Yayoi Kusama, New York, United States, 2012 (Photo by Steve Eichner/WWD/Penske Media via Getty Images)
Cover Yayoi Kusama ศิลปินหญิงศิลปินร่วมสมัยที่มียอดขายจากการประมูลสูงที่สุดในโลก ผู้เอาชนะอุปสรรคมากมายเพื่อนำวิสัยทัศน์ทางศิลปะที่แหวกแนวของเธอสู่เวทีโลก (ภาพ: Steve Eichner/WWD/Penske Media via Getty Images)
Yayoi Kusama, New York, United States, 2012 (Photo by Steve Eichner/WWD/Penske Media via Getty Images)

การจากไปของ Yayoi Kusama ไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียศิลปินระดับตำนาน แต่ยังเป็นการปิดฉากหนึ่งในบทบันทึกที่กล้าหาญและมีสีสันที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะร่วมสมัย… นี่คือเรื่องราวแห่งการสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ที่เธอได้ทิ้งไว้เป็นมรดกตกทอดแก่โลกใบนี้

จากลายจุดที่ถือกำเนิดขึ้นจากภาพหลอนในวัยเยาว์ สู่ห้องกระจกไร้ขอบเขต ฟักทองสีเหลือง ไปจนถึงการทำให้ถนน แฟชั่นเฮาส์ และโลกโซเชียล กลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลศิลปะของเธอ มาร่วมรำลึกถึง Yayoi Kusama ศิลปินผู้พิสูจน์มาตลอดเกือบศตวรรษว่า ความหมกมุ่นส่วนตัวสามารถกลายเป็นภาษาสากลที่คนทั้งโลกเข้าใจได้

Yayoi Kusama จากไปด้วยวัย 97 ปี ณ โรงพยาบาลในกรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2026 โดยสตูดิโอของเธอประกาศข่าวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พร้อมข้อความว่า ศิลปินยังคงวาดภาพจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต “ไม่เคยวางพู่กันลง” และยังคงสำรวจความหมายของความรักอันเป็นนิรันดร์และจิตวิญญาณตลอดกาล

นับเป็นการปิดฉากชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่เกิดเมื่อปี 1929 ในเมืองมัตสึโมโตะ ก่อนเดินทางไปนิวยอร์กเพื่อแสวงหาพื้นที่ของตัวเองในโลกศิลปะที่ขณะนั้นแทบไม่มีที่ยืนให้ผู้หญิงเอเชีย แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าความสำเร็จของ Yayoi Kusama คือ ตลอดเส้นทางกว่าเจ็ดทศวรรษ เธอไม่ได้เพียงสร้าง “ผลงานดัง” หากหลายครั้งยังเดินนำโลกศิลปะไปก่อนยุคสมัยของตัวเอง

ต่อไปนี้คือ 8 เรื่องราวที่ Yayoi Kusama สร้างสีสัน พลิกขนบ และทิ้งร่องรอยใหม่ไว้ในประวัติศาสตร์ศิลปะร่วมสมัย

อ่านเพิ่มเติม: มรดกทางดนตรีที่เหนือกาลเวลา ของ Dolly Parton

Above บทสัมภาษณ์ Yayoi Kusama ในปี 2015 ซึ่งพูดถึงชีวิตของเธอที่ถูกพ่อแม่คัดค้านเรื่องการเป็นศิลปิน และการตัดสินใจไปนิวยอร์กเพราะต้องการแข่งขันกับศิลปินชั้นนำ เธอยังอธิบายกระบวนการทำงานของเธอ และความรู้สึกประหลาดใจกับผลลัพธ์ที่ได้เสมอ

1. เปลี่ยนบาดแผลทางจิตใจให้เป็นจักรวาลแห่ง ‘Self-Obliteration’

ทุกวันนี้แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นพื้นสีเหลืองแต้มจุดดำ หรือจุดหลากสีซ้ำไปจนสุดสายตา โดยไม่หวนนึกถึง Yayoi Kusama แต่สำหรับเธอ ลายจุดไม่เคยเป็นเพียง decorative pattern ที่สร้างขึ้นเพื่อความสวยงาม

Kusama เล่าว่าเธอเห็นภาพหลอนมาตั้งแต่วัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้หรือลวดลายต่างๆ ที่เหมือนเพิ่มจำนวนและแผ่ขยายออกไปจนปกคลุมพื้นที่รอบตัว ประสบการณ์เหล่านั้นค่อยๆ กลายเป็นหัวใจของภาษาศิลปะที่เธอเรียกว่า “self-obliteration” ซึ่งเป็นภาวะที่ตัวตนค่อยๆ สลายหายไปและหลอมรวมเข้ากับสิ่งแวดล้อมหรือจักรวาล

สิ่งที่ Kusama ทำจึงไม่ใช่แค่ “ทำให้ลายจุดโด่งดัง” แต่คือการเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของคนเพียงคนเดียว ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ซึ่งสื่อสารกับผู้คนนับล้านโดยไม่ต้องอาศัยภาษา “โลกของเราเป็นเพียงจุดไข่ปลาจุดหนึ่งในบรรดาดาวนับล้านในจักรวาล เมื่อเราลบล้างธรรมชาติและตัวตนด้วยลายจุด เราจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมอันเป็นนิรันดร์”

ลายจุดของ Kusama จึงมีความย้อนแย้งอยู่ในตัวเองเสมอ ยิ่งมันเพิ่มจำนวนมากเท่าไร “ตัวเรา” กลับดูเล็กลงเท่านั้น

โลกของเราเป็นเพียงหนึ่งลายจุดท่ามกลางดวงดาวนับล้านในจักรวาล

- Yayoi Kusama -

2.‘Infinity Nets’ เมื่อการทำซ้ำกลายเป็นภาษาศิลปะใหม่

ไม่นานหลังย้ายมานิวยอร์กในปี 1958 Yayoi Kusama เริ่มสร้างผลงานชุด Infinity Nets ภาพเขียนขนาดใหญ่ซึ่งประกอบขึ้นจากเส้นโค้งเล็กๆ จำนวนมหาศาลที่เชื่อมต่อกันราวกับตาข่ายไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดจบ โดยสร้างประวัติศาสตร์หน้าสำคัญให้แก่วงการศิลปะระดับโลกในเดือนตุลาคม ปี 1959 ด้วยการเปิดตัวซีรีส์ภาพวาดระดับตำนานอย่าง Infinity Nets (ตาข่ายแห่งอนันตภาพ) ในนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของเธอในสหรัฐอเมริกา ซึ่งจัดขึ้นที่ Brata Gallery แกลเลอรีที่ดำเนินงานโดยกลุ่มศิลปินในมหานครนิวยอร์ก

ภายในนิทรรศการครั้งนั้น Kusama ได้จัดแสดงผลงานผ้าใบขนาดมหึมาจำนวน 5 ผืน ซึ่งเป็นงานจิตรกรรมสีขาวแบบเอกรงค์ (monochromatic) ที่อัดแน่นไปด้วยรอยฝีแปรงรูปส่วนโค้งและครึ่งวงกลมขนาดเล็กจิ๋วนับหมื่นๆ รอย ถักทอเกี่ยวตวัดกันอย่างประณีต ลวดลายที่ปกคลุมอยู่เต็มพื้นที่หน้าผืนผ้าใบนี้ช่วยสร้างลวงตาให้รู้สึกถึงโครงตาข่ายที่แผ่ขยายออกไปอย่างต่อเนื่องอย่างไร้ขอบเขต ราวกับว่ามันพร้อมจะทะลุหลุดออกไปจากกรอบภาพ โดยท่วงท่าการสะบัดพู่กันซ้ำๆ ราวกับตกอยู่ในภวังค์นี้ มีรากฐานมาจากประสบการณ์ในวัยเด็กรวมถึงสภาวะจิตใจของ Kusama ที่มักจะมองเห็นภาพหลอนทางสายตาอยู่เป็นประจำ

Tatler Asia
YAYOI KUSAMA AT HER NEW YORK STUDIO, 1961. IMAGE COURTESY YAYOI KUSMA INC. © YAYOI KUSAMA
Above Yayoi Kusama กับภาพชุด ‘Infinity Nets’ ในสตูดิโอที่นิวยอร์ก ปี 1961 (ภาพ: YAYOI KUSMA INC. © YAYOI KUSAMA)
YAYOI KUSAMA AT HER NEW YORK STUDIO, 1961. IMAGE COURTESY YAYOI KUSMA INC. © YAYOI KUSAMA

ผลงานชุดนี้ได้รับเสียงตอบรับอย่างยอดเยี่ยม Donald Judd ศิลปินหนุ่มและนักวิจารณ์ศิลปะชื่อดังในขณะนั้น ได้เขียนบทวิจารณ์นิทรรศการนี้ลงในวารสาร ARTnews พร้อมยกย่อง Yayoi Kusama ว่าเป็น “จิตรกรผู้เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว” และชี้ว่าผลงานสีขาวขนาดใหญ่ของเธอนั้นมีความซับซ้อนทว่าเรียบง่ายไปในเวลาเดียวกัน นอกเหนือจากคำชมแล้ว Judd ยังได้ควักเงินส่วนตัวจำนวน 200 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อหนึ่งในภาพผืนผ้าใบ Infinity Net สีขาวขนาดใหญ่จากนิทรรศการนี้เก็บสะสมไว้ด้วย การเปิดตัวที่ Brata Gallery ในครั้งนั้นจึงเปรียบเสมือนสปริงบอร์ดสำคัญที่ส่งให้ Kusama ก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินแถวหน้าของกลุ่มหัวก้าวหน้า (Avant-Garde) ในนิวยอร์ก และทำให้ลวดลาย ‘Infinity Nets’ กลายเป็นอัตลักษณ์ประจำตัวที่เธอใช้สร้างสรรค์ผลงานมาตลอดชีวิต

3. เปลี่ยนเก้าอี้ธรรมดาให้กลายเป็นงาน ‘Soft Sculpture’ ที่ท้าทายโลกของผู้ชาย

Accumulation No. 1 (1962) ของ Yayoi Kusama ถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่สุดของวงการประวัติศาสตร์ศิลปะร่วมสมัย

ผลงานชิ้นนี้เริ่มต้นขึ้นจากเก้าอี้อาร์มแชร์ธรรมดาตัวหนึ่ง ทว่ากลับถูกเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ไปอย่างสิ้นเชิงด้วยการปกคลุมจากวัตถุทรงกระบอกคล้ายอวัยวะเพศชายนับร้อยๆ ชิ้น ที่ Kusama ลงมือเย็บด้วยผ้าและยัดนุ่นด้วยตัวเองอย่างประณีต จนเกิดเป็นพื้นผิวแปลกใหม่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับผู้พบเห็นในยุคนั้น

ความโดดเด่นของผลงานชิ้นนี้ไม่ได้อยู่เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่เป็นนัยลึกซึ้งที่บุกเบิกแนวคิดศิลปะเชิงสตรีนิยม (feminist art) ล่วงหน้าเกินยุค โดย Kusama จงใจหยิบยกสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนของอำนาจชายเป็นใหญ่มาลดทอนความน่ากลัวผ่านกระบวนการทำซ้ำๆ มาปกคลุมเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน ก่อนให้ผู้หญิงเป็นผู้ควบคุมพื้นที่ทั้งหมด เป็นภาพที่ท้าทายทั้งเรื่องเพศ อำนาจ และกรอบความคาดหวังที่มีต่อศิลปินหญิงในช่วงต้นทศวรรษ 1960

นอกจากนี้ งานศิลปะชิ้นนี้ยังทำหน้าที่เป็นเสมือนเครื่องบำบัดจิตใจของตัวศิลปินเอง เนื่องจากเธอมักเผชิญกับความวิตกกังวลและอาการกลัวความสัมพันธ์ทางเพศมาตั้งแต่เด็ก การก้าวข้ามความกลัวด้วยการลงมือทำสิ่งนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงกลายเป็นการเปลี่ยนความหวาดกลัวให้เป็นความคุ้นชินและอยู่เหนือมันได้ในที่สุด

Tatler Asia
Accumulation No. 1 ผลงานที่เป็นหมุดหมายสำคัญของ Yayoi Kusama ในการบุกเบิกแนวคิดศิลปะเชิงสตรีนิยม (feminist art) (ภาพ: MoMA)
Above ‘Accumulation No. 1’ ผลงานที่เป็นหมุดหมายสำคัญของ Yayoi Kusama ในการบุกเบิกแนวคิดศิลปะเชิงสตรีนิยม (feminist art) (ภาพ: MoMA)
Accumulation No. 1 ผลงานที่เป็นหมุดหมายสำคัญของ Yayoi Kusama ในการบุกเบิกแนวคิดศิลปะเชิงสตรีนิยม (feminist art) (ภาพ: MoMA)

ที่สำคัญ ผลงานนี้ปรากฏในนิทรรศการกลุ่มที่ Green Gallery ในปีเดียวกัน ร่วมกับศิลปินอย่าง Claes Oldenburg, James Rosenquist, George Segal และ Andy Warhol ซึ่งต่อมาถูกมองว่าเป็นหนึ่งในนิทรรศการกลุ่มยุคบุกเบิกของป๊อปอาร์ตในสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน Accumulation No. 1 ได้รับการจัดแสดงและเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่แห่งนิวยอร์ก (MoMA) ในฐานะต้นกำเนิดของซีรีส์การสะสม (accumulation series) และเป็นต้นแบบของประติมากรรมนุ่ม (soft sculpture) ที่สะท้อนให้เห็นถึงการหลอมรวมระหว่างมิติทางจิตวิทยา พื้นที่ และพลังของการทำซ้ำที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Yayoi Kusama อย่างแท้จริง

4. ‘Infinity Mirror Room’ เปลี่ยนผู้ชมจาก ‘คนดู’ ให้เข้าไปอยู่ในงานศิลปะ

Infinity Mirror Room—Phalli’s Field คือประวัติศาสตร์หน้าสำคัญที่ปฏิวัติวงการศิลปะร่วมสมัยไปตลอดกาล ผลงานระดับตำนานในปี 1965 ชิ้นนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของชุดห้องกระจกสะท้อนภาพไร้ขีดจำกัดอันเป็นเอกลักษณ์ของ Yayoi Kusama ซึ่งเธอทลายกรอบการทำศิลปะแบบเดิมๆ จากการนั่งเพ้นท์ลวดลายลงบนผืนผ้าใบแบนๆ สู่การเนรมิตพื้นที่สามมิติที่ดึงเอาผู้ชมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องนี้ สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือทุ่งประติมากรรมนุ่มฟูสีขาวแต่งแต้มด้วยลวดลายจุดสีแดงสดใส นับร้อยนับพันชิ้นที่ถักทอเรียงรายอยู่บนพื้น ความพิเศษคือกระจกเงาที่ติดอยู่โดยรอบได้ช่วยขยายอาณาเขตของวัตถุเหล่านี้ให้ทอดยาวออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนเกิดเป็นภาพสะท้อนอนันต์ที่ลวงตาและดึงดูดใจในเวลาเดียวกัน

Tatler Asia
Yayoi Kusama in her breakthrough Infinity Mirror Room Phalli’s Field at the Castellane Gallery in New York in 1965
© Yayoi Kusama; Courtesy of Ota Fine Arts, Victoria Miro and David Zwirner; Photo: Eikoh Hosoe
Above Yayoi Kusama กับผลงานชิ้นเอก ‘Infinity Mirror Room—Phalli’s Field’ ที่ Castellane Gallery ในนิวยอร์ก ปี 1965 (ภาพ: Eikoh Hosoe, © Yayoi Kusama; เอื้อเฟื้อโดย Ota Fine Arts, Victoria Miro and David Zwirner)
Yayoi Kusama in her breakthrough Infinity Mirror Room Phalli’s Field at the Castellane Gallery in New York in 1965
© Yayoi Kusama; Courtesy of Ota Fine Arts, Victoria Miro and David Zwirner; Photo: Eikoh Hosoe

ในความหมายนี้ Kusama ไม่ได้เพียงสร้าง installation แต่ช่วยเปลี่ยนคำถามจาก “เรากำลังมองอะไร” ไปเป็น “เรารู้สึกอย่างไรเมื่อกลายเป็นส่วนหนึ่งของงาน”

ทว่าภายใต้ความตระการตานั้นกลับซ่อนนัยยะทางจิตวิทยาที่ลึกซึ้ง งานชิ้นนี้คือการเผชิญหน้ากับความกลัวและความหมกมุ่นในจิตใจของ Kusama เอง โดยเฉพาะภาพหลอนในวัยเด็กเกี่ยวกับเรื่องเพศสภาพ ซึ่งเธอเลือกที่จะบำบัดมันด้วยการสร้างวัตถุกรอบทรงที่สื่อถึงสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาซ้ำๆ จนเต็มพื้นที่ แล้วใช้กระจกช่วยสลายตัวตนของวัตถุรวมถึงตัวผู้ชมให้กลืนหายไปกับจักรวาลลายจุด การได้ยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งกระจกแห่งนี้จึงไม่ใช่แค่การชมศิลปะ แต่คือการก้าวเข้าสู่โลกแห่งจิตใต้สำนึกอันงดงามและเปราะบางของศิลปินหญิงผู้ยิ่งใหญ่คนนี้อย่างแท้จริง

5. ‘Narcissus Garden’ เมื่อเธอบุก Venice Biennale และตั้งคำถามว่า “ศิลปะมีราคาเท่าไหร่”

ผลงาน Narcissus Garden (1966) ของ Yayoi Kusama เปรียบเสมือนหมุดหมายสำคัญที่บันทึกความขบถ จิตวิญญาณแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ และการท้าทายขนบธรรมเนียมในโลกศิลปะยุคโมเดิร์นได้อย่างเจ็บแสบที่สุด

ชื่อนามของผลงานชิ้นนี้หยิบยืมมาจากตำนานเทพนิยายกรีกของ “นาร์ซิสซัส” ชายหนุ่มรูปงามผู้ตกหลุมรักเงาสะท้อนของตนเองในผืนน้ำจนตรอมใจและเสียชีวิต Kusama นำแนวคิดนี้มาตีความใหม่ผ่านทัศนียภาพของลูกบอลกระจกเงาสะท้อนแสงสีเงินนับร้อยนับพันลูกที่ถูกนำมาวางกองรวมกันบนพื้น เมื่อผู้คนก้าวเท้าเข้ามาในพื้นที่จัดวาง ภาพใบหน้าและร่างกายของพวกเขาก็จะถูกสะท้อนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกมิติ บังคับให้ผู้ชมต้องสบตากับอัตตาและความหลงใหลในตัวเองอย่างเลี่ยงไม่ได้

ทว่าความน่าสนใจอันเป็นตำนานของงานชิ้นนี้ ไม่ได้อยู่เพียงแค่ตัววัตถุที่จัดวาง แต่อยู่ที่ ‘การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์’ ในนิทรรศการ Venice Biennale ปี 1966 ซึ่งเป็นเทศกาลศิลปะระดับโลกที่ตัวเธอไม่ได้รับเชิญอย่างเป็นทางการ Kusama ในวัยสาวหอบหิ้วลูกบอลกระจกเหล่านี้ไปจัดวางด้วยตนเอง พร้อมทั้งสวมชุดกิโมโนยืนแจกจ่ายและขายลูกบอลเหล่านั้นให้แก่ผู้เข้าชมงานในราคาเพียงลูกละสองดอลลาร์สหรัฐ พร้อมป้ายข้อความประชดประชันว่า “ความหลงตัวเองของคุณมีไว้ขาย”

Tatler Asia
Yayoi Kusama with Narcissus Garden, 1966, installed in Venice Biennale, Italy, 1966 (ภาพ: https://smarthistory.org/yayoi-kusama-narcissus-garden/) (photo: Yayoi Kusama Studio) © YAYOI KUSAMA. Courtesy David Zwirner, New York; Ota Fine Arts, Tokyo/Singapore/Shanghai; Victoria Miro, London/Venice.
Above Yayoi Kusama กับผลงาน ‘Narcissus Garden’ ณ Venice Biennale ประเทศอิตาลี ในปี 1966 ที่ตัวเธอไม่ได้รับเชิญอย่างเป็นทางการ แต่ Kusama ได้หอบหิ้วลูกบอลกระจกเหล่านี้ไปจัดวางด้วยตนเอง พร้อมสวมชุดกิโมโนยืนแจกจ่ายและขายลูกบอลเหล่านั้นให้แก่ผู้เข้าชมงาน (ภาพ: smarthistory.org, © YAYOI KUSAMA. เอื้อเฟื้อโดย David Zwirner, New York; Ota Fine Arts, Tokyo/Singapore/Shanghai; Victoria Miro, London/Venice)
Yayoi Kusama with Narcissus Garden, 1966, installed in Venice Biennale, Italy, 1966 (ภาพ: https://smarthistory.org/yayoi-kusama-narcissus-garden/) (photo: Yayoi Kusama Studio) © YAYOI KUSAMA. Courtesy David Zwirner, New York; Ota Fine Arts, Tokyo/Singapore/Shanghai; Victoria Miro, London/Venice.

การกระทำอันอุกอาจในสายตาผู้จัดงานครั้งนั้น คือการตบหน้าและเสียดสีระบบทุนนิยมในแวดวงศิลปะอย่างรุนแรง เธอตั้งใจเปลี่ยนงานศิลปะชั้นสูงให้กลายเป็นสินค้าแผงลอยริมทาง เพื่อวิพากษ์วิจารณ์เหล่านักสะสมและผู้ทรงอิทธิพลที่มักชุบมือเปิบ เก็งกำไร และตีค่าผลงานศิลปะด้วยอำนาจเงิน แม้ท้ายที่สุดเธอจะถูกผู้จัดงานสั่งห้ามไม่ให้ซื้อขาย แต่แรงสั่นสะเทือนจาก Narcissus Garden ก็ได้ประกาศให้โลกตะวันตกรับรู้ถึงการมีอยู่ของศิลปินหญิงเอเชียผู้กล้าหาญ และเปลี่ยนให้ลูกบอลกระจกธรรมดา กลายเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนความโลภ ศักดิ์ศรี และภาพลวงตาของมนุษย์มาจนถึงปัจจุบัน

ขณะเดียวกันก็มีสิ่งที่น่าสนใจว่าอีกหลายทศวรรษต่อมา Kusama เองก็กลายเป็นหนึ่งในศิลปินที่มีชื่อเสียงและมูลค่าทางการตลาดสูงที่สุดในโลก โดยในปี 2024 เธอครองอันดับหนึ่ง ศิลปินร่วมสมัยที่มียอดขายจากการประมูลสูงที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าราว 58.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.93 พันล้านบาท) ยิ่งทำให้ Narcissus Garden เป็นดั่งคำพยากรณ์ที่โยนไว้กลางวงการศิลปะตั้งแต่ปี 1966

6. ก่อน Performance Art จะกลายเป็นกระแส เธอนำศิลปะออกจากแกลเลอรีสู่ท้องถนน

ช่วงปลายทศวรรษ 1960 Yayoi Kusama ไม่พอใจกับการกักศิลปะไว้ภายใน white cube อีกต่อไป เธอเริ่มจัด Body Festivals, Anatomic Explosions และ Happenings ตามพื้นที่สาธารณะของนิวยอร์ก ตั้งแต่ Central Park และ Brooklyn Bridge ไปจนถึงบริเวณใกล้ New York Stock Exchange และสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ

การจัด Happenings หรือศิลปะการแสดงสดของ Yayoi Kusama ท่ามกลางกระแสธารทางวัฒนธรรมในนิวยอร์กช่วงทศวรรษ 1960 ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่ทลายทุกขนบศิลปะดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง ความน่าสนใจของกิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้อยู่เพียงแค่ความแปลกใหม่ทางทัศนียภาพ แต่เป็นการใช้พื้นที่สาธารณะและร่างกายมนุษย์มาตั้งคำถามกับสังคมอย่างทรงพลัง ในยุคที่สงครามเวียดนามและความตึงเครียดทางการเมืองกำลังคุกรุ่น Kusama เลือกที่จะพาศิลปะออกจากกรอบแกลเลอรีอันหรูหราลงสู่ท้องถนนและสวนสาธารณะ เธอเปลี่ยนร่างกายที่เปลือยเปล่าของผู้ร่วมแสดงให้กลายเป็นผืนผ้าใบที่มีชีวิต โดยการแต่งแต้มลายจุดสีสันสดใสอันเป็นเอกลักษณ์ลงไป การแสดงออกเช่นนี้เป็นการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ที่เรียกร้องทั้งสันติภาพ เสรีภาพทางเพศ และการปลดแอกมนุษย์ออกจากกรอบเกณฑ์ที่สังคมทุนนิยมขีดเส้นไว้

Tatler Asia
ในปี 1967 Yayoi Kusama ได้จัดแสดง ‘Horse Play’ ซึ่งเป็นการแสดงสดที่จัดขึ้นในเมืองวูดสต็อก รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยใช้สีลายจุดทาตัวเธอและม้าของเธอ ต่อมาก็ทาต้นไม้ ก้อนหิน และผู้เข้าร่วมคนอื่นๆ ขณะที่เธอเดินผ่านป่า (ภาพ: avantarte.com)
Above ในปี 1967 Yayoi Kusama ได้จัดแสดง ‘Horse Play’ ซึ่งเป็นการแสดงสดที่จัดขึ้นในเมืองวูดสต็อก รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยใช้สีลายจุดทาตัวเธอและม้าของเธอ ต่อมาก็ทาต้นไม้ ก้อนหิน และผู้เข้าร่วมคนอื่นๆ ขณะที่เธอเดินผ่านป่า (ภาพ: avantarte.com)
ในปี 1967 Yayoi Kusama ได้จัดแสดง ‘Horse Play’ ซึ่งเป็นการแสดงสดที่จัดขึ้นในเมืองวูดสต็อก รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยใช้สีลายจุดทาตัวเธอและม้าของเธอ ต่อมาก็ทาต้นไม้ ก้อนหิน และผู้เข้าร่วมคนอื่นๆ ขณะที่เธอเดินผ่านป่า (ภาพ: avantarte.com)

ในอีกแง่หนึ่ง ศิลปะการแสดงสดของเธอคือกระบวนการบำบัดจิตใจและการขยายขอบเขตความเชื่อเรื่องความอนันต์ ลายจุดที่แผ่ขยายไปตามร่างกายและสภาพแวดล้อมสะท้อนถึงภาพหลอนในใจที่เธอเผชิญมาตั้งแต่เด็ก ทว่าเธอกลับเปลี่ยนมันให้กลายเป็นการหลอมรวมตัวตนของผู้คนเข้ากับจักรวาลอันไร้ขอบเขต ซึ่งในขณะเดียวกันก็เป็นการลดทอนอัตตาและความอับอายให้กลายเป็นความเท่าเทียม ความมหัศจรรย์ของงานประเภทนี้คือความผันผ่านที่เกิดขึ้นและจบลง ณ ช่วงเวลานั้น ไม่ใช่สิ่งของที่สามารถซื้อขายหรือเก็บสะสมได้ ชิ้นงานสร้างแรงกระเพื่อมผ่านประสบการณ์ตรงและความตื่นตะลึงของผู้ชมที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้แนวคิดการแสดงสดของ Kusama ในยุคนั้นกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ปฏิวัติวงการศิลปะร่วมสมัยและยังคงถูกกล่าวขวัญถึงในฐานะการต่อสู้ที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณเด็ดเดี่ยวมาจนถึงทุกวันนี้

7. เปลี่ยน ‘ฟักทอง’ ธรรมดาให้กลายเป็นหนึ่งในไอคอนของ Contemporary Art

สำหรับ Yayoi Kusama ‘ฟักทอง’ ไม่ใช่แค่ผัก แต่คือสัญลักษณ์แห่งความอบอุ่น ความแข็งแกร่ง และความมีชีวิตชีวา เธอเริ่มวาดภาพและสร้างประติมากรรมฟักทองลายจุดตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950 จนกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวอันน่าจดจำ

Yayoi Kusama เติบโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจโรงเพาะชำและคลังเก็บเมล็ดพันธุ์ในเมืองมัตสึโมโตะ เธอเริ่มมีอาการป่วยทางจิตและเห็นภาพหลอนตั้งแต่อายุประมาณ 10 ขวบ ท่ามกลางความตื่นกลัวจากแสงออร่าและลายจุดที่เข้ามาจู่โจมโสตประสาท มีเพียง ‘ฟักทอง’ ในทุ่งของครอบครัวเท่านั้นที่ก้าวเข้ามาทักทายเธอด้วยความอ่อนโยน เธอเคยเล่าถึงการเผชิญหน้ากับฟักทองครั้งแรกที่ยังคงตราตรึงใจไว้ว่า “สิ่งแรกที่ฉันหลงใหลในฟักทองคือรูปทรงที่ดูตลกและไร้จริตของมัน รวมไปถึงความรู้สึกอบอุ่นแบบจิตวิญญาณ และลักษณะที่ดูคล้ายกับมนุษย์”

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ฟักทองกลายเป็นอาหารหลักที่ช่วยประทังชีวิตผู้คนในญี่ปุ่น รวมถึงครอบครัวของเธอด้วย สำหรับ Kusama ฟักทองจึงไม่ได้ให้แค่ความอบอุ่นทางใจ แต่ยังให้ชีวิตทางกายภาพ เธอสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งและความโอบอ้อมอารีของพืชชนิดนี้ที่ไม่มีในมนุษย์รอบตัวเธอ ความผูกพันนี้ลึกซึ้งถึงขั้นที่เธอหยิบยกฟักทองมาเป็นพลังใจในการขับเคลื่อนชีวิต “พวกมันเป็นเหมือนเพื่อนที่คอยปลอบประโลมใจตั้งแต่ฉันยังเป็นเด็ก ฟักทองพูดกับฉัน และมอบความกล้าหาญให้ฉันได้มีชีวิตอยู่ต่อ”

Tatler Asia
Japanese Tourist and Yellow Pumpkin of Kusama Yayoi, Naoshima, Japan. (Photo by: Education Images/Universal Images Group via Getty Images)
Above ‘Yellow Pumpkin’ ของ Yayoi Kusama บนเกาะนาโอชิมะ ประเทศญี่ปุ่น (ภาพ: Education Images/Universal Images Group via Getty Images)
Japanese Tourist and Yellow Pumpkin of Kusama Yayoi, Naoshima, Japan. (Photo by: Education Images/Universal Images Group via Getty Images)

เมื่อ Yayoi Kusama พัฒนาผลงานศิลปะ ฟักทองได้กลายเป็นรูปทรงหลักที่เธอใช้สื่อสารกับโลก เธอหลงใหลในความไม่สมมาตร ส่วนโค้งเว้าที่อวบอิ่ม และความเป็นธรรมชาติที่ไร้การปรุงแต่ง เธอเริ่มนำ ‘ลายจุด’ (polka dots) ที่เธอเห็นในภาพหลอนมาจัดระเบียบและวาดลงบนผิวฟักทองอย่างประณีต การวาดลายจุดซ้ำๆ ลงบนฟักทองไม่ใช่แค่การตกแต่ง แต่คือ ‘การลบล้างตัวตน’ (self-obliteration) เพื่อหลอมรวมความกลัวและจิตวิญญาณของเธอเข้ากับจักรวาลอันไร้ที่สิ้นสุด จนกระทั่งเธอรู้สึกว่าตนเองและฟักทองกลายเป็นเนื้อเดียวกัน “ฉันรักฟักทองมากจนรู้สึกเหมือนว่าตัวฉันเองก็คือฟักทองชิ้นหนึ่ง”

ปัจจุบัน ประติมากรรมฟักทองสีเหลืองลายจุดดำ หรือ Yellow Pumpkin ที่ตั้งอยู่ปลายท่าเรือบนเกาะนาโอชิมะ (Naoshima) ได้กลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญระดับโลก เช่นเดียวกับ Infinity Mirror Rooms ที่เต็มไปด้วยโคมไฟฟักทองเรืองแสง สิ่งเหล่านี้ล้วนตอกย้ำว่า ‘ฟักทอง’ คือจิตวิญญาณและลายเซ็นอมตะที่ Kusama ใช้เยียวยาตัวเอง และแบ่งปันความหวังนั้นให้กับคนทั้งโลก

8. ทำลายกำแพงระหว่าง Fine Art, Fashion และ Pop Culture

Yayoi Kusama ไม่เคยเชื่อว่าศิลปะต้องสงวนตัวเองไว้บนผนังพิพิธภัณฑ์ ตั้งแต่ปี 1968 เธอก่อตั้ง Kusama Fashion Company Ltd. ในนิวยอร์ก มีผลงานวางขายใน “Kusama Corner” ที่ Bloomingdale's และออกแบบเสื้อผ้าอาวองการ์ดซึ่งใช้ทั้งลายจุด ช่องเปิด และแนวคิดเกี่ยวกับร่างกายเป็นส่วนหนึ่งของงาน

หลายสิบปีต่อมา โลกแฟชั่นระดับลักซ์ชูรีจึงพบว่า Kusama ไม่ใช่แขกรับเชิญหน้าใหม่เลย การร่วมงานกับ Louis Vuitton ในปี 2012 และอีกครั้งในปี 2023 ทำให้ลายจุด ฟักทอง และภาษาภาพของเธอเดินทางจากผืนผ้าใบไปอยู่บนกระเป๋า เสื้อผ้า หน้าร้าน และ installation ขนาดมหึมาตามมหานครทั่วโลก เป็นตัวอย่างโดดเด่นของช่วงเวลาที่เส้นแบ่งระหว่างศิลปะ luxury fashion และ popular culture แทบหายไปทั้งหมด

อ่านเพิ่มเติม: เยือน Louis Vuitton Osaka สู่โลกศิลป์ลายจุดของ Yayoi Kusama

Tatler Asia
PARIS, FRANCE - JANUARY 12: A Yayoi Kusama sculpture is displayed on the top of the Louis Vuitton's Champs Elysees store, on January 12, 2023 in Paris, France. This Year the French Fashion house has launch a second collaboration with Yayoi Kusama.The first one was in 2012. The Yayoi Kusama x Louis Vuitton collection are now available in all Louis Vuitton's Stores Worldwide. (Photo by Edward Berthelot/Getty Images)
Above ประติมากรรมของ Yayoi Kusama ที่จัดแสดงอยู่บนชั้นบนสุดของร้าน Louis Vuitton สาขาช็องเซลีเซ ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในปี 2023 ซึ่งทางแบรนด์แฟชั่นฝรั่งเศสแห่งนี้ได้ร่วมงานกับ Kusama เป็นครั้งที่สอง หลังจากที่เคยร่วมงานกันครั้งแรกในปี 2012 (ภาพ: Edward Berthelot/Getty Images)
Tatler Asia
COPENHAGEN, DENMARK - AUGUST 6: A guest is seen wearing a white Louis Vuitton x Yayoi Kusama Square bag with multicolored polka dots during Day Four of Copenhagen Fashion Week Spring/Summer 2027, outside the Iamisigo show on August 6, 2026 in Copenhagen, Denmark. (Photo by Moritz Scholz/Getty Images)
Above กระเป๋า Louis Vuitton x Yayoi Kusama Square สีขาวลายจุดหลากสี ซึ่งมีผู้ถือระหว่างงาน Copenhagen Fashion Week Spring/Summer 2027 ที่เดนมาร์ก เมื่อวันที่ 3–7 สิงหาคม 2026 (ภาพ: Moritz Scholz/Getty Images)
PARIS, FRANCE - JANUARY 12: A Yayoi Kusama sculpture is displayed on the top of the Louis Vuitton's Champs Elysees store, on January 12, 2023 in Paris, France. This Year the French Fashion house has launch a second collaboration with Yayoi Kusama.The first one was in 2012. The Yayoi Kusama x Louis Vuitton collection are now available in all Louis Vuitton's Stores Worldwide. (Photo by Edward Berthelot/Getty Images)
COPENHAGEN, DENMARK - AUGUST 6: A guest is seen wearing a white Louis Vuitton x Yayoi Kusama Square bag with multicolored polka dots during Day Four of Copenhagen Fashion Week Spring/Summer 2027, outside the Iamisigo show on August 6, 2026 in Copenhagen, Denmark. (Photo by Moritz Scholz/Getty Images)

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ Yayoi Kusama ไม่ได้เข้าสู่โลกพาณิชย์หลังจากมีชื่อเสียงแล้วเท่านั้น หากเธอมองแฟชั่นเป็นพื้นที่สร้างสรรค์มาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 สิ่งที่โลกเรียกว่า art-fashion collaboration ในเวลาต่อมา จึงเป็นดินแดนที่เธอเคยทดลองมาก่อนหลายสิบปี

และผลลัพธ์สุดท้ายยิ่งใหญ่กว่าเรื่องแฟชั่น Kusama เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็น visual universe ที่ผู้คนสามารถเข้าไปอยู่ สวมใส่ ถ่ายภาพ และพากลับบ้านได้

จากอาวองการ์ดสู่ศิลปินที่คนหลายแสนยอมต่อคิวเพื่อเข้าไปในโลกของเธอ

อาจไม่มีตัวเลขใดอธิบายการเดินทางอันเหลือเชื่อนี้ได้ชัดเท่ากับนิทรรศการใหญ่ของ Yayoi Kusama ที่ National Gallery of Victoria (NGV) ในเมลเบิร์น ช่วงปี 2024–2025 ซึ่งดึงดูดผู้ชมถึง 570,537 คน กลายเป็นนิทรรศการแบบเสียค่าเข้าชมที่มีผู้ชมสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ NGV

Above การเชิญชวนร่วมชมนิทรรศการศิลปะของ National Gallery of Victoria (NGV) ซึ่งจัดแสดงผลงานศิลปะของ Yayoi Kusama มากกว่า 180 ชิ้นในปลายปี 2024

ผู้หญิงชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งเดินทางถึงนิวยอร์กในวัยยี่สิบปลายๆ และต้องต่อสู้เพื่อให้ผลงานได้รับการมองเห็นในโลกศิลปะที่ขับเคลื่อนโดยผู้ชายตะวันตก ในบั้นปลายกลับกลายเป็นศิลปินที่เด็ก คนรุ่นใหม่ นักสะสม แฟชั่นเฮาส์ และพิพิธภัณฑ์ระดับโลกต่างพูดภาษาเดียวกับเธอได้ นั่นคือภาษาของ dots, mirrors, pumpkins และ infinity

กระนั้น หากลดทอน Yayoi Kusama ให้เหลือเพียง “ราชินีแห่งลายจุด” ก็คงไม่ต่างจากการมองจักรวาลผ่านช่องเล็กเกินไป เธอทดลองศิลปะแบบ immersive ก่อนคำนี้จะกลายเป็นธุรกิจระดับโลก ทำ soft sculpture และตั้งคำถามเรื่องเพศก่อน ‘feminist art’ จะเข้าสู่กระแสหลัก, นำ performance ออกสู่ถนน, ใช้แฟชั่นเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะ วิพากษ์ตลาดศิลปะพร้อมกับเรียนรู้ที่จะอยู่เหนือมัน และท้ายที่สุดยังเปลี่ยนประสบการณ์อันเป็นส่วนตัวที่สุด ได้แก่ ความกลัว ความหมกมุ่น ภาพหลอน และความรู้สึกว่าตัวเองกำลังสลายหายไป ให้กลายเป็นโลกซึ่งผู้คนนับล้านอยากเดินเข้าไปสัมผัส

ก่อนเสียชีวิต Yayoi Kusama เคยตอบคำถามเรื่องตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองในประวัติศาสตร์ศิลปะไว้อย่างน่าสนใจว่า “ฉันจินตนาการไม่ออกว่าหลังจากโลกนี้ไปแล้ว ผู้คนจะจัดฉันไว้ในประเภทไหน การเป็นคนนอกก็รู้สึกดีเหมือนกัน”

บางทีคำตอบอาจอยู่ตรงนั้นเอง เพราะตลอดชีวิต Kusama ไม่เคยต้องการพื้นที่ในหมวดหมู่ใดหมวดหมู่หนึ่ง เธอสร้างจักรวาลของตัวเองขึ้นมา แล้วทำให้โลกทั้งใบเดินเข้าไปอยู่ในนั้น

และแม้เจ้าของจักรวาลแห่งจุดจะจากไปแล้ว แต่ภาพสะท้อนของเธอคงยังเพิ่มจำนวนต่อไป ราวกับ Infinity Mirror Room ที่ไม่มีผนังบานสุดท้าย

ฉันจินตนาการไม่ออกว่าหลังจากโลกนี้ไปแล้ว ผู้คนจะจัดฉันไว้ในประเภทไหน การเป็นคนนอกก็รู้สึกดีเหมือนกัน

- Yayoi Kusama -

Topics