บิวกิ้น พุฒิพงศ์ ในงานแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง "หลานม่า" (ภาพ: Tulika Tippamas)
Cover บิวกิ้น พุฒิพงศ์ ในงานแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง "หลานม่า" (ภาพ: Tulika Tippamas)
บิวกิ้น พุฒิพงศ์ ในงานแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง "หลานม่า" (ภาพ: Tulika Tippamas)

Tatler คุยกับบิวกิ้น พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล เกี่ยวกับการรับบทนำครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง “หลานม่า” และเพลงใหม่ที่เพิ่งปล่อยออกมาสำหรับคนอยาก “ก้าวก่าย”

หลายๆ คนอาจเคยเห็น บิวกิ้น พุฒิพงศ์ จากบทบาทการแสดงในซีรีส์มาแล้วหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น รักฉุดใจนายฉุกเฉิน และ แปลรักฉันด้วยใจเธอ ล่าสุดนักแสดงและศิลปินหนุ่มคนนี้กลับมาอีกครั้งกับบทบาทที่น่าจับตามองในฐานะนักแสดงมากความสามารถ กับการรับบทนำในภาพยนตร์เป็นครั้งแรกกับ หลานม่า ภาพยนตร์ดราม่าแนวครอบครัวจากค่าย GDH ที่จะพาผู้ชมไปสัมผัสช่วงเวลาที่มีค่าและพลังของคำว่าครอบครัว โดยมีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 4 เมษายน 2024 นี้

นอกจากบทบาทนักแสดงแล้ว บิวกิ้นยังมีผลงานเพลงที่โดดเด่นกับหลากหลายเพลงฮิต ซึ่งในฐานะศิลปิน บิวกิ้นยังเป็นหนึ่งในศิลปิน T-Pop แถวหน้าที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในปัจจุบัน และเขาก็หวนคืนสู่บทบาทนี้อีกครั้งในซิงเกิลล่าสุดอย่าง ก้าวก่าย ที่บอกเล่าเรื่องราวของคนที่อาจยังมูฟออนไม่ได้ ผ่านแนวดนตรีป๊อป โซล และเสียงร้องสไตล์อาร์แอนด์บี ผลงานจากปลายปากกาของศิลปินชื่อดังอย่างโบกี้ไลอ้อน (Bowkylion)

เราขอรวบรวมโมเมนต์สำคัญครั้งนี้มาบอกเล่าผ่านบทสัมภาษณ์สุดพิเศษของหนุ่มบิวกิ้นกับ Tatler

อ่านเพิ่มเติม: ตอบรับกระแส T-Wave เมื่อศิลปินนักแสดงไทยเฉิดฉายบนเวทีระดับโลก

Tatler Asia
Billkin Putthipong in Press Conference of The Chinese Family, New GDH Movies
Above บิวกิ้น พุฒิพงศ์ ในงานแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง หลานม่า (ภาพ: Tulika Tippamas)
Billkin Putthipong in Press Conference of The Chinese Family, New GDH Movies

อยากให้ลองแชร์ประสบการณ์ในการรับบทนำภาพยนตร์ครั้งแรกให้เราฟังหน่อย
ผมว่าการทำงานในฐานะนักแสดงภาพยนตร์มีความแตกต่างจากการแสดงซีรีส์หรือว่าละคร จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของผม ผมว่าการแสดงภาพยนตร์เป็นงานที่มีความคราฟต์ที่สุด ยกตัวอย่างเวลาเราเล่นซีรีส์ เราถ่ายทำประมาณ 10-20 คิว ตัดมาเป็น 5 ตอน ฟุตเทจรวมกัน 5-6 ชั่วโมง ซึ่งการถ่ายหนังก็ถ่าย 20 กว่าคิว

อย่างเรื่องหลานม่าก็ถ่ายไป 25 คิว ตัดออกมาเหลือหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ทำให้เห็นว่าในแต่ละวันที่เราถ่ายทำ ระยะเวลามันจะสั้นกว่า เพราะเขาอยากให้เราเฟรชกับทุกๆ ซีน ทำให้ซีนที่ถ่ายในแต่ละวันน้อยกว่า ระยะเวลาที่ใช้เลยมากกว่า ช็อตต่างๆ จะเป็นการถ่ายแบบกล้องเดียว เพื่อไม่ให้ไลน์มันทับซ้อนกัน นี่คือความคราฟต์ที่อยู่ในนั้น รวมไปถึงการแสดงที่ต้องการความละเอียดมากกว่า มีเวลาโฟกัสมากกว่า มีเวลาปั้นมากกว่า ยิ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ผมมีโอกาสได้เป็นนักแสดงนำ เป็นตัวดำเนินเรื่องด้วย มันเลยมีความกดดันหลายๆ อย่าง ทั้งความละเอียดของแต่ละซีน และภาระที่ต้องแบกรับในการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ครับ

ในการแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ ต้องเตรียมตัวเยอะแค่ไหน แล้วมีความท้าทายอย่างไรบ้าง
จริงๆ ผมไม่ได้รับงานแสดงมานานเลย แล้วปกติผมไม่ได้รับงานแสดงเยอะขนาดนั้น เรื่องล่าสุดน่าจะเป็น แปลรักฉันด้วยใจเธอ Part 2 ก็ประมาณ 3 ปีแล้วครับ ซึ่งผมห่างหายจากการแสดงไปค่อนข้างนาน เพราะจริงๆ แล้ว เราก็รองานที่มันจะสามารถปลุกไฟด้านการแสดงในตัวเรา เพราะเวลาเรารับงานแสดงสักงานหนึ่งมันต้องใช้พลังงานเยอะครับ ทั้งพลังงานกายและพลังงานใจ ต้องใช้จิตวิญญาณที่สวมลงไปเป็นตัวละครตัวนั้นจริงๆ 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วปัจจัยภายนอกทั้งหมดก็ต้องเปลี่ยนไปตามตัวละครด้วยครับ

สิ่งแรกคือการที่เราเอาตัวเองกลับไปสู่โหมดของการเป็นนักแสดงให้ได้ ซึ่งผมว่ายิ่งเราโตขึ้นยิ่งทำให้เราเชื่ออะไรยากขึ้น เพราะพอเรามีความคิด มีตรรกะมากขึ้น การที่เราจะเชื่อในเรื่องที่บางครั้งไม่ได้เกิดขึ้นจริงกับตัวเรา มันยากกว่าตอนเราเป็นเด็กที่กล้าจะกระโจนลงไปทำอะไรต่างๆ กล้าที่จะเชื่อ กล้าที่จะทำอะไรโดยไม่คิดเยอะ อันนี้คือเส้นแรกเลยที่ยากที่สุดสำหรับผม 

ขณะเดียวกัน จังหวะการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ต้องการความเป็นธรรมชาติมากๆ เหมือนเรามาใช้ชีวิตอยู่ในกล้องให้ทุกคนดูมากกว่า มันไม่ได้มีจังหวะพยายามหรือว่าเน้นขยี้อารมณ์คนขนาดนั้น จังหวะมันจะไปเรื่อยๆ เนิบๆ เป็นเส้นตรง จะไม่ได้เป็นกราฟที่หวือหวามาก แต่เป็นจังหวะการเล่าแบบธรรมดาๆ ที่ไดนามิกมันไปอยู่ในใจของเรามากกว่า 

หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของการเข้าไปเป็นตัวละครแล้ว อะไรที่มันห่างตัว ไกลตัว การที่ต้องไปอยู่ในแบ็กกราวนด์ของบ้านที่ขายโจ๊ก บ้านที่เป็นตึกแถว หรือว่าการที่ต้องเป็นเด็กไม่เอาไหน ไม่มีงานไม่มีการทำ ในเรื่องวิธีคิด เราก็ต้องมีความคิด มีทัศนคติแบบตัวละคร ส่วนเรื่องปัจจัยภายนอก อย่างการลดน้ำหนัก เมคอัพ ทำลุค ทำผิว ตัดผม หรือแม้กระทั่งท่าทางการเดิน การหยิบจับ การพูด พอทุกอย่างต้องการความเป็นธรรมชาติมากๆ มันเลยเหมือนกับว่าทุกอย่างต้องกลั่นออกมาจากสัญชาตญาณครับ คุยกันแล้วไม่ต้องตอบเลย คิดอะไรก็ต้องทำเลย โดยที่ไม่ได้มีเวลาคิดแล้วค่อยทำ เหมือนกับเราต้องทำให้ทุกอย่างเป็นเหมือนสัญชาตญาณ เลยเป็นความท้าทาย เป็นวิธีการใหม่ๆ ของผมในภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ

Above ตัวอย่างภาพยนตร์ "หลานม่า"

จังหวะการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ต้องการความเป็นธรรมชาติมากๆ เหมือนเรามาใช้ชีวิตอยู่ในกล้องให้ทุกคนดู มันจะไปเรื่อยๆ เนิบๆ เป็นเส้นตรง ไม่ได้หวือหวามาก เป็นจังหวะการเล่าแบบธรรมดาๆ ที่ไดนามิกมันไปอยู่ในใจของเรา

- บิวกิ้น พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล -

แล้วคาแร็กเตอร์ในเรื่องนี้ใกล้เคียงกับตัวของบิวกิ้นอย่างไรบ้าง
ผมว่าถ้าชัดที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของแบ็กกราวนด์ครอบครัวที่เป็นเชื้อสายจีน แล้วก็เป็นครอบครัวที่มีหลายๆ เจเนอเรชั่นอยู่ในบ้านเดียวกัน อันนี้อาจเป็นสิ่งที่ชัดที่สุด รวมถึงวัฒนธรรมต่างๆ อย่างภาษาที่ใช้ และวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในบ้าน อันนี้อาจเป็นสิ่งที่เทียบเคียงกับตัวผมได้มากที่สุด

ภาพยนตร์เรื่อง หลานม่า กำลังถ่ายทอดอะไรให้กับคนดู
สำหรับภาพยนตร์ หลานม่า ผมว่าเป็นหนังที่มีคุณค่าสำหรับผม แล้วผมเชื่อว่าจะมีคุณค่ากับคนดู เป็นหนังที่ให้อะไรกับคนดู การที่เราสละเวลามาดูหนังเรื่องนี้ เราน่าจะได้อะไรกลับไป ให้ข้อคิด ให้เครื่องเตือนใจที่สุดท้ายแล้วอาจเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า ในวันนี้เราหลงลืมใครไปหรือเปล่า หรือว่ามีอะไรบางอย่างที่เรารู้ว่ามีอยู่ แต่อาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันเท่าที่ควรหรือเปล่า ก่อนที่จะสายเกินไปแล้วเราไม่ได้ทำสิ่งนี้ให้ดีที่สุด ก็อยากให้ทุกคนมาดูนะครับ ผมว่าอย่างน้อยเราจะได้เรียนรู้ความเป็นคน ได้เรียนรู้ธรรมชาติของสังคมครอบครัว ซึ่งผมว่าทุกๆ คนน่าจะมีประสบการณ์ในแบบของตัวเอง หนังเรื่องนี้มีอะไรบางอย่างที่เป็นประสบการณ์ร่วมกันของทุกคนในมุมมองเรื่องครอบครัว

Tatler Asia
Music Video Poster ก้าวก่าย Billkin
Above Music Video Poster เพลงก้าวก่าย ซิงเกิลล่าสุดจากบิวกิ้น พุฒิพงศ์ (ภาพ: Instagram / @bbillkin)
Music Video Poster ก้าวก่าย Billkin

นอกจากผลงานภาพยนตร์แล้ว ช่วยแชร์ประสบการณ์เบื้องหลังซิงเกิลใหม่อย่าง “ก้าวก่าย” ให้เราฟังหน่อย เห็นว่าเป็นการทำงานร่วมกันครั้งแรกกับโบกี้ไลอ้อนด้วย
พี่โบกี้เป็นคนที่เก่งทั้งในฐานะของการเป็นศิลปิน การเป็นโปรดิวเซอร์ของตัวเอง แล้วก็เป็นโปรดิวเซอร์ของศิลปินคนอื่นด้วย ผมว่าเขามีทักษะที่รอบด้านในการทำสิ่งนี้ครับ เขาสามารถมองภาพใหญ่ของศิลปินได้ว่าคนคนนี้มีตัวตนอย่างไร แล้วควรจะมีเพลงแบบไหน เขาเป็นคนที่ทำเพลงได้มีคาแร็กเตอร์ เล่าเรื่องไหนก็เฉียบคม สามารถเล่าประเด็นที่เขาอยากเล่าได้อย่างตรงไปตรงมา และมีลีลาแบบเฉพาะตัว ซึ่งเขาก็เขียนเนื้อเอง ทำเมโลดี้เอง ควบคุมการร้องและเรียบเรียงเอง ผมว่าเขาครบในทุกองค์ประกอบ ผมก็ได้อะไรหลายอย่างมาจากเขาครับ

การทำงานกับโบกี้ไลอ้อนครั้งนี้ทำให้ "ก้าวก่าย" ต่างจากเพลงก่อนๆ ของบิวกิ้นอย่างไรบ้าง
ถ้าพูดถึงในเชิงดนตรี เพลงนี้ก็ยังอยู่ในรากของความเป็นโซลนะครับ แต่เมโลดี้อาจมีอิทธิพลจากเพลงอาร์แอนด์บีเข้ามาบ้าง อย่างวิธีการร้อง หรือลูก riff ต่างๆ ผมว่าเป็นสิ่งที่ใหม่กับผมนะ เพราะไม่เคยทำเพลงที่มีวิธีการแบบนี้ มีองค์ประกอบพวกนี้เข้ามา ซึ่งท้าทายแล้วก็สนุกดีครับ

จากเบื้องหลังการทำเพลงทั้งหมดจนถึงการโปรโมตเพลง บิวกิ้นชอบขั้นตอนไหนมากที่สุด
ผมว่าสนุกคนละแบบนะ ตั้งแต่ตอนที่เราเริ่มระดมไอเดียกัน ไปจนถึงแต่ละองค์ประกอบในการทำเพลงที่ต้องมานั่งเจาะทีละจุด มันมีความสนุกที่แตกต่างกัน อย่างตอนคุยถึงประเด็นที่จะเล่า วิธีการเล่า หรือฟังก์ชันของเพลง เรื่อยมาจนถึงขั้นตอนของการอัดเสียง ถ่ายเอ็มวีอะไรต่างๆ ผมว่ามีความสนุกที่มันไม่เหมือนกัน เหมือนเราเอาจิ๊กซอว์ทุกชิ้นมารวมกันเป็นงานชิ้นหนึ่งครับ

Above Music Video เพลงก้าวก่าย จากบิวกิ้น พุฒิพงศ์

เพลงนี้ยังมีรากของความเป็นโซล แต่เมโลดี้อาจมีอิทธิพลจากเพลงอาร์แอนด์บีเข้ามา อย่างวิธีการร้อง หรือลูก riff ต่างๆ เป็นสิ่งที่ใหม่กับผม เพราะยังไม่เคยทำเพลงที่มีวิธีการแบบนี้

- บิวกิ้น พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล -

การคัมแบ็กในซิงเกิลนี้ บิวกิ้นอยากส่งต่อหรืออยากบอกเล่าอะไรกับคนฟัง
ผมว่ามุมมองของเพลงนี้เป็นการเล่าเรื่องราวเรื่องหนึ่งผ่านมุมมองของผมเกี่ยวกับความรู้สึกนี้ ผสมกับพี่โบกี้ไลอ้อนที่ลงมาเขียนเพลงนี้ให้ จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่พบเจอได้ในชีวิตของทุกๆ คน เรื่องของการที่ยังไม่สามารถมูฟออนได้ แต่สุดท้ายแล้วผมอยากให้ทุกคนลองฟังเพลงนี้ว่าฟังแล้วรู้สึกอย่างไร หรือเทียบเคียงกับเรื่องของตัวเองได้อย่างไรมากกว่า 

แล้วบิวกิ้นเคยมีโมเมนต์ที่อยากก้าวก่ายใครบ้างไหม
ไม่มีเลยครับ ผมไม่ค่อยชอบยุ่งเรื่องคนอื่น (หัวเราะ)

แล้วในทางกลับกัน ถ้ามีคนเข้ามาก้าวก่าย เราจะจัดการกับคนแบบนั้นอย่างไร
ผมว่าขึ้นอยู่กับสถานการณ์นะ เราก็คงสื่อสารแหละครับ แต่วิธีการสื่อสารมันอาจต้องประนีประนอมเพื่อไม่ให้มันทำร้ายจิตใจหรือทำร้ายความรู้สึกใคร สุดท้ายแล้วถ้ามันยังไม่เวิร์กก็ต้องจบที่การบอกกันตรงๆ อยู่ดี เพราะการบอกกันตรงๆ เป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่เราก็ต้องพูดอย่างมีวาทศิลป์ด้วยครับ

สุดท้ายแล้วจากหลายๆ เพลงที่ทำมาจนถึงตอนนี้ บิวกิ้นรู้สึกว่าสไตล์เพลงแบบไหนที่เป็นตัวตนของตัวเองมากที่สุด
ผมว่าผมได้รับอิทธิพลจากเพลงโซลเป็นหลักนะครับ ทั้งในวันนี้แล้วก็ที่ผ่านมา มันเป็นสิ่งที่ชัดเจนที่สุดว่าเราชอบ แล้วก็อยากทำอะไรประมาณนี้มากที่สุดครับ


อ่านเพิ่มเติม:

วิน เมธวิน กับหลากหลายลุคแฟชั่นที่น่าจับตามอง ตั้งแต่แจ็คเก็ตหนังจนถึงดับเบิลเดนิม

DJ Topic กับสไตล์เพลงแดนซ์หม่นโศกที่ครองใจแฟนเพลง

Aespa วง K-pop เล่าถึงประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นในฐานะแอมบาสเดอร์ของ Chopard

Topics

Asa Ngamkala
Digital Writer, Tatler Thailand
Tatler Asia

นักเขียนดิจิทัลที่ต้องการเล่าเรื่องของผู้คน ไลฟ์สไตล์ และวัฒนธรรม ผ่านคอนเทนต์ออนไลน์ที่เข้าใจง่ายและมีมุมมองเฉพาะตัว