Driven by social media buzz, ‘Niu Lai’ skyrocketed past 18 million yuan at the box office, competing with major blockbusters in Chinese cinemas. (Photo: Getty Images)
Cover ด้วยกระแสความนิยมในโซเชียลมีเดีย ภาพยนตร์เรื่อง ‘Niu Lai’ ทำรายได้ทะลุ 18 ล้านหยวน หรือประมาณ 87.90 ล้านบาทในบ็อกซ์ออฟฟิศ แข่งขันกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องอื่นๆ อย่าง ‘The Odyssey’ และ ‘Spider-Man: Brand New Day’ (ภาพ: Getty Images)
Driven by social media buzz, ‘Niu Lai’ skyrocketed past 18 million yuan at the box office, competing with major blockbusters in Chinese cinemas. (Photo: Getty Images)

Niu Lai ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “แอนิเมชั่นที่ขี้เหร่ที่สุดของจีน” กลับพลิกสถานะสู่ภาพยนตร์ทำเงินเกินคาด จนสามารถขึ้นมาท้าชนกับผลงานฟอร์มยักษ์อย่าง The Odyssey และ Spider-Man: Brand New Day ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา แอนิเมชั่นจีนได้พิสูจน์ศักยภาพบนเวทีโลกอย่างสง่างาม ด้วยงบประมาณมหาศาลและวิชวลเอฟเฟกต์ชั้นยอด ผลงานทำเงินอย่าง Chang’an (2023), Deep Sea (2023) และแฟรนไชส์ Ne Zha (2019-2025) ล้วนแสดงให้เห็นว่า จีนสามารถสร้างภาพยนตร์ระดับโลกที่ถ่ายทอดตำนานและคติความเชื่ออันซับซ้อนซึ่งสืบทอดมายาวนานกว่า 5,000 ปี ให้เข้าถึงผู้ชมทั่วโลกได้

แล้วเหตุใดภาพยนตร์ทุนต่ำ เทคโนโลยีบ้านๆ และมีงานสร้างอันเรียบง่ายเกินคาด ซึ่งไม่ได้เข้าฉายทั่วประเทศเสียด้วยซ้ำ กลับสามารถสั่นสะเทือนวงการและกลายเป็นศูนย์กลางของกระแสสังคมได้อย่างน่าอัศจรรย์

คำตอบนั่นซ่อนอยู่ใน Niu Lai หรือชื่อที่ได้รับการแปลไว้หลากหลาย ทั้ง Here Comes the Cow และ The Arrival of the Ox หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “วัวมาแล้ว”

ภาพยนตร์ความยาว 86 นาทีเรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของลูกวัวขี้อายตัวหนึ่งที่ออกเดินทางเข้าสู่ห้วงความฝันอันกว้างใหญ่ พร้อมกับนกสกายลาร์กชื่อ “Yunque” และเสือดาวนาม “Baola” ทว่าเบื้องหลังผลงานชิ้นนี้คือความเพียรพยายามตลอดห้าปีเต็มของสองแม่ลูกผู้ทุ่มเทสร้างสรรค์ทุกรายละเอียดขึ้นมาด้วยตนเอง

อ่านเพิ่มเติม: เปิดม่านวิสัยทัศน์ของ บอย ถกลเกียรติ วีรวรรณ กับความท้าทายในการขับเคลื่อนวงการมิวสิคัลในไทย

Xin Yumeng อดีตมัณฑนากรผู้ปราศจากพื้นฐานด้านการทำภาพยนตร์ ทำหน้าที่ไม่ต่างจากสตูดิโอลุยเดี่ยว เขารับบทบาททั้งกำกับการแสดง ขึ้นโมเดลสามมิติ ทำแอนิเมชั่น ตัดต่อ ไปจนถึงการพากย์เสียงตัวละครชายมากถึง 10 บทบาท ขณะที่ Sun Lifang ผู้เป็นมารดาและร่วมรังสรรค์ผลงาน ได้ฝึกฝนการเขียนบทด้วยตนเองตั้งแต่จุดเริ่มต้น รับหน้าที่พากย์เสียงตัวละครหญิงทั้งหมด อีกทั้งยังแต่งเนื้อร้อง ทำนอง และขับร้องเพลงประกอบตอนท้ายเรื่องด้วยตัวเองอีกด้วย

โปรเจ็กต์นี้สร้างขึ้นจากเงินเก็บของครอบครัว โดยไม่มีนักลงทุนภายนอกแม้แต่รายเดียว จึงนับเป็นผลงานที่เกิดจากความรักและความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง เมื่อผู้จัดจำหน่ายได้ชมภาพยนตร์ฉบับสมบูรณ์ พวกเขาถึงกับแนะนำอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่ควรนำเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ แต่ Xin ไม่ยอมปล่อยให้หยาดเหงื่อตลอดห้าปีสูญเปล่า Xin จึงเดินเรื่องดำเนินการตามขั้นตอนด้วยตนเอง จนกระทั่งได้รับใบอนุญาตฉายในโรงภาพยนตร์ได้สำเร็จ

Tatler Asia
With jagged 3D models, erratic movement and unrefined textures reminiscent of early 1990s computer graphics, the raw visuals in ‘Niu Lai’ became the centrepiece of its meme-fuelled online fame. (Photo: RedNote)
Above ด้วยงานกราฟิกที่ดูหยาบกระด้าง การเคลื่อนไหวที่ไม่สัมพันธ์กัน และพื้นผิวที่ไม่ประณีต ชวนให้นึกถึงกราฟิกคอมพิวเตอร์ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ภาพดิบๆ ใน 'Niu Lai' จึงกลายเป็นจุดเด่นที่ทำให้แอนิเมชั่นเรื่องนี้โด่งดังไปทั่วโลกออนไลน์ (ภาพ: RedNote)
With jagged 3D models, erratic movement and unrefined textures reminiscent of early 1990s computer graphics, the raw visuals in ‘Niu Lai’ became the centrepiece of its meme-fuelled online fame. (Photo: RedNote)

ช่วงแรก ผลลัพธ์ของ Niu Lai ไม่ต่างจากภาพยนตร์อินดี้ที่แทบไม่มีงบการตลาดทั่วไป นั่นคือย่ำแย่ โดยหลังเข้าฉายช่วงต้นเดือนสิงหาคม หนังทำรายได้เพียง 7,711 หยวน หรือประมาณ 1,070 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 37,656.40 บาท) ในช่วง 10 วันแรก ขายตั๋วทั่วประเทศได้ไม่ถึง 300 ใบ กระทั่งโปสเตอร์ภาพยนตร์ยังไม่มีด้วยซ้ำ

จากนั้นโซเชียลมีเดียก็เข้ามาเปลี่ยนทุกอย่าง

เมื่อคลิปภาพกราฟิกอันหยาบกระด้างของหนังเริ่มแพร่กระจายแบบไวรัล คำชมเชิงประชดกลับจุดประกายความอยากรู้อยากเห็นเป็นวงกว้าง ผู้ชมเริ่มซื้อตั๋วเพื่อร่วมวงล้อเลียน หรือแม้กระทั่งมองการชมภาพยนตร์ครั้งนี้เป็นเสมือน “การทดลองทางสังคม” จนกระทั่ง ณ วันที่ 18 สิงหาคม รายได้ของ Niu Lai ทะลุ 18 ล้านหยวน หรือราว 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 87.90 ล้านบาท) ไปแล้ว ขณะที่มีการคาดการณ์ว่ารายได้รวมท้ายที่สุดอาจแตะ 135 ล้านหยวน (ประมาณ 659.32 ล้านบาท)

สิ่งที่ผู้ชมได้พบเมื่อเข้าไปนั่งในโรง คือภาพยนตร์ซึ่งเต็มไปด้วยกราฟิกที่หยาบอย่างไม่น่าเชื่อ การเคลื่อนไหวที่สะดุด งานภาพขาดความประณีต และพล็อตซึ่งเต็มไปด้วยช่องโหว่ทางการเล่าเรื่อง ทว่า ความไม่สมบูรณ์แบบอย่างถึงที่สุดเหล่านี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ผู้ชมพร้อมใจกันเฉลิมฉลอง จน Niu Lai ได้รับการยกให้เป็นภาพยนตร์ที่ “ต้องดูให้ได้สักครั้ง”

อ่านเพิ่มเติม: 10 สตูดิโอแอนิเมชั่นเอเชียผู้สร้างปรากฏการณ์บนตารางบ็อกซ์ออฟฟิศ

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เส้นเรื่องที่เล่าถึงแม่วัวผู้ปกป้องลูกน้อย ได้สะท้อนถึงการฟันฝ่าอุปสรรคตลอดห้าปีในชีวิตจริงของสองแม่ลูกได้อย่างลึกซึ้ง เมื่อเรื่องราวเบื้องหลังได้รับการเผยแพร่ จากคำเย้ยหยันบนโลกออนไลน์จึงแปรเปลี่ยนเป็นแรงใจอันอบอุ่นที่มอบให้แก่ผลงานแห่งความรักอันเปี่ยมด้วยความจริงใจ แม้จะขาดความประณีตไปบ้างก็ตาม

แทนที่จะบริโภคผลงานตามสูตรสำเร็จที่สวยหรูจากสตูดิโอใหญ่เพียงอย่างเดียว ผู้ชมรุ่นใหม่ในจีนเริ่มแสดงออกถึงการเปิดรับ และความหลงใหลในผลงานทุนต่ำที่มีความแปลกประหลาดอย่างมีนัยสำคัญ วัฒนธรรมการเสพสื่อเพื่อความสนุกสนานเชิงประชดประชันและการชม ‘หนังเกรดต่ำ’ (crap-watching) กำลังพัฒนาไปสู่การเป็นรูปแบบหนึ่งของการแสดงความคิดเห็นของผู้ชม ทว่าเมื่อเจาะลึกถึงจิตวิญญาณแห่งยุคสมัย ชัยชนะอันเหนือความคาดหมายของ Niu Lai กลับเริ่มเผยให้เห็นสัญลักษณ์แห่งการขบถต่อ ‘ขยะ AI’ (AI slop) ที่เข้าครอบงำโลกศิลปะอย่างมีนัยสำคัญ

Tatler Asia
This fan-made poster parodies slick studio marketing, satirising how a 100,000 yuan project is outranking Hollywood titans like ‘ The Odyssey’ in domestic rankings. (Photo: RedNote)
Above โปสเตอร์ที่แฟนคลับทำขึ้นนี้เป็นการล้อเลียนการตลาดที่ชาญฉลาดของสตูดิโอภาพยนตร์ โดยเสียดสีว่าทำไมโปรเจ็กต์ที่ใช้งบประมาณเพียงน้อยนิด ถึงสามารถต่อกรได้กับภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่จากฮอลลีวูดอย่าง 'The Odyssey' ในการจัดอันดับในประเทศ (ภาพ: RedNote)
This fan-made poster parodies slick studio marketing, satirising how a 100,000 yuan project is outranking Hollywood titans like ‘ The Odyssey’ in domestic rankings. (Photo: RedNote)

เรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) สามารถเนรมิตภาพที่สมบูรณ์และประณีตกว่าสิ่งที่ปรากฏใน Niu Lai ได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที อัลกอริทึมของสื่อสังคมออนไลน์ต่างโหมประโคมคอนเทนต์สังเคราะห์ที่ผลิตแบบอุตสาหกรรมเหล่านี้ลงสู่หน้าฟีดของเรา ทั้งไร้ที่ติ ไร้รอยสะดุด และไร้ซึ่งจิตวิญญาณอย่างสิ้นเชิง

ในทางกลับกัน Niu Lai คือชัยชนะของความไม่สมบูรณ์แบบอันงดงามของมนุษย์ ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้ปราศจากทีมงานมืออาชีพ ทุกองค์ประกอบถูกสร้างขึ้นเองตั้งแต่ต้น สะท้อนถึงความเพียรพยายามตลอดครึ่งทศวรรษที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง แต่ก็มาพร้อมกับความดื้อดึงที่จะทำให้สำเร็จ ผู้ชมจึงไม่ได้จ่ายเงินเพื่อรับชมงานภาพอันสมบูรณ์แบบ หากแต่จ่ายเพื่อสัมผัสถึงความพยายามอันแท้จริงของมนุษย์ และไร้การแต่งเติม

จึงไม่น่าแปลกใจที่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของแอนิเมชั่นเรื่องนี้ไม่ได้สร้างความยินดีให้กับเหล่าผู้ทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมดั้งเดิม บทวิจารณ์จากสื่อของรัฐอย่าง Beijing News ได้แสดงความกังวลว่า Niu Lai กำลัง “ลดมาตรฐาน” ความคาดหวังของสาธารณชน พร้อมตั้งคำถามว่า ใครควรเป็นผู้พิทักษ์เส้นมาตรฐานด้านคุณภาพให้กับผู้ชม

ข้อวิจารณ์จากสถาบันดั้งเดิมนี้ชี้ให้เห็นถึงสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง นั่นคือคำถามที่ว่า ภาพยนตร์พาณิชย์ควรรักษามาตรฐานคุณภาพไว้หรือไม่ แอนิเมเตอร์ผู้ผ่านการฝึกฝนหลายพันคนต้องทุ่มเทเวลาหลายปีเพื่อเจียระไนภาพยนตร์อันประณีต การที่ผลงานระดับสมัครเล่นอย่าง Niu Lai สามารถยึดพื้นที่บนจอภาพยนตร์ได้ด้วยกระแสไวรัลย่อมสร้างความท้อแท้ใจให้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำวิจารณ์จากฝั่งอุตสาหกรรมก็มีเหตุผลที่ควรรับฟัง เพราะโรงภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ควรมีมาตรฐานด้านคุณภาพขั้นต่ำหรือไม่ เพราะแอนิเมเตอร์มืออาชีพหลายพันคนต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อเจียระไนภาพยนตร์อย่างประณีต การที่ผลงานสมัครเล่นอย่าง Niu Lai สามารถเข้ายึดพื้นที่บนจอภาพยนตร์ได้ด้วยกระแสไวรัลย่อมสร้างความท้อแท้ใจให้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เพิ่มสูงขึ้น และแม้ตัวภาพยนตร์ Niu Lai จะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ผู้กำกับ Xin ได้ตัดสินใจถอนภาพยนตร์ออกจากโรงภาพยนตร์ด้วยตนเองเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม โดยยอมรับถึงข้อบกพร่องทางเทคนิค หลังผ่านช่วงเวลาแห่งความโด่งดังอย่างรวดเร็วและเหนือความคาดหมาย

Tatler Asia
Christopher Nolan, Matt Damon and Charlize Theron promote ‘The Odyssey’ in Beijing in July. (Photo: Getty Images)
Above Christopher Nolan, Matt Damon และ Charlize Theron ร่วมโปรโมตภาพยนตร์เรื่อง 'The Odyssey' ในกรุงปักกิ่งเมื่อเดือนกรกฎาคม (ภาพ: Getty Images)
Christopher Nolan, Matt Damon and Charlize Theron promote ‘The Odyssey’ in Beijing in July. (Photo: Getty Images)

อย่างไรก็ตาม การมุ่งตำหนิคุณภาพของภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว อาจทำให้เรามองข้ามการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในวงกว้าง การที่ผลงานแห่งห้วงความฝันอันแปลกประหลาดที่สร้างโดยคนเพียงสองคน สามารถก้าวขึ้นมาท้าทายภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ระดับโลกอย่าง The Odyssey และ Spider-Man ในตารางบ็อกซ์ออฟฟิศภายในประเทศจีนได้นั้น เป็นมากกว่าเรื่องขำขันบนโลกออนไลน์

ผู้ชมชาวจีนในปัจจุบันมีความพิถีพิถันและรสนิยมสูง พวกเขาไม่ได้ถูกหลอกให้ลดมาตรฐานของตนเอง หากแต่กำลังตั้งคำถามและปฏิเสธความสมบูรณ์แบบที่ถูกกำหนดโดยอัลกอริทึม ท่ามกลางมหาสมุทรของงานศิลปะสังเคราะห์ เฟรมภาพที่สะดุดของ Niu Lai กลับมอบสิ่งที่สมจริงและไม่อาจปฏิเสธได้

ภายใต้โมเดลหยาบๆ เหล่านั้น มีการต่อสู้ของมนุษย์ซ่อนอยู่จริงๆ และในวันที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังคุกคามที่จะทำให้การแสดงออกทางศิลปะกลายเป็นเรื่องซ้ำจำเจ เรื่องราวสุดประหลาดเรื่องนี้จึงยืนหยัดเป็นเครื่องเตือนใจอย่างท้าทายว่า

บางครั้งเราอาจยอมให้งานศิลปะมีร่องรอยความบกพร่อง และไม่สมบูรณ์อยู่บ้าง ตราบใดที่เรายังรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งนั้นถือกำเนิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์จริงๆ


This story was originally written in English by Cyril Ip.

ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2026 โดย Cyril Ip โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ

Topics

Usanisa Wongmongkolrit
Assistant Editor, Power & Purpose, Tatler Thailand
Tatler Asia

อุษณิษา ว่องมงคลฤทธิ์ ผู้ดูแลเนื้อหาด้านการเงิน การลงทุน และการบริหารจัดการสินทรัพย์ พร้อมขยายพรมแดนความมั่งคั่งไปยังพื้นที่แห่งความสุข เช่น การดูหนัง ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ ด้วยความเชื่อว่าความรื่นรมย์อยู่ในทุกช่วงจังหวะของชีวิต และสามารถสร้างพลังงานใหม่ๆ ให้กับผู้คนได้ไม่สิ้นสุด