Tran Anh Hung หนึ่งในผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์ และผู้คว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเมืองคานส์เมื่อปี 2023 ได้อภิวัฒน์ภาษาของหนังและเผยถึงความตั้งใจในการถ่ายทอดความงามที่เรียบง่ายของเวียดนามในผลงาน
ตรัน อันห์ ฮุง (Tran Anh Hung) ผู้กำกับและผู้เขียนบทชาวฝรั่งเศสเชื้อสายเวียดนาม เผยว่าเขาชอบความท้าทายที่เฉียบแหลม
“จริงๆ ผมไม่ใช่คนทำอาหารหรอกนะ” เขากล่าว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะฉุดรั้งเขาจากการดัดแปลงนวนิยายฝรั่งเศสชื่อดัง The Passionate Epicure (1920) ของ Marcel Rouff ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างสุดยอดนักชิมเจ้าของฉายานโปเลียนแห่งศาสตร์อาหารกับแม่ครัวคู่ใจ ให้เป็นภาพยนตร์ความยาว 136 นาที The Taste of Things (2023) ที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมอาหารได้งดงามราวบทกวี และเต็มไปด้วยฉากการปรุงอาหาร รวมถึงสำรับไอคอนิกของอาหารฝรั่งเศสชั้นสูง
Tran บอกว่า “ทุกอย่างในหนังต้องดูเป็นการทำอาหารจริงๆ” ซึ่งหมายความว่าสองนักแสดงนำ Juliette Binoche และ Benoît Magimel ซึ่งเคยเป็นคู่รักกันในชีวิตจริง ต้องรู้ขั้นตอนการเตรียมอาหารและรู้สึกมั่นใจที่จะทำด้วย
Tran ยกย่องการทำอาหารและการสร้างภาพยนตร์ในฐานะศิลปะ “ผมอยากสร้างหนังเกี่ยวกับงานศิลปะมาตลอด ที่หยิบเรื่องอาหารขึ้นมาทำก็เพราะทุกอย่างดูจริงได้ ตั้งแต่ชายและหญิงที่ทำอาชีพนี้ ไปจนถึงกระบวนการแปรรูปของผักและเนื้อสัตว์”
The Taste of Things เข้าฉายในประเทศไทยในชื่อ ตำรับรักยอดคนก้นครัว ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา และได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนภาพยนตร์ของฝรั่งเศสที่เข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยมของปีนี้ ด้วยเสียงชื่นชมด้านการนำเสนอภาพเชิงกวีทัศน์ (poetic visual) ผ่านเฉดสีที่กลมกลืน และความสัมพันธ์ที่นุ่มนวล
ปีที่แล้ว Tran ยังคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ โดยเฉือนชนะสองตัวเต็งที่ขึ้นชื่อในเรื่องการสร้างสุนทรียภาพอย่าง Wes Anderson จาก Asteroid City (2023) และ Hirokazu Koreeda จาก Monster (2023)
อ่านเพิ่มเติม: 7 โมเมนต์ความสำเร็จที่น่าจดจำของใหม่ ดาวิกา

Above Tran (ขวา) และนักแสดงและทีมงานจาก The Taste of Things (ภาพ: Stephanie Branchu)
“หลายเรื่องเป็นได้เพียงภาพประกอบ หมายความว่ากล้องเป็นแค่เครื่องบันทึกการแสดง ซึ่งนั่นไม่เพียงพอสำหรับผม คนทำหนังจำเป็นต้องใส่ใจกับภาษาของหนังให้มากขึ้น”
Tran มีแนวคิดเป็นแบบฉบับของเขาว่าภาพยนตร์ที่ ‘ดี’ คืออะไร “ศิลปะแต่ละชิ้นมีภาษาและเนื้อหาเฉพาะตัว งานศิลป์เจ๋งๆ จะเล่นกับความเฉพาะตัวของมันเอง และถ้าเราสามารถสร้างอารมณ์หรือความหมายที่มีแต่หนังเท่านั้นที่ทำได้ แสดงว่าคุณกำลังสร้างสิ่งที่ยอดเยี่ยม” เขากล่าว
“หลายเรื่องเป็นได้เพียงแค่ภาพประกอบ ซึ่งหมายความว่ากล้องเป็นแค่เครื่องบันทึกการแสดง นั่นไม่เพียงพอสำหรับผม เพราะคนทำหนังจำเป็นต้องใส่ใจกับภาษาของหนังให้มากขึ้น”
ภาษาภาพยนตร์ของ Tran มีสไตล์เด่นชัดในเรื่องการจับความงามในชีวิตประจำวัน ภาพยนตร์อย่าง The Scent of Green Papaya (1993) และ The Vertical Ray of the Sun (2000) ใช้มุมกล้องระยะไกลเพื่อถ่ายทอดรายละเอียดความสวยงามเหมือนมีชีวิตของเวียดนามในแง่มุมต่างๆ เช่น ทุ่งนาเขียวชอุ่มกว้างใหญ่ เสียงฝนโปรยปราย สาวๆ พี่น้องเฉี่ยวโฉบใกล้ๆ จานไก่นึ่ง เสียงน้ำหยดติ๋งๆ ลงอ่างล้างหน้า รูปทรงต้นมะละกอ ควันลอยเอื่อยจากธูป ฯลฯ
ผลงานของเขาวาดระบายความประทับใจต่อสถานที่นั้นๆ แล้วโอบรัดผู้ชมด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากเสียจนพล็อตเรื่องกลายเป็นประเด็นรอง แม้ Tran จะยอมรับว่าให้ความสำคัญกับความรู้สึกมากกว่าเนื้อเรื่องซึ่งอาจดึงดูดผู้ชมได้ยาก แต่เขาเชื่อว่า “สิ่งสำคัญสำหรับผมคือความรู้สึกพิเศษของมัน ผมไม่ชอบเรื่องราวที่ซับซ้อน เพราะไม่ต้องการให้ผู้ชมใช้เวลาทั้งหมดไปกับการทำความเข้าใจเนื้อหา”

Above ฉากหนึ่งจากภาพยนตร์
The Scent of Green Papaya (ภาพ: Alamy)
Tran ให้ความสําคัญอย่างยิ่งกับมุมมองด้านสุนทรียภาพของตัวเอง เขาเกิดในครอบครัวชนชั้นแรงงานที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนามใต้ (ขณะนั้น) โดยบอกว่า “ทุกสิ่งรอบตัวผมไม่มีอะไรน่าดู ทั้งที่บ้านและละแวกใกล้เคียง ความสวยงามมีเพียงแห่งเดียวคือห้องครัว แม่กลับจากตลาดพร้อมผัก ผลไม้ และดอกไม้ มันเป็นภาพที่น่าทึ่งมากสำหรับเด็กๆ อย่างผม ผมยังได้กินอาหารอร่อยๆ ในครัวของแม่จึงเป็นเรื่องสนุกสนาน และผมก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับความงดงามเป็นครั้งแรกจากตรงนั้น”
Tran พร้อมครอบครัวอพยพจากประเทศบ้านเกิดไปที่ สปป.ลาว เมื่อปี 1967 ก่อนจะลงหลักปักฐานที่ปารีส หลังไซ่ง่อน (นครโฮจิมินห์ในปัจจุบัน) ถูกยึดโดยแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติเวียดนามใต้ เมื่อสิ้นสุดสงครามเวียดนามในปี 1975 ขณะอายุได้ 12 ปี แม้จะจากบ้านเกิดไปตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ “ความรู้สึกของผมที่มีต่อเวียดนามนั้น มันก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างสมบูรณ์แล้วตั้งแต่ผมจากมา”
นับแต่นั้นความสัมพันธ์ระหว่างเขากับบ้านเกิดก็เพิ่มขึ้นตามอายุ Tran เลือกเข้าเรียนที่ École Nationale Supérieure Louis-Lumière ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนด้านภาพยนตร์ การถ่ายภาพ และเสียง ก็เพื่อจะได้แบ่งปันความผูกพันได้ดียิ่งขึ้น
“จากการเรียนที่นั่น ทําให้ผมสามารถใช้เครื่องมือสื่อสารถึงเวียดนามได้ชัดเจนและเชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้น”
การเรียนยังทำให้เขาเปิดโลกไปสู่ละครเพลงและความเป็นตะวันตก ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นแนวนาฏกรรมซึ่งเน้นไปที่ “การเคลื่อนไหวและการแสดงออกของร่างกาย ในโลกตะวันตกทุกอย่างเป็นเรื่องทางกายภาพมาก ตัวละครรายหนึ่งตบหน้าอีกฝ่ายจนเลือดกบปาก ก่อนพลัดตกลงไปในโคลน มันทรงพลังมาก ขณะที่ละครเพลงมีสิ่งตรงกันข้าม คือการแสดงถึงความนุ่มนวล เย้ายวน และวิธีที่เมื่อหนุ่มน้อยพบหญิงสาว เท้าของเขาจะเริ่มเต้นพลิ้วไปตามจังหวะดนตรี เพราะความรักที่อยู่ในใจรุนแรงมากจนต้องระเบิดออกมาผ่านร่างกาย”

Above ฉากหนึ่งจากภาพยนตร์ The Taste of Things
(ภาพ: Carole Bethuel)
อิทธิพลของแนวการแสดงที่ว่านี้ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ชวนหิว The Taste of Things ในฉากเปิดเรื่องที่ยาว 38 นาที นักชิมอาหารชื่อดัง โดแดง (Magimel) กับแม่ครัวคู่ใจ อูชินี (Binoche) รวมถึงผู้ช่วยสองคน เคลื่อนไหวไปรอบๆ ครัวเพื่อปรุงอาหารคล้ายท่าเต้นรำที่ได้รับการออกแบบมาอย่างระมัดระวัง ทั้งหมดนี้ถูกเก็บภาพด้วยการขยับกล้องที่มีความซับซ้อนมาก
“มันดูเหมือนบัลเล่ต์จริงๆ ผมชอบการถ่ายภาพระยะไกล (long shot) โดยไม่มีการตัดหรือแก้ไขภาพ เพราะความกลมกลืนในตัวหนังค่อนข้างหายาก ผมอยากให้ผู้ชมรู้สึกถึงเวลาจริงๆ ของฉากนี้ และสัมผัสถึงการร่วมแรงร่วมใจของคู่รักไปพร้อมๆ กับความคลุมเครือในความสัมพันธ์”
Tran ยังบอกว่า “หนังของผมทุกเรื่องมีกลิ่นอายการแสดงละครประกอบดนตรี ผมไม่ได้พูดถึงดนตรีที่ผมนำมาใช้ในหนัง แต่มันคือหนังที่ดูประหนึ่งบทเพลง”
การสร้างภาพยนตร์ของ Tran มีลักษณะเป็นการทดลองนับตั้งแต่เปิดตัวภาพยนตร์เรื่องแรก La Femme Mariée de Nam Xuong ภาพยนตร์สั้นที่ออกฉายเมื่อปี 1988 แม้จะย้ายแนวไปหลากหลายช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งดราม่า โรแมนติกละครเพลง ระทึกขวัญ อาชญากรรม และแอ็คชั่น ซึ่งเขามักตัดสินใจแบบหัวก้าวหน้า แต่สิ่งเหล่านั้นก็อยู่บนพื้นฐานความจำเป็นเพื่องานศิลปะของเขา
“ผมถ่ายทำฉากหนึ่งสำหรับหนังเรื่องหนึ่ง และเพิ่งย้ายไปฉากถัดไป นักแสดงนำซึ่งเป็นคนทำหนังด้วย ถามว่าทำไมผมไม่ถ่ายฉากเดียวกันจากอีกมุมหนึ่ง เพื่อจะได้มีช็อตต่างๆ ไปใช้ที่ห้องตัดต่อ” Tran รำลึกความหลัง เขาบอกว่าเขาคิดเรื่องนี้อยู่สองสามนาที แต่ก็ยังคงยึดมั่นในจุดยืน
“ถ้าช็อตเดียวที่ผมชอบ มีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะใช้แสดงออกในฉากนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีแผนสอง”
ในช่วงเวลานั้นเองที่ทำให้ความเข้าใจของ Tran เกี่ยวกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นเรื่องที่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง
“วันนี้มีหนังจำนวนมากใช้กล้องสี่หรือห้าตัวในการถ่ายทำซึ่งการทำแบบนี้ทำให้ผู้กำกับมีหลากหลายมุมกล้องสำหรับคนตัดต่อและลำดับภาพ” เขากล่าว “แต่มันไร้สาระสำหรับผม การตัดต่อทำให้คนดูสนุกก็จริง แต่ไม่ได้ทำให้หนังมีมุมมอง”
Tran ยกตัวอย่าง The Taste of Things ที่ผู้ชมจะไม่เกิดอาการช็อกหรือมีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง เพราะตอนจบจะลงเอยอย่างที่ควรเป็นไปตามทุกสิ่งอย่างที่มีมาก่อนหน้านั้น “ผมอยากให้เรื่องราวเรียบง่ายมากๆ เพื่อที่ว่าคนดูจะได้เพลิดเพลินไปกับตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์และพฤติกรรมที่พวกเขาปฏิบัติต่อกันเท่านั้น สำหรับผมนะ ความเป็นมนุษย์นั่นแหละสำคัญที่สุด”

Above Tran Anh Hung (ภาพ: Tatler Hong Kong / Kiu Ka Yee)
สายตาที่มองรายละเอียดเฉียบแหลม เรียบง่าย และธรรมดาสามัญ ถือเป็นแนวทางการมองภาพแบบตะวันตก ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับผู้สร้างภาพยนตร์ชาวเวียดนามส่วนใหญ่ แต่ Tran ยังคงรักษาการมองภาพแบบนั้นไว้ แม้แต่กับผลงานที่เกี่ยวกับประเทศบ้านเกิดของเขาเอง
“บางสิ่งที่ดูธรรมดาทั่วไปสำหรับคนที่อาศัยอยู่ในท้องที่ อาจน่าสนใจมากสำหรับผม และผมต้องดึงจุดนั้นออกมาให้เห็น” เขากล่าวพร้อมยกตัวอย่าง บั๋นเหม่อ (bánh giò) อาหารเช้าริมทางแสนธรรมดาของเวียดนาม ที่ทำด้วยข้าวเหนียวและเนื้อสัตว์ห่อใบตอง (คล้ายขนมใส่ไส้ของไทย)
“หลังกินเสร็จ คนท้องถิ่นอาจมองใบตองเป็นแค่ขยะ แต่สำหรับผม ใบไม้สีเขียวที่มีเมล็ดข้าวเหนียวสีขาวนั้นสวยงามมาก มันเหมือนภาพนามธรรม ผมต้องหาวิธีถ่ายทำเพื่อสร้างความกินใจให้คนดู รวมถึงคนดูที่เป็นชาวเวียดนามเอง”
อย่างไรก็ตาม เขาไม่เห็นความจำเป็นในการถ่ายทอดวัฒนธรรมเวียดนามตามวิถี ‘แท้ๆ’
“มันไม่ใช่คำถามถึงความถูกต้อง แต่มันเกี่ยวกับอารมณ์ ถ้าจะดึงอารมณ์ออกมาแสดงให้คนอื่นเห็น คุณก็ต้องหาวิธีที่ถูกต้องในการทำสิ่งนั้น” เขาอธิบาย
“ผมไม่ได้ทำสารคดีเกี่ยวกับประเทศเวียดนาม ผมกำลังสร้างเรื่องแต่งขึ้นมา และเรื่องที่ผมแต่งก็เป็นมากกว่าการบอกเล่าความรู้สึกของผมที่มีต่อเวียดนามและทุกสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากมัน ผมจึงมีหน้าที่ในการนำเสนอสิ่งที่ผมเห็นในเวียดนามอย่างแท้จริง”
เขายังไม่ถือสากับการเสนอภาพเวียดนามในภาพยนตร์ฮอลลีวูดอย่าง Apocalypse Now หรือ กองทัพอำมหิต (1979) ของ Francis Ford Coppola ผู้กำกับชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับสงครามเวียดนาม และ The Deer Hunter (1978) ของ Michael Cimino ที่บางฉากจะเห็นว่าผู้กำกับไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วชาวเวียดนามมีการแสดงออกอย่างไร
“แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหา ผมสามารถปล่อยวางและสนุกไปกับตัวหนังกับสิ่งที่ต้องการสื่อได้” Tran กล่าว

Above Tran Anh Hung (ภาพ: Tatler Hong Kong / Kiu Ka Yee)
“ผมกำลังสร้างเรื่องแต่งขึ้นมา และเรื่องที่ผมแต่งก็เป็นมากกว่าการบอกเล่าความรู้สึกของผมที่มีต่อเวียดนามและทุกสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากมัน ผมจึงมีหน้าที่นำเสนอสิ่งที่ผมเห็นในเวียดนามอย่างแท้จริง”
แรงผลักดันในการส่งเสริมความเสมอภาคทางการแสดงของนักแสดงที่ไม่ใช่คนผิวขาวในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวัฒนธรรมที่มักถูกมองข้าม เพื่อทวงคืนเรื่องเล่าของพวกเขาผ่านภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวจากหลากหลายมุมมอง รวมถึงรางวัลต่างๆ เช่น เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ออสการ์ และลูกโลกทองคำ ซึ่งยกย่องคนผิวสี ทำให้ Tran รู้สึกว่ามีพื้นที่สำหรับมุมมองที่แตกต่างในเรื่องเดียวกัน เพื่อให้ทั้งคนในและนอกพื้นที่ ตลอดจนคนที่อยู่ระหว่างกลาง สามารถอยู่ร่วมกันได้
เช่นเดียวกับผู้กำกับคนอื่นๆ ก่อนหน้านี้ Tran ยังตั้งใจสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามเวียดนามในสักวันหนึ่ง โดยอยากเล่าเรื่องราวจากมุมมองทหารเวียดนามที่ยังไม่ค่อยมีใครสนใจนัก
“มีหนังสือดีเล่มหนึ่งที่ทหารเวียดนามเป็นผู้เขียนเล่าว่าหลังสงคราม เขาดูเหมือนสัตว์ร้ายได้ยังไงหลังจากเห็นเพื่อนข้างๆ ถูกฆ่า” เขากล่าว แต่ก็ต้องพักโครงการไว้ก่อน “มีการเซ็นเซอร์อย่างหนักในเวียดนาม ในขณะเดียวกันมุมมองของทหารเวียดนามในช่วงสงคราม ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้มีอำนาจต้องการให้ประชาชนรับรู้”
ในระหว่างนี้ ผู้กำกับวัย 61 ย่าง 62 ปีคนนี้ ก็ได้เตรียมพร้อมสำหรับอีกหนึ่งความท้าทาย “ผมอยากสร้างหนังเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เพราะหลักคำสอนของพระองค์ค่อนข้างซับซ้อน และยากที่จะทำให้คนดูเข้าใจได้”
Tran ยังเผยว่าเขาได้เข้าร่วมกลุ่มศึกษาพุทธศาสนาเป็นเวลาหกเดือน โดยหลังงานประกาศผลรางวัลออสการ์ เขาวางแผนออกเดินทางทั่วโลกเพื่อเข้ากราบนมัสการพระภิกษุสงฆ์ตามสถานที่ต่างๆ แต่ที่จะเป็นมากกว่าระยะทางคือการค้นคว้าเรื่องพุทธศาสนาให้มากขึ้น การเดินทางของ Tran ครั้งนี้จึงเป็นการแสวงบุญเพื่อเสาะหาวิธีการสื่อสารของภาพยนตร์เรื่องใหม่ โดยตั้งใจกลับไปสู่สิ่งที่เขาเรียกว่า “สไตล์การสร้างหนังแบบดั้งเดิมให้มากขึ้น เพื่อทำให้หนังมีสิ่งที่เป็นความบริสุทธิ์โดยไร้ข้อกังขาอยู่บนจอ ตอนนี้ผมแค่ยังไม่รู้ว่าต้องทำยังไง”
แต่ความ ‘ไม่รู้’ ก็ใช่ว่าจะหยุดยั้ง Tran จากความพยายามทำบางสิ่งบางอย่าง “อย่างไรก็ตาม มันก็เหมือนวิธีที่ผมสร้างหนัง The Taste of Things ทั้งที่ผมไม่ใช่คนทำอาหารนั่นแหละ กับหนังเรื่องใหม่นี้ ผมก็ไม่ใช่คนเคร่งศาสนาหรอกนะ”
This story was originally written in English by Zabrina Lo แปลและเรียบเรียงโดย Usanisa Wongmongkolrit
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2024 โดย Zabrina Lo โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
อัปเดตซีรีส์วายไทยที่ไม่ควรพลาดตลอดปี 2024
ซีรีส์เกาหลีที่ควรต้องดูตามบุคลิกของคุณ
15 บอร์ดเกมโดยคนไทยที่คุณควรต้องลองเล่นกับเพื่อนในช่วงสุดสัปดาห์นี้




