เริ่มต้นจากโครงการที่ทำคนเดียวด้วยการระดมเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งยากไร้จากงานศิลปะ มาถึงวันที่ Art for Cancer จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม ทำกิจกรรมกับหลากหลายองค์กรและมุ่งหวังให้กลายเป็นช่องทางที่ผู้ป่วยจะได้รับการช่วยเหลือในเรื่องการดูแลด้านอื่นๆโดยเฉพาะเรื่องของจิตใจควบคู่กับการรักษา
“ชีวิตออยตอนนี้ ถ้ามองว่าไม่รู้จะอยู่ต่อยาวแค่ไหน แต่แค่มองว่าตอนนี้เราได้ทําอะไรอยู่ แล้วเราทําเพื่ออะไร นั่นก็น่าจะพอแล้วค่ะ” ออย ไอรีล ไตรสารศรี ผู้ก่อตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม “Art for Cancer” บอกกับ Tatler ในวันที่มะเร็งเต้านมของเธอลุกลามระยะที่ 4 และอยู่กับมะเร็งมา 13 ปีแล้ว
“คือชีวิตมันก็พลิกผันจากการที่คุณหมอวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง” การป่วยเป็นโรคอะไรร้ายแรงไม่เคยอยู่ในความคิด เพราะเธอเคยเป็นนักกีฬามาก่อน เรียกได้ว่าเป็นคนแข็งแรง และไม่มีญาติหรือคนในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็ง ทุกอย่างเริ่มจากไอรีลคลำเจอก้อนเนื้อจึงไปพบแพทย์ การวินิจฉัยจากแพทย์คนแรกทำให้เธอเกือบกลับไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษ แต่เกิดความชั่งใจ ตัดสินใจเปลี่ยนโรงพยาบาลและหาแพทย์อีกคน พร้อมได้รับคำบอกเล่าว่า ‘หน้าตามันน่าสงสัยมาก’ ในที่สุดก็พบว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 เมื่อปี 2011 เมื่อตอนอายุ 27 ปี
เมื่อไม่แน่ใจว่าจะต้องใช้เงินทุนมากขนาดไหน และตัวเองไม่มีงานประจำ เธอจึงคิดว่ามีเวลาที่พอจะไปนั่งรอที่โรงพยาบาลรัฐบาลได้
“พอเราต้องเจอกับปัญหา ก็เหมือนทําให้เราได้สัมผัสถึงความลําบากของคนที่ต้องเป็นมะเร็ง เราก็ไปรอ แต่มันไม่หน่อย ไปเจอภาพแบบ นี่มันรอดูคอนเสิร์ตเหรอเนี่ย คือออยไปแผนกมะเร็งครั้งแรก ออยตกใจเลยนะ คําถามที่เราคิดว่าทําไมต้องเป็นเรา ทําไมเราซวย กลายเป็น ‘คนเป็นอย่างเยอะ’ คือ ‘แล้วทําไมเป็นเราไม่ได้ ดูสิ เต็มไปหมดเลย มีทั้งเด็ก มีทั้งคนแก่ มีทั้งอะไร’ แต่ยอมรับว่ารู้สึกว่าเราเป็นเร็วไปหน่อย”
อ่านเพิ่มเติม: Kim Cruz และศิลปะบำบัดเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม
งานศิลปะเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง
การบำบัดด้วยคีโมรอบแรกของไอรีล ต้องให้คีโมทั้งหมด 6 ครั้ง ตรงกับช่วงเกิดเหตุการณ์น้ําท่วมประเทศไทยเมื่อปี 2011 พอดี
“ลําบากมาก ออยต้องหนีน้ําท่วมไปให้คีโมครั้งที่สองที่ขอนแก่น เพราะว่าคุณยายอยู่ขอนแก่น เราพบว่ากระบวนการที่เราผ่านความลําบากครั้งแรกในชีวิต ความทุกข์ที่สุดในชีวิตของออย ก็ตรงที่เป็นมะเร็งนี่เอง เราเจอวิกฤติรอบตัวที่มันควบคุมไม่ได้ทั้งหมดเลย แล้วพอเราเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ เราก็คิดว่าถ้าเราจะต้องอยู่ไม่นานจริงๆ เราอยากทําอะไร”
ในความทุกข์ ไอรีลมองเห็นความโชคดีของตัวเองที่มีโอกาส มีเงินใช้ในการรักษา เมื่อเห็นผู้ป่วยที่มีฐานะยากจน เธอจึงอยากหาระดมทุนช่วยผู้ป่วยยากไร้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ Art for Cancer ด้วยความคิดที่ต้องการหาเงินทุนช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง
“คิดว่าเราไม่ได้รวย ไม่มีกําลังขนาดนั้น เราจะทําอะไรได้ เราจะเปลี่ยนของที่มีอยู่กับตัวอยู่แล้วให้เป็นเงินทุนช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างไร ตอนนั้นคิดได้อย่างเดียวคืองานศิลปะ”
ไอรีลเปิดเพจ Art for Cancer นำงานศิลปะทั้งจากฝีมือของเธอเอง และขอบริจาคผลงานศิลปะจากเพื่อนมาขาย เมื่อเริ่มได้เงินมา เธอทำการบ้านอย่างจริงจังว่าเงินเหล่านั้นจะช่วยคนที่เดือดร้อนได้จริงๆ อย่างไร เธอจึงเลือกตั้งเป็นกองทุนส่งเงินเข้ามูลนิธิที่โรงพยาบาลศิริราช
"ทุกวันนี้ จากแนวความคิดแรกเริ่ม เชื่อมโยงไปทั้งหมด 4 กองทุน คือที่โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ"
จากงานศิลปะ ไอรีลได้รับเสียงสะท้อนว่าลองทำอย่างอื่นขายด้วยดีหรือไม่ เพราะบางคนไม่รู้จะเอางานศิลปะไปติดตั้งที่ไหน เธอจึงเริ่มทำเสื้อยืด เพราะมองว่าเป็นสินค้าที่เข้าใจง่าย
เรื่องราวของไอรีลและ Art for Cancer ได้รับการบอกเล่าผ่านหลายสื่อ จนเธอได้รับเชิญไปออกรายการข่าวเช้าของโทรทัศน์ช่อง 3 ทำให้เธอกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น และขายเสื้อยืดได้จำนวนเกือบพันตัว

Above กิจกรรม Art in Hospital ใช้ศิลปะบำบัดให้กำลังใจผู้ป่วยมะเร็ง (ภาพ: Art for Cancer)
สู่วิสาหกิจเพื่อสังคม
ทุกอย่างเหมือนจะดูไม่แย่นัก ทั้งการบำบัดรักษามะเร็งเต้านม และการระดมทุนช่วยผู้ป่วยคนอื่น จนเมื่อไอรีลตรวจพบก้อนมะเร็งที่ปอด นับเป็นมะเร็งระยะที่ 4 ทำให้เธอเกิดความคิดว่า จะทำอย่างไรให้ Art for Cancer อยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืน ยังช่วยเหลือคนอื่นๆ ต่อไปได้แม้ไม่มีเธอ
ไอรีล ชักชวนเบลล์ ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ อดีตผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะสุดท้าย และมีเป้าหมายในการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เหมือนกัน มาใช้ประสบการณ์ชีวิตและศักยภาพในด้านที่ตัวเองถนัดเพื่อการทำประโยชน์ช่วยเหลือเพื่อนร่วมโรค จึงตัดสินใจที่จะร่วมกันต่อยอด Art for Cancer ให้เป็นกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise)
“ออยต้องทำให้มันลีน มันเหมือนธุรกิจทั่วไป แต่เป้าหมายไม่ใช่เพื่อความร่ำรวยจากผลกำไร แต่ก็ต้องวัดผลเรื่องการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้จริงด้วย”

Above ไอรีลหลังผ่าตัดมะเร็งสมอง เดือนมิถุนายน 2023 (ภาพ: Art for Cancer)

Above ระหว่างกิจกรรมศิลปะบำบัดเพื่อสร้างกำลังใจผู้ป่วยมะเร็ง เมื่อเดือนกันยายน 2023 (ภาพ: Art for Cancer)
ปฐมพยาบาลทางใจ
นอกจากมีงานศิลปะ มีสินค้าจำหน่าย Art for Cancer ยังมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ด้วย ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้ช่วยเหลือผู้ป่วยด้านการเงิน แต่ยังเป็นการให้ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตให้กับผู้ป่วย
ไอรีลบอกว่าเหมือนเป็นการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เธอเชื่อว่ามันคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยและญาติสามารถรับมือกับโรคมะเร็งและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้
"การที่จะรับมือกับมะเร็งได้ ไม่ใช่แค่เรื่องเงินเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการและวางแผนการรักษาด้วย" ไอรีลกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของโครงการสานพลังพลิกชีวิตผู้ป่วยมะเร็ง การทำ “สมุดบันทึกพิชิตมะเร็ง” มีข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการรับมือกับโรค และการบันทึกการรักษา แจกผู้ป่วยมะเร็งใน 20 โรงพยาบาลทั่วประเทศ ปัจจุบัน มีโรงพยาบาลรับสมุดเหล่านี้ส่งต่อให้ผู้ป่วยถึง 36 แห่ง พร้อมทั้งแจกผ่านช่องทางออนไลน์
“ออยมองว่าเป็นการให้ความรู้ ให้เครื่องมือในการที่จะช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตให้กับผู้ป่วยมะเร็งค่ะ”
อ่านเพิ่มเติม: ผศ.ดร.พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิมพงศ์: วิศวกรผู้ขับเคลื่อนฟันเฟืองธุรกิจอาหารไทย

Above สมุดบันทึกพิชิตมะเร็ง เพื่อช่วยผู้ป่วยตั้งรับกับโรค (ภาพ: Art for Cancer)
มุมมองที่เปลี่ยนไป
มะเร็งเปลี่ยนเป้าหมายการใช้ชีวิต และเปลี่ยนวิธีการมองเหตุการณ์ในชีวิตของไอรีลไปอย่างสิ้นเชิง
“คือเมื่อก่อนตอนเป็นวัยรุ่น ก่อนเป็นมะเร็ง เราอยู่มหาวิทยาลัย เราใช้ชีวิตแบบที่เราไม่คิดว่าเราจะต้องมาเจอกับอะไรที่มันเข้าใกล้ความตาย เรื่องอะไรก็ทุกข์ได้ คือทุกอย่างเป็นเรื่องใหญ่ไปหมด พอเป็นมะเร็ง เรามองความทุกข์เปลี่ยนไป กลายเป็นว่าเราพอใจกับเรื่องรอบตัวง่ายขึ้น"
ปัจจุบัน มะเร็งระยะที่ 4 ของไอรีลลามไปที่ปอด ตับ กระดูก และสมอง เป็นระยะแพร่กระจาย คำว่า Art for Cancer สำหรับเธอ จึงเหมือนเป็น ‘ศิลปะการอยู่กับมะเร็ง’ เสียมากกว่า
“พอเป็นระยะที่ 4 เป้าหมายการรักษาของคุณหมอมันจะไม่เหมือนระยะเริ่มต้นแล้ว เขาจะบอกว่ามันเพื่อควบคุม มันไม่ใช่เพื่อรักษา เป็นการชะลอให้มันไม่หนักกว่าเดิม ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี หรือยืดอายุของเราให้ได้มากที่สุด เราก็จะมองไปที่คุณภาพชีวิต และถ้าหมอเห็นออยแบบนี้ ก็ถือว่าพอใจ กินข้าวได้ นอนหลับ ขับถ่ายไม่มีปัญหา ช่วยเหลือตัวเองได้ในระยะที่ 4 ที่แพร่กระจายขนาดนี้ แต่ว่าถ้ามองในลักษณะของการหวังผลในการหายขาดในเชิงของทางวิทยาศาสตร์ เขาก็บอกว่ามันต้องอยู่กับโรคไป”
ไอรีลยอมรับว่าเคยมีความทุกข์กับความต้องการอยากมีชีวิตต่อไปยาวๆ และเคยมีความคาดหวัง มีความยึดมั่นว่าถ้าเธอตายไป Art for Cancer ก็ต้องอยู่ต่อไป ไม่ให้มันตายไปกับเธอ
“แต่จุดหนึ่งเรารู้สึกเปลี่ยนไป ถึงตอนนี้ เรามองว่าเวลาในชีวิตที่เราจะอยู่ต่อ จะสั้นหรือยาวแค่ไหน มันไม่สําคัญเท่ากับที่ตอนนี้เราใช้ชีวิตอย่างไร เราจะไปสนใจเรื่องของความยาวของเวลาไปทําไม บางคนใช้เวลา มีเวลาได้ยาว แต่ไม่เคยค้นพบเลยว่าตัวเองอยากทําอะไร ออยเลยมองว่าชีวิตออยตอนนี้ ไม่รู้ว่าจะอยู่ต่ออีกยาวแค่ไหน แค่มองว่าตอนนี้เราได้ทําอะไรอยู่ แล้วเราทําเพื่ออะไร นั่นก็น่าจะพอแล้วค่ะ”
Above โครงการ 'ยากำลังใจ' สื่อสิ่งพิมพ์ข้อมูลแนวทางการรับมือกับโรคให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งและผู้ดูแลผ่าน 37 รพ. ที่เข้าร่วมโครงการ
เมื่อเราถามว่าคิดว่าสิ่งที่ทําอยู่ตอนนี้พอหรือยัง ไอรีลตอบว่า “เอาจริงๆ ออยเป็นคนบ้าพลังนะ เราเป็นคนที่เห็นอะไรก็อยากทําไปหมด ถ้าเรามีกําลัง ก็เลยเหมือนพยายามจบให้ได้ในทุกๆ วัน ตอนนี้เหมือนอยู่กับปัจจุบันให้มากขึ้น”
สำหรับกิจการเพื่อสังคม Art for Cancer ไอรีลบอกว่าอยากให้ที่นี่อยู่ได้อย่างยั่งยืน และคนในสังคมมองเห็นถึงความสําคัญ ในมุมหนึ่งที่ชัดเจน ที่นี่เกิดขึ้นจากการที่เธออยากช่วยผู้ป่วยมะเร็ง ในขณะที่อีกมุมหนึ่ง ที่นี่ก็สามารถกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ผู้คนจะมาช่วยกันแบ่งปันความรู้ ความถนัด และความสร้างสรรค์ กลายเป็นตัวอย่างของชุมชนที่เกื้อกูลกันได้




