เตรียมพบกับนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ตั้งแต่ผลงานชิ้นเอกของ Alexander Calder จนถึงบทสนทนาข้ามทศวรรษผ่านผลงานกว่า 160 ชิ้น ของ 33 ศิลปิน กับ chapter ใหม่ของ Dib Bangkok
ปรัชญา Kinetic Art หรือศิลปะที่เปลี่ยนรูปทรงและมุมมองไปตามจังหวะ และไม่เคยหยุดนิ่ง ดูจะอธิบายเส้นทางของ Dib Bangkok (ดิบ บางกอก) พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกของไทยได้ดีที่สุด เพราะพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งนี้คือพื้นที่ที่มีพลวัตและขับเคลื่อนตัวเองไปข้างหน้าตลอดเวลา คำถามที่ชวนให้คิดต่อก็คืออะไรคือแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังที่ทำให้พื้นที่กว่า 7,000 ตารางเมตร ซึ่งถูกรีโนเวตจากโกดังเก่ายุค 80s แห่งนี้ ใช้เวลาเพียง 8 เดือนก่อนทะยานขึ้นสู่ทำเนียบ TIME’s World’s Greatest Place 2026 ได้อย่างสง่างาม
และความสำเร็จก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะสื่อนานาชาติอย่าง Monocle ยังยกย่องให้ Dib Bangkok เป็น “Thailand’s answer to New York’s MoMA” ในขณะที่ South China Morning Post และรางวัล Cathay Member’s Choice Award 2026 ก็ต่างเทคะแนนโหวตให้ Dib Bangkok เป็นจุดหมายปลายทางห้ามพลาด คำตอบของปรากฏการณ์นี้ไม่ได้ซ่อนอยู่ในแค่โครงสร้างของสถาปัตยกรรมสุดล้ำ แต่เป็นพลังของ "ผู้คน" ที่คอยขับเคลื่อนสถาบันแห่งนี้ รวมถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นที่จะสร้างนิเวศที่ยั่งยืนให้กับวงการศิลปะไทย ที่เราจะได้เห็นจากนิทรรศการฟอร์มยักษ์ที่กำลังจะเดินทางมาถึง
อ่านเพิ่มเติม: ‘กุลภัทร ยันตรศาสตร์’ กับปรัชญา ‘สถาปัตยกรรมใจกว้าง’ และศิลปะออกแบบสเปซที่รับฟังเสียงผู้คน

Above Dib Bangkok (ดิบ บางกอก) พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกของไทย
ก้าวต่อไปของ Dib Bangkok ที่จะมากระตุกต่อมความคิดและแรงบันดาลใจของเราคือ นิทรรศการครั้งที่ 2 ที่ชื่อว่า “ชีวิต ชีวา Giving Life” (จัดแสดง 26 กันยายน 2569 – 3 พฤษภาคม 2570) งานนี้รวบรวมผลงานกว่า 160 ชิ้น จาก 33 ศิลปินไทยและนานาชาติ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของการเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลง และการเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยมีหนึ่งในชิ้นงานมาสเตอร์พีซที่พลาดไม่ได้คือผลงานของ Alexander Calder ศิลปินอดีตวิศวกรเครื่องกลผู้ปฏิวัติวงการประติมากรรมแห่งศตวรรษที่ 20 เขาคือชายผู้เสกให้ก้อนเหล็กที่เคยหนักอึ้ง ให้สามารถล่องลอย โบยบิน และเต้นรำไปกับอากาศธาตุ ในวาระรำลึก 50 ปีแห่งการจากไปของเขา นี่คือโอกาสระดับ rare item ที่เราจะได้ชมผลงานชิ้นประวัติศาสตร์ของเขาอย่าง Untitled (1963) ในไทย โดยไม่ต้องตีตั๋วบินไปไกลถึงนิวยอร์กหรือลอนดอน

Above อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์, Untitled, 1963 หนึ่งในชิ้นงานของ คาลเดอร์ ซึ่งจะจัดแสดงที่ ดิบ บางกอก (ภาพ: ©2026 Calder Foundation, New York / Artists Rights Society (ARS), New York)
นอกจากชิ้นงานของ Calder แล้ว นิทรรศการนี้ยังอัดแน่นด้วยผลงานที่ "ชุบชีวิตใหม่" ให้กับสสารอย่างแสบสันจากการรวมตัวของศิลปินนานาชาติที่น่าจับตามอง ทั้ง อิซุมิ กาโตะ, เคทลิน คีโอห์, ตวน แอนดรูว์ เหงียน, โทเบียส เรห์แบร์เกอร์, เซซิเลีย บีกุญญา, เมเรียม เบนนานี และ ยูกิโนริ ยานากิ ในขณะเดียวกันฝั่งศิลปินไทยก็จัดเต็มด้วยรายชื่อระดับตำนาน ทั้ง ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช, อารยา ราษฎร์จำเริญสุข, สุธี คุณาวิชยานนท์ รวมถึง วสันต์ สิทธิเขตต์ ผู้โดดเด่นในฐานะศิลปินนักเคลื่อนไหวทางสังคม

Above เคทลิน คีโอห์, Procession, 2024.

Above อิซุมิ กาโตะ, Untitled, 2018 ภาพโดย Yusuke Sato
©2018 Izumi Kato อนุเคราะห์ภาพโดย ศิลปิน และ Perrotin

Above วสันต์ สิทธิเขตต์, Inferno (นิรยกถา (บาปตัดไม้ทำลายป่า)), 1991. (ภาพโดย ดิบ บางกอก)
ศิลปะแห่งการมอบลมหายใจ
ความตื่นเต้นของการเดินชมนิทรรศการนี้ คือการได้เห็นศิลปินหยิบจับสิ่งของรอบตัวมาเล่าเรื่องใหม่ ตัวอย่างที่ทรงพลังมากคือผลงาน Tremor (2025) ของ ตวน แอนดรูว์ เหงียน ที่นำเอาลูกระเบิดตกค้างจากยุคสงครามเวียดนามมาดัดแปลงเป็นงานโมบายล์สุดพลิ้วไหว ประหนึ่งการมอบลมหายใจใหม่ให้กับวัตถุที่ครั้งหนึ่งเคยถูกสร้างมาเพื่อทำลายล้าง อารียนา ชัยวาระนนท์ ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ ได้เล่าถึงเบื้องหลังการจัดนิทรรศการครั้งนี้ว่า “ศิลปินคือผู้ที่มอบชีวิตให้สรรพสิ่งจนออกมาเป็นงานศิลปะ พวกเขานำวัสดุรอบตัวมาดัดแปลงให้เข้ากับแนวคิดที่เชื่อมโยงชีวิตของผู้คนผ่านยุคสมัย”

Above ตวน แอนดรูว์ เหงียน กับผลงาน Tremor, 2025 ที่ผสมผสานงานโมบายล์เข้ากับลูกระเบิดตกค้างในสงครามเวียดนาม ประหนึ่งสร้างชีวิตใหม่ให้กับสิ่งที่เคยทำหน้าที่อื่นมาก่อน (ภาพโดย ศิลปิน, James Cohan, New York ภาพโดย Dan Bradica)
ในอีกแง่มุมหนึ่ง ศิลปะเหล่านี้ยังทำหน้าที่สะท้อนภาพชีวิตของเราทุกคนได้อย่างลึกซึ้ง อารียนาขยายความต่ออย่างน่าสนใจว่า “ยิ่งในยุคสมัยที่การกำหนดเส้นทางชีวิตตัวเองเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้น เราขับเคลื่อนตัวเองตลอดเวลา ทั้งจากการทำงาน การแสดงออก และการดำรงชีวิต ผลงานเหล่านี้จึงสะท้อนประสบการณ์อันซับซ้อนในชีวิตเราว่า ธรรมชาติที่แท้จริงของชีวิตคือ ‘การเปลี่ยนแปลง’”

Above อารียนา ชัยวาระนนท์ ภัณฑารักษ์ของ ดิบ บางกอก

Above อารียนา ชัยวาระนนท์ ภัณฑารักษ์ของ ดิบ บางกอก และสุธี คุณาวิชยานนท์ ศิลปินร่วมสมัย และศาสตราจารย์ประจำภาควิชาทฤษฎีศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ผลงานเหล่านี้สะท้อนประสบการณ์ซับซ้อนในชีวิตว่า ธรรมชาติแท้จริงของชีวิตคือ ‘การเปลี่ยนแปลง’
บทสนทนาข้ามทศวรรษ
และเพื่อให้การชมศิลปะมีมิติมากกว่าแค่ความสวยงาม ดร. มิวาโกะ เทสุกะ ผู้อำนวยการ Dib Bangkok ได้ซ่อน 'เลเยอร์' ทางประวัติศาสตร์เอาไว้ในการจัดวาง เธอตั้งใจพาเราย้อนเวลากลับไปสำรวจช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในทศวรรษ 1970 (พ.ศ. 2513-2523) ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ Calder เคยนำนิทรรศการ Calder’s Circus มาจัดแสดงครั้งแรกที่หอศิลป พีระศรี (พ.ศ. 2518) ยุคนั้นคือช่วงที่สังคมการเมืองไทยกำลังเปลี่ยนผ่าน และเป็นจุดกำเนิดของกระแส "ศิลปะเพื่อชีวิต"
การนำงานของ Dib Bangkok และศิลปินระดับโลกมาทาบทับกับศิลปินไทยในยุคสมัยนั้น เป็นการทลายเส้นแบ่งระหว่าง "ศิลปะไทย" และ "ศิลปะสากล" อย่างจงใจ ดร. มิวาโกะ กล่าวว่า “ที่ Dib Bangkok ผู้ชมไม่ได้มาแค่เพื่อชมศิลปะเท่านั้น แต่เราอยากเชิญให้ผู้ชมมาศึกษาประวัติศาสตร์ศิลป์ของไทยเพื่อเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ศิลปะของโลก นิทรรศการ ชีวิต ชีวา Giving Life จะพาผู้ชมย้อนกลับไปมองพัฒนาการของศิลปะร่วมสมัยและจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการศิลปะไทยในทศวรรษ 1970 ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการจัดแสดงงานของคาลเดอร์ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัยที่มีหลากหลายมากยิ่งขึ้น”
อ่านเพิ่มเติม: ดำดิ่งสู่ความงดงามของศิลปะร่วมสมัยที่ dib Bangkok

Above ดร. มิวาโกะ เทสุกะ ผู้อำนวยการ ดิบ บางกอก
ที่ ดิบ บางกอก ผู้ชมไม่ได้มาแค่เพื่อชมศิลปะเท่านั้น แต่เราอยากเชิญให้ผู้ชมมาศึกษาประวัติศาสตร์ศิลป์ของไทยเพื่อเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ศิลปะของโลก

Above Calder ระหว่างทำผลงาน Cirque Calder (1926–31), 1929 (ภาพ: André Kertész © Ministère de la Culture / Médiathèque de Patrimoine, Dist. RMN-Grand Palais / André Kertész)
นิยามความ "ดิบ" และมรดกทางวัฒนธรรมที่ถูกส่งต่อ
อีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าสนใจและอดพูดถึงไม่ได้คือที่มาของชื่อ “ดิบ” ซึ่งมาจากความตั้งใจที่อยากจะเป็นสเปซที่นำเสนองานศิลปะในรูปแบบที่ตรงไปตรงมา เป็นธรรมชาติ และไม่ปรุงแต่งจนสูญเสียตัวตน แนวคิดในการเผยให้เห็นแก่นแท้ของศิลปะนี้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของภูรัตน์ “แฌง” โอสถานุเคราะห์ ประธานผู้ก่อตั้ง ดิบ บางกอก และทายาทผู้สานต่อมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นสำคัญนี้จากคุณเพชร โอสถานุเคราะห์
เขากล่าวว่า “ดิบ บางกอก เกิดจากความรักที่มีต่อศิลปะและอยากแบ่งปันให้กับทุกคนที่มาเข้าชม ผู้ที่เข้ามาจะไม่เพียงแค่ชมได้ด้วยสายตา แต่พื้นที่แห่งนี้เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ใช้เวลากับความคิด ได้สำรวจ ตีความ ได้สนุกสนานไปตามความสนใจ”

Above ภูรัตน์ “แฌง” โอสถานุเคราะห์ ประธานผู้ก่อตั้ง ดิบ บางกอก
ภูรัตน์เชื่อว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดและประเมินค่าไม่ได้คือ อิมแพ็กเชิงบวกที่สถาบันแห่งนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคมและพลิกโฉมกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ เป็นพื้นที่ที่ศิลปะช่วยยกระดับจิตวิญญาณของผู้คน และสร้างนิเวศทางวัฒนธรรมที่ทัดเทียมกับมหานครอื่นๆ ทั่วโลก
“ดิบ บางกอก คือสถาบันที่มีชีวิต เติบโตไปพร้อมกับคอลเล็กชั่น ผู้ชม และบริบททางวัฒนธรรมรอบตัว... ผมเชื่อว่ากรุงเทพฯ ควรมีพิพิธภัณฑ์ที่สามารถพูดคุยกับโลกในมาตรฐานเดียวกับเมืองศิลปะชั้นนำ โดยยังสะท้อนมุมมองของประเทศไทยอย่างเป็นธรรมชาติ”
เขาย้ำถึงเป้าหมายสูงสุดของการก่อตั้งสถาบันแห่งนี้ว่า “นั่นคือเหตุผลเดียวกันที่ทำให้ผมทำงานด้านการศึกษาและการลงทุนระยะยาวมาโดยตลอด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทุกอย่างคือการลงทุนในคน เราหวังว่าสิ่งที่ภาคธุรกิจสร้างขึ้นจะกลับมาสร้างโอกาสให้สังคม ผ่านศิลปะ การศึกษา และการพัฒนาสถาบันที่อยู่ต่อไปได้อีกหลายรุ่น”
ผมเชื่อว่ากรุงเทพฯ ควรมีพิพิธภัณฑ์ที่สามารถพูดคุยกับโลกในมาตรฐานเดียวกับเมืองศิลปะชั้นนำ โดยยังสะท้อนมุมมองของประเทศไทยอย่างเป็นธรรมชาติ

Above Dib Bangkok (ดิบ บางกอก) พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกของไทย
ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง
Dib Bangkok พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาตั้งใจที่จะสร้างสถาบันศิลปะระดับโลกที่อยู่คู่กับสังคมไทย แต่สิ่งหนึ่งที่พิพิธภัณฑ์อย่าง MoMA หรือ Tate Modern จะเติบโตมาไม่ได้เลยหากขาดไป นั่นก็คือพลังจาก "ผู้คน" และวัฒนธรรมการอุปถัมภ์ศิลปะ
วันนี้ Dib Bangkok เปิดประตูต้อนรับผู้ที่เชื่อมั่นในพลังของศิลปะ ให้ก้าวเข้ามาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มแรกผ่าน 'Dib Membership' ที่ไม่ใช่แค่เราจะได้สิทธิพิเศษในการเข้าชมงานก่อนใคร ชมการแสดงสด หรือเดินดูเบื้องหลังแบบเอ็กซ์คลูซีฟเท่านั้น แต่มันคือการสนับสนุนโดยตรงต่องานอนุรักษ์ โปรแกรมการศึกษา และการสร้างพื้นที่ให้ศิลปินในภูมิภาคได้มีเวทีแสดงออก นี่คือโอกาสที่คุณจะได้ก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในการเขียนประวัติศาสตร์บทแรกของสถาบันศิลปะแห่งนี้ และสร้างมรดกทางวัฒนธรรมที่จะถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นหลังอย่างแท้จริง
(นิทรรศการ ชีวิต ชีวา Giving Life จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2569 ถึง 3 พฤษภาคม 2570 เปิดให้จองบัตรล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อเพื่อสมัครสมาชิก Dib Membership ได้ที่ membership@dibbangkok.org)

Above นิทรรศการ ชีวิต ชีวา Giving Life จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2569 ถึง 3 พฤษภาคม 2570 ที่ Dib Bangkok
Topics








