“เซี้ยะอยากจะห้ามพ่อไม่ให้ทำร้ายแม่ แต่ตอนนั้นกลัวมากและทำอะไรไม่ถูกเลย” เซี้ยะ วัชราภรณ์ กู่แก้วเกษม เล่าเรื่องราวจากความทรงจำเมื่อตอนอายุราว 7 ขวบ ที่เห็นพ่อทุบตีแม่กลางตลาดแถวๆ บ้านเช้าวันหนึ่ง นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอและน้องชายวัย 5 ขวบต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น
ปัจจุบัน เซี้ยะ ดูแล Freedom Restoration Project (FRP) ที่เธอก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2017 เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวจนกว่าสภาพร่างกายและจิตใจจะได้รับการเยียวยารักษา และพร้อมจะเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง
หมายเหตุ: บทความนี้ มีเนื้อหาที่มีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรงเชิงอัตลักษณ์ทางเพศ และปัญหาในครอบครัว โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
เซี๊ยะเล่าว่าเธอร้องขอความช่วยเหลือจากคนในตลาด บางคนเป็นคนแปลกหน้า บางคนเป็นคนที่รู้จัก แต่ไม่มีใครมาช่วย มีหลายคนมุงดู อีกหลายคนเดินผ่านไป เธอบอกว่ายังจำความรู้สึกได้ถึงตอนนี้ ความรู้สึกที่คนที่เธอรู้จักไม่หยิบยื่นความช่วยเหลือใดๆ
ย้อนกลับไปเช้าวันนั้น เป็นวันที่แม่ของเซี้ยะพยายามพาเธอและน้องชายหนีออกจากบ้าน นั่นไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่แม่พยายามหนีความรุนแรง แต่สามแม่ลูกได้ย้ายออกมาจริงๆ ก็เมื่อเซี๊ยะเรียนอยู่ปี 2 ในมหาวิทยาลัย และเก็บเงินพอที่จะจ้างทนายมาฟ้องหย่าให้แม่
เซี้ยะทำงานสังคมสงเคราะห์หลังเรียนจบ ในฐานะคนที่เคยผ่านเหตุการณ์รุนแรงในครอบครัวมาก่อน เธอต้องการช่วยเหลือคนที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน รวมถึงคนที่ถูกกระทำรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ (Gender-Based Violence - GBV) อย่างเช่นความรุนแรงในครอบครัว การถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือแม้แต่การคุกคามออนไลน์ คนเหล่านี้ใช้ความรุนแรงกับคนในครอบครัวเพียงเพราะพวกเขาเชื่อว่าตัวเองมีสิทธิ์ที่จะควบคุมชีวิตคนอื่น
อ่านเพิ่มเติม: ฉลอง International Women's Day กับ 7 ข้อความ ปลุกแรงบันดาลใจ จากบทสัมภาษณ์ผู้หญิงเก่งใน Tatler Thailand ฉบับเดือนมีนาคม
ค่ำคืนที่เปลี่ยนทุกอย่าง
งานของเซี้ยะส่วนใหญ่เป็นการช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กต่างชาติที่อยู่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาร์
ตอนที่เธอทำงานที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เธอกำลังขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านตอนค่ำ เมื่อเธอเห็นชายคนหนึ่งกำลังถูกชายอีกคนทั้งเตะและทุบตี ข้างๆ มีผู้หญิงและเด็กชายอายุราวๆ 5 ขวบ
“นาทีนั้น ใจฉันรู้สึกหนักอึ้ง มือเริ่มสั่น เพราะความทรงจำในอดีตในเช้าวันนั้นที่ตลาดกลับมาทันที ในหัวก็เริ่มคิดว่าควรจะหยุดหรือควรจะขับรถต่อไป แล้วถ้าเกิดผู้ชายคนนั้นมีอาวุธหล่ะ… เซี้ยะกลัวนะ แต่รู้ว่าต้องทำอะไรสักอย่าง เซี้ยะไม่อยากจะเห็นความรุนแรงต่อหน้าต่อตาแล้วไม่ทำอะไรเลย”
เซี้ยะจอดรถใกล้พอที่จะเห็นสีหน้าผู้หญิงและเด็กน้อย แต่ก็ยังไกลพอที่จะหนีไปจากตรงนั้นได้ สีหน้าของทั้งสองบ่งบอกทุกอย่างพอที่เธอจะเข้าใจสถานการณ์ เธอตัดสินใจตะโกนถามว่าเกิดอะไรขึ้น และต้องการให้เรียกตำรวจหรือไม่ นั่นเพียงพอที่จะทำให้ชายคนนั้นหยุดการกระทำ หันมามองเซี้ยะ และเดินหนีไป
“เหตุการณ์คืนนั้นตัดสินใจบางอย่างให้เซี้ยะ เราเลือกที่จะเป็นเหมือนคนที่ตลาดเช้าวันนั้นได้อย่างง่ายดาย แต่เซี้ยะเลือกที่จะฟังหัวใจตัวเอง และเป็นครั้งแรกที่พูดออกไปแม้ว่าข้างในจะเต็มไปด้วยความรู้สึกกลัวก็ตาม เพราะเซี้ยะเชื่อว่า คนๆ หนึ่งสามารถสร้างความแตกต่างได้ ทำอะไรสักอย่าง พูดอะไรสักอย่าง เพราะการส่งเสียงสามารถช่วยชีวิตคนได้”
ความรุนแรงไม่ใช่เรื่องใหม่
ผู้หญิงหนึ่งในสามมีประสบการณ์ถูกกระทำรุนแรงทางร่างกายหรือทางเพศอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต และส่วนใหญ่เป็นความรุนแรงจากคู่รัก ซึ่งเช่นเดียวกับความรุนแรงในครอบครัวที่สามารถบานปลายไปสู่การสูญเสียชีวิต เป็นพฤติกรรมจงใจกระทำกับผู้หญิง เพียงเพราะพวกเธอเป็นผู้หญิง ซึ่งเอเชียมีอัตราผู้หญิงถูกฆาตกรรมเพราะเหตุนี้สูงที่สุดในโลก
สถิติระบุว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร้อยละ 33 ของผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 49 ปี ที่มีคู่ครอง จะต้องเผชิญความรุนแรงทางร่างกายและ/หรือทางเพศจากคู่ครองอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต
การสำรวจในประเทศอินโดนีเซียระบุว่า ผู้ชายถึงร้อยละ 40 เชื่อว่าผู้หญิงควรจะอดทนต่อความรุนแรงเพื่อให้ครอบครัวได้อยู่ด้วยกัน
ในขณะที่การศึกษาเกี่ยวกับทัศนคติของสาธารณชนและการรับรู้ต่อความรุนแรงต่อผู้หญิงในประเทศมาเลเซีย ได้บันทึกถึงแนวโน้มที่จะยกโทษให้ผู้กระทำผิด และให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายรับผิดชอบต่อความรุนแรงนั้น
แทรกแซงสถานการณ์อย่างระมัดระวัง
การเข้าแทรกแซงโดยผู้เห็นเหตุการณ์ และความช่วยเหลือจากคนในชุมชน เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ แต่ก่อนจะแทรกแซง ควรประเมินสถานการณ์ก่อนว่าปลอดภัยสำหรับการจะเข้าแทรกแซงหรือไม่ และพยายามอยู่เป็นกลุ่ม เพื่อให้การแทรกแซงมีความเสี่ยงอันตรายน้อยลง หรือให้แจ้งคนที่คิดว่าสามารถช่วยได้ และสุดท้ายคืออย่าลืมหันไปถามคนที่ถูกกระทำว่ายังโอเคอยู่หรือไม่
การที่จะแทรกแซงอย่างปลอดภัยและไม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิมเพื่อช่วยเหลือคนที่กำลังถูกกระทำ มีแนวทางที่จะทำได้คือเบี่ยงเบนความสนใจหรือเปลี่ยนทิศทางสถานการณ์ ส่งต่อการตัดสินใจให้คนที่อยู่ในสถานะที่สามารถใช้อำนาจได้ บันทึกเหตุการณ์เพื่อเป็นหลักฐานในภายหลัง และต้องตรวจสอบความปลอดภัยของตัวเองก่อน แล้วมุ่งความสนใจไปที่ผู้ถูกกระทำ ไม่ใช่คนกระทำ

Above ระหว่างทำงานกับ Freedom Restoration Project
เรื่องราวของผู้รอดชีวิต
เซี้ยะยังหยิบยื่นความช่วยเหลือให้คนแปลกหน้าที่ถูกกระทำผ่าน FRP เธอเอาชนะความกลัวในอดีต และช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นในสังคมส่งเสียงและลงมือทำ เพื่อทำลายวงจรแห่งความเงียบและความรุนแรงและสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผ่านการแบ่งปันเรื่องราว
ผู้จัดการโครงการยุติความรุนแรงต่อสตรีของสำนักงานสตรีแห่งสหประชาชาติ หรือ UN Women ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก Melissa Alvarado อธิบายว่า การเล่าเรื่องเป็นพื้นฐานของงานนี้ “เรื่องราวส่วนตัวมีพลังในการเปิดเผยความจริงที่ซ่อนอยู่ มันคือเรื่องราวและประสบการณ์ของผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงที่จะช่วยนำทางเรา สอนเรา และเป็นตัวกำหนดรูปแบบสิ่งที่เราควรทำ”
ไม่มีเหตุผลใดดีพอที่จะก่อความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ เรื่องราวของเซี้ยะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่ UN Women เอเชียแปซิฟิก พยายามรณรงค์เพื่อยุติความรุนแรงนี้ และเป็นเรื่องราวที่เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความกล้าหาญและการยืนหยัดเพื่อที่จะให้ถึงเป้าหมายเรื่องความเท่าเทียม ความเสมอภาค และความยุติธรรมทางเพศ
หากคุณหรือคนที่คุณรู้จักได้รับผลกระทบจากความรุนแรง สามารถขอความช่วยเหลือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ที่ ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน 1300 โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว

Above งานส่วนใหญ่ขอ
งเซี้ยะเกี่ยวข้องกับผู้หญิงและเด็กต่างชาติที่อยู่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาร์
This story was originally written in English by Rachel Duffell.
ต้นฉบับเผยแพร่เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2024 โดย Rachel Duffell โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
สัมผัสเรื่องเล่าของผู้หญิงในเอเชียแปซิฟิก ผ่านนิทรรศการภาพถ่ายโดย Rauli Virtanen
แอนโทเนีย โพซิ้ว กับพลังผู้หญิงที่ขับเคลื่อนโลก
4 สถานที่ Digital Detox ที่ชวนให้ลองถอดปลั๊ก แล้วพาตัวเองออกไปสัมผัสกับธรรมชาติอีกครั้ง




