ในโลกผู้คนต่างพยายามซ่อนความเปราะบางเอาไว้ภายใต้รอยยิ้ม แต่ ‘Crybaby’ คือผู้เปลี่ยนน้ำตาให้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมระดับโลก
มด นิสา ศรีคำดี หรือที่รู้จักในวงการอาร์ตทอยว่า ‘Molly’ (Molly Factory) ผู้สร้างสรรค์ ‘Crybaby’ คาแร็กเตอร์เจ้าน้ำตา ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก เป็นศิลปินไทยคนแรกและคนเดียวที่ได้ร่วมงานกับ Pop Mart ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอาร์ตทอย ความสำเร็จในวงการศิลปะร่วมสมัยส่งผลให้เธอได้รับรางวัลมากมาย รวมถึง Tatler Most Influential (2025) และ Tatler Gen.T Leaders of Tomorrow (2024) วันนี้เธอมาเยือนเราอีกครั้งในฐานะ Tatler Gen.T Leaders of Today ที่ยังคงเปล่งประกายด้วยงานศิลปะที่มีจิตวิญญาณอันลึกซึ้ง
อ่านเพิ่มเติม: Gen.T Leaders of Tomorrow 2026: พบกับวิสัยทัศน์ของผู้นำรุ่นใหม่ที่จะกำหนดทศวรรษถัดไปของประเทศไทย

Above นิสา ศรีคำดี ศิลปินที่วาดภาพน้ำตาเม็ดโตๆ มาตั้งแต่สมัยเรียน ผ่านคาแร็กเตอร์กระต่ายที่เธอใช้บันทึกอารมณ์ความรู้สึกเหมือนไดอารี่ (ภาพ: Termsit Siripanich / Tatler Thailand)
The First Tear
ก่อนที่ ‘อาร์ตทอย’ (art toy) จะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง มดยอมรับว่าเธอเองก็ไม่รู้จักคำนี้เช่นกัน สิ่งที่รู้แน่ชัดมีเพียงอย่างเดียว คือเธอชอบของเล่นมาตั้งแต่เด็ก ชอบงานประดิษฐ์ วาดรูป และมักแอบทำตุ๊กตาเล็กๆ ด้วยตัวเอง ตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัยก็มักนำงานฝีมือเหล่านั้นไปขายในงานเทศกาลศิลปะ หรือแจกให้เพื่อนมากกว่าจะเก็บไว้เอง
จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงเมื่อ 10 ปีก่อนในช่วงที่คนไทยตกอยู่ในความโศกเศร้าครั้งใหญ่ งานรื่นเริงทุกประเภทถูกยกเลิก รวมถึงงาน wedding planner ในสายอาชีพเดิม ช่องว่างที่เกิดขึ้นทำให้วันหนึ่งขณะตื่นขึ้นมาราวหกโมงเช้า เธอตั้งคำถามกับตัวเองง่ายๆ ว่า ทำไมไม่ทำในสิ่งที่ชอบเสียเลย “มันเริ่มมาจากแค่นั้นเลย มันเหมือนจากที่ต้องไปทำงานๆ จนอาจลืมไปว่าสิ่งที่เราเคยชอบหรืองานอดิเรกของเรามันหายไป เช้าวันนั้นตื่นมาเลยรู้สึกว่า เฮ้ย! แล้วทำไมเราไม่ทำในสิ่งที่เราชอบล่ะ… จำได้ว่าบรรยากาศเหมือนฉากในหนังเลยค่ะ พอเจอสิ่งที่เราอยากทำแล้วก็หยุดไม่ได้สองเดือนต่อจากนั้นคือทำทุกวัน จนออกมาเป็น Crybaby”
อ่านเพิ่มเติม: 10 ปี Gen.T: บทเรียนจากผู้นำ 3,500 คน กับการร่วมสร้างอนาคตของเอเชีย
Beyond One Tear
มองอย่างผิวเผิน Crybaby อาจเป็นเพียงคาแร็กเตอร์ที่ใช้หยดน้ำตาเป็นกิมมิก แต่แท้จริงแล้ว Crybaby ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน มดวาดภาพน้ำตาเม็ดโตๆ มาตั้งแต่สมัยเรียน ผ่านคาแร็กเตอร์กระต่ายที่เธอใช้บันทึกอารมณ์ความรู้สึกเหมือนไดอารี่ เมื่อมีเรื่องสะเทือนใจ เห็นสิ่งที่กระทบใจ เธอจะเขียนและวาดควบคู่กันไป
สำหรับมด Crybaby ไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์อาร์ตทอย หากตัดคำนิยามนั้นออกไปมันคืองานเชิงนามธรรมที่อยู่ในตัวเธอมานานแล้ว และไม่จำกัดอยู่แค่รูปแบบของเล่น หรือภาพวาดศิลปะ แต่อาจขยายไปเป็นบทความ วรรณกรรม หรือแม้แต่แอนิเมชั่นในอนาคต เพราะแก่นแท้ของ Crybaby คือการพูดถึงความรู้สึกของมนุษย์ และเหตุผลที่เราไม่อาจปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งอยู่กับความเศร้าได้ตลอดไป “อารมณ์ของมนุษย์ลึกลับ ซับซ้อน และเปราะบางมาก” ด้วยเหตุนี้ เมื่อ Crybaby ก้าวเข้าไปจัดแสดงในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ผลงานของเธอจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ให้คนมาชมความงามเชิงทัศนศิลป์ แต่เป็นการท้าทายให้ผู้ชมกลับไปสำรวจตะกอนความคิดและประสบการณ์ในอดีตของตนเอง เพราะความรู้สึกลึกซึ้งที่แต่ละคนมีต่อคราบน้ำตานั้นย่อมแตกต่างกันไปตามเรื่องราวที่พวกเขาเคยผ่านมาในชีวิต
เมื่อถามว่าอะไรคือรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มดตอบโดยไม่ลังเล คำชมหรือรางวัลทำให้รู้สึกดีใจอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ทำให้มีความสุขจริงๆ คือการได้เห็นคนแปลกหน้าห้อยพวงกุญแจ Crybaby หรือติดเข็มกลัดงานของเธอในชีวิตประจำวัน “เห็นคนมีงานของเรา ห้อยพวงกุญแจ ติดเข็มกลัด มันเติมพลังในทุกๆ วันเลย”
และในขณะที่หลายประเทศมักนึกถึงภาพยนตร์ เพลง หรือแอนิเมชั่นเป็นเครื่องมือส่งออกวัฒนธรรม แต่สำหรับมด คาแร็กเตอร์ไอพีอย่าง Crybaby คือศิลปะในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและไร้พรมแดน ศิลปะไม่มีเชื้อชาติ ไม่มีศาสนา และไม่มีกำแพงใดกีดกั้นได้ มดมองว่า Crybaby เป็นเพียง “ศิลปะเล็กๆ” ที่เกิดจากความชอบส่วนตัว แต่ความเล็กนั้นกลับกลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้มันเดินทางไปถึงมือคนทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว ผ่านของใช้ในชีวิตประจำวันอย่างพวงกุญแจหรือตุ๊กตา ซึ่งเธอเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งที่กำลังเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนเสพศิลปะในยุคนี้ แม้ศิลปะคลาสสิกระดับโลกจะยังคงความน่าเคารพนับถือเสมอ แต่สุนทรียภาพของผู้คนก็เปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละยุคสมัยและรสนิยมในแต่ละช่วงเวลา
Everlasting Tear Legacy
มดยังเล่าถึงการสร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้นว่า เธอให้คุณค่ากับการทำสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้มากกว่าผลลัพธ์ปลายทาง พร้อมยอมรับว่าเป็นคนบ้างานพอสมควร เป้าหมายหลักคือคุณภาพและรายละเอียดที่ดีที่สุด โดยในปีหน้า Crybaby จะมีงานครบรอบ 10 ปี ซึ่งน่าจะมีนิทรรศการศิลปะตามมา แม้รูปแบบและสถานที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน
มดบอกว่าเธอไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเติบโตขึ้นมากนัก กระทั่งได้ทำงานนี้อย่างจริงจัง Crybaby เติบโตขึ้นทำให้เธอต้องโตตามไปด้วย ทั้งในแง่เนื้อหาที่ต้องการสื่อสาร อารมณ์ความรู้สึกที่แทรกในผลงาน และการทำงานในสเกลที่ใหญ่ขึ้นมาก โดยเฉพาะความร่วมมือกับ Pop Mart เพราะเป็นครั้งแรกที่เธอต้องทำงานกับบริษัทต่างชาติ ต้องเรียนรู้วัฒนธรรม ภาษาที่ต่างกัน และระบบการทำงานในระดับองค์กรขนาดใหญ่ มดอยู่กับ Pop Mart มาตั้งแต่ก่อนที่บริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์หรือขยายสาขาออกไปทั่วโลก และเติบโตไปพร้อมกับบริษัทในทุกขั้นตอน จากที่เคยทำงานอยู่ในประเทศไทยเพียงลำพัง วันนี้เธอต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง
การถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งใน Tatler Gen.T Leaders of Today ในวันนี้ มดในวัย 40 กว่า กลับถ่อมตัวและบอกว่า เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นผู้นำใคร เธอยังคงเป็นเพียงมนุษย์ที่มีความฝัน มีเป้าหมายอันแสนไกลที่ต้องไขว่คว้า และยังเชื่อมั่นในการลงมือทำ แม้ในอนาคตจะมีความกดดันจากความคาดหวังของผู้คน แต่เธอก็พร้อมโอบรับความท้าทายนั้นด้วยการตั้งใจทำให้ดีที่สุด
“อีก 10-20 ปีข้างหน้า มดไม่ได้คาดหวังอะไรอยู่แล้ว แต่กับ Crybaby มดคาดหวังแน่นอน เพราะเป้าหมายยังเป็นฝันที่แสนไกล มดอยากทิ้ง ‘legacy’ อะไรบางอย่างไว้เบื้องหลัง แม้ในวันที่มดไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว แต่ Crybaby ยังสามารถอยู่ต่อไปได้”
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ทำให้ Crybaby กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกไม่ใช่เพียงเพราะรูปลักษณ์ที่น่ารักหรือกลยุทธ์ทางการตลาด หากแต่เป็นความจริงใจต่อความรู้สึกของมนุษย์ที่มดถ่ายทอดออกมาอย่างไม่ปรุงแต่ง น้ำตาที่เธอวาดมาตั้งแต่เด็กไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของความเศร้า แต่เป็นภาษาที่ไม่ต้องแปล ไม่ต้องอธิบาย และนั่นเองคือเหตุผลที่ทำให้คนทั่วโลก ไม่ว่าจะพูดภาษาใด เข้าใจ Crybaby ได้ในแบบเดียวกัน
เห็นคนมีงานของเรา ห้อยพวงกุญแจ ติดเข็มกลัด มันเติมพลังในทุกๆ วันเลย








