‘วิมานหนาม’ (The Paradise of Thorns) โปรเจ็กต์ล่าสุดจาก GDH และ บอส กูโน กับเรื่องราวเส้นทางความรักและสวนทุเรียนที่จะพาคุณไปสำรวจประเด็นความไม่เท่าเทียมในแง่มุมที่ลึกซึ้งกว่าเดิมผ่านการแสดงของ อิงฟ้า วราหะ และ เจฟ ซาเตอร์
เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะได้เห็นตัวอย่างและใบปิดของภาพยนตร์เรื่องล่าสุดจาก GDH อย่าง ‘วิมานหนาม’ (The Paradise of Thorns) กันไปแล้ว ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งโปรเจ็กต์ที่หลายคนตั้งตารอ เพราะนอกจากจะเป็นผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของ บอส นฤเบศ กูโน ผู้กำกับมากความสามารถที่ได้ฝากผลงานกำกับซีรีส์ชื่อดังเอาไว้มากมาย ทั้ง รักฉุดใจนายฉุกเฉิน (My Ambulance) และ แปลรักฉันด้วยใจเธอ (I Told Sunset About You)
ยิ่งไปกว่านั้น จากตัวอย่างภาพยนตร์ยังแสดงให้เราเห็นถึงฝีมือการแสดงสุดเข้มข้นของ เจฟ ซาเตอร์ และ อิงฟ้า วราหะ ที่แม้ว่าวิมานหนาม จะเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของทั้งคู่ แต่พวกเขากลับทำให้คนดูเชื่อและเฝ้ารอที่จะได้รับชมบทบาทที่เชือดเฉือนกันของทั้งคู่อย่างใจจดใจจ่อ
Above ตัวอย่างภาพยนตร์ 'วิมานหนาม'
Tatler ได้มีโอกาสพูดคุยกับ บอส กูโน ผู้กำกับและคนเขียนบทถึงเบื้องหลังโปรเจ็กต์นี้ พร้อมความรู้สึกของการรับบทนำภาพยนตร์ครั้งแรกของ เจฟ ซาเตอร์ และ อิงฟ้า วราหะ ก่อนที่คุณจะได้เปิดประตูสู่วิมานหนามพร้อมกันในโรงภาพยนตร์ วันที่ 22 สิงหาคมนี้
สำรวจความไม่เท่าเทียมผ่านสวนทุเรียนและความรักฉบับคนรากหญ้า
“เราอยากทำหนังต่างจังหวัดที่ดูเป็นชาวบ้าน เป็นคนรากหญ้า” บอสเล่าเมื่อเราถามถึงที่มาที่ไปของโปรเจ็กต์นี้ ก่อนที่เขาจะอธิบายต่อว่าไอเดียหนังต่างจังหวัดเรื่องนี้นั้นถูกขยายออกไปอย่างไร
“เราก็เลยค่อยๆ คิดไอเดียขึ้นมาว่าจะทำหนังเกี่ยวกับอะไรดี ที่มีมู้ดแอนด์โทนที่เราอยากทำ จนไปเจอไอเดียหนึ่งก็คือเรื่องของสวนทุเรียน เรารู้สึกว่าอยากทำหนังที่มีทั้งเรื่องของความรวยความจน แต่เกิดขึ้นระหว่างคนรากหญ้า” บอสอธิบาย
เขาพยายามอธิบายเพื่อให้เราเห็นภาพมากขึ้นว่า “มันเป็นหนังที่ว่าด้วยเรื่องของชนชั้น เรื่องของความรวยความจน เราก็เลยรู้สึกว่าถ้าเราอยากจับเอาประเด็นเกี่ยวกับเกษตรกรหรือเกษตรกรรมในเมืองไทยขึ้นมาใช้ ภาพที่ออกมาควรเป็นอะไรดี ก็เลยนึกถึงผลไม้อย่างทุเรียน เป็นผลไม้ที่แพงที่สุด แล้วก็เป็น king of fruits ของเมืองไทยเลย มันอาจดูเหมือนงานเกษตรกรรมทั่วไป แต่พอขายได้จริงๆ มันจะได้เงินเป็นล้าน ทำให้คนคนหนึ่งแทบจะเป็นเศรษฐีได้เลย” เขาเล่าก่อนจะเสริมว่า “บรรยากาศในหนัง ตัวละครจะไปปลูกทุเรียนที่แม่ฮ่องสอน ซึ่งแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงที่สุดในประเทศไทย มันเลยเกิดจากไอเดียนี้แหละว่า ถ้าเราเล่าเรื่องเกษตรกรที่ปลูกผลไม้ที่แพงที่สุดในเมืองไทย แต่ปลูกในจังหวัดที่ยากจนที่สุด จะเกิดอะไรขึ้น”

Above บอส กูโน ผู้กำกับและทีมบทภาพยนตร์ 'วิมานหนาม'
เมื่อได้ฉากหลังของเรื่องแล้ว บอสจึงเล่าให้เราฟังถึงเบื้องหลังวิธีคิดของเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นใน วิมานหนาม “เราอยากได้ตัวละครนำที่เป็นตัวละครที่สัมผัสง่าย และเราก็สามารถเข้าใจเขาได้ ก็เลยเริ่มต้นจากแค่คู่รักคู่หนึ่งที่ทำสวนทุเรียนด้วยกันมา ปกติผลไม้อื่นๆ จะใช้เวลาปลูกแค่ปีสองปีก็ขายได้แล้ว แต่ทุเรียนต้องปลูกถึง 5 ปี กว่าจะขายได้ มันเลยเป็นภาพที่แสดงถึงน้ำพักน้ำแรงของความรักและความทุ่มเท รวมถึงความเหนื่อยยากของคู่ชีวิต”
ยากไหมที่ต้องหยิบประเด็นสังคมมาเล่า เราถามบอสก่อนที่เขาจะตอบกลับมาว่า
“จริงๆ ไม่ได้ตั้งธงว่าเราต้องเล่าประเด็นอะไรอย่างหนักหน่วงนะ แต่มันเริ่มต้นจากการที่เราเซ็ตอัพตัวละคร แล้วก็พาตัวละครไปเจอเรื่องราวของพวกเขาเอง ซึ่งเป็นเพียงแค่ตัวละครที่รักสวนทุเรียนและสร้างมันขึ้นมาด้วยกันในชีวิตตลอด 5 ปี และเรื่องราวพาให้เขาได้ไปเจอกับสิ่งที่มันซ่อนอยู่ในความไม่เท่าเทียม เหมือนทุกอย่างออกมาเองผ่านสถานการณ์ของเรื่อง” บอสเล่าก่อนยกตัวอย่าง
“เช่นฉากที่เห็นใน trailer การที่สองตัวละครต้องคุยกันระหว่างทองคำ (ซึ่งรับบทโดย เจฟ ซาเตอร์) และแม่สามี (รับบทโดย สีดา พัวพิมล) ที่จะเข้ามาเป็นเจ้าของสวนทุเรียน เขาคุยกันยังไง เพราะจริงๆ เขาก็รักแม่สามีนะ แต่บทสนทนาจะพาเราสะท้อนไปถึงความไม่เท่าเทียมเอง”

Above บอส กูโน ผู้กำกับและทีมบทภาพยนตร์ 'วิมานหนาม'
หนังเรื่องนี้พาเราไปสำรวจเรื่องความไม่เท่าเทียม ซึ่งสอดแทรกหลายๆ มิติของประเด็นที่เกิดขึ้นเอาไว้ ถ้าใครจับประเด็นไหนไปได้ แม้จะแค่เล็กๆ น้อยๆ ผมก็ยินดีครับ
เมื่อบ้านคือ ‘วิมาน(หนาม)’
หลายคนน่าจะได้เห็นภาพบ้านที่เป็นฉากหลังของเรื่องวิมานหนามกันไปแล้ว จากทั้งในโปสเตอร์และตัวอย่างภาพยนตร์ ซึ่งบอสเล่าให้เราฟังว่า กว่าจะได้โลเคชั่นที่เป็นเสมือนหนึ่งในหัวใจของเรื่องนี้มา ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
“คอนดิชั่นของหนังเรื่องนี้ทำให้เราไม่ได้มองหาสวนทุเรียนในพื้นที่ราบ ซึ่งสวนทุเรียนส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น แต่เราอยากได้สวนทุเรียนที่เป็นเนินเขาด้วย เพราะเนื้อเรื่องมันมีฉากหลังเป็นแม่ฮ่องสอน ซึ่งในแม่ฮ่องสอนก็ไม่ได้มีสวนทุเรียนที่ใหญ่พอจะเล่าเรื่องได้ และอาจจะไม่ได้เอื้อกับองค์ประกอบในฉากที่เราต้องการด้วย” เขาเล่าถึงขั้นตอนการหาโลเคชั่น

Above สวนทุเรียนในจังหวัดตราดที่ถูกใช้เป็นฉากหลังของภาพยนตร์ 'วิมานหนาม'
แล้วไปเจอสวนทุเรียนนี้ได้อย่างไร
“ในวันที่เราดูโลเคชั่นกัน เราไปกันหลายจังหวัดมาก จนกระทั่งมาเจอสวนทุเรียนสวนนี้ในจังหวัดตราด ซึ่งเป็นวันที่เราจะกลับ เราไปเจอว่าหลังสวนทุเรียนนี้มีพื้นที่สวนทุเรียนที่เขาไม่ได้ใช้ ซึ่งมันเป็นเนินพอดี และตรงกับที่เราต้องการให้ฉากมันเป็นสวนเวิ้งว้างและเนินที่มีบ้านตั้งอยู่ในฉากปิด trailer”
บอสบอกกับเราว่าการหาโลเคชั่นนี้มาได้คือหนึ่งในเรื่องที่ยากที่สุดของการทำงานโลเคชั่น แต่ก็ยังมีอีกความยากหนึ่งคือ บ้านที่เหล่าตัวละครต้องใช้ชีวิต
“เราได้โลเคชั่นที่มีเนินมาแล้วก็จริง แต่จะมีใครไปสร้างบ้านบนเนิน เราเลยต้องสร้างบ้านหลังใหม่ขึ้นมาตรงนั้นเลย ซึ่งข้อดีของการสร้างบ้านใหม่ขึ้นมาคือ ในบทต้องการให้มีอะไร เราสามารถทำให้มีได้ตามบทเลย แต่เรามีทีมงานเป็นร้อยคน ก็ต้องแพลนการใช้โลเคชั่นดีๆ เพื่อไม่ให้ทุกคนเหนื่อยเกินไป ทุกคนปลอดภัย และสวนทุเรียนที่มีมูลค่ามากๆ ก็ไม่เสียหาย” เขาเล่า
กว่าจะเป็นแต่ละชีวิตในวิมานหนาม
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ วิมานหนาม เป็นภาพยนตร์ที่ถูกจับตามองมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือ การรับบทนำครั้งแรกของ เจฟ ซาเตอร์ และ อิงฟ้า วราหะ ซึ่งเราก็มีโอกาสได้พูดคุยกับนักแสดงทั้งสองคนถึงบทบาทที่พวกเขาได้รับ
“ผมได้รับบท ทองคำ เขาจะมีความเป็นนักสู้ แต่จริงๆ เขาก็เป็นคนที่มีความบริสุทธิ์ อ่อนต่อโลกประมาณหนึ่ง ในความเป็นนักสู้ของเขา เขาก็ยังมีความอ่อนโยนในตัวเองสูง” เจฟ ซาเตอร์ พูดถึงตัวละครที่เขาได้รับ
“ความท้าทายในการรับบทนี้คือ มุมหนึ่งของเขาก็คอนทราสต์กับตัวผมไปเลย แต่ในอีกมุมก็มีความใกล้กันอยู่ เขาเป็นนักสู้ที่มีความใจดี ความ naive บางอย่างเหมือนผม แต่วิธีการแก้ปัญหาของเราอาจจะไม่เหมือนกัน” เขาเสริม

Above เจฟ ซาเตอร์ ผู้รับบท ทองคำ ตัวละครหลักของภาพยนตร์ 'วิมานหนาม'
นี่คือบทที่ไกลตัวผมที่สุดเท่าที่เคยแสดง และเป็นภาพยนตร์เรื่องแรก ที่วิธีการเล่าจะน้อยๆ จริงๆ ไม่เล่นเกินอารมณ์ ซึ่งเป็นแนวทางการแสดงที่ผมชอบที่สุดในชีวิตแล้ว ในการที่จะเล่นน้อยๆ ค่อยๆ เล่นให้มันจริงในทุกโมเมนต์ไปเรื่อยๆ ความท้าทายคือ ทำยังไงให้มันจริง
“ด้วยความที่บทของเรื่องนี้เข้มข้นมาก ถ้าเกิดเราเล่นแล้วคิดว่าเราเป็นทองคำเลย เราอาจได้รับเอฟเฟ็กต์ทางอารมณ์จากตัวละครมาก หลังจากได้เวิร์กช็อป ผมเลยเลือกใช้วิธีเขียนไดอารี่และสร้างตัวละครนี้ขึ้นมา แล้วสลับที่กัน ให้เขาสวมเข้ามาในตัวผม ให้ทองคำได้ทำหน้าที่ของเขา” เขาเล่าถึงการเตรียมตัวเพื่อเข้าถึงบทบาท
เจฟทิ้งท้ายถึงความภูมิใจในการถ่ายตัวละครนี้ว่า “ในตอนที่ถ่ายทำ กฎหมายสมรสเท่าเทียมยังไม่ผ่าน และผมก็อินกับเรื่องนี้มากมาตลอดอยู่แล้ว การได้ถ่ายทอดเรื่องนี้ให้ใครสักคนที่ไม่มี power พอที่จะพูด ถือว่าเป็นเกียรติมากๆ ครับ”

Above อิงฟ้า วราหะ รับบท โหม๋ ในภาพยนตร์ 'วิมานหนาม'
“เรื่องนี้ท้าทายมากๆ ค่ะ เหมือนต้องสลัดความเป็นนางงามออกไป ถือว่าเป็นผลงานอีกหนึ่งเรื่องที่ยากที่สุดในปีนี้เลย ด้วยความที่เนื้อเรื่องและพลังงานของทุกคนในเรื่องมันเยอะมาก เราห่วงอะไรไม่ได้เลย เราต้องสู้ด้วยพลังงานและการแสดงอย่างเดียว ซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากๆค่ะ” อิงฟ้า วราหะ เล่าถึงความท้าทายในการแสดงก่อนเสริมว่า “ทุกคนในเรื่องนี้มันไปด้วยกันหมดเลย ลืมความเป็นตัวเองแล้วเริ่มนับศูนย์ไปด้วยกัน สร้างตัวละครขึ้นมา ซึ่งมันทำให้เราเชื่อในตัวละครมากๆ”

Above อิงฟ้า วราหะ ผู้รับบท โหม๋ ตัวละครหลักของภาพยนตร์ 'วิมานหนาม'
ในวันสุดท้ายที่ถ่ายทำ เราขึ้นไปยืนอยู่บนบ้าน แล้วก็ร้องไห้นะ ร้องไห้ที่ต้องจากตัวละครตัวนี้ไป ขอบคุณ โหม๋ (ตัวละคร) ขอบคุณทุกอย่างที่ทำให้เรารู้จักตัวตนของอิงฟ้าเสี้ยวหนึ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่า ในความเป็นอิงฟ้า เราสามารถทำได้ถึงขนาดนั้น
“คิดว่านี่เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ทำให้คนเห็นว่าเราเป็นนักแสดงได้ เราไม่รู้ว่านักแสดงที่เก่งสำหรับแต่ละคนเป็นยังไง แต่ผ่านเรื่องนี้ไปได้ เราไม่กลัวเรื่องไหนอีกเลย พอได้เริ่มต้นจากอะไรที่ยากมากๆ จนไม่คิดว่าจะทำได้ พอวันนี้เราทำได้ มันทำให้ก้าวต่อไปของเราเหมือนมีภูมิคุ้มกันที่ทำให้เราเห็นว่าเราก็เป็นนักแสดงได้นะ” อิงฟ้าเล่าถึงสิ่งที่เธอได้จากการรับบทในเรื่องนี้
ในฐานะผู้กำกับเอง บอสเล่าถึงเหตุผลที่เลือกเจฟและอิงฟ้า พร้อมความประทับใจจากการร่วมงานกับทั้งคู่ให้เราฟังว่า
“เรื่องราวของความรักเป็นเรื่องสำคัญของหนังเลย ในบทของเจฟ เขาจะต้องรักใครสักคนหนึ่งมากๆ แล้วก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการดูแลสวนทุเรียนด้วยกันมา เขาจะต้องดูมีความ tough อดทน แข็งแกร่ง และดูเป็นเกษตรกรที่แข็งแรง ซึ่งเจฟมีคุณสมบัติหลายอย่างที่เหมาะกับหนังเรื่องนี้ ทั้งความ masculine และ feminine ในตัวเขา รวมถึงความเป็นธรรมชาติของเขาที่ถ่ายทอดผ่านบุคลิกและสายตา ที่พอจับเขาใส่ชุด ให้เขาจับอุปกรณ์ทำสวนแล้วมันมีความน่าสนใจ ที่เราเห็นความ exotic บางอย่าง” บอสเล่าถึงเจฟ

Above เจฟ ซาเตอร์ และ เก่ง หฤษฎ์ ในภาพยนตร์ 'วิมานหนาม'
เจฟเป็นคนที่มีบุคลิกที่บางครั้งก็เดาออก แต่บางครั้งก็เดาไม่ออกว่าเขาคิดอะไร ซึ่งเป็นการแสดงที่ใช่ (สำหรับตัวละครนี้) แล้วเขามีคุณสมบัติบางอย่างที่จะทำให้หนังเรื่องนี้ดูมีเสน่ห์มาก
“ส่วนอิงฟ้า ด้วยความที่ตัวละครเป็นเกษตรกรในแม่ฮ่องสอน ซึ่งจริงๆ ฝั่งบ้านของตัวละครนี้เป็นครอบครัวที่ยากจน อยู่บนภูเขา แล้วชีวิตลำบาก ต้องมีความอดทน สู้ชีวิต มีความฝัน มีความหวังว่าวันหนึ่งชีวิตจะได้ดี ซึ่งอิงฟ้าเป็นคนที่มีความ tough อดทน แล้วก็มีสายตาบางอย่างที่ดูสู้ชีวิต เรารู้สึกว่าตั้งแต่ทำแคสติ้งมา อิงฟ้าเป็นแคสต์ที่มหัศจรรย์ เพราะเขาไม่ต้องพูดเลย แต่สายตาเขาสามารถสื่อสารเรื่องราวในหนังได้ทันที”

Above ภาพจาก 'วิมานหนาม' ภาพยนตร์ดราม่าเข้มข้นจาก GDH
อิงฟ้าเหมือนหลุดมาจากในบทเลย เหมือนเขาเป็นตัวละครนั้นจริงๆ ทั้งการเดิน พูดจา กระทั่งการแต่งตัว ที่เหมือนไปแตะอดีตที่เขาเคยเป็น มันเลยทำให้เราตัดแต่งเขาน้อยมาก เหมือนเขาใส่จิตวิญญาณเข้ามาแสดง
“อย่างในฉากเปิดฝาโลงที่เห็นในตัวอย่าง ฉากนั้นคือฉากแรกที่นักแสดงได้แสดงด้วยกัน ซึ่งเป็น magical moment มากๆ” เขาพูดก่อนอธิบายต่อว่า “ตอนแรกเราก็กังวลนะว่ามาถึงแล้วเราเล่นฉากร้องไห้ ฉากที่มีคนเสียชีวิต แต่ด้วยพลังบางอย่างของนักแสดง ทั้งสมาธิที่ดีมากๆ เสื้อผ้าหน้าผม และสิ่งแวดล้อมมันส่งผลต่ออารมณ์ของนักแสดงมากๆ ซึ่งผมก็เชื่อเรื่องนั้น และสิ่งนี้มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดในหนังเรื่องนี้”
มิติของชีวิต และ ‘หนามทุเรียน’

Above ภาพนิ่งจากภาพยนตร์ 'วิมานหนาม' นำแสดงโดย เจฟ ซาเตอร์ ในบท ทองคำ และ อิงฟ้า วราหะ ในบท โหม๋
อย่างที่ทราบกันดีว่า บอส กูโน คือผู้กำกับที่ฝากผลงานที่น่าสนใจเอาไว้ในวงการซีรีส์ ทั้ง Project S The Series ตอน 'Side by Side', รักฉุดใจนายฉุกเฉิน และ แปลรักฉันด้วยใจเธอ แต่นี่คือการกำกับภาพยนตร์ครั้งแรกของเขา ซึ่งเขาก็บอกว่านี่คือความท้าทายในการทำงาน
“พอเราเป็นคนทำซีรีส์มาก่อน แล้วเราก็เอ็นจอยมากๆ กับการที่ได้ทำงานหลายๆ ตอน อย่างซีรีส์ปกติมันก็ประมาณ 5-7 ตอน ซึ่งเราเคยทำมากสุดคือ 18 ตอน เราสนุกที่ได้เห็นตัวละครโตไปเรื่อยๆ แต่ความยากของหนังคือ จะทำยังไงให้มันอยู่ภายในสองชั่วโมง” ซึ่งเขามองว่านี่คือบทเรียนใหม่ๆ และความท้าทายที่เขาต้องทำให้ได้ ซึ่งการที่กระโจนมาทำภาพยนตร์เรื่องแรกสำหรับเขาไม่ได้เป็นความตื่นเต้นมากเท่ากับการต้องทำคอนเทนต์ในแบบที่มันสั้นลง
คาดหวังกับภาพยนตร์เรื่องนี้แค่ไหน
“หลักๆ แล้ว การทำหนังเรื่องนี้เริ่มต้นจากสิ่งที่เราอิน แล้วเราอยากถ่ายทอดออกมาเป็นงานภาพ งานเสียง ซึ่งเอาจริงๆ เราหวังอย่างเดียวคือ หวังให้ทุกคนได้ดูแล้วเข้าใจในเรื่องที่เรากำลังจะสื่อสาร ไม่ได้หวังถึงขั้นว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไร แค่มีคนที่เข้าใจประเด็นที่เกิดขึ้นในหนังได้ก็ดีมากแล้วครับ ขอแค่คนดูได้รู้สึกร่วมกับสิ่งที่ภาพยนตร์กำลังเล่า บวกกับความสนุกของมันก็พอแล้ว สุดท้ายแล้วในหนัง มันก็สอดแทรกหลายๆ มิติของการพูดเรื่องความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นเอาไว้ ถ้าใครจับเรื่องไหนไปได้ จะเล็กๆ น้อยๆ ไม่ต้องทั้งหมด ผมก็ยินดีครับ” บอสตอบ
“เราว่ามันเป็นรสชาติใหม่สำหรับตัวเราเองด้วยนะ และหนังไทยเองก็ไม่ค่อยมีกลิ่นอายแบบนี้ ด้วยรูปแบบของมันดูเหมือนเป็นหนังชีวิตที่มีความดราม่า แต่ขณะเดียวกันมันก็มีรสชาติอื่นที่ดูแซ่บๆ อยู่ ซึ่งน่าจะเป็นรสชาติแบบที่คนไทยคุ้นเคย ดูคล้ายๆ ละคร แต่มันก็ไม่ใช่ เพราะมันดูเป็นชีวิตจริงมากกว่านั้น เหมือนที่เขาบอกว่าชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร แล้วมันก็มีความระทึกใจในแบบ thriller จากความอยากได้อยากมี ความโลภของคน การที่เราแย่งชิงสิ่งที่เรามองว่าเป็นสิทธิ์ของเรา มันกำลังจะนำพาเราไปไกลแค่ไหน เราคิดว่าทั้งหมดมันเป็นเสน่ห์ใหม่ๆ ที่มารวมกัน”

Above เจฟ ซาเตอร์ และ อิงฟ้า วราหะ สองนักแสดงนำในภาพยนตร์ 'วิมานหนาม'
‘หนามทุเรียน’ ถือเป็นตัวแทนของความเป็นหนังเรื่องนี้เลยจริงๆ มันเป็นหนามคมที่ดูอันตราย ดูรุนแรง แตะต้องยาก แต่อีกทางก็ราคาสูง ดูต้องเอื้อมไปกิน ต้องรอคอยกว่าที่จะได้กิน เมื่อถึงเวลาแกะเปลือกออกมา มันก็มีเนื้อที่หอมหวาน แต่ถึงอย่างนั้น ก็เป็นสิ่งที่มีทั้งคนชอบและคนเกลียด หรือบางทีหนามทุเรียนก็เหมือนอาวุธ มันมีมิติหลายอย่างในตัวมันเอง
Credits
ภาพ: GDH
ช่างภาพ: Worapon Teerawatvijit
Topics










