ก่อนที่งานนิทรรศการครั้งใหญ่ของ Haegue Yang จะเริ่มขึ้นที่หอศิลป์ Hayward Gallery ประเทศอังกฤษ หนึ่งในศิลปินที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดขณะนี้ เล่าให้ Tatler ฟังว่า ทำไมเธอถึงสร้างสรรค์ผลงานที่ไม่สามารถบรรจุลงกล่องได้
“ฉันเคยได้ยินที่คนบอกกันว่า ‘สิ่งง่ายๆ นั้นเป็นกับดัก’ " Haegue Yang บอก เธอไม่เชื่อเรื่องความง่าย ถ้าเธอได้เจอกับอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นวิธีการหรือวัสดุเพื่อสร้างสรรค์งาน เธอต้องทำให้มันยากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอบอกว่านั่นเป็นหน้าที่ในฐานะประติมากร
“วัสดุเป็นตัวกำหนดทิศทาง ฉันเพียงแค่ทำตามศักยภาพของวัสดุ”
เราได้ยินเสียงอะไรกระทบกันพร้อมเสียงเหมือนระฆังดังอย่างต่อเนื่องในสตูดิโอของเธอที่กรุงโซล ระหว่างที่เธอคุยกับ Tatler ผ่านวิดีโอคอล Haegue มีสตูดิโออีกแห่งในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ทำให้นึกถึงเสียงจากกระดิ่งโลหะที่ปรากฏอยู่บ่อยครั้งในผลงานของเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในซีรีส์ Sonic Sculpture หนึ่งในผลงานเป็นเชือกเส้นหนาที่เต็มไปด้วยวัตถุโลหะห้อยลงมาจากเพดาน เป็นตัวแทนการเชื่อมโยงถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในขณะที่ส่วนประกอบที่เป็นเสียงกริ่งจะดังสะท้อนทั่วพื้นที่ที่จัดแสดง
อ่านเพิ่มเติม: มุก พรทิพย์ ดีไซเนอร์ที่เชื่ออย่างสุดใจว่าแฟชั่นและความยั่งยืนเป็นเรื่องไปด้วยกันได้
“การติดกระดิ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนมาก เป็นขั้นตอนที่ทำให้เข้าใจความหมายของคำว่าการทำงานอย่างหนัก” ถ้าพูดถึงเทคนิคที่ท้าทาย เธอพบว่าการทอฟางนั้นเหน็ดเหนื่อย แต่การถักเชือกแบบมาคราเม่เป็นงานที่ใช้แรงงานมากที่สุด
“แค่การทออย่างเดียวอาจใช้เวลามากกว่า 300 ชั่วโมงสำหรับหนึ่งชิ้นงานประติมากรรม และทั้งหมดทำด้วยมือ มันเป็นแค่การผูกปม ไม่มีอะไรมาก แต่ก็เหนื่อยสุดๆ”
เสียงและวิธีการพูดของ Haegue ช่างแตกต่างอย่างชัดเจนกับเสียงสูงแหลมของระฆัง Haegue มีเสียงที่นุ่มนวลแต่มั่นคง ช้าและมีน้ำหนัก มีโทนเสียงที่โปร่งเบาและบอบบาง ซึ่งชวนฝัน สงบ ลึกลับ และครุ่นคิดในเวลาเดียวกัน อารมณ์คล้ายกับแสงออร่าที่สัมผัสได้จากผลงานของเธอ

Above Haegue Yang กับประติมากรรมที่มีกระดิ่งโลหะของเธอ (ภาพ: Roni Ahn)
Haegue เป็นที่รู้จักจากผลงานที่มีขนาดใหญ่ งานประติมากรรมที่ครอบคลุมพื้นที่กว้าง สูงถึงเพดานหอศิลป์ เธอใช้วัสดุหลากหลายชนิดในการสร้างผลงาน ตั้งแต่วัสดุอุตสาหกรรม ไปจนถึงมู่ลี่อลูมิเนียม ขาตั้งน้ำเกลือ และสิ่งทอสารพัดชนิดที่ถักรวมกัน การผสมผสานของวัสดุและวิธีการมักทำหน้าที่เป็นอุปมาที่สำรวจแนวคิดเกี่ยวกับผลกระทบทางวัฒนธรรมของโลกาภิวัตน์ ความทันสมัย และประเพณีพื้นบ้าน
เธอชอบที่จะท้าทายผู้ชมมากพอๆ กับการท้าทายตัวเอง ผลงานของเธอแปลกตา แต่สัมผัสได้ และมักจะมีพู่หรือเดือยแหลมติดอยู่ งานของ Haegue มักทำให้ผู้ชมเกิดความสงสัย อยากสัมผัส และไม่แน่ใจว่ากำลังมองอะไรอยู่ หรือบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอะไรกันแน่ แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจ
“ฉันไม่อยากสร้างอะไรที่คนจะรู้สึกคุ้นเคย นี่เกือบจะเป็นความก้าวร้าวแบบพาสซีฟ” เธอกล่าวในเชิงต่อต้านไม่ให้ผลงานของเธอถูกจัดหมวดหมู่และอธิบาย
“คนพยายามให้คำจำกัดความผลงานของศิลปินและเอาไปใส่ในกรอบ ว่าอันนี้เป็น dada อันนี้เป็น fluxus อันนั้นเป็น arte povera แต่ฉันพยายามสร้างผลงานที่ยากจะระบุและกำหนดนิยามได้อย่างมีจุดมุ่งหมาย”
นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไม Yang ถึงเป็นที่ต้องการอย่างมากสำหรับนิทรรศการเดี่ยวของสถาบัน นอกจากจะเป็นงานศิลปะที่สัมผัสและดื่มด่ำได้ ยังเป็นงานที่ไม่เหมือนใคร ดูเหมือนว่า Yang จะมีนิทรรศการจัดแสดงอยู่ที่ไหนสักแห่งในโลกตลอดเวลา ในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ เธอมีนิทรรศการเดี่ยว Flatworks ที่ Arts Club Chicago นิทรรศการกลุ่ม Forms of the Shadow ที่ Secession ในเวียนนา นิทรรศการกลุ่ม Of Mountains and Seas ที่ Lahore Biennial และที่สำคัญที่สุดคือนิทรรศการสำรวจสำคัญที่ Hayward Gallery ในลอนดอน Leap Year

Above Haegue Yang กับผลงานศิลปะจากซีรีส์ “Rotating Reflective Running” ของเธอ (ภาพ: Roni Ahn)
Haegue บอกว่าเธอมีความมั่นใจกับงานนิทรรศการครั้งนี้มาก และเชื่อใจภัณฑารักษ์ของงาน Leap Year อย่างเต็มที่ เธอบอกว่าเธอออยากรู้ว่าตัวเองจะไม่ยุ่งกับการเตรียมงานนี้ได้แค่ไหน งานของเธอเป็นการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ของ Sadong 30 ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2006 เป็นหนึ่งในผลงานของศิลปินมากมายที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่จะจัดแสดงที่ลอนดอน
Sadong 30 (2006) เกิดจากมุมมองของรากหญ้าที่อยู่นอกกรอบสถาบันอย่างสิ้นเชิง งานถูกจัดแสดงในบ้านร้างที่เคยเป็นที่อยู่ของครอบครัวฝ่ายแม่ของ Haegue ในย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่นในอินชอน บ้านหลังนี้สร้างขึ้นในช่วงที่ญี่ปุ่นยึดครองเกาหลีระหว่างปี 1910-1945
การเข้าถึงบ้านต้องผ่านตรอกซอยที่ซับซ้อน จึงมีการพิมพ์โปสการ์ดพร้อมแผนที่โดยละเอียดและรหัสของอาคารเพื่อเข้าชม เหมือนเกมล่าสมบัติในเมืองกลายๆ ทันทีที่ก้าวเข้าบ้าน ผู้เข้าชมจะได้พบกับประติมากรรมที่ประกอบขึ้นจากวัสดุที่หลากหลาย อย่างเช่น ประติมากรรมจากกระดาษพับ (origami) แท่นน้ำเกลือที่ปกคลุมด้วยไฟฟ้า โคมไฟและราวตากผ้า ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่บ้านร้าง
Sadong 30 คือผลงานชิ้นแรกที่ Haegue สร้างขึ้นหลังจากต้องพักการสร้างงานศิลปะไปปีครึ่งเพื่อทำงานประจำ
“2006 เป็นปีแห่งการกลับมาของฉัน…. ตอนนั้น ฉันไม่มีเวลาสร้างสรรค์งาน เลยต้องปิดสตูดิโอลงและใช้หนี้ทั้งหมด ฉันเล่าเรื่องนี้ไม่ใช่เพื่อจะเชิดชูชีวิตของศิลปินที่ต้องดิ้นรน แต่เพื่อเน้นย้ำถึงความไม่คาดคิดของ Sadong 30"
อ่านเพิ่มเติม: Pomme Chan ศิลปินที่พร้อม set zero ให้กับตัวเองเสมอ

Above มุมมองการติดตั้งผลงาน "Tightrope Walking and Its Wordless Shadow" (2018) ของ Haegue Yang ที่ La Triennale di Milano ประเทศอิตาลี (ภาพ: Masiar Pasquali โดยได้รับความอนุเคราะห์จาก Fondazione Furla)
ความคุ้นเคยของบ้านร้าง แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับงานนิทรรศการที่ไม่คาดคิด เป็นการเน้นให้เห็นถึงความเป็นพื้นที่เปลี่ยนผ่านที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลง Haegue ได้สร้างความรู้สึกของการเผชิญหน้าและความลึกลับ ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่นิยามงานของเธอในเวลาต่อมา
Sadong 30 กลายเป็นชิ้นงานที่วางรากฐานของการสร้างงานชิ้นต่อๆ มา จนเป็นสุนทรียศาสตร์แบบฉบับที่เธอกลายเป็นที่รู้จัก โครงการนี้ยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของการวางแนวคิดงานของ Haegue ที่ทำให้พื้นที่ที่อยู่ชายขอบและแทบจะมองไม่เห็นกลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างความตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนการรับรู้
“ฉันชอบสร้างสิ่งที่คนคิดว่าพวกเขารู้อยู่แล้ว แต่แท้จริงแล้วพวกเขายังไม่รู้”
ไม่นานหลังจากผลงาน Sadong 30 จัดแสดง Haegue ได้เข้าร่วมงาน São Paulo Biennial และนำเสนอผลงาน Series of Vulnerable Arrangement—Blind Room ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการใช้มู่ลี่อลูมิเนียมในงานของเธอ กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ปี 2006 กลายเป็นปีที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง
มู่ลี่หรือม่านบังตาแบบนี้จะมีลักษณะแบนราบเมื่อถูกปิด และกลายเป็น 3 มิติเมื่อถูกเปิด สามารถบีบอัดหรือขยายออกได้ เป็นได้ทั้งทึบและโปร่งแสง มู่ลี่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของศิลปะแบบ Haegue การใช้งานและความสามารถในการเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่ในม่านหน้าต่างที่ดูธรรมดานี้สะท้อนถึงสิ่งที่ศิลปินต้องการสื่อสาร คือความสามารถในปรับพื้นที่และเล่นกับการรับรู้ของผู้ชม
ปี 2009 Haegue เข้าร่วมงาน Venice Biennale ในฐานะตัวแทนประเทศเกาหลีใต้ ด้วยผลงานที่ชื่อว่า Condensation เป็นอุปมาอุปไมยของการสื่อสาร
“เกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณเอาขวดน้ำเย็นๆ ไปใส่ในที่อุ่น การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิทำให้มีหยดน้ำเกาะข้างนอกขวด เหมือนกับว่าน้ำในขวดหนีออกมาโดยที่ไม่ต้องเปิดขวด แต่มันเป็นน้ำสองส่วนที่แยกกัน เราจินตนาการการสื่อสารระหว่างพื้นที่ที่แยกจากกัน ...ระหว่างข้างนอกกับข้างใน”

Above “Series of Vulnerable Arrangements– Seven Basel Lights” (2007) ที่ Hamburger Kunsthalle เมืองฮัมบูร์ก เน้นย้ำถึงการใช้ขาตั้ง IV ของ Haegue Yang (ภาพ: Kay Riechers โดยได้รับความอนุเคราะห์จาก Hamburger Kunsthalle)
นอกจากนี้ เธอยังท้าทายภาพจำของสังคมผ่านงาน 'Flat-works' อย่างต่อเนื่อง ทั้งงานพิมพ์และงานบนผืนกระดาษที่แตกต่างอย่างชัดเจนจากผลงานประติมากรรมขนาดใหญ่อื่นๆ ของเธอ ผลงานนี้ถูกจัดแสดงที่ Art Club Chicago ซึ่ง Haegue บอกว่ากระดาษแบนๆ เป็นเรื่องน่าทึ่งสำหรับเธอในฐานะประติมากร เพราะเป็นพื้นที่ทีถูกออกแบบทางวิศกรรมได้ สามารถตีแผ่ออกได้ แล้วก็ทำให้แบนลงอีกครั้งได้
เธอมองว่าการที่ถูกทำให้แบนลง หรือเป็นสิ่งแบนๆ เท่ากับการหายไป การถูกกดทับ หรือการไม่มีตัวตน ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ในเรื่องแนวความคิดงานศิลปะได้ ไม่ใช่แค่เรื่องกายภาพของงานอย่างเดียว จึงเป็นที่มาของงานที่สร้างจากกระดาษตัดต่อที่เริ่มทำช่วงโควิด-19 ระบาดซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมเนียมหมอผีของเกาหลี
ความสนใจเรื่องหมอผีและพิธีกรรมพื้นบ้านของ Haegue ถูกจุดประกายอีกครั้งจากมุมมองใหม่ เมื่อเธอได้เรียนรู้เรื่องลัทธินอกศาสนาในยุโรป ตอนที่เธอไปเรียนปริญญาโทและเริ่มทำงานในช่วงปลาย 1990 เธอมองเห็นความคล้ายคลึงกันระหว่างการที่ลัทธินอกศาสนาถูกมองในยุโรปกับการที่ลัทธิหมอผีมีบทบาทในเกาหลี
"ฉันเห็นความคล้ายคลึงกันกับวัฒนธรรมเกาหลีหรือวัฒนธรรมอื่นๆ ที่มีศาสนาที่ไม่ใช่แบบเอกเทวนิยม และมีการใช้พิธีกรรม ลัทธิหมอผีมีความเป็น ‘สถาบัน’ น้อยกว่าศาสนา และยังถูกกดขี่ด้วยซ้ำ แต่ถึงแม้จะไม่ได้รับการปกป้องคุ้มครอง มันก็ยังมีความแข็งแกร่งอยู่ในตัว”
แทนที่จะมองว่าการมีอยู่ของลัทธิหมอผีเป็นสิ่งที่ถูกลดความสำคัญจากวัฒนธรรมกระแสหลัก Haegue กลับมองว่าเหมือนกับกระดาษที่ถูกทำให้แบนแค่นั้น มันยังคงมีอยู่บนชายขอบของวัฒนธรรมกระแสหลัก เช่นเดียวกับพิธีกรรมหรือขนบโบราณหลายๆ อย่างที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างทางสังคมและการเมืองร่วมสมัย
“ศาสนากลายเป็นโครงสร้างอำนาจที่ได้รับการยอมรับจากชุมชน สังคม และประเทศ ลัทธิหมอผีเป็นสิ่งที่แทบจะไม่มีความเป็นสถาบัน แต่ยังคงอยู่ในพื้นที่ชายขอบ สุดท้ายแล้ว ขนบธรรมเนียมที่อยู่ในพื้นที่ชายขอบเหล่านี้มีความแข็งแกร่งและสามารถอยู่รอดได้"
อ่านเพิ่มเติม: Wes Anderson ร่วมฉลอง 100 ปี Montblanc Meisterstück พร้อมการกลับมาเปิดช็อปอีกครั้งในประเทศไทย
Above “The Randing Intermediates– Underbelly Alienage Duo (Earth Alienage Rising Sporing, Sea Alienage Fanned-Out Bang)” (2020) ของ Haegue Yang (ภาพ: อนุเคราะห์โดย Kurimanzutto, เม็กซิโกซิตี้, นิวยอร์ก)
การอ้างอิงถึงคติชาวบ้านและความเชื่อทางจิตวิญญาณมีให้เห็นในงานของ Haegue อยู่เสมอ เช่นผลงานศิลปะจัดวางที่ชื่อว่า Contingent Spheres (2020, 2022) ที่ร่วมแสดงในนิทรรศการ Encounters ที่งาน Art Basel ที่ฮ่องกงปีนี้ และยังมีงานประติมากรรมเชิงมนุษย์อีกสองชิ้น ชื่อว่า The Randing Intermediates-Underbelly Alienage Duo และ The Intermediate-Five-Legged Frosty Fecund Imoogi
นอกจากนี้ยังมีงาน Sonic Cosmic Rope—Gold Dodecagon Straight Weave ซึ่งสื่อถึงนิทานพื้นบ้านเกาหลีเรื่อง Sister Sun and Brother Moon’s Escape
ประติมากรรมเหล่านี้ยังเป็นการแสดงความเคารพต่อบินาโคลซึ่งเป็นลวดลายสิ่งทอของฟิลิปปินส์ที่อ้างอิงถึงทั้งขบวนการศิลปะแนวอ็อพอาร์ตซึ่งเป็นลัทธิทางศิลปะที่เกิดขึ้นในทศตวรรษที่ 1960 รวมถึงลวดลายการถักทอที่มีความสำคัญต่อชนพื้นเมืองในเขตคอร์ดิลเยราของฟิลิปปินส์ที่เชื่อกันว่าสามารถปกป้องจากวิญญาณชั่วร้ายได้
Haegue ได้สำรวจแนวคิดเหล่านี้เพิ่มเติมผ่านงานศิลปะบนกระดาษ ซึ่งบางชิ้นเป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์งานที่ชื่อว่า Mesmerizing Mesh (2021-) จัดแสดงที่ Hayward รูปแบบของผลงานคล้ายคลึงกับโคมไฟและดอกไม้กระดาษที่หมอผีชาวเกาหลีใช้ในพิธีกรรมแบบดั้งเดิม ประติมากรรมเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของแนวคิดทางจิตวิญญาณและความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งถูกนำมาใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา
วิธีที่หมอผีใช้กระดาษในลักษณะนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ Haegue ทบทวนบทบาทของตัวเองในฐานะศิลปิน เธอบอกว่าพวกหมอผีใช้กระดาษเหมือนว่ามันจะสามารถเป็นอะไรก็ได้
“การที่สร้างพลังเหนือธรรมชาติให้กับกระดาษแบบนั้น ฉันว่าเหมือนกับสิ่งที่ศิลปินทำ...ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ หิน ทองสัมฤทธ์ ไม้ หรือวัตถุธรรมดาใดๆ ที่เราเห็นอยู่ทุกวัน แล้วเราเปลี่ยนให้เป็นบางอย่างที่มากกว่าความเป็นวัตถุของมัน”

Above Haegue Yang ที่ Kukje Gallery กรุงโซล (ภาพ: Roni Ahn)
งานนิทรรศการ Leap Year จะมีงานที่ทำขึ้นใหม่ของ Haegue ด้วย เป็นผลงานที่ชื่อว่า Star-Crossed Rendezvous after Yun (2024) งานศิลปะจัดวางที่ใช้มู่ลี่อลูมิเนียม ไฟเวที และเพลงประกอบ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเพลง Double Concerto (1977) และเป็นการแสดงความเคารพต่อผู้แต่งเพลงชาวเกาหลี Isang Yun ที่เป็นที่รู้จักเพราะการผสมผสานเพลงเกาหลีดั้งเดิมกับเทคนิคล้ำยุคของตะวันตก
ไม่ว่าจะเป็นเทคนิค ประวัติศาสตร์ ความเชื่อ หรือบุคคลที่ถูกปิดบังหรือถูกผลักไสให้อยู่ชายขอบ Haegue ดึงเรื่องราวเหล่านี้ออกมาผ่านผลงานของเธอ และทำให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ หากผู้ชมกล้าที่จะเปลี่ยนมุมมองของตัวเอง ผลงานของเธอจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของวิธีการถ่ายทอด เป็นประตูสู่อีกมิติหนึ่งที่มีความจริงแบบคู่ขนาน เช่นเดียวกับมู่ลี่ ที่ทำหน้าที่เปิดเผยสิ่งที่ถูกปิดบัง และปิดบังสิ่งที่ถูกเผยออกมา กลเม็ดคือการจำไว้ว่าด้ายเชือกนั้นอยู่ในมือของคุณเอง
This story was originally written in English by Aaina Bhargava.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2024 โดย Aaina Bhargava โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
ปู ไปรยา การเดินทางครั้งใหม่ในชีวิตกับเรื่องราวที่ตกผลึกจากการเป็นคนดังในสปอตไลท์




