Cover House Museum by Rom Design พื้นที่ศิลปะแบบ invitation-only แห่งใหม่ ใช้เส้นสายสถาปัตยกรรมเฉียบคมและความมินิมอลสุดเนี้ยบ มาสร้างอาร์ตสเปซแบบเอ็กซ์คลูซีฟสู่พื้นที่แลกเปลี่ยนด้านศิลปะข้ามวัฒนธรรมที่มีความหมาย

ร่ม สังขะวัฒนะ คุยกับ Tatler ถึงเบื้องหลังสเปซศิลปะแบบ invitation only แห่งใหม่ที่ดึงเอาเสน่ห์ของแกลเลอรีในบ้านจาก LA มาสร้างเป็นต้นแบบทางศิลปะและวัฒนธรรมของไทย เพื่อเติมเต็มบทสนทนาระดับนานาชาติ

ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับการ์ดเชิญให้ก้าวเข้าสู่อาร์ตสเปซแห่งใหม่ที่น่าจับตาที่สุดในกรุงเทพฯ ตอนนี้ และนั่นคือความตั้งใจ จากอดีตโรงรถเก่าสู่พื้นที่ศิลปะที่โหยหาบทสนทนาแบบลึกซึ้ง House Museum by Rom Design ได้เปิดมุมมองที่แตกต่างในการเสพงานศิลปะและวัฒนธรรมท่ามกลางยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างมาไวไปไวและเต็มไปด้วยข้อมูลมากมายเต็มฟีด สเปซศิลปะแบบ invitation-only แห่งนี้ขอเลือกนำเสนออะไรที่แตกต่าง ลืมภาพแกลเลอรีแบบเดิมๆ ไปได้เลย เพราะ House Museum by Rom Design ถูกออกแบบให้กลายเป็น living blueprint สำหรับการแลกเปลี่ยนบทสนทนาที่ขยายสู่ระดับโลก และเป็นพื้นที่พักใจให้กับการเสพศิลปะที่ลึกซึ้งที่ผู้ก่อตั้งอย่าง ร่ม สังขะวัฒนะ นิยามว่า "Quiet Art"

ด้วยแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมที่ครอสโอเวอร์กับวัฒนธรรมอย่าง Schindler House ในลอสแอนเจลิส สเปซแห่งนี้เลยขอรับบทเป็นสะพานเชื่อมสุนทรียศาสตร์ฝั่งตะวันออก โดยประเดิมโปรเจ็กต์แรกด้วยประติมากรรมร่วมสมัยของศิลปินจากโตเกียวอย่าง Gensho Sugahara งานนี้สปอตไลต์ไม่ได้ส่องไปที่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่โฟกัสไปที่ "ตัวสเปซ" ล้วนๆ ในฐานะพื้นที่ออฟไลน์ที่มีชีวิตและออกแบบมาเพื่อจุดประกายการทำงานใหม่ๆ ร่วมกัน (Synergy) ปลุกปั้นโปรแกรมศิลปินพำนัก (Artist in Residency) และค่อยๆ ต่อเลโก้สร้างมรดกทางวัฒนธรรมที่มีความหมายไปทีละชิ้น

อ่านเพิ่มเติม: เปิดบ้าน ‘ร่ม สังขะวัฒนะ’ และชมศิลปะตกแต่ง บ้านสวย โก้หรู อยู่สบาย

Tatler Asia
Above สเปซด้านนอกดึงเอาปรัชญาเซนแบบญี่ปุ่นมาใช้อย่างลึกซึ้ง เพื่อชวนให้เราหยุดพักและทบทวนตัวเองอย่างเงียบสงบ

นิทรรศการเปิดตัวครั้งแรกในชื่อ "Sanctuary" สะท้อนถึงปรัชญานี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยได้ผลงานของศิลปินและประติมากรจากโตเกียวอย่าง Gensho Sugahara มาทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความคิดสร้างสรรค์ระหว่างกรุงเทพฯ และโตเกียว สองเมืองที่มีรากฐานประวัติศาสตร์อันยาวนานแต่ก็กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว งานนี้เขางัดเอาเทคนิคการปั้นดินเหนียวแบบดั้งเดิมมาใช้โดยไม่ง้อแบบจำลอง เพื่อจับภาพตัวตนที่แปรเปลี่ยนไปของมนุษย์ยุคใหม่ ความเจ๋งคือผลงานของเขาเล่นกับความขัดแย้ง (Paradox) ได้อย่างลงตัว ด้วยการปั้นฟิกเกอร์ในโพสเจอร์สตรีทแฟชั่นจัดๆ แต่กลับแผ่ซ่านความสงบนิ่งแบบที่มักพบได้ในรูปปั้นพระพุทธรูปแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นการดึงเอาค่านิยมทางศาสนาและวัฒนธรรมที่ทั้งสองประเทศมีร่วมกัน มาสะท้อนมุมมองที่เคารพอดีตไปพร้อมๆ กับการโอบรับอนาคตอย่างมั่นคง

Tatler มีโอกาสได้พูดคุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ ร่ม สังขะวัฒนะ ถึงปรัชญาเบื้องหลังสเปซสุดคูลแห่งนี้ เบื้องลึกนิทรรศการเปิดตัวของ Gensho Sugahara และวิธีที่ House Museum กำลังแอบปูทางไปสู่ยุคใหม่ของบทสนทนาศิลปะข้ามวัฒนธรรม

Tatler Asia
Tatler Asia
Above ร่ม สังขะวัฒนะ ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์และผู้ก่อตั้ง Rom Design ตั้งเป้าที่จะใช้พื้นที่ส่วนตัวแห่งนี้เป็น "พิมพ์เขียวที่มีชีวิต" เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย

ท่ามกลางโลกที่หมุนไวและเต็มไปด้วยดิจิทัลขนาดนี้ อะไรดลใจให้คุณลุกขึ้นมาทำสเปซศิลปะแบบ invitation-only อย่าง House Museum แล้วความไพรเวตแบบนี้มันช่วยอัปเลเวลการเสพศิลปะอย่างไรบ้าง

ผมมองว่าบางครั้งการเริ่มต้นจากไอเดียเล็กๆ ก็สามารถเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับบางสิ่งได้ครับ ผมอยู่ในช่วงชีวิตที่รู้สึกว่า “ความเรียล” หรือ authenticity รวมถึงการพยายามสื่อสารความจริงของชีวิต เป็นสิ่งที่หาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคที่ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วยความเร็วและโลกดิจิทัล นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมอยากสวิตช์โหมด และหันกลับมาให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ในโลกออฟไลน์มากขึ้น

สำหรับผม House Museum จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับจัดแสดงงานศิลปะ แต่เป็นพื้นที่ที่อยากให้คนได้หยุด อยู่กับตัวเอง และมีปฏิสัมพันธ์กับงานอย่างเป็นส่วนตัวมากขึ้น เพราะผมเชื่อว่าศิลปะบางอย่างต้องใช้เวลาและบรรยากาศในการทำความรู้จัก ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นท่ามกลางผู้คนจำนวนมากเสมอไป

ความเป็น private และ invitation-only จึงช่วยสร้างพื้นที่ที่มีความ intimate มากขึ้น ทำให้คนดูมีโอกาสเชื่อมโยงกับงานในแบบของตัวเอง และอาจได้เห็นบางสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการมองงานเพียงผิวเผินครับ

ได้ยินมาว่าคุณได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม 'House Gallery' ในลอสแอนเจลิส คุณร่มเอาคอนเซ็ปต์นี้มาทวิสต์ให้เข้ากับไวบ์กรุงเทพฯ ยังไง แล้วมีดีเทลไหนบ้างที่คิดว่าต้องกลับมาทำที่นี่ให้ได้

โปรเจ็กต์หนึ่งในลอสแอนเจลิสที่ทัชใจผมมากคือ Schindler House ครับ ที่นั่นเคยเป็นเหมือนจุดนัดพบข้ามวัฒนธรรมที่เอาสเปซแบบญี่ปุ่นมาเปิดตัวในแอลเอตั้งแต่ปี 1922 แต่เอาจริงๆ โปรเจ็กต์นี้ก็ไม่ได้มาจากแอลเอร้อยเปอร์เซ็นต์นะ แขกคนแรกๆ ที่มาเยือนสเปซนี้คือไดเร็กเตอร์ของ Art Basel Hong Kong

ตอนนั้นที่นี่ยังเป็นไซต์ก่อสร้าง (ตรงนี้เคยเป็นโรงรถของคุณพ่อผมมาก่อน) เป็นแค่สเปซเปล่าๆ... ผมกลับมานั่งถามตัวเองว่าควรจะทำยังไงต่อดี จนท้ายที่สุดก็กลับมาเจอแก่นที่อยู่ข้างในตัวเอง ซึ่งก็คือเรื่องของเซน จิตวิญญาณ และความรู้สึกพึงพอใจ (Contentment) นี่แหละครับคือจุดที่สุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่นเข้ามามีบทบาทในงานของผม

Tatler Asia
Above ป้ายสตีลสีเข้มบนผนังคอนกรีตสีเทา สะท้อนภาษาดีไซน์ที่เรียบขรึมและเป็นส่วนตัวของอาร์ตสเปซแห่งนี้
Tatler Asia
Above ทางเดินภายในอาร์ตสเปซ House Museum by Rom Design
Tatler Asia
Above สเปซเน้นโชว์เท็กซ์เจอร์ดิบๆ ของก้อนหินและกรวดสีขาว
Tatler Asia
Above สเปซเน้นโชว์เท็กซ์เจอร์ดิบๆ ของก้อนหินและกรวดสีขาว

คุณร่มออกแบบ Townhouse Gallery เป็นสเปซที่ทุกคนสามารถเข้าได้ แต่พอมาทำ House Museum กลับมีความไพรเวตสุดๆ การบาลานซ์สเปซสองขั้วนี้มันช่วยเติมเต็มแพสชั่นหรือวิสัยทัศน์ของคุณร่มยังไงบ้าง

ผมอาจจะไม่ใช้คำว่า 'curate' ซะทีเดียว ผมมองว่ามันเหมือนการหาจุดเชื่อมโยงระหว่างโลกสาธารณะกับโลกส่วนตัวมากกว่าครับ ในพื้นที่ส่วนตัว ผมรู้สึกว่าเราสามารถถ่ายทอดไอเดียที่เป็นแก่นแท้ของเราออกมาได้อย่างอิสระ แต่กับพื้นที่สาธารณะ มันมีความซับซ้อนกว่าความต้องการส่วนตัว เพราะมีเรื่องของผู้มีส่วนร่วมท่านอื่นๆ... เพื่อให้โปรเจกต์สำเร็จ ซึ่งก็ท้าทายต่างกันไป พูดกันตามตรง สำหรับโปรเจกต์นี้ [House Museum] ผมจริงจังและทุ่มเทกับมันมาก มันไม่ใช่แค่สเปซที่ทำขึ้นมาเก๋ๆ หรือเพื่อความบันเทิงทั่วๆ ไปแน่นอนครับ

เมื่อ 'สถานที่ก็เป็นเพียงแค่สถานที่' หากขาดคอนเน็กชั่นที่เหมาะสมแล้ว 'บทสนทนาที่แท้จริง' หรือประสบการณ์ของโปรแกรมศิลปินพำนัก (Residency) ในฝันควรเป็นแบบไหน แล้วคุณมองหาอะไรบ้างเวลาคัดเลือกแขกหรือนักสะสมระดับโลกที่จะมาเข้าร่วม

สำหรับผม 'บทสนทนาที่แท้จริง' คือการมีสเปซที่ทุกคนสามารถเปิดอกคุยกันได้ทุกเรื่องโดยไม่มีใครมานั่งตัดสิน ตั้งแต่เรื่องไลฟ์สไตล์ การเมือง วัฒนธรรม ไปจนถึงการดีเบตเพื่อก้าวไปข้างหน้า ผมว่าเมื่อไหร่ที่บทสนทนามันเรียล เมื่อนั้นแหละที่มันมีความหมาย ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ผมว่าเราเซนส์ได้นะเวลาที่ใครสักคนพูดออกมาจากใจ หรือแค่ใช้คำพูดสวยๆ มาดึงดูดความสนใจเรา นี่แหละคือพื้นฐานที่ผมใช้ประกอบการตัดสินใจในการเชิญแขกผู้เข้าร่วมชมงาน แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ยังยืดหยุ่นและเปิดรับคนที่อยากจะเข้ามาเอนจอยกับโลกของผมในเลเวลที่ลึกซึ้งขึ้นด้วยครับ

อ่านเพิ่มเติม: จากจุดไข่ปลาสู่นิรันดร์: 8 เรื่องราวที่ Yayoi Kusama เปลี่ยนโลกศิลปะที่ไม่มีวันเหมือนเดิม

Tatler Asia
Above ประติมากรรมร่วมสมัยโดยศิลปินชาวโตเกียว Gensho Sugahara โดดเด่นอยู่กลางสเปซ ราวกับถูกเฟรมไว้ด้วยเสาไม้สีเข้มสุดคลาสสิกของมิวเซียม
Tatler Asia
Above ประติมากรรมร่วมสมัยโดยศิลปินชาวโตเกียว Gensho Sugahara โดดเด่นอยู่กลางสเปซ ราวกับถูกเฟรมไว้ด้วยเสาไม้สีเข้มสุดคลาสสิกของมิวเซียม
arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 Sugahara เลือกใช้เทคนิคปั้นดินแบบดั้งเดิมเพื่อถ่ายทอดความไร้ตัวตนและมูฟเมนต์ของมนุษย์ยุคใหม่ โดยเบลนด์กลิ่นอายแบบสตรีทแฟชั่นเข้ากับความสงบนิ่งได้อย่างมีชั้นเชิง
Photo 2 of 2 Sugahara เลือกใช้เทคนิคปั้นดินแบบดั้งเดิมเพื่อถ่ายทอดความไร้ตัวตนและมูฟเมนต์ของมนุษย์ยุคใหม่ โดยเบลนด์กลิ่นอายแบบสตรีทแฟชั่นเข้ากับความสงบนิ่งได้อย่างมีชั้นเชิง

พอเปิดตัว House Museum ด้วยนิทรรศการของคุณ Gensho Sugahara งานของเขาที่จับเอาท่าทางสตรีทแฟชั่นมามิกซ์กับความสงบนิ่งแบบพุทธศาสนา มันตอบโจทย์เรื่อง 'การสนทนาข้ามวัฒนธรรม' และเซ็ตโทนให้สเปซนี้ในระยะยาวได้อย่างไร

การทำงานกับรูปปั้นมีข้อจำกัดในตัวมันเอง เพราะเป็นงานที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายหรือเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ๆ ผมจึงรู้สึกว่าภาษาของรูปปั้นมีความหนักแน่น มีน้ำหนัก และมีความ serious อยู่ในตัว ซึ่งตรงกับความตั้งใจของผมที่อยากให้โปรเจ็กต์นี้มีรูปปั้นเป็นตัวนำของนิทรรศการ และเป็นหนึ่งในภาษาหลักของสิ่งที่ House Museum by ROM DESIGN อยากจะสื่อสาร

นี่เป็นความคิดตั้งแต่แรกของผมเลยครับ เพราะผมต้องการ “ปักธง” ให้รูปปั้นอยู่กับพื้นที่นี้ในระยะยาว ไม่ใช่แค่เป็นงานที่เข้ามาจัดแสดงแล้วก็จากไป

ผมรู้สึกว่าต่างจากภาพวาด รูปปั้นมีความแข็งแรงทางกายภาพบางอย่าง เพราะมันทำให้ความคิดหรือแนวคิดหนึ่งกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้และมีรากอยู่กับพื้นที่จริง ๆ มันมีทั้งน้ำหนัก ปริมาตร และตัวตนทางกายภาพที่ชัดเจน และไม่ใช่สิ่งที่สามารถเคลื่อนย้ายหรือเอาออกไปได้ง่าย ๆ ในขณะเดียวกัน ความเป็นกายภาพนี้ก็ทำให้มันมีความเปราะบางอยู่ด้วย มันสามารถแตกหักหรือเสียหายได้ และผมรู้สึกว่าความตึงระหว่าง “ความแข็งแรง” กับ “ความเปราะบาง” นี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก

สำหรับผม ภาพวาดมีความเปิดและมีอิสระมากกว่า มันอยู่บนอีกระนาบหนึ่ง และวิธีที่ภาพหรือความคิดถูกสร้างขึ้นผ่านการวาดภาพก็แตกต่างจากการทำให้ความคิดนั้นมีร่างกายขึ้นมาผ่านประติมากรรม เพราะรูปปั้นเข้าไปอยู่ในพื้นที่จริง และกลายเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมรอบตัวมัน

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 5 Sugahara เลือกใช้เทคนิคปั้นดินแบบดั้งเดิมเพื่อถ่ายทอดความไร้ตัวตนและมูฟเมนต์ของมนุษย์ยุคใหม่ โดยเบลนด์กลิ่นอายแบบสตรีทแฟชั่นเข้ากับความสงบนิ่งได้อย่างมีชั้นเชิง
Photo 2 of 5 Sugahara เลือกใช้เทคนิคปั้นดินแบบดั้งเดิมเพื่อถ่ายทอดความไร้ตัวตนและมูฟเมนต์ของมนุษย์ยุคใหม่ โดยเบลนด์กลิ่นอายแบบสตรีทแฟชั่นเข้ากับความสงบนิ่งได้อย่างมีชั้นเชิง
Photo 3 of 5 Sugahara เลือกใช้เทคนิคปั้นดินแบบดั้งเดิมเพื่อถ่ายทอดความไร้ตัวตนและมูฟเมนต์ของมนุษย์ยุคใหม่ โดยเบลนด์กลิ่นอายแบบสตรีทแฟชั่นเข้ากับความสงบนิ่งได้อย่างมีชั้นเชิง
Photo 4 of 5 Sugahara เลือกใช้เทคนิคปั้นดินแบบดั้งเดิมเพื่อถ่ายทอดความไร้ตัวตนและมูฟเมนต์ของมนุษย์ยุคใหม่ โดยเบลนด์กลิ่นอายแบบสตรีทแฟชั่นเข้ากับความสงบนิ่งได้อย่างมีชั้นเชิง
Photo 5 of 5 Sugahara เลือกใช้เทคนิคปั้นดินแบบดั้งเดิมเพื่อถ่ายทอดความไร้ตัวตนและมูฟเมนต์ของมนุษย์ยุคใหม่ โดยเบลนด์กลิ่นอายแบบสตรีทแฟชั่นเข้ากับความสงบนิ่งได้อย่างมีชั้นเชิง

ผมชอบความรู้สึกของงานประติมากรรมที่สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ และอยู่ร่วมกับผู้คนไปได้หลายชั่วอายุคน ตั้งแต่ Statue of Liberty ประติมากรรมกรีกและโรมันโบราณ งานของ Auguste Rodin ไปจนถึงงานศิลปะโบราณที่แกะสลักจากหินในอารยธรรมต่าง ๆ ตั้งแต่อียิปต์ไปจนถึงเม็กซิโก

ผมรู้สึกว่างานเหล่านี้มีทั้งความแข็งแรง ความยิ่งใหญ่ และความเป็นอนุสาวรีย์ในตัวเอง แต่ขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกถึงการดำรงอยู่และความถาวร พอเวลาผ่านไป มันไม่ได้เป็นเพียงวัตถุหรืองานศิลปะอีกต่อไป แต่สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์และความทรงจำของสถานที่นั้น ๆ ได้ครับ

ในอีกมุมหนึ่ง ผมอยากให้ House Museum เป็นพื้นที่ที่เติมคุณค่าทางใจ (Sentimental Value) ให้กับผมและสิ่งที่ผมพยายามจะผลักดันให้กับประเทศไทย ให้กับพื้นที่แห่งนี้ และให้กับผู้คนที่เข้ามาอยู่ร่วมกัน ผมอยากสร้างพื้นที่ที่ทำให้เรากลับมาบาลานซ์ชีวิตด้วยความถ่อมตัว อยู่ร่วมกับธรรมชาติ และลองถอยออกจากโลกออนไลน์ กลับมาอยู่กับโลกออฟไลน์บ้าง

ผมคิดว่า “ศิลปะแห่งการดำรงอยู่” หรือ Art of Being เป็นสิ่งที่สำคัญมากในช่วงเวลานี้ และคุณ Gensho Sugahara ก็เป็นศิลปินที่ทำให้ผมกลับมาอินกับงานศิลปะ งานคราฟต์ และคุณค่าบางอย่างแบบดั้งเดิมที่กำลังค่อย ๆ เลือนหายไปจากสังคม

ผมเจองานของ Gensho ครั้งแรกที่เกียวโต และรู้สึกตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่าเรามีบางอย่างที่ตรงกัน ทั้งวิธีคิดและมุมมองต่อชีวิต เราใช้เวลาพูดคุยและทำความรู้จักกันอยู่เกือบปี ก่อนที่เขาจะตัดสินใจบินมาทำ Artist in Residence นอกประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกที่ House Museum

สำหรับผม นี่จึงไม่ใช่แค่การนำงานของศิลปินญี่ปุ่นมาแสดงในประเทศไทย แต่เป็นการสร้างบทสนทนาระหว่างวัฒนธรรม ผ่านสิ่งที่เรามีร่วมกันในฐานะมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความสงบ ความงาม ความละเอียดอ่อน หรือการกลับมาอยู่กับปัจจุบันครับ

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 3 Sugahara เลือกใช้เทคนิคปั้นดินแบบดั้งเดิมเพื่อถ่ายทอดความไร้ตัวตนและมูฟเมนต์ของมนุษย์ยุคใหม่ โดยเบลนด์กลิ่นอายแบบสตรีทแฟชั่นเข้ากับความสงบนิ่งได้อย่างมีชั้นเชิง
Photo 2 of 3 Sugahara เลือกใช้เทคนิคปั้นดินแบบดั้งเดิมเพื่อถ่ายทอดความไร้ตัวตนและมูฟเมนต์ของมนุษย์ยุคใหม่ โดยเบลนด์กลิ่นอายแบบสตรีทแฟชั่นเข้ากับความสงบนิ่งได้อย่างมีชั้นเชิง
Photo 3 of 3 Sugahara เลือกใช้เทคนิคปั้นดินแบบดั้งเดิมเพื่อถ่ายทอดความไร้ตัวตนและมูฟเมนต์ของมนุษย์ยุคใหม่ โดยเบลนด์กลิ่นอายแบบสตรีทแฟชั่นเข้ากับความสงบนิ่งได้อย่างมีชั้นเชิง

คุณอินกับคอนเซ็ปต์ 'Quiet Art' มาก อยากให้ขยายความหน่อยว่าศิลปะแบบมินิมอลที่เต็มไปด้วย impact นี้มีความหมายกับคุณยังไง และมันช่วยวางแนวทางในการเลือกศิลปินและสร้างบทสนทนาที่คุณอยากเห็นอย่างไรบ้าง

ผมว่ายิ่งเราคุยกับคนเยอะๆ หรือทำธุรกิจมามากขนาดไหน ท้ายที่สุดแล้วมันก็จบที่ว่าบทสนทนานั้นมันมีความหมายกับเราหรือเปล่า หลายสิ่งบนโลกใบนี้ไม่จำเป็นต้องตะโกนออกมา ผมชอบที่จะไปทำความเข้าใจเส้นแบ่งตรงนั้น และอยากเป็นคนผลักดันอะไรที่มัน 'เงียบ' มากกว่า 'เสียงดัง' เพราะผมเชื่อว่าถ้าของนั้นมีความ authentic ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน มันก็จะยังเป็นเสียงที่ทรงพลังในแบบของมัน... สำหรับผม การสะสมงานศิลปะมันเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ ยิ่งโตขึ้น ผมยิ่งโหยหาความเงียบและเวลาส่วนตัว ตอนวัย 20 ผมอาจมองออกไปแต่โลกข้างนอก แต่พออายุแตะเลข 3 ปุ๊บ โฟกัสผมเปลี่ยนมาหาสิ่งที่มันจับต้องได้ เป็นโลกออฟไลน์ที่เรียลและมีความหมายมากขึ้นครับ

นอกจากการอิมพอร์ตศิลปินอย่างคุณ Gensho มาไทยแล้ว คุณร่มมองหา 'Synergy' หรือการสปาร์กเคมีใหม่ๆ ระหว่างคอมมูนิตี้ครีเอทีฟไทยกับอินเตอร์ผ่านโปรแกรม Residency นี้ยังไงบ้าง

ผมว่า Synergy มันก็คือตัว 'ผลงาน' นั่นแหละ รวมถึงฟีลลิ่งที่ผมได้จากมัน หรือบางอย่างที่ดึงดูดผมเข้าไป นั่นคือด่านแรกเวลาที่ผมจะเริ่มบ่มเพาะอะไรสักอย่าง ความจริงใจของพาร์ทเนอร์ก็เป็นคีย์เวิร์ดสำคัญ รวมถึงเคมีตอนที่เราลงมือทำงานเป็นทีมด้วย ผมว่ายุคนี้มันคือ Teamwork ไม่ใช่ One-man show อีกต่อไปแล้ว ท้ายที่สุดมันก็อยู่ที่ว่าชีวิตจะพาเราไปจ๊ะเอ๋กับใคร และอะไรดึงดูดเราเข้าไปหากัน บางครั้งมันคือความโชคดี แต่บางทีมันก็คือจังหวะและโอกาสครับ

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 3
Photo 2 of 3
Photo 3 of 3

มองไปข้างหน้า คุณร่มหวังว่าโปรเจ็กต์นี้จะไปกระตุกต่อมครีเอทีฟให้คอมมูนิตี้ไทยยังไง และมันทำหน้าที่เป็นภาพสะท้อนวิสัยทัศน์สเกลใหญ่ของ ROMCOMPANY ยังไงบ้าง

ผมมองว่าที่นี่เป็นเหมือนสนามจริงที่เราได้ลงมือทำตามวิสัยทัศน์ และค่อย ๆ ทำให้โลกของ ROMCOMPANY เกิดขึ้นจริง ทั้ง HOUSE MUSEUM, ROM DESIGN, TOWNHOUSE, TOWNHOUSE Gallery และในอนาคตจะมี TOWNHOUSE Apartment เข้ามาเป็นอีกส่วนหนึ่งของภาพเดียวกัน

สิ่งที่ผมทำไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะอยากตามกระแส หรืออยากสร้าง “โลก” ของตัวเองขึ้นมาเพียงอย่างเดียว แต่ผมอยากใช้แรงของการทำงานออฟไลน์ เพื่อมีส่วนขับเคลื่อนและขยับเพดานของวัฒนธรรมไปข้างหน้า ผ่านบทสนทนาและประสบการณ์จริงระหว่างผู้คน ผมเชื่อว่าการพัฒนาบางอย่างที่ค่อยเป็นค่อยไป ก็สามารถก้าวหน้าและมีความหมายได้

มันเหมือนการก้มหน้าก้มตาทำสิ่งเล็ก ๆ ในทุกวัน แล้วค่อย ๆ ต่อมันเข้าด้วยกันเหมือนการต่อ lego — วันนี้อาจเห็นเป็นเพียงชิ้นเล็ก ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันค่อย ๆ เติบโตและกลายเป็นภาพที่ใหญ่ขึ้น และผมคิดว่านั่นคือความสนุกของมัน

สำหรับโปรเจ็กต์นี้ ผมอยากให้สิ่งที่เราทำสะท้อนกลับมาที่ตัวผมเอง รวมถึงความเชื่อของ ROMCOMPANY และผู้คนที่ผมเคยมีโอกาสร่วมงานด้วย อย่างน้อยที่สุด ผมอยากรู้สึกว่าผมได้พยายามทำบางอย่างที่มีความหมาย ได้พยายามสร้าง ฟูมฟัก และทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ ที่มีคุณค่า ตราบเท่าที่ผมยังมีเวลาอยู่บนโลกใบนี้

ผมคิดว่าสุดท้ายแล้ว นั่นแหละครับคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตของผมมีความหมาย

Tatler Asia
Above ร่ม สังขะวัฒนะ ผู้ก่อตั้ง Rom Design และศิลปินชาวโตเกียว Gensho Sugahara ถ่ายทอดพลังงานแห่งการร่วมมือข้ามวัฒนธรรม ผ่านผลงานมาสเตอร์พีซจากนิทรรศการ 'Sanctuary' ที่พิสูจน์ว่าบทสนทนาที่ทรงพลังที่สุดมักเกิดขึ้นในโลกออฟไลน์

Topics

Chutima Katepongchai
Assistant Editor, Homes & Lifestyle, Tatler Thailand
Tatler Asia

ชุติมา เกตุพงษ์ชัย ผู้ช่วยบรรณาธิการประจำ Tatler Thailand ดูแลเนื้อหาสถาปัตยกรรม งานออกแบบ และไลฟ์สไตล์ เธอเล่าเรื่องบ้านและพื้นที่รอบตัวในฐานะแรงบันดาลใจที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน ผ่านบริบทร่วมสมัย