันวิ่งมาราธอนที่สวยที่สุดในเอเชีย

Tatler Asia
Above เมจิ อโณมา (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

ก่อนเดินทางไปวิ่งมาราธอนครั้งนี้ เธอกล่าวผ่านไลฟ์บนแฟนเพจของตัวเองว่า เมื่อรายการวิ่งเปิดรับก็สมัครทันที ไม่คิดอะไรมากไปกว่าการได้ท้าทายตัวเอง แต่หลังจากลงวิ่งก็ได้บทเรียนที่เปลี่ยนความคิดไปตลอดกาล

หลายคนอาจไม่ได้ทันตั้งคำถามว่า เมจิ อโณมา เลือกเดินเส้นทางสายสุขภาพมานานเท่าไหร่และเพราะอะไร จนเมื่อไม่นานมานี้ เธอบอกเล่าในโซเชียลมีเดียของเธอเองและย้ำกับ Tatler ว่า

“คิดว่าบนโลกมนุษย์ทุกคนต้องการอุด pain ของตัวเอง บางคนเด็กๆ อาจเคยโดนบูลลีว่าไม่สวย บางคนอาจโดนเพื่อนว่าเป็นเด็กอ่อนแอ เมจิเองอยากเปรียบเทียบว่าตัวเองน่าจะเป็นผู้หญิงเนิร์ดๆ คนหนึ่ง ที่ไม่ค่อยรู้สึกภูมิใจอะไรกับตัวเองเลย"

"หลายคนอาจมองว่าเราดูดีเพราะได้เข้าวงการบันเทิง แต่เมจิเห็นตัวเองเยอะกว่าคนอื่น สุขภาพอ่อนแอ  ทำงานหนัก นอนน้อย กินเหล้าสูบบุหรี่ แต่จริงๆ ตอนเด็กมีความฝันอยากเป็นนักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิก เป็นการจินตนาการของเด็กที่เหมือนหลบไปอยู่ในสวนดิสนีย์แลนด์ จนวันหนึ่งเราทำให้ช่องว่างระหว่างจินตนาการกับความเป็นจริงลดลงจนใกล้กันมาก จึงท้าทายตัวเอง และก็ทำได้จริง”

บททดสอบจากธรรมชาติ

Tatler Asia
Above เมจิ อโณมา ระหว่างเส้นทางการวิ่งมาราธอนที่เอเวอร์เรสต์ (ภาพ: Facebook.com / @Meiji Anorma)

สำหรับคนที่ผ่านการทดสอบร่างกายมาหลายสนาม เช่น ภารกิจการฝึกกับหน่วยซีล (SEAL) และลงแข่งขันไตรกีฬาโอลิมปิก เธอบอกว่าการเตรียมตัวคือสิ่งสำคัญที่สุด

ก่อนเดินทางไป เมจิได้แชร์วิธีการเทรนร่างกายและการรับประทานอาหารเพื่อเตรียมสุขภาพให้พร้อมรับมือกับสภาพภูมิประเทศและอากาศสุดโหดหินกับผู้ติดตามในแฟนเพจ แต่เมื่อลงสนามจริง เธอบอกว่าทุกกระบวนท่าที่เตรียมมาถูกปราบราบคาบโดยสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด นั่นคือธรรมชาติ

“พอไปเจอของจริงเหมือนเรากำลังเจอลูกพี่ ตอนกำลังขึ้นชก คิดว่าตัวเองเก๋าที่สุด เมจิเตรียมการซ้อมอย่างดี แล้วก็มั่นใจว่าเอาอยู่ คิดในใจว่าฉันเป็นเจ้าแม่ พอไปถึงปุ๊บเจอของจริงปราบทุกวิชาเลย ธรรมชาติบอกแกแข็งแรงนักใช่ไหม ฉันจะให้แกป่วย แกคิดว่าแกเดินทนนักใช่ไหม ฉันจะให้แกเดินทนแล้วจะเสิร์ฟภูเขาให้หลายๆ ลูก"

Tatler Asia
Above เมจิ อโณมา ขณะเดินบทเส้นทางที่ขรุขระและลาดชันบนเทือกเขาหิมาลัย (ภาพ: Facebook.com / @Meiji Anorma)

"คืนวันที่เดินทางถึง base camp ซึ่งเป็นจุดที่อยู่สูงที่สุดในเส้นทางมาราธอนครั้งนี้ ถุงนอนดันซิปแตกอีก ต้องเอา warm patch สำหรับนักสกีที่เหลืออยู่สามก้อนสุดท้ายมาประคบตัว ต้องขับถ่ายในเต็นท์เท่านั้น เพราะถ้าเดินออกไปเหมือนเราเดินเข้าช่องแช่แข็งในตู้เย็น" เธอเล่าถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น

"ออกซิเจนบนนั้นก็ต่ำมาก เราต้องหายใจให้เป็น ต้องกำหนดลมหายใจ ไม่อย่างนั้นเราจะเหนื่อย หายใจแต่ละครั้งต้องสูดลึกๆ ให้ออกซิเจนเข้าถึงกระบังลม วันนั้นกินอะไรก็อาเจียน อากาศเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว น้ำดื่มที่เตรียมไปเย็นจนบาดคอ คืนนั้นเมจินั่งร้องไห้อยู่ 3-4 ครั้งในเต็นท์ มันมีหลายอารมณ์มากที่เกิดขึ้น เราต้องการระบายออกมา”

เจ้าแม่แห่งความแข็งแรงยกธงขาว

Tatler Asia
Above เมจิ อโณมา และผู้ร่วมรายการวิ่ง Everest Marathon ที่เป็นกำลังใจให้แก่เธอระหว่างทาง (ภาพ: Facebook.com / @Meiji Anorma)
Tatler Asia
Above เมจิ อโณมา โอบกอดเพื่อนร่วมทาง เพื่อสร้างกำลังใจ (ภาพ: Facebook.com / @Meiji Anorma)

เส้นทางการวิ่งสุดโหดหินเหนือระดับน้ำทะเลหลายพันเมตรนั้นมีเฮลิคอปเตอร์คอยช่วยเหลือนักวิ่ง โดยเฉพาะก่อนถึงจุด Gorkhshep ที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 5,180 เมตร เจ้าหน้าที่จะนำนักวิ่งกลับไปพักที่จุดเริ่มต้น แต่นั่นหมายความว่าเส้นทางการวิ่งมาราธอนครั้งนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว เมื่อถามว่ามีนักวิ่งถอดใจขึ้นเฮลิคอปเตอร์กลับบ้างไหม เมจิบอกกับเราว่าเห็นเพื่อนนักวิ่งจำนวนไม่น้อยที่ถอดใจกลับไป และเธอเองก็เกือบเป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน

“ที่จริงเมจิยอมแพ้ไปตั้งนานแล้วนะคะ ถ้าแข็งแรงเราไม่กลัวสภาพอากาศที่โหดร้ายเลย เพราะตอนอยู่ไทยเคยฝึกกับทหารหน่วยซีลมาแล้ว เจอสถานการณ์ที่กดดันทั้งร่างกายและจิตใจ ถึงขั้นไม่ได้นอน 2-3 วัน ก็ทำมาแล้ว ถ้าร่างกาย 100 เปอร์เซ็นต์ สู้ตายได้หมด"

"แต่ที่นี่สภาพแวดล้อมแย่ ร่างกายเรากินอะไรก็ไม่ได้ พอกินอาหารไม่ได้จะเอาแรงมาจากไหนวิ่งอีก 42 กิโลเมตร ซึ่งเรารู้ว่าขามาเราเจอกับอะไรมาบ้างแล้ว ขากลับเราต้องเจอแบบนั้นอีก ขามายังได้นอนที่ละคืน แต่นี่คือต้องวิ่งรวดเดียว 10 เมืองให้จบภายในวันเดียว พูดตรงๆ ว่าไม่เหลืออะไรเลย ไม่มีกำลังใจให้ตัวเอง ไม่มีเมจิ อโณมา เจ้าแม่ของความแข็งแรงอยู่บนนั้นเลย"

"แต่สิ่งที่ทำให้รอดมาจากวันนั้นได้คือ พลังจากคนรอบข้างในวันนั้น ทั้งพลังใจจากคนไทยที่ไปด้วยกันและคนนำทางชาวเนปาล เขาหาซุปมาหาให้เรากินในวันนั้น ทั้งที่ก็ป่วยเหมือนกัน และยังบอกเรา “you can do it” เคยเป็นไหมคะ เมื่อวันที่เราหมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว กำลังใจจากคนรอบข้างมันคือเชื้อเพลิงสุดท้ายของเรา”

อ่านเพิ่มเติม: กินให้สุขภาพดี คุมน้ำหนักได้ผล กับ 6 เทคนิคจากนักโภชนาการที่คุณก็ทำได้

บทเรียนจากธรรมชาติ

Tatler Asia
Above เมจิ อโณมา ขณะวิ่งบนเทือกเขาหิมาลัย และได้เรียนรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่มนุษย์ไม่สามารถเทียบเท่าได้เลย (ภาพ: Facebook.com / @Meiji Anorma)
Tatler Asia
Above เมจิ อโณมา และกลุ่มลูกหาบระหว่างเทือกเขาหิมาลัย กลุ่มคนที่ทำให้เธอเปลี่ยนแนวคิดเรื่องสุขภาพดีที่ไม่ได้ดูแค่ภายนอก (ภาพ: Facebook.com / @Meiji Anorma)

เมื่อถึงวันสำคัญที่ต้องวิ่งจาก Everest base camp สู่เส้นชัยที่เมือง Namche Bazaar ภายในระยะเวลา 15 ชั่วโมง อาการทางกายที่เมจิ อโณมา ต้องต่อสู้นั้นเพียบหนัก ทั้งไข้ขึ้น ปวดหัวแทบระเบิด จมูกบวม ขาอ่อนแรง ส่วนอาการทางใจนั้นต้องต่อสู้กับความรู้สึกอยากยอมแพ้ทุกขณะจิต ทว่า ความเพียรพยายามก็เห็นผล เมื่อวิ่งเข้าเส้นชัยโดยใช้เวลาทั้งหมด 12:33 ชั่วโมง เราถามเธอว่าการวิ่งมาราธอนบนเส้นทางที่สูงที่สุดในโลกให้อะไรกับเธอบ้าง

“การวิ่งครั้งนี้สอนให้เราปล่อยวางอะไรเยอะมาก ก่อนหน้าที่จะไปวิ่งเราเป็นเมจิ อโณมา เจ้าแม่สายสุขภาพ แต่พอออกไปสู่ธรรมชาติข้างนอก ธรรมชาติเฆี่ยนตีเรา หากธรรมชาติพูดได้คงบอกว่าแกไม่ใช่ใครเลย คิดว่าตัวเองใหญ่นักใช่ไหม ฉันนี่แหละยิ่งใหญ่กว่า"

"นอกจากนี้ยังสอนให้เมจิหลุดออกจากรูปแบบเพื่อเข้าถึงแก่น สิ่งนี้ได้จากระหว่างทางที่เดินสวนกับชาวเนปาลที่เป็นลูกหาบ พวกเขาผอม แต่แบกสัมภาระเรา 30 กิโลกรัม เดินไป-กลับทุกวัน ดังนั้นเด็กหนุ่มที่เราเห็นนั้น ข้างในเขาแข็งแกร่งมาก เราเลยรู้สึกว่าสัญลักษณ์ของคนที่แข็งแรงมันไม่ใช่อะไรเลย เป็นแค่ด้านในล้วนๆ เพราะฉะนั้นเมจิตัดสินทุกคนจากรูปลักษณ์ภายนอกต่อไปไม่ได้แล้ว"

นิยามคำว่าสุขภาพดีที่ไม่มีสูตรสำเร็จ

Tatler Asia
Above เมจิ อโณมา อินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพที่เชื่อว่าทุกคนมีสุขภาพดีได้ในแบบของตัวเอง (ภาพ: Facebook.com / @Meiji Anorma)

เมจิ อโณมา ทิ้งท้ายถึงคำนิยามของการมีสุขภาพดีหลังกลับจาก Everest Marathon ว่า

“ทุกวันนี้เมจิมองเรื่องของการมีสุขภาพดีแบบไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มีกรอบว่าสัญลักษณ์ว่าเจ้าแม่สุขภาพดีต้องมีซิกแพ็ก แต่ทุกคนสามารถมีสุขภาพดีในแบบของตัวเอง เราอาจไม่ใช่ผู้หญิงที่ผอมที่สุด แต่ฉันคิดว่าฉันทำงานหนักก็ได้ เบาก็เป็น มีความสุขในแบบของตัวเอง ปรับเปลี่ยนตัวเองได้ในหลายบริบท เมื่ออายุมากขึ้นก็เป็นผู้สูงอายุที่อยู่จนจบอายุขัยในแบบของเรา สิ่งนี้จะทำให้เราไม่รู้สึกล้มเหลว เกิดความภูมิใจในการดูแลตัวเอง โดยไม่ต้องไปยึดติดกับรูปแบบใดๆ ”

เมจิ อโณมา กล่าวถึงบทเรียนที่ได้จากการพิชิต Everest Marathon เส้นทางการวิ่งสุดทรหดที่ทำให้คนต้นแบบสุขภาพมองสุขภาวะที่ดีว่าไม่มีสูตรสำเร็จ หากแต่ต้องเหมาะสมกับแต่ละบุคคล และสร้างขึ้นด้วยตัวเราเอง

Topics

Panit Tanasuk
Features Editor, Tatler Thailand
Tatler Asia

ผานิต ธนะสุข เป็นบรรณาธิการ Features Editor ประจำ Tatler Thailand ดูแลเนื้อหาบทความเชิงลึกตั้งแต่บทสัมภาษณ์เจาะลึกบุคคลที่น่าสนใจ เรื่องราวของความยั่งยืน ผู้หญิงแถวหน้าในหลายแวดวง และไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย เธอมีประสบการณ์ในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ทั้งออนไลน์และออฟไลน์มากว่า 10 ปี