เผยลิสต์ผู้ชนะรางวัล ‘Best in Class’ ในกลุ่มโรงแรมที่ดีที่สุดของ Tatler Asia ตั้งแต่รางวัลด้านการออกแบบที่ดีที่สุด ไปจนถึงโรงแรมแห่งปี
คำถามที่หลายคนอยากรู้คำตอบ นั่นคือการจะเป็นหนึ่งในโรงแรมที่ดีที่สุดในเอเชีย หรือแม้กระทั่งของโลกนั้น จะต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง
คำตอบนี้ได้ถูกเฉลย เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2024 ที่ผ่านมา ที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เมื่อนิตยสาร Tatler ได้มอบรางวัล ‘Best in Class’ ให้กับบรรดาผู้มีอิทธิพลในอุตสาหกรรมบริการและโรงแรมทั่วภูมิภาคเอเชีย โดยได้มอบรางวัลให้กับโรงแรมต่างๆ ที่นำเสนอประสบการณ์ที่มากกว่าความเป็นเลิศ สร้างมาตรฐานใหม่ และกำหนดทิศทางของการบริการระดับลักซ์ชูรีในอนาคต
หมวดหมู่ ‘Best in Class’ มีตั้งแต่ ‘Best Destination Hotel’ ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับโรงแรมที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองและยังเป็นจุดหมายปลายทางในตัวเอง ช่วยให้แขกผู้เข้าพักมีโอกาสค้นพบสถานที่ที่เข้าถึงได้ยาก ไปจนถึง ‘Best Innovation’ ซึ่งเป็นการยกย่องโรงแรมที่มีความพยายามอันโดดเด่นในการสร้างนวัตกรรมความก้าวหน้าใหม่ๆ ในอุตสาหกรรม พร้อมกำหนดนิยามใหม่ของคำว่า ‘โรงแรม’
และแน่นอน รางวัล ‘Hotel of The Year’ หรือ ‘โรงแรมแห่งปี’ ที่ทุกคนต่างจับตามอง ซึ่งจะมีโรงแรมใดที่ได้รับรางวัล ‘Best in Class’ ไปบ้าง เรามาดูจากลิสต์ด้านล่างต่อไปนี้ได้เลย
อ่านเพิ่มเติม: รู้จักหัวใจแห่ง "องค์ประกอบ" กว่าจะเป็นโรงแรม "ยอดเยี่ยม" ต้องมีอะไรบ้าง
‘Hotel of the Year’ และ ‘Best City Hotel’ ได้แก่ Rosewood Hong Kong

Above ภายในห้องพักของโรงแรม Rosewood Hong Kong
แม้ว่า Rosewood Hong Kong จะเปิดให้บริการมาได้เพียงแค่ 5 ปี แต่โรงแรมแห่งนี้ก็ได้สร้างชื่อเสียงในฐานะส่วนหนึ่งของ skyline อันงดงามของหมู่ตึกระฟ้าที่เป็นสัญลักษณ์ของฮ่องกงไปแล้ว โรงแรมแห่งนี้มีทั้งหมด 43 ชั้นจากอาคารมัลติยูส 65 ชั้นที่ออกแบบโดยบริษัท Kohn Pedersen Fox ของอเมริกา ทีมผู้อยู่เบื้องหลังอาคารที่มีชื่อเสียงหลายแห่งทั่วเอเชีย เช่น Citic Tower ในปักกิ่ง และ The Otemachi Tower ในโตเกียว โรงแรมแห่งนี้สะท้อนถึงจิตวิญญาณของฮ่องกงอย่างแท้จริง ทั้งเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและเชี่ยวชาญในการผสมผสานความสง่างามแบบยุคเก่าและการบริการที่แปลกใหม่และน่าตื่นเต้น
โรงแรม Rosewood Hong Kong มีห้องพัก 322 ห้องและห้องสวีท 91 ห้อง โดยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของห้องพักสามารถชมวิวเมืองแบบพาโนรามา ดีไซน์การตกแต่งดูสง่างามและผสานกลิ่นอายของฮ่องกงในรูปแบบของงานเคลือบและผ้าไหม ส่วนห้องน้ำซึ่งประดับตกแต่งด้วยหินอ่อนสีขาว พื้นผิวมันวาว และกระเบื้องลายตารางหมากรุกนั้นดูสวยงามแบบฮอลลีวูดในสมัยก่อน
ส่วนของ Manor Club ของโรงแรมตั้งอยู่บนชั้น 40 ซึ่งมอบสิทธิพิเศษระดับ VIP ให้กับแขกผู้มาเยือน เช่น การรับประทานอาหารตลอดทั้งวัน บาร์ ห้องเล่นเกม และระเบียงรอบด้านที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของอ่าววิกตอเรียจากมุมสูงได้
‘Best Resort’ ได้แก่ Amanpuri ภูเก็ต ประเทศไทย

Above บรรยากาศจากอ่าวของโรงแรม Amanpuri
Amanpuri เปิดให้บริการเมื่อ 36 ปีที่แล้วตั้งแต่ปี 1988 นับเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานของ Aman ตั้งแต่นั้นมา ด้วยทัศนียภาพอันเงียบสงบท่ามกลางทิวต้นมะพร้าวบนเกาะภูเก็ตที่ให้ความเป็นส่วนตัว ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวสวรรค์เขตร้อนในตำนาน สำหรับนักเดินทางระดับเอลิสต์ ไม่ว่าจะเป็นดาราชื่อดังและเชื้อพระวงศ์ ด้วยการรักษาความเป็นส่วนตัวของแขกผู้เข้าพัก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พนักงานจะต้องลงนามในข้อตกลงการรักษาความลับเมื่อแขกผู้มีชื่อเสียงเข้าเช็กอินที่นี่ นอกจากนี้ ยังมีการส่งเรือออกไปไล่ปาปารัสซี่ที่พยายามแอบดูแขกผู้มีชื่อเสียงจากระยะไกลอีกด้วย
ห้องพักแบบพาวิลเลี่ยนประมาณ 40 หลังตั้งอยู่ท่ามกลางป่าริมหน้าผาของรีสอร์ต โดยแต่ละหลังเป็นศาลาไม้สักหลังเล็กๆ แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความหรูหราที่สุดในการเพลิดเพลินกับการเข้าพักที่ Amanpuri คือการเข้าพักในวิลล่าส่วนตัวสุดพิเศษที่ตั้งอยู่บนปลายแหลมของคาบสมุทรกับความเงียบสงบที่สมบูรณ์แบบ วิลล่าเหล่านี้ได้รับการออกแบบให้สะท้อนถึงสถาปัตยกรรมเชิงพุทธของศิลปะอยุธยาโบราณ โดยมีตั้งแต่วิลล่า 3 ห้องนอนไปจนถึงคฤหาสน์หรูหรา 8 และ 9 ห้องนอน พร้อมตัวเลือกในการชมวิวสวนหรือวิวทะเล
‘Best Innovation’ ได้แก่ Desa Potato Head บาหลี, อินโดนีเซีย

Above ห้องพักภายในโรงแรม Desa Potato Head
การโชว์ให้เห็นแบบไม่ต้องเล่า นั่นคือสิ่งที่โรงแรม Desa Potato Head แสดงให้เราได้เห็น โรงแรมแห่งนี้มุ่งมั่นที่จะสร้างแรงบันดาลใจมากกว่าการสั่งสอน ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนคือบรรทัดฐานและไม่ใช่เรื่องของเทรนด์ และความยั่งยืนก็สามารถสร้างความสวยงามและดูคูลได้อย่างไม่น่าเชื่อ
Desa Potato Head ได้รับการขนานนามว่าเป็น "หมู่บ้านสร้างสรรค์" โดยผู้ก่อตั้ง Ronald Akili ที่นี่เปรียบดั่งระบบนิเวศที่มีชีวิตชีวาซึ่งได้รับการบ่มเพาะโดยกลุ่มคนที่มีพรสวรรค์ด้านความคิดสร้างสรรค์ที่หลากหลาย สถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของ Desa Potato Head เผยให้เห็นตั้งแต่วินาทีแรกที่เรามาถึง โดยเริ่มจากด้านหน้าอาคารซึ่งสร้างด้วยอิฐ 1.5 ล้านก้อน โดยแต่ละก้อนถูกกดด้วยมือโดยช่างฝีมือในท้องถิ่น และเผาโดยใช้เฉพาะชีวมวลเท่านั้น เป็นวิธีการที่ใช้เวลานานซึ่งโดยปกติมักจะทำกันในวัดฮินดูของบาหลี
นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงผลงานศิลปะหลากหลายแขนงทั่วโรงแรม รวมถึงประติมากรรมที่สูงตระหง่านโดย Futura ศิลปินจากนิวยอร์ก ซึ่งสร้างขึ้นจากขยะ 888 กิโลกรัมที่รวบรวมได้ตามแนวชายฝั่งบาหลี
‘Best Service’ ได้แก่ The Upper House ฮ่องกง

Above ห้องพักกับวิวพาโนรามิกภายในโรงแรม The Upper House
เมื่อมาถึง The Upper House คุณจะรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน ไม่ใช่แค่เพราะการตกแต่งภายในที่เรียบง่ายและหรูหรา หรือการที่ไม่มีปุ่ม "ปิดประตู" ในลิฟต์เท่านั้น (ซึ่งเป็นสิ่งที่เตือนใจเราในฮ่องกงว่า การไม่ต้องรีบร้อนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้) สิ่งที่ทำให้ The Upper House ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านคือ บริการที่เป็นกันเองอย่างสดชื่น ซึ่งผสมผสานระหว่างความเอาใจใส่และความไม่รบกวนได้อย่างลงตัว
นอกจากนี้บริการของที่นี่ยังให้ความรู้สึกถึงความใส่ใจอย่างลึกซึ้งอีกด้วย เช่น หากโรงแรมทราบว่าคุณชอบช็อกโกแลตที่ทำเองอาจทำให้คุณได้ลิ้มลองช็อกโกแลตหนึ่งจานในมื้อต่อไป หรือหากคุณชื่นชอบกลิ่นขิงเวอร์บีน่าอันเป็นเอกลักษณ์ อาจทำให้คุณได้ของขวัญเป็นเทียนหอมติดไม้ติดมือกลับบ้าน
The Upper House ออกแบบโดย André Fu สถาปนิกชาวฮ่องกง เป็นโรงแรมที่ให้ความรู้สึกสงบและร่วมสมัย ห้องสตูดิโอและห้องสวีทกว้างขวางจำนวน 117 ห้อง ถือเป็นผลงานการออกแบบเหนือกาลเวลาที่โดดเด่นด้วยรายละเอียดที่ประดิษฐ์จากไม้และหิน ผสมผสานกับสิ่งทออันหรูหรา นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีห้องน้ำที่เซ็กซี่ที่สุดในฮ่องกงอีกด้วย โดยทุกห้องมีอ่างอาบน้ำลึกซึ่งอยู่ติดกับหน้าต่างบานสูงจากพื้นจรดเพดานเพื่อให้คุณได้ดื่มด่ำกับทิวทัศน์ภูเขาหรือเมืองฮ่องกงแบบพาโนรามา
‘Best Boutique Hotel’ ได้แก่ The Siam Hotel กรุงเทพฯ ประเทศไทย

Above โถงกลางของโรงแรม The Siam ภายใต้การดูแลการออกแบบของ Bill Bensley
เมื่อนักแสดงและนักร้องชาวไทย กฤษดา สุโกศล แคลปป์ ได้รับมรดกที่ดินริมแม่น้ำอันหรูหราในปี 2548 เขาจึงมอบหมายให้สถาปนิก Bill Bensley เปลี่ยนที่ดินผืนนี้ให้เป็น The Siam โรงแรมบูติกที่มีห้องชุดและวิลล่า 39 ห้อง
โทนสีขาวดำอันเป็นเอกลักษณ์ของ Bill กลายเป็นฉากหลังที่เปรียบเสมือนผืนผ้าใบร่วมสมัยสำหรับคอลเล็กชั่นของเก่าส่วนตัวของแคลปป์ ซึ่งพาแขกผู้มาเยือนย้อนเวลากลับไปสู่ยุคโบราณของกรุงเทพฯ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คอลเล็กชั่นที่เหมาะแก่การเก็บสะสมในพิพิธภัณฑ์นี้ประกอบด้วย เศษหนังสือพิมพ์จากวันวาน ของเล่นและประติมากรรมวินเทจที่ย้อนไปถึงสมัยราชวงศ์ฮั่น
โดยรวมแล้ว The Siam Hotel นั้นถ่ายรูปออกมาได้สวยอย่างไม่น่าเชื่อ แต่สิ่งที่น่าตื่นตาที่สุดก็คือห้องโถงซึ่งมีใบปาล์มสูงตระหง่านถึงสามชั้น แขกสามารถเพลิดเพลินกับหลากหลายกิจกรรมที่นี่ เช่น ลงเล่นน้ำในสระว่ายน้ำอินฟินิตี้ที่มีลายทาง ฟังเพลงในห้องไวนิลซึ่งมีเพลงตั้งแต่เพลงแจ๊สระดับตำนานไปจนถึงบ็อบ มาร์เลย์และมาดอนน่า หรือผ่อนคลายที่ Opium Spa ซึ่งนอกเหนือจากบริการแบบดั้งเดิม เช่น การนวดหน้าและการนวด สปาแห่งนี้ยังมอบประสบการณ์พิเศษให้กับแขกด้วยการสักยันต์ ซึ่งเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่มีอายุกว่า 2,000 ปี ที่เชื่อกันว่าจะช่วยให้ผู้สักโชคดีและคุ้มครองพวกเขาจากภัยอันตรายได้
อ่านเพิ่มเติม: Combined with Three Generations: ถอดบทเรียนเมื่อสามเจเนอเรชั่นในครอบครัว สุโกศล ร่วมงานกันที่ เดอะสยาม
‘Best Wellness Retreat’ ได้แก่ Joali Being มัลดีฟส์

Above บรรยากาศภายในโรงแรม Joali Being
ยากที่จะจินตนาการถึงสภาพแวดล้อมที่ดีกว่าที่จะสร้างแรงบันดาลใจเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีและส่งเสริมการรักษาอย่างล้ำลึกได้เท่ากับทะเลสาบใสสะอาด ชายหาดที่แทบไม่มีผู้คนสัมผัส และต้นมะพร้าวที่พลิ้วไหว และแม้ว่าสปาและโปรแกรมเพื่อสุขภาพจะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับมัลดีฟส์ แต่ Joali Being ก็เป็นสถานพักผ่อนเพื่อสุขภาพแบบองค์รวมแห่งแรกของประเทศ ซึ่งเน้นที่เสาหลักสี่ประการ ได้แก่ จิตใจ ผิวหนัง ไมโครไบโอม และพลังงาน
เมื่อมาถึงเกาะ แขกจะได้รับการต้อนรับด้วยประติมากรรมรูปคลื่นอันวิจิตรบรรจงของศิลปิน Seçkin Pirim ซึ่งมีชั้นคลื่นที่โค้งงอได้ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกระโปรงที่พลิ้วไสวของพวกดารวิชที่หมุนตัวในประเทศตุรกีบ้านเกิดของศิลปิน Joali Being
Joali Being ซึ่งตั้งอยู่ในเกาะ Bodufushi อันเงียบสงบใน Raa Atoll มีวิลล่า 68 หลัง ซึ่งแต่ละหลังมีสระว่ายน้ำส่วนตัวและบัตเลอร์หรือ jadugar ซึ่งแปลว่า "นักมายากล" ในภาษาฮินดี คอยให้การดูแล ดีไซน์การออกแบบวิลล่านั้นเรียบง่าย โดยมีกลิ่นอายของสีฟ้าครามและสีน้ำตาลเทาที่ดูขี้เล่น เก้าอี้เลานจ์ที่แกว่งไกวไปมา และพื้นส่วนหนึ่งที่ทำด้วยกระจกในวิลล่าเหนือน้ำ วิลล่ายังมาพร้อมกับจักรยานไฟฟ้าพร้อมแผ่นไม้ที่สลักชื่อของคุณด้วย
‘Best Design’ ได้แก่ Capella Shanghai ที่ Jian Ye Li, จีน

Above อาคารภายในโรงแรม Capella Shanghai, Jian Ye Li ที่ได้แรงบันดาลใจจากสถานที่อยู่อาศัยที่เรียกว่า ซือคูเหมิน
Capella Shanghai ,Jian Ye Li ซึ่งนำเสนอโดย Tumi คว้ารางวัล ‘Best Design’
ในเขตการปกครองฝรั่งเศสที่เรียงรายไปด้วยต้นไม้ของเซี่ยงไฮ้ ในเขตที่อยู่อาศัยทางประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1930 ชื่อว่า Capella Shanghai, Jian Ye Li ได้ฟื้นคืนชีพให้กับยุคสมัยที่มีเรื่องราวมากมายและเป็นที่รักที่สุดยุคหนึ่งของเมือง โรงแรมแห่งนี้เป็นโรงแรมแบบวิลล่าทั้งหมดแห่งเดียวในเซี่ยงไฮ้ ประกอบด้วยวิลล่า 55 หลัง สร้างขึ้นจาก “ซือคูเหมิน” (石库门) ที่ได้รับการบูรณะใหม่ ซึ่งเป็นรูปแบบของบ้านแถวที่มีลักษณะเฉพาะเป็นตรอกซอกซอยของอาคารสูงต่ำที่คับแคบ ครั้งหนึ่ง บ้านในเซี่ยงไฮ้กว่า 60% ได้รับการสร้างขึ้นด้วยรูปแบบนี้ แต่มรดกของอาคารนี้กำลังเลือนหายไป เนื่องจากตึกระฟ้าเริ่มครอบงำเส้นขอบฟ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ชิคูเหมินเป็นเครื่องเตือนใจถึงช่วงเวลาที่เรียบง่ายในอดีต และแขกของ Capella Shanghai จะมีโอกาสอันเป็นเอกลักษณ์ที่จะได้สัมผัสกับรูปแบบการใช้ชีวิตแบบชุมชนนี้ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเซี่ยงไฮ้ในอดีต
การออกแบบภายในโดย Jaya Interior Design Business ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ Blink Design Group ในกรุงเทพฯ ผสมผสานเทคนิคคลาสสิกเข้ากับองค์ประกอบในท้องถิ่น วิลล่าแบบหนึ่ง สอง และสามห้องนอนของ Capella Shanghai แต่ละหลังสร้างขึ้นจากบ้านในตรอกเดิม โดยมีองค์ประกอบการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น ทางเข้าหิน เพดานสูง หน้าต่างกรอบไม้เรดวูดแบบดั้งเดิม และลานบ้านที่น่าดึงดูด วิลล่ามีขนาดตั้งแต่ 1,200 ถึง 2,700 ตารางฟุต และมีเฟอร์นิเจอร์สไตล์ฝรั่งเศสผสมผสานกับความทันสมัย เช่น รายละเอียดที่หรูหรา เช่น วอลเปเปอร์ไหมและงานศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ เหล็กดัด และหัวเตียงบุด้วยกระดุม
‘Best Heritage Hotel’ ได้แก่ Raffles Singapore

Above บรรยากาศทางเข้าของโรงแรม Raffles Singapore ที่เป็นเอกลักษณ์
เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่บริเวณโรงแรม Raffles Singapore แล้วคุณจะรู้สึกเหมือนย้อนเวลากลับไปในอดีต โรงแรมอันเป็นสัญลักษณ์แห่งนี้เป็นอัญมณีเก่าแก่ใจกลางเมืองสิงโต และเป็นโรงแรมที่หรูหราตั้งแต่เปิดให้บริการในปี 1887 กับสิ่งมหัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรม รวมถึงด้านหน้าอาคารที่สวยงามตระการตา เป็นผลงานของสถาปนิกผู้สำเร็จราชการ Alfred John Bidwell ผู้ซึ่งออกแบบอาคารในสไตล์นีโอเรอเนซองส์ที่หรูหรา รายละเอียดที่ซับซ้อนของด้านหน้าอาคารสะท้อนให้เห็นถึงมรดกทางวัฒนธรรมยุคอาณานิคมของโรงแรมซึ่งเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์
โรงแรมได้รับการตั้งชื่อตาม Sir Thomas Stamford Bingley Raffles ผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์ยุคใหม่ โดยโรงแรมแห่งนี้เริ่มต้นจากบังกะโลขนาดเล็กที่มี 10 ห้องซึ่งรองรับบุคคลสำคัญ นักเขียน และคนดัง และได้รับการกล่าวถึงในระดับนานาชาติอย่างรวดเร็วถึงความยิ่งใหญ่ของโรงแรม ปัจจุบัน โรงแรมมีห้องชุด 115 ห้องที่ยังคงเสน่ห์ของโลกเก่าเอาไว้ พร้อมทั้งมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับด้วยการปรับปรุงที่ทันสมัย เช่น การอัปเกรดทางเทคโนโลยีที่ละเอียดอ่อน มีห้อง Presidential Suites ถึงสองห้อง ได้แก่ The Sarkies Suite และ The Sir Stamford Raffles Suite โดยแต่ละห้องจัดแสดงของเก่าและงานศิลปะที่คัดสรรมาอย่างดี พร้อมบริการบัตเลอร์อันเลื่องชื่อของโรงแรม และมีระเบียงส่วนตัวขนาดใหญ่ที่มองเห็น Palm Court และโถงจอดรถหน้าโรงแรมอันเงียบสงบ
‘Best New Hotel’ ได้แก่ Janu Tokyo ญี่ปุ่น

Above ห้องพักของโรงแรม Janu Tokyo ที่สามารถมองเห็นหอคอยโตเกียวได้
แม้ว่าข่าวลือเกี่ยวกับการเปิดตัวแบรนด์ในเครือของ Aman อย่าง Janu จะเป็นที่พูดถึงกันมานานหลายปีแล้วจากเหล่าบรรณาธิการด้านการท่องเที่ยวและกลุ่มแฟนพันธุ์แท้ของ Aman เกี่ยวกับการเปิดตัวโรงแรม Janu Tokyo ในเดือนมีนาคม 2024 ที่ Azabudai Hills ของโตเกียว ซึ่งเป็นหมู่บ้านในเมืองที่ยั่งยืนแห่งใหม่ที่อยู่ไม่ไกลจาก Roppongi และ Toranomon Hills ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวโรงแรมที่ได้รับการรอคอยมากที่สุดของปี
Janu นำเสนอความสะดวกสบาย บริการ และการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่นเดียวกับโรงแรมในเครือ Aman แต่ด้วยจิตวิญญาณที่สนุกสนาน ทำให้ได้ประสบการณ์การพักผ่อนที่หรูหราและเงียบสงบมากขึ้น แม้ว่าโรงแรมในเครือ Aman หลายแห่งจะได้รับการออกแบบเพื่อให้แน่ใจว่าการโต้ตอบกับแขกคนอื่นๆ จะน้อยที่สุดหรือแทบไม่มีเลย แต่ Janu ให้ความสำคัญกับชุมชน ซึ่งเป็นแนวทางที่เรียกว่า "ความสมบูรณ์ทางสังคม"
การออกแบบเป็นผลงานของบริษัท Denniston ที่ตั้งอยู่ในมาเลเซีย ภายใต้การนำของ Jean-Michel Gathy ซึ่งเคยทำงานให้กับโรงแรม Aman หลายแห่ง รวมถึงในเวนิสและนิวยอร์ก โดยออกแบบพื้นที่ทั่วทั้งโรงแรมให้เอื้อต่อการเชื่อมโยง เช่น เคาน์เตอร์ 12 ที่นั่งที่ Janu Bar ซึ่งค็อกเทลสูตรพิเศษได้รับแรงบันดาลใจจากย่านต่างๆ ในโตเกียว ส่วนผสมอันละเอียดอ่อนของมัทฉะ กุหลาบ และนมกล้วยไม้ เป็นตัวแทนของย่าน Kagurazaka ซึ่งเคยเป็นย่านเกอิชาที่คึกคัก Janu Lounge มักคึกคักไปด้วยผู้คนที่มาจิบชายามบ่ายและดื่มแชมเปญ ซึ่งหลายคนเลือกจะย้ายไปที่ระเบียงกลางแจ้งอันเขียวชอุ่มในวันที่อากาศแจ่มใส
‘Best Destination Hotel’ ได้แก่ Six Senses Thimphu ภูฏาน

Above บรรยากาศภายในโรงแรม Six Senses Thimphu
Six Senses Thimphu ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนแอปเปิ้ลและป่าสน มีการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากป้อมปราการ Dzong อันยิ่งใหญ่ และสระน้ำกลางแจ้งที่สะท้อนเมฆหิมาลัยเบื้องบน เสมือนเป็นพระราชวังบนท้องฟ้า ออกแบบร่วมกับ Habita Architects ซึ่งเป็นสตูดิโอของไทย แนวคิดของโรงแรมเน้นความเรียบง่ายและความกลมกลืน ซึ่งแสดงออกผ่านการใช้สื่อท้องถิ่น เช่น ไม้สนและหินก้อนใหญ่ โรงแรม Six Senses Thimphu มีวิลล่าและห้องสวีทกว้างขวาง 25 ห้อง พร้อมหน้าต่างบานใหญ่จากพื้นจรดเพดานและระเบียงที่ให้แขกได้ชมยอดเขาสูงตระหง่าน หุบเขาอันเงียบสงบ และแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว อีกทั้งยังสามารถชมทิวทัศน์จากอ่างอาบน้ำและสระว่ายน้ำส่วนตัวที่มีอยู่ในลอดจ์บางแห่งได้อีกด้วย
แขกสามารถดื่มด่ำไปกับบรรยากาศอันสง่างามพร้อมเล่นโยคะในศาลา รับประทานอาหารท้องถิ่นที่ปรุงจากวัตถุดิบออร์แกนิก และเส้นทางเดินสบายๆ ไปยังวัดโบราณซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงเดินไม่ไกลผ่านป่า วัด Talakha ซึ่งเป็นอัญมณีที่ซ่อนอยู่ซึ่งชาวต่างชาติไม่ค่อยได้มาเยือน อยู่ห่างออกไปเพียง 1 ชั่วโมงโดยการเดินป่า และโรงแรมสามารถจัดเตรียมการสนทนาแบบส่วนตัวกับพระสงฆ์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น รวมถึงกิจกรรมปลูกต้นไม้
This story was originally written in English by Coco Marett.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024 โดย Coco Marett โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
รีวิวโรงแรม: มรดกโลกที่ถูกเก็บรักษาไว้ในบรรยากาศแห่งการพักผ่อนที่โรงแรม Rosewood Luang Prabang
เที่ยวอย่างมีสไตล์ กับ 12 แบรนด์กระเป๋าเดินทางสุดหรูที่ควรมีในครอบครอง
หลากโรงแรมดีไซน์สวยในเอเชียที่จะชวนคุณออกเดินทางสู่ปลายทางสุดไอคอนิก





