ถอดบทเรียนความสำเร็จของภาพยนตร์แห่งปี 'หลานม่า' หลังได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนหนังไทยเข้าชิงรางวัลออสการ์ "อะไรคือสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้เดินทางมาไกลถึงขนาดนี้?" ร่วมพูดคุยกับ พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ ผู้กำกับหนุ่มไฟแรง และ จินา โอสถศิลป์ หัวเรือใหญ่แห่งค่ายหนัง GDH
ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสความร้อนแรงของภาพยนตร์เรื่อง หลานม่า (Lahn Mah or How To Make Millions Before Grandma Dies) ผลงานสุดภาคภูมิใจของค่ายหนัง GDH คือหนึ่งใน soft power ที่สำคัญของประเทศไทยในขณะนี้ หลังจากกวาดรายได้อย่างถล่มทลายในประเทศไปมากกว่า 339 ล้านบาท และกลายเป็นภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศจีน โดยสร้างสถิติเป็นภาพยนตร์ไทยที่มียอดผู้ชมสูงสุดในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เมียนมา และเวียดนาม นอกจากนั้น ยังทำรายได้รวมมากกว่า 2,000 ล้านบาท แซงหน้าภาพยนตร์พันล้านของไทยก่อนหน้านี้ ทั้ง พี่มาก..พระโขนง (Pee Mak 2013) และ ฉลาดเกมส์โกง (Bad Genius 2017) และเตรียมเดินทางไปสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมทั่วโลก ทั้งเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ยุโรป ออสเตรเลีย รวมถึงสหรัฐอเมริกาที่สามารถคว้ารางวัล Audience Award จากงานเทศกาลภาพยนตร์ New York Asian Film Festival 2024 มาครองได้สำเร็จ
ล่าสุด หลานม่า ยังเข้าใกล้ความฝันขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการเป็นภาพยนตร์ไทยแห่งปีที่ได้รับเลือกจากสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติให้เป็นตัวแทนหนังไทยเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 97 สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม อีกด้วย
อ่านเพิ่มเติม: เปิดประตูสู่ ‘วิมานหนาม’ กับบอส กูโน, อิงฟ้า วราหะ และเจฟ ซาเตอร์ สู่การเดินทางบนเรื่องราวความไม่เท่าเทียม ความรัก และ 'หนามทุเรียน'

Above ภาพยนตร์ 'หลานม่า' นำแสดงโดย บิวกิ้น พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล และ ยายแต๋ว อุษา เสมคำ
'หนังครอบครัว' ที่พาครอบครัวกลับเข้าโรงหนัง
จินา โอสถศิลป์ หัวเรือใหญ่ของค่ายหนังอารมณ์ดี GDH เล่าว่า หลานม่า เป็นหนังที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก ความสัมพันธ์ของคนแต่ละวัยในครอบครัว ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้หนังสามารถเข้าไปอยู่ในใจของผู้ชมทั่วโลกได้สำเร็จ
"เรารู้สึกว่า หนังครอบครัว หนังที่ว่าด้วยเรื่องความรัก ความกตัญญู จริงๆ แล้วมันเป็นสากล ถึงแม้ว่าช่วงแรกอาจจะมีความกังวลใจนิดนึงว่า หนังครอบครัวแบบนี้ โอกาสที่ทําเงินอาจจะไม่ได้มาก แต่เราอยากทําหนังที่ดี และเราเชื่อว่าหนังที่ดีมันต้องขยายคนดู วันที่เราในฐานะบอร์ดได้อ่านบทเรื่องนี้ เราทุกคนชื่นชมและเชื่อว่าบทหนังเรื่องนี้มันดีมาก จนเรารู้สึกว่าถ้าไม่ทําเรื่องนี้ เราจะเสียใจมาก ยิ่งวันที่เราได้เห็นคัทติ้งแรกของหนัง เรารู้สึกภูมิใจในทีมงานทุกคน เราอยากเอาหนังออกมาอวด อยากให้ทุกคนได้ชมกัน"
เมื่อผลงานที่ดีมาเจอกับการโปรโมทที่ดี ทำให้เกิดกระแสตอบรับที่ท่วมท้น และพาทุกคนในครอบครัวกลับไปดูหนังในโรงภาพยนตร์
"ปกติหนังครอบครัวจะเป็นพวกการ์ตูน แอนิเมชัน ที่ครอบครัวต้องพาลูกพาหลานมาดู แต่หนังเรื่องนี้เรากําลังจะให้ลูกหลานพาผู้ใหญ่มาดู ซึ่งปกติผู้ใหญ่เขาไม่ค่อยเข้าโรงหนังกันแล้ว แต่พอเกิดกระแสบอกต่อในวงกว้าง มันก็พาให้คนกลับเข้ามาที่โรงภาพยนตร์ได้จริงๆ เราได้เห็นภาพลูกหลานพาคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายนั่งรถเข็น มากันเป็นครอบครัวเยอะมากๆ"

Above จินา โอสถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด (ภาพ: GDH)

Above บรรยากาศการฉายภาพยนตร์หลานม่าในต่างประเทศ (ภาพ: GDH)
ความสำเร็จ คือกำลังใจที่สำคัญของทีมงาน
ไม่เพียงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่หลานม่ายังกลายเป็นไวรัลที่ทำให้คนท่ัวโลกต้องเสียน้ำตา
"จริงๆ เป็นความตั้งใจของเราตั้งแต่ต้น ที่อยากจะพาผลงานของเราไปให้ไกลกว่าประเทศไทย แต่ความเกินคาดมันเริ่มที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดต่างประเทศแรกที่เราเข้าฉาย วันที่เราให้อินฟลูเอนเซอร์ของอินโดได้ดู โอ้โห มันกลายเป็นไวรัลน้ําตาท่วมจอมากกว่าตอนเปิดตัวที่เมืองไทยด้วยซ้ำ พอวันที่สองรายได้ขึ้นมา 90% จากวันแรก แล้วก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนังไทยที่ทํารายได้สูงสุดตลอดกาลในประเทศอินโดนีเซีย"
ผู้บริหาร GDH กล่าวว่า จริงๆ แล้ว คุณค่าของคนทำหนังไม่ได้มาจากเพียงตัวเงิน แต่คือกำลังใจที่คนดูทุกคนให้การต้อนรับผลงานของเรา
"ตอนที่เราเดินสายไปโปรโมทในบางประเทศ อย่างเช่นเวียดนาม เราเห็นภาพเด็กวัยรุ่นเดินร้องไห้ออกมาจากโรงหนัง แล้ววิ่งเข้ามาสวมกอดคุณยายแต๋ว (อุษา เสมคำ นักแสดงวัย 78 ปี ผู้รับบทอาม่า) ที่ยืนอยู่ เรายังน้ําตารินเลย เขาบอกว่าหนังเรื่องนี้ทำให้เขาคิดถึงอาม่า และขอบคุณที่ทําหนังดีๆ แบบนี้ออกมา ซึ่งปกติมีแต่เราต้องขอบคุณคนดู แต่ตอนนี้กลายเป็นว่า มีคนมาขอบคุณเรา เรารู้สึกมันเป็นปรากฏการณ์ที่ทําให้ทีมงานทุกคนกลับมามีพลังอีกรอบ"
จิน่า เชื่อเสมอว่า เบื้องหลังความสำเร็จ คือทีมงานที่ยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นความเก่งกาจสามารถของนักแสดงและทีมงานผู้อยู่เบื้องหลัง ทั้งโปรดิวเซอร์ผู้คร่ำหวอดในวงการ อย่าง เก้ง-จิระ มะลิกุล และวรรณ-วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ รวมถึง เป็ด-ทศพล ทิพย์ทินกร คนเขียนบทซึ่งเป็นผู้สร้างต้นเรื่องที่ดี และผู้กํากับหนุ่มไฟแรงอย่าง พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์
"ทุกคนถือว่าเป็นทีมงานที่สุดยอดที่สุดแล้ว และเราเชื่อว่าทุกปรากฏการณ์และความสำเร็จของหนังเรื่องนี้ ทำให้คนทําหนังกล้าที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่สดใหม่ เพื่อจะยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น มันเป็นกำลังใจที่สำคัญให้กับคนทำงานทุกคน โดยเฉพาะผู้กำกับหน้าใหม่ เป็นการบอกเขาว่า เฮ้ย ยูทำได้แล้วนะ" (ยิ้ม)

Above จากซ้ายไปขวา: เป็ด-ทศพล ทิพย์ทินกร ผู้เขียนบท, พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ ผู้กำกับ, อุษา เสมคำ นักแสดงนำวัย 78 ปี ผู้รับบทอาม่า, วรรณ-วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ และเก้ง-จิระ มะลิกุล โปรดิวเซอร์ (ภาพ: GDH)
ภาพยนตร์เรื่องแรกของผู้กำกับหนุ่ม
แม้ หลานม่า จะเป็นผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ ผู้กำกับหนุ่มวัย 34 ปี แต่ก่อนหน้านี้เขาได้ฝากผลงานไว้มากมาย ทั้งภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Let Me Grow พลิกชีวิตเด็กติดเกม, ซีรีส์ Project S: SOS สเก็ต ซึม ซ่าส์, Bad Genius The Series: ฉลาดเกมส์โกง ฯลฯ
“ตอนที่ทำ Let Me Grow ผมทำจากแพสชั่นล้วนๆ เช่นเดียวกับ SOS ที่พยายามสื่อสารเรื่องราวที่ดีออกไปในรูปแบบของ fiction ขณะที่ซีรีส์ ฉลาดเกมส์โกง เป็นการทำความเข้าใจกับตลาดแมสว่าต้องสื่อสารแบบไหน คนดูถึงจะรู้สึกสนุก
ความโชคดีในการทำซีรีส์ คือเหมือนเราได้มีโอกาสฝึกมานาน ด้วยความยาวของซีรีส์เรื่องหนึ่ง เหมือนทำหนังมาแล้ว 3-4 เรื่อง ที่สำคัญคือเวลาออนแอร์แต่ละตอน คนดูเขาจะทวีต เราเลยรู้ว่าอะไรโดน อะไรไม่โดน ทำให้เราได้ฝึกการทำหนังที่สื่อสารกับคนดูจริงๆ พอได้มาทำ หลานม่า ก็เหมือนเราทำมาหมดแล้ว เขียนบทแบบนี้ กำกับแบบนี้ ถ่ายแบบนี้ เลือกช็อตแบบนี้ เลือกแอ็กติ้งแบบนี้ ตัดต่อแบบนี้ วางเพลงแบบนี้ ฯลฯ ผมว่ามันเป็นจังหวะชีวิตที่พอดี ยิ่งพอมีคอนเทนต์ที่ดี บวกกับทักษะที่เราสั่งสมมา ผมเลยรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ เป็นผลงานที่เข้ามือผมมากที่สุดแล้ว”

Above พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ ผู้กำกับภาพยนตร์ 'หลานม่า' (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ ผู้กำกับภาพยนตร์ 'หลานม่า' (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above บรรยากาศการฉายภาพยนตร์หลานม่าในต่างประเทศ (ภาพ: GDH)
เรื่องราวที่ร้อยเรียงจากชีวิตจริง
ไอเดียเริ่มแรกของ หลานม่า มาจากแรงบันดาลใจของ เป็ด ทศพล ทิพย์ทินกร ผู้เขียนบทภาพยนตร์ ที่อยากลองเขียนบทจากเรื่องราวของตัวเอง เมื่อครั้งต้องกลับไปดูแลอาม่าที่ป่วย ก่อนจะได้พัฒน์มากำกับภาพยนตร์และร่วมเขียนบท ซึ่งทั้งคู่ต้องใช้เวลากว่าสองปี กว่าจะปลุกปั้นเรื่องราวต่างๆ จนกลายเป็นบทที่ดีและพร้อมสำหรับการถ่ายทำ
“จำได้ว่าช่วงแรก ผมเขียนบทไม่ได้เลย เพราะเราไม่มี insight ไม่มีความรู้สึก เราไม่ได้อินกับเรื่องนี้ ผมเลยตัดสินใจย้ายจากจังหวัดเพชรบุรีมาอยู่กับอาม่าที่กรุงเทพฯ พาอาม่าไปไหว้พระ ทำกับข้าวให้อาม่า ทะเลาะกับอาม่า คือผมเคยอยู่บ้านนี้ตั้งแต่เด็ก และย้ายออกไปอยู่ที่อื่น แต่ย้ายกลับมาเพราะทำหนังเรื่องนี้
ผมอยากรู้ว่าอาม่าใช้ชีวิตอย่างไร ชอบพูดอะไร รีแอ็กแบบไหน หรือทำไมเขาคิดแบบนั้น ซึ่งก่อนหน้านี้เราไม่เคยสนใจ พอย้ายกลับมาอยู่กับอาม่า โมเมนตั้มของการทำหนังเรื่องนี้ก็ส่งผลกระทบกับคนในครอบครัวผมหมดเลย ทุกคนเริ่มรู้สึกว่า หลานคนนี้เอาใจใส่อาม่า เพราะฉะนั้น เขาต้องทำอะไรบางอย่างด้วยเหมือนกัน ก็กลายเป็นว่าคนในครอบครัวเริ่มกลับมาบ้านบ่อยขึ้น และทำให้คนรอบตัวใกล้ชิดกันมากขึ้น
ผมเลยรู้สึกว่า การทำหนังเรื่องนี้ทำให้ชีวิตผมดีขึ้นตั้งแต่เริ่มลงมือทำแล้ว พอเนื้อมันดี มันก็ผลักดันให้เราอยากจะสร้างหนังที่ดีออกมา”
อ่านเพิ่มเติม: 15 สารคดีสร้างแรงบันดาลใจ จากเรื่องจริงของนักกีฬาหญิงสุดแกร่ง
บทที่ดีต้องประกอบด้วยเรื่องที่ดีและตัวละครที่ดี และบทที่ดีมักเกิดจากสิ่งที่เป็นมนุษย์ที่สุด เพราะภาพยนตร์คือสิ่งที่ทำโดยคน เพื่อให้คนดู

Above พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ ผู้กำกับฯ และ ยายแต๋ว อุษา เสมคำ ผู้รับบท 'อาม่า' (ภาพ: GDH)

Above พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ ผู้กำกับฯ และอาม่าตัวจริง วัย 92 ปี (ภาพ: Pat Boonnitipat)
หัวใจของบทภาพยนตร์ที่ดี
จากเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตจริง ได้ถูกพัฒนาต่อยอดไปเป็นฉาก (scene) ต่างๆ ในภาพยนตร์ หลานม่า
“เวลาผมไปเจออะไรมา ผมก็จะนำมาเล่าให้พี่เป็ดฟัง เขาก็จะคอยไกด์ว่า อันนี้ดีนะ เราก็จะเรียนรู้จากเขาว่า การเลือกฉาก scene ที่ดี การเขียน scene ที่ดีเป็นอย่างไร เพราะเขาเป็นคนเขียนบทโดยแท้จริง ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนและประสบการณ์ค่อนข้างมาก
ส่วนใหญ่การเขียนบทหนัง คือการนั่งคุยกัน แล้วค่อยๆ ช่วยกันกำหนดทิศทางของเรื่อง ส่วนหนึ่งคือการตั้งคำถาม คำถามที่ผมตั้งบ่อยที่สุด คือหนังเรื่องนี้มันเกี่ยวกับอะไรกันแน่ อีกส่วนหนึ่งคือการโยนประสบการณ์ในชีวิตจริงเข้ามาใส่ในหนัง
สำหรับผม บทที่ดีต้องประกอบด้วยเรื่องที่ดีและตัวละครที่ดี และบทที่ดีมักเกิดจากสิ่งที่เป็นมนุษย์ที่สุด เพราะภาพยนตร์คือสิ่งที่ทำโดยคน เพื่อให้คนดู หนังบางเรื่องอาจมีภาพล้ำมาก หรือเทคโนโลยีใหม่มาก แต่สุดท้ายแล้วมันสื่อสารกับคนดูหรือเปล่า นี่คือคำถามสำคัญ”

Above นักแสดงนำในภาพยนตร์ 'หลานม่า'
ความเหมือนที่แตกต่างในตลาดอาเซียน
พัฒน์เล่าว่า หนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถเอาชนะใจผู้ชมได้อยู่หมัด คือเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว
“ผมว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่พิเศษมาก ช่วงเวลาที่ครอบครัวใหญ่กำลังเปลี่ยนผ่านไปเป็นครอบครัวเดี่ยว และมีคนจำนวนมากที่เคยมีประสบการณ์แบบนี้ ซึ่งหากเลยไปอีกสิบปี ก็จะไม่ใช่ความรู้สึกนี้แล้ว จึงทำให้หนังเรื่องนี้สามารถเชื่อมโยงกับผู้ชมได้ในวงกว้าง"
หลายคนมักคิดว่า พล็อตเรื่องของภาพยนตร์ที่พูดถึงครอบครัวคนจีนอย่าง หลานม่า น่าจะสื่อสารได้ดีกับประเทศที่พูดภาษาจีนเท่านั้น แต่ในประเทศมุสลิมอย่างอินโดนีเซีย ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับทำรายได้อย่างถล่มทลาย
“เราไม่คิดว่าตลาดอินโดฯ จะประสบความสำเร็จขนาดนี้ แต่กลายเป็นว่าฟีดแบ็กดีมาก ซึ่งอาจเป็นเพราะสถาบันครอบครัวของเขาแข็งแรงมาก กิจวัตรของศาสนาทำให้เขาต้องอยู่ด้วยกัน ผูกพันกัน และยังคงรักษาความเป็นครอบครัวใหญ่ไว้ได้ สิ่งหนึ่งที่ประทับใจมาก คือคนอินโดฯ เมื่อชอบหนังเราแล้ว เขาจะชื่นชมอย่างสุดหัวใจ เขาจะส่งต่อความรู้สึกดีๆ อยากให้เราและทีมงานมีชีวิตที่ดี เรารับรู้ได้ว่าสิ่งที่เขาสื่อสารออกมามันบริสุทธิ์มาก และทำให้เรารู้สึกอบอุ่นมาก”
ขณะที่คนสิงคโปร์ ผู้กำกับหนุ่มมองว่า เป็นกลุ่มคนดูที่มีมาตรฐานสูงมาก และพวกเขาต้องการเสพบางสิ่งที่มากกว่าความบันเทิง
“คนสิงคโปร์จะมอง ฟัง และถามอย่างตั้งใจ คนที่ยกมือถามมีทุกอายุเลย ตั้งแต่คุณลุง คุณป้า คุณยาย วัยรุ่น มีอยู่คนหนึ่งถามว่าทำไมถึงเลือกใช้เพลงนี้ในฉากนี้ ซึ่งเพลงนั้นอายุประมาณร้อยกว่าปีแล้ว แทบจะไม่มีใครรู้จักเพลงนี้เลย แต่คนสิงคโปร์รู้ ผมว่าเขาเป็นกลุ่มคนที่รอหนังแบบนี้ และด้วยอินเนอร์แบบคนเอเชีย เขาจะรู้สึกขอบคุณเรามากที่ทำหนังเรื่องนี้ออกมา ผลงานนี้เป็นเหมือนตัวแทนของความเป็นเอเชียที่เขาภาคภูมิใจ และนี่คือสิ่งที่ฮอลลีวูดต้องได้เห็น”
อ่านเพิ่มเติม: ตำรับที่ใช่ของนักปรุงหนัง ในมุมมองผู้กำกับภาพยนตร์มือรางวัล Tran Anh Hung
เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่พิเศษมาก ช่วงเวลาที่ครอบครัวใหญ่เปลี่ยนผ่านไปเป็นครอบครัวเดี่ยว ซึ่งหากเลยไปอีกสิบปี ก็จะไม่ใช่ความรู้สึกนี้แล้ว ทำให้หนังเรื่องนี้เชื่อมโยงกับผู้ชมได้ในวงกว้าง
จุดประกายความหวังของวงการภาพยนตร์
“ผมอยากให้คนได้ดูเรื่องนี้ เพราะผมเชื่อว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดี” นี่คือคำพูดที่พัฒน์เคยกล่าวกับ Tatler ก่อนที่ หลานม่า จะเข้าฉายจริงในโรงภาพยนตร์ ซึ่งก่อนหน้านั้นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยค่อนข้างซบเซา ทั้งจากสภาวะทางเศรษฐกิจ และความหลากหลายของเนื้อหาที่จำกัด เมื่อเทียบกับภาพยนตร์และซีรีส์ต่างประเทศบนแพลตฟอร์มต่างๆ
“ผมว่าหนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จด้วยหลายปัจจัย มันถูกสร้างจากคอนเทนต์ที่ดี และถูกทำขึ้นมาด้วยวิธีการที่ดี ล้อมรอบไปด้วยทีมงานที่อยากจะให้หนังเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ดีสำหรับคนดู
พอหนังเรื่องนี้มันวิน เราก็รู้สึกว่า จริงๆ คนดูพร้อมจะเสพเรื่องราวอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากหนังผี หนังตลก หรือซีรีส์วายที่เป็นตลาดใหญ่อยู่ตอนนี้ และมันมีผลมากต่ออนาคตของคนทำหนัง รวมถึงการเลือกบทของค่ายหนังและนายทุน เรามองเห็นโอกาสและความไปได้ที่กว้างขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น
ผมไปอินโดฯ ผมได้เจอคนทำหนังเยอะมาก เจอผู้กำกับ เจอแพลตฟอร์ม ที่พยายามจะเข้ามาบอกว่า เขามีความหวังแค่ไหนที่หนังแบบ หลานม่า มันทำเงิน (ยิ้ม) เพราะมันแปลว่า เขาสามารถเล่าเรื่องดีๆ เล่าเรื่องครอบครัว เล่าเรื่องเล็กๆ ด้วยวิธีการของ filmmaker ที่พิถีพิถัน มันคือสิ่งที่เขาอยากทำมาตั้งนานแล้ว”

Above โปสเตอร์ ‘หลานม่า’ เวอร์ชั่นภาษาจีน

Above โปสเตอร์ ‘หลานม่า’ เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ
ความฝันสูงสุด คือไปให้ไกลถึงออสการ์
กว่าหกเดือนของการเดินทางที่ หลานม่า ได้สร้างปรากฏการณ์มากมาย ทั้งในไทยและอาเซียน รวมถึงประเทศจีน นับตั้งแต่ภาพยนตร์เข้าฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2024 ก้าวต่อไปของภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้ คือการไปปักธงไทยทั่วโลก ทั้งการบุกตลาดอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รวมถึงความฝันสูงสุดของผู้กำกับหนุ่ม ที่ต้องการพาผลงานเรื่องนี้ไปให้ไกลถึงออสการ์
“ถ้าวันหนึ่ง หลานม่า ได้ไปออสการ์จริงๆ มันคงพาเราไปเจอโอกาสใหม่ๆ อีกเยอะมาก ผมเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนโฉมหน้าของประเทศไทยไปเลย จะมีคนรู้จักประเทศไทยมากขึ้น จะมีเงินอีกมากมายมหาศาลไหลเข้าประเทศ เป็นการบอกให้ทั้งโลกรู้ว่า ประเทศนี้และคนในประเทศนี้ มีศักยภาพมากพอจะสร้างผลงานเหล่านี้ได้ ผมว่าออสการ์ไม่ได้มีความหมายสำหรับผม มากเท่ากับความหมายสำหรับวงการภาพยนตร์ไทยและประเทศไทย ผมเชื่อว่า นี่คือ best chance ที่เราจะไปถึงตรงนั้นได้ หากเราได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง”

Above พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ ผู้กำกับภาพยนตร์ 'หลานม่า' (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ ผู้กำกับภาพยนตร์ 'หลานม่า' (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
ถ้าวันหนึ่ง หลานม่า ได้ไปออสการ์จริงๆ มันคงพาเราไปเจอโอกาสใหม่ๆ อีกเยอะมาก เป็นการบอกให้ทั้งโลกรู้ว่า ประเทศนี้และคนในประเทศนี้ มีศักยภาพมากพอจะสร้างผลงานเหล่านี้ได้
Topics














