จาก Genomics สู่ ATMP พบกับแปดเทคโนโลยีสุขภาพแห่งอนาคต ซึ่ง รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาฯ มองว่า จะกลายเป็นกลไกสำคัญ ที่ไม่เพียงช่วยให้เรามีชีวิต (life span) ที่ยาวนาน แต่ยังช่วยให้สุขภาพที่ดี (health span) ของเรายาวนานด้วยเช่นเดียวกัน
หลายคนน่าจะคุ้นหน้าคุ้นตา “คุณหมอทัวร์” รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ในฐานะฝาแฝดของ รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครผู้แข็งแกร่ง ซึ่งยกย่องแฝดพี่ของตัวเองให้เป็นถึง “คุณหมอที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี”
ปัจจุบัน คุณหมอฉันชายดำรงตำแหน่งคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย รวมทั้งยังเป็นผู้สนับสนุนแนวคิด Palliative Care หรือการดูแลแบบประคับประคอง ซึ่งเปลี่ยนมุมมองจาก “การรักษาโรค” มาเน้น “การดูแลคน” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยและครอบครัว จนถึงลมหายใจสุดท้าย...
อ่านเพิ่มเติม: มหาเศรษฐีเทคโนโลยี Bryan Johnson ผู้มุ่งมั่นกับภารกิจ Longevity เพื่อชีวิตอมตะ

Above รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ อธิบายสถิติของโรคอุบัติใหม่ บนเวที KBTG Techtopia 2025
“มีใครทราบไหมว่าเราจะตายอย่างไร” คุณหมอฉันชายชวนทุกคนจินตนาการถึงจุดสิ้นสุดของชีวิต บนเวที KBTG Techtopia 2025 “คนส่วนใหญ่บอกว่าอยากจะตายแบบหลับไปเลย จะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมาน”
คุณหมอเล่าว่า วงจรชีวิตของคนเราไม่ต่างกัน ช่วงแรกของชีวิต เราจะมีสุขภาพแข็งแรง ต่อมาร่างกายจะเริ่มป่วยและค่อยๆ เสื่อมลง ชีวิตจะเปลี่ยนผ่านจากช่วงเวลาที่มีความสุข ไปสู่ช่วงทุกข์ทรมาน ดังนั้น เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่การมีอายุขัย (life span) ที่ยาวนานเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการยืดเวลาของสุขภาพที่ดี (health span) ให้ยาวนานที่สุดเช่นเดียวกัน
อ่านเพิ่มเติม: สามทศวรรษแห่งความเป็นเลิศด้านสุขภาพบนชายฝั่งอันบริสุทธิ์ของหัวหินที่ชีวาศรม

Above เวที KBTG Techtopia 2025: At World's Beginning
เทคโนโลยีของการอยู่นาน..และอยู่ดี
คุณหมอฉันชายเผยว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้คนในยุคปัจจุบันมีแนวโน้มจะเสียชีวิตจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจเต้นผิดปกติ โรคปอดระยะสุดท้าย โรคไตวายเรื้อรัง ฯลฯ โดยที่ผ่านมา คนไทยมีสถิติการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งสูงถึง 7.7 รายต่อชั่วโมงเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบัน ช่วยให้เราสามารถป้องกันปัจจัยเสี่ยงซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพที่แย่ลงได้มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ และนี่คือแปดเทคโนโลยีด้านสุขภาพและการแพทย์ (health technology) ที่คุณหมอฉันชายอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จัก ซึ่งล้วนเป็นนวัตกรรมที่มีการใช้อยู่แล้วในประเทศไทยทั้งสิ้น
“สิ่งสำคัญมากกว่าตัวเทคโนโลยี คือการเข้าใจวัตถุประสงค์สามประการว่า เราจะใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ไปเพื่ออะไร หนึ่ง คือการเข้าใจว่าโรคนั้นเกิดจากอะไร เพื่อที่เราจะสามารถหาวิธีการป้องกันและตรวจจับโรคได้เร็วขึ้น สอง คือการเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้ป่วยหรือคนทั่วไปเข้าใจวิธีการดูแลตัวเอง และสาม คือการพัฒนาวิธีการรักษาใหม่ๆ เพื่อให้ผลลัพธ์ดีขึ้นและทุกคนต้องมีโอกาสเข้าถึงได้อย่างยั่งยืน”
“ดีเอ็นเอ” ทำนายความเสี่ยง
เทคโนโลยีแรกที่คุณหมอฉันชายพูดถึงก็คือ Genomics หรือเทคโนโลยีด้านพันธุศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จากอดีตที่โครงการ Human Genome Project ต้องใช้เวลาถึง 14 ปี และงบประมาณอีกหลายร้อยล้านดอลลาร์ในการถอดรหัสพันธุกรรมหรือ genome ซึ่งมีทั้งหมด 3,000 ล้านคู่เบสในคนหนึ่งคน ทุกวันนี้สามารถทำได้สำเร็จในเวลาเพียง 7 วันเท่านั้น
“ล่าสุดผมไปที่ประเทศจีน ตอนนี้เขาอาจทำได้มากถึง 6 คนต่อวันด้วยซ้ำ ซึ่งการรู้รายละเอียดดีเอ็นเอจะทำให้เราเข้าใจความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ เช่น โอกาสในการเกิดโรคมะเร็ง รวมถึงโอกาสในการแพ้ยาได้ในอนาคต”
คุณหมอฉันชาย เผยว่าขณะนี้มีโครงการ Genomics Thailand ซึ่งกำลังศึกษายีนของคนไทยกว่า 50,000 คน เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลในการการป้องกันและรักษาโรคที่จำเพาะสำหรับคนไทย โดยจะมีการโฟกัสในสามเรื่องหลัก ได้แก่ โรคหายาก (rare diseases) รับผิดชอบโดยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, โรคมะเร็ง รับผิดชอบโดยโรงพยาบาลศิริราช และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) รับผิดชอบโดยโรงพยาบาลรามาธิบดี
สอง เทคโนโลยี Multi-omics ซึ่งเป็นขั้นตอนต่อจาก Genomics ที่มีการศึกษาลึกลงไปว่า คนที่มีดีเอ็นเอเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกของยีนที่เหมือนกัน
“ผมกับผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ เรามีดีเอ็นเอเหมือนกัน เพราะเราเป็นฝาแฝด แต่กลายเป็นว่าเรามีความต่าง เนื่องจากอิทธิพลจากปัจจัยภายนอก เช่น สิ่งแวดล้อม อาหารที่เรากิน ทำให้เกิดการแสดงออกของยีนไม่เหมือนกัน เราเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น epigenetics ซึ่งเป็นสิ่งที่เราพยายามศึกษาอย่างมาก เพราะจะช่วยบอกได้ว่า ทำไมเราถึงเป็นโรคต่างกัน”
คุณหมอฉันชาย เล่าถึงโปรเจ็กต์ที่จุฬาฯ ทำร่วมกับ Beijing Genomic Institute (BGI) เพื่อศึกษากลุ่มผู้สูงอายุว่า อะไรที่เป็นต้นเหตุของความแก่ชรา ด้วยวิธีการ multi-omics ผ่านการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ซึ่งอาจนำไปสู่วิธีการดูแลหรือป้องกันความเสื่อมได้ เช่น การปรับนาฬิกาชีวภาพ (biological clock) และศาสตร์ของการชะลอวัย (anti-aging) เพื่อการอยู่ได้นานและอยู่ได้ดี
สำคัญที่สุดคือการดูแลตัวเอง
เทคโนโลยีที่สามคือ Disease Surveillance System ซึ่งเป็นการเฝ้าระวังเทรนด์ของโรคอุบัติใหม่ทั่วโลก เช่น ในช่วงโควิด-19 จุฬาฯ สามารถวินิจฉัยเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่จากคนไข้ที่มาจากอู่ฮั่นได้เป็นที่แรกของโลก และต่อมาได้มีการก่อตั้งศูนย์โรคอุบัติใหม่ด้านคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ (EID) รวมถึงโครงการ CGENet ที่มีการผนวกจีโนมของเชื้อ (genomic data) เข้ากับประวัติของคนไข้ (clinical records) ทำให้สามารถทำนายความรุนแรงของโรค เพื่อเตรียมการรักษาได้อย่างแม่นยำ เช่น การคาดการณ์ว่าผู้ป่วยมีโอกาสกี่เปอร์เซ็นต์ที่จะต้องใส่ท่อช่วยหายใจ นอกจากนั้น ยังได้มีการร่วมมือกับองค์กรระดับโลกอย่าง GISAID เพื่อให้เกิดการแชร์ข้อมูลระหว่างกัน
สี่ Empower Self-Care การดูแลสุขภาพของตนเอง คือบทบาทที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเราทุกคน ตั้งแต่เกิดไปสู่เชิงตะกอน ทุกคนควรมีความสามารถในการดูแลตนเองไม่ให้เป็นโรค รวมถึงแม้ขณะที่เป็นโรคแล้ว ก็ต้องดูแลตนเองร่วมกับทีมแพทย์ หรือแม้แต่ผู้ดูแล (care giver) ตลอดจนช่วงสุดท้ายของชีวิตก็จำเป็นต้องเลือกการเสียชีวิตที่เหมาะสมกับตัวเอง ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่เป็นเรื่องของ self-care ทั้งสิ้น
นอกจากนั้น ผู้คนในปัจจุบันก็ยังนิยมสวมใส่อุปกรณ์ในการวัดข้อมูลส่วนตัว เช่น คุณภาพและปริมาณการนอน น้ำหนักตัว เพื่อให้รู้จักตัวเอง และสามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้ดีขึ้น

Above 7 หลักการสำคัญในการดูแลตนเอง (Seven Pillars of Self-Care)
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่คุณหมอฉันชายค่อนข้างกังวล คือเรื่องของความท้าทายในการรับมือกับชุดข้อมูลสุขภาพผิดๆ (misinformation) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคในปัจจุบัน
“46 เปอร์เซ็นต์ของวิดีโอสุขภาพบน TikTok อาจเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง โดยเฉพาะวิดีโอที่เป็นไวรัล มีคนดูเกิน 5 ล้านคน จะมีโอกาสผิดเพิ่มขึ้นสองเท่า แสดงว่าคนเรามีโอกาสได้รับข้อมูลที่ผิดจากการเสพสื่อ แม้กระทั่ง ChatGPT เอง ก็มีงานวิจัยว่า สามารถเขียนคำสั่งให้โปรแกรมตอบข้อมูลสุขภาพที่เป็นเท็จได้ เช่น คนที่ต่อต้านวัคซีนก็สามารถสร้างคำตอบได้ว่า วัคซีนไม่ดี ก็เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง”
ทั้งนี้ จุฬาฯ ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม “MedUMORE” เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ โดยมี AI ช่วยเลือกบทเรียน รวมถึงมีสื่อการสอนแบบ immersive และสามมิติ จนสามารถคว้ารางวัล Innovation of the Year ของ THE ได้สำเร็จ

Above แพลตฟอร์ม “MedUMORE” เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ คว้ารางวัล Innovation of the Yea
หุ่นยนต์และเอไอเพื่อสุขภาพ
เทคโนโลยีที่ห้าคือ Telemedicine หรือการแพทย์ทางไกลที่ช่วยเสริมพลังให้ผู้ป่วย โดยเฉพาะคนไข้ระยะสุดท้ายที่บ้าน ให้สามารถดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง ตลอดจนการพูดคุยให้กำลังใจ และสิ่งสำคัญคือคอยสังเกตว่าคนไข้รู้สึกทุกข์ทรมานหรือไม่
“นวัตกรรมล่าสุดของเราที่ร่วมกับ True คือการพัฒนาหุ่นยนต์ที่เข้ามามีบทบาทในการช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพ (rehabilitation) ผ่านการออกแบบหุ่นยนต์ให้เป็นรูปแมว และสุนัขพันธุ์คอร์กี้ เราพบว่าคนไข้มีความสุขมากเลย มันทำให้เกิด humanity เวลาเจอหมาและแมว นอกจากนั้นยังให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะหากนักกายภาพเป็นมนุษย์ เวลาที่คนไข้ยกแขนไม่ถึงก็อาจจะยอมปล่อยผ่าน แต่ถ้าเป็นหุ่นยนต์ก็จะเข้มงวดและไม่ยอมให้ผ่าน (หัวเราะ) แต่ต้องทำให้ถูกต้องที่สุด”
หก เทคโนโลยี Screening ที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามาช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์อย่างมหาศาล โดยเฉพาะในการคัดกรองโรคซึ่งมีปริมาณมาก เช่น การทำเอ็กซเรย์ปอดในเวลาที่เหมาะสม การส่องกล้องลำไส้เมื่อถึงคราวจำเป็น ซึ่งที่จุฬาฯ มีการนำ AI มาช่วยคุณหมออ่านผล ว่าตรงนี้เป็นจุดที่คุณหมอควรโฟกัส เพื่อเพิ่มผลลัพธ์ในการรักษาที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น และลดอาการเหนื่อยล้าของแพทย์ โดยเป็นเพียงการช่วยอ่าน แต่ไม่ใช่การอ่านผลแทนหมอ
นอกจากนั้น ยังมีการพัฒนา DeepGI ที่ช่วยในเรื่องของการตรวจจับรอยโรคต่างๆ จากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นการตรวจที่แนะนำสำหรับผู้มีอายุเกิน 60 ปีทุกคน
เทคโนโลยีสุดล้ำแห่งอนาคต
เจ็ด เทคโนโลยี Mental Health Care ที่คุณหมอฉันชายบอกว่า การเข้าถึงปัญหาด้านสุขภาพจิตถือเป็นประเด็นสำคัญของสังคมไทย ปัจจุบัน เรามีหมอจิตเวชเพียง 1.28 คนต่อประชากรแสนคนเท่านั้น ทั้งที่ควรมากขึ้นกว่านี้ประมาณสิบเท่า
“เรามีคนไข้ฆ่าตัวตายหนึ่งคนทุกๆ สองชั่วโมง และเจ็ดคนพยายามจะทำสิ่งนี้ นั่นเพราะพวกเขาเข้าไม่ถึงการได้รับการดูแลที่ดี” คุณหมอฉันชายหยิบยกตัวเลขสถิติที่ทำให้เราตกใจไม่น้อย
จุฬาฯ จึงได้พัฒนาโปรแกรม DMIND เพื่อตรวจับคนที่มีอาการซึมเศร้ารุนแรง ซึ่งมีความแม่นยำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ และถูกนำมาใช้ในแพลตฟอร์มของ “หมอพร้อม” โดยมี AI avatar ที่ชื่อ “คุณหมอพอดี” มาช่วยคุยกับคนไข้ เพื่อเก็บวิเคราะห์ข้อมูลผ่านน้ำเสียง เนื้อหา และสีหน้า จากนั้นจึงประเมินผลระดับความรุนแรงของความซึมเศร้า หากถึงเกณฑ์ที่น่ากังวล ระบบก็จะเชื่อมต่อไปยังกรมสุขภาพจิตและมีคุณหมอโทรไปหาคนไข้ทันที แล้วจึงนัดมารับการรักษา ที่ผ่านมามีคนไข้โทรเข้ามาเกือบสี่แสนครั้ง สามารถตรวจพบเคสที่น่าเป็นห่วงได้มากกว่า 40,000 เคส และเข้าถึงการรักษาแล้วราว 11,000 เคส และนี่คือหนึ่งในตัวอย่างการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาสังคมได้จริง

Above โปรแกรม DMIND เพื่อตรวจับคนที่มีอาการซึมเศร้ารุนแรง ถูกนำมาใช้ในแพลตฟอร์มของ “หมอพร้อม”
สำหรับเทคโนโลยีสุดท้ายที่คุณหมอฉันชายยกมา คือ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMP) เทคโนโลยีการรักษายุคใหม่สุดล้ำ ที่นำเซลล์เนื้อเยื่อของผู้ป่วยหรือผู้อื่นที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยมาดัดแปลง ด้วยการทำให้เซลล์มีความแข็งแรง แล้วใส่กลับเข้าไปในร่างกายผู้ป่วย เพื่อใช้ในการรักษาโรคบางชนิด
หนึ่งในตัวอย่างที่สำคัญคือ “CAR T-cell” ซึ่งเป็นการนำเซลล์ภูมิคุ้มกัน (T-cell) ของผู้ป่วย เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดเลือด ออกมากระตุ้นให้มีปริมาณมากขึ้น และติดอาวุธให้กลายเป็นซูเปอร์เซลล์ (super cell) ที่สามารถกลับเข้าไปต่อสู้กับเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“สิ่งเหล่านี้มีการทำเป็นโปรดักส์แล้วในต่างประเทศ หนึ่งโดสราคาประมาณ 15 ล้านบาท โดยเราจำเป็นต้องส่งเลือดไปให้เขาผลิตออกมา ปัจจุบันประเทศไทยเราได้มีการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีร่วมกัน (consortium) อาทิ จุฬาฯ ศิริราช รามาฯ เพื่อที่จะสามารถใช้เทคโนโลยีของเราให้การผลิต CAR T-cell ในราคาที่ลดลงถึงสิบเท่า โดยเหลือประมาณหนึ่งล้านบาทต่อการรักษาหนึ่งครั้ง ซึ่งทำไปแล้วเกือบ 50 คน ในเคสที่ไม่มีทางหายก็สามารถหายได้ ดังนั้น เทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งเราพยายามพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นทางเลือกให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ โดยทางจุฬาฯ ถือเป็น 1 ใน 7 เซ็นเตอร์ของเอเชียที่มีการทำเรื่อง CAR T-cell ในภูมิภาคนี้”
คุณหมอฉันชายย้ำว่า บทเรียนสำคัญจากวิกฤติโควิด-19 คือ ต่อให้เรามีนวัตกรรมที่ล้ำเลิศเพียงใด แต่หากปราศจากระบบการตอบสนองที่รวดเร็ว (rapid response) และการสนับสนุนที่แข็งแกร่งจากทุกภาคส่วน นวัตกรรมนั้นก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างความร่วมมือในลักษณะของ “ทีมไทยแลนด์” จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก
“ผมอยากให้ทุกคนรู้จักพัฒนาและดูแลตัวเองในทุกช่วงของชีวิต แน่นอนว่าทุกคนโหยหาการมีชีวิตที่อยู่ได้นาน แต่การอยู่นานต้องมาพร้อมกับคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย อยากย้ำว่าเทคโนโลยีไม่ได้มีเอาไว้โชว์ แต่มีไว้ใช้ให้เกิดประโยชน์ จงเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสม และแชร์ให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีที่ดีอย่างเท่าเทียม (ยิ้ม)”





