ณพน เจนธรรมนุกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) ณ โครงการระดับลักซ์ชูรี Park Heritage
Cover ณพน เจนธรรมนุกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) ณ โครงการระดับลักซ์ชูรี Park Heritage
ณพน เจนธรรมนุกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) ณ โครงการระดับลักซ์ชูรี Park Heritage

‘สัมมากร’ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 55 พร้อมกับการปรับเปลี่ยนองค์กรและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่น่าจับตามองโดย ณพน เจนธรรมนุกูล

ในปีนี้ ‘สัมมากร’ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 55 ต้องยอมรับว่าบริษัทที่ก่อตั้งมากว่าครึ่งศตวรรษแห่งนี้ได้รับการจับตามองเป็นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ ณพน เจนธรรมนุกูล เริ่มเข้ามาบริหาร ปรับเปลี่ยนองค์กร และขยายตลาดเพิ่มฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ รวมทั้งขยายพอร์ตการลงทุนนอกเหนือจากอสังหาริมทรัพย์ จนเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์สัมมากรที่มีความทันสมัยและไฮเอนด์มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

Tatler เดินทางมา Park Heritage โครงการระดับลักซ์ชูรีของสัมมากรที่ตั้งอยู่ในซอยพัฒนาการ 20 เพื่อสนทนากับ ณพน เจนธรรมนุกูล ถึงแนวคิดในการปรับภาพลักษณ์แบรนด์เพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าที่หลากหลาย และความท้าทายในการพลิกโฉมองค์กรไปสู่ความยั่งยืน

อ่านเพิ่มเติม: 5 แบรนด์หรูที่มอบชีวิตใหม่ให้กับพื้นที่สถาปัตยกรรมเก่าแก่

ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่คุณณพนเข้ามาบริหารบริษัท สัมมากร ที่มีรากฐานมายาวนานถึง 55 ปี อะไรคือจุดเปลี่ยนที่เป็นปัจจัยสำคัญในการพลิกโฉมองค์กรให้แข็งแกร่งขึ้น รวมทั้งสร้างวัฒนธรรม การเติบโตที่ยั่งยืนสำหรับพนักงานทุกคน
จริงๆ เราทำหลายอย่างนะครับ แต่ผมว่าปัจจัยที่มี impact สูงคือเรื่องการทำงาน เราโฟกัสไปที่ประสิทธิภาพและการเข้าถึงข้อมูลเป็นหลัก พยายามทำองค์กรให้ flat เนื่องจากการบริหารบริษัทอสังหาฯ มีหลายไซต์หลายโปรเจ็กต์ซึ่งอยู่ไกลกัน แต่ละคนแต่ละทีมก็กระจัดกระจายกันไป ไม่ได้มีเซ็นเตอร์อยู่ที่เดียว ดังนั้นการเข้าถึงข้อมูลและการทำองค์กรให้ flat จึงมีความสำคัญ เพื่อให้ข้อมูลจากหน้างานส่งถึงฝ่าย management ได้ง่าย รวดเร็วและครบถ้วนถูกต้องครับ

แต่โครงสร้างแบบ flat ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าการตัดสินใจต้องอยู่ที่คนไม่กี่คน เรามี framework ที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้รับผิดชอบสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและไปในทิศทางเดียวกับองค์กร ส่วนองค์กรเองก็ต้องทำมั่นใจว่าการตัดสินใจนั้นมีประสิทธิภาพและถูกต้องที่สุดครับ

อีกเรื่องที่เราโฟกัสคือประสิทธิภาพ เราพูดกันเสมอว่าทุกคนต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและวัดผลได้ ในทุกปีเราจะ streamline process ในการทำงานโดยปรับให้กระชับขึ้น ลด waste และใช้เวลาน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องมือต่างๆ หรือการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานใหม่ เราอยากให้สิ่งนี้เป็น mindset เพื่อให้ทีมคำนึงถึงประสิทธิภาพก่อน ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาแก้ปัญหาของตัวเองได้ อีกทั้งเรายังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของพนักงานแบบรอบด้าน ทั้ง hard skills และ soft skills เพื่อให้พนักงานได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับองค์กรได้

ปีนี้เป็นปีที่ 55 แต่ผมตั้งเป้าว่าสัมมากรต้องอยู่ไปถึงร้อยปี ดังนั้นวิธีการทำงานต่างๆ ต้องทำให้องค์กรอยู่ได้ไปนานๆ เนื่องจากโลกของธุรกิจอสังหาฯ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ บริษัทเราจึงต้องไม่อยู่นิ่ง ต้องคิดที่จะปรับตัวและรู้จักพัฒนาตลอดเวลา ผมว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ‘คน’ ครับ เพราะคนเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันองค์กร และหาก mindset ของเราหยุดอยู่กับที่ ก็จะทำให้เราไม่สามารถพาองค์กรไปถึงร้อยปีได้

Tatler Asia

ทุกวันนี้ สัมมากรมีโครงการบ้านที่หลากหลายและขยายแบรนด์ออกไป ไม่ว่าจะเป็น Mitti, Anapana, Providence Lane, Park Heritage และโครงการอื่นๆ การแบ่งเซ็กเมนต์มีข้อดีอย่างไร และแต่ละเซ็กเมนต์มีความแตกต่างกันอย่างไร
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เราเคยใช้ชื่อหมู่บ้านสัมมากรทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะบ้านราคา 4 ล้านบาท หรือราคา 10 ล้านบาท แต่สมัยนี้กลุ่มลูกค้าแต่ละกลุ่มมีความต้องการที่ต่างกัน มีตัวตนที่ต่างกัน และยังมีความคาดหวังที่ต่างกันด้วย ดังนั้นทั้งภาพลักษณ์​ ฟังก์ชั่น รวมถึงวัสดุที่ใช้จึงต้องแตกต่างกันไป นั่นเลยเป็นที่มาของการทำ sub-brand เพราะการมีแบรนด์เดียวที่จะครอบคลุมทุกระดับเลยนั้นเป็นไปไม่ได้ เราเลยต้องสร้างตัวตนของแต่ละแบรนด์เพื่อให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าในแต่ละเซ็กเมนต์

ปัจจัยด้านราคาก็สำคัญครับ ราคาเป็นปัจจัยหนึ่งในการแบ่งเซ็กเมนต์ของกลุ่มลูกค้า อย่างลูกค้าที่คาดหวังกับบ้านราคา 4 ล้านบาท บ้านราคา 20 ล้านบาท หรือบ้านราคา 80 ล้านบาท ย่อมคาดหวังแตกต่างกัน แต่ไม่ว่าโครงการไหน เราก็จะใช้ mindset เดียวกัน คือทำบ้านที่มีคุณภาพดีและคุ้มค่า เพียงแต่รายละเอียดอื่นๆ ในแต่ละแบรนด์จะแตกต่างกัน เช่น ถ้าทำบ้านลักซ์ชูรี เราต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด ทุกวัสดุที่เลือกใช้ตามความคาดหวังที่สูงของลูกค้า เขาจะละเอียดกับเรามากขึ้น ส่วนสำหรับบ้านราคา 4 ล้านบาทเอง เราก็พยายามทำบ้านให้ออกมาดีและให้ความสำคัญกับรายละเอียดที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่าที่สุดครับ

อีกปัจจัยหนึ่งอย่างโลเคชั่นก็ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับลูกค้าที่มีงบประมาณสูง เขาก็หวังที่จะอยู่ใกล้เมืองมากขึ้น แต่สำหรับลูกค้าที่ซื้อบ้านราคาไม่สูงมากก็อาจสามารถขยับออกไปอยู่ชานเมืองได้ แต่ผมว่าทุกโลเคชั่นจะต้องเหมาะกับการอยู่อาศัย มีคอมมูนิตี้ที่ดี ปลอดภัยและเหมาะกับการสร้างครอบครัวครับ

ก่อนหน้านี้สัมมากรเคยเป็นที่รู้จักจากโครงการแนวราบ เน้นทำบ้านหลังแรกมาโดยตลอด แต่ช่วงหลังเราเห็นได้ชัดว่าสัมมากรเริ่มขยับเข้าสู่ตลาดบ้านระดับลักซ์ชูรีมากขึ้น อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้สัมมากรตัดสินใจขยายมาสู่เซ็กเมนต์นี้
ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมทีมงานครับ เพราะนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมาอย่างยาวนาน เราให้ความสำคัญกับคุณภาพเป็นอันดับแรก ไม่ว่าบ้านจะราคา 3 ล้าน 4 ล้าน หรือ 5 ล้านบาท เราก็ยังคงส่งมอบบ้านคุณภาพดี เพราะเราเน้นความยั่งยืนเป็นหลัก ด้วยพื้นฐานการก่อสร้างของสัมมากรที่ดีอยู่แล้ว เมื่อเราขยับไปทำโครงการที่มีราคาสูงขึ้น เช่น Park Heritage ซึ่งเป็นโครงการที่ราคาสูงที่สุดของเราตอนนี้ คือ 100 ล้านบาท ลูกค้าก็ยังคงเชื่อมั่น ไว้วางใจ และชื่นชมในคุณภาพของเรา

Tatler Asia
ภาพโครงการ พาร์ค เฮอริเทจ
Above ภาพโครงการ พาร์ค เฮอริเทจ
ภาพโครงการ พาร์ค เฮอริเทจ

Park Heritage ถือเป็นโครงการบ้านระดับลักซ์ชูรีที่ถูกออกแบบให้เป็นบ้านที่สมบูรณ์แบบ ทั้งในแง่ของดีไซน์ ความสงบ ทำเลใกล้เมือง และความสามารถในการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ในมุมมองของคุณณพน อะไรคือจุดแข็งที่ทำให้บ้านโครงการนี้เป็น ‘บ้านที่หลับสบาย’ ทั้งสำหรับวันนี้และในอนาคต
เราเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของการอยู่บ้านคือ ‘ต้องหลับสบาย’ ทุกอย่างต้องไม่รบกวนการพักผ่อน สำหรับ Park Heritage เราคิดเยอะมาก เริ่มตั้งแต่การทำความเข้าใจกลุ่มลูกค้าก่อนว่า ‘ลักซ์ชูรี’ ในนิยามของสัมมากรคืออะไร เราจะเน้นเรื่องของความคุ้มค่า อยู่ในโลเคชั่นที่ดี เนื่องจากแบรนด์สัมมากรอยู่มา 55 ปี เรามองว่าบ้านหลังหนึ่งต้องอยู่กันยาวนาน 50-60 ปี ฉะนั้นโลเคชั่นแบบนี้ในรุ่นหลานของคุณอาจจะหายากขึ้นเรื่อยๆ

อีกอย่างเราเป็นโครงการใหญ่ที่สุดที่อยู่ใกล้ทองหล่อ ซึ่งก็ยิ่งหายากขึ้น เราเลยเลือกโลเคชั่นนี้ ทั้ง transition ระหว่างคนที่ใช้ชีวิตในเมืองมาทั้งวัน แต่พอมาถึงหน้าโครงการจะรู้สึกถึงความร่มรื่น เราใส่ต้นไม้มาแน่นมาก เป็นเหมือนอุโมงค์ต้นไม้ที่เปลี่ยนความรู้สึกของคนเมื่อกลับมาถึงบ้าน จากความรู้สึกวุ่นวายในเมืองมาก็รู้สึกผ่อนคลาย วัสดุทุกอย่างที่เลือกใช้เรามองถึงความยั่งยืนเป็นหลัก เมื่อผ่านพ้นไปหลายสิบปีแล้วยังต้องสวยเหมือนเดิม สไตล์ก็เป็นสไตล์ modern classic ที่ timeless ไม่ฉูดฉาดมาก เพื่อการอยู่อาศัยที่ยาวนานครับ

อ่านเพิ่มเติม: สรุป 10 เทรนด์ออกแบบภายใน ที่มีอิทธิพลต่อที่พักอาศัยของเรา

Tatler Asia

อีกหนึ่งแบรนด์ของสัมมากรที่อยากพูดถึงคือ Providence Lane ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อ 2 ปีก่อน ถือเป็นก้าวสำคัญของสัมมากรในตลาดลักซ์ชูรี เพราะไม่ได้เป็นแค่โครงการระดับไฮเอนด์ แต่ด้วยดีไซน์ที่ตอบโจทย์ความเป็นส่วนตัวและทำเลที่โดดเด่น ปีนี้เราจะได้เห็น ‘เซอร์ไพรส์’ อะไรแบบนั้นอีกไหม
แน่นอนครับ ปีนี้เราจะมี Providence Lane ขึ้นอีกสองโครงการ คือที่ลาซาลและเกษตร-นวมินทร์ จะอยู่ในเซ็กเมนต์ประมาณ 30-40 ล้านบาท ตอนนี้กำลังก่อสร้าง คาดว่าจะเปิดตัวประมาณปลายไตรมาสที่ 3 ครับ ที่แรกจะเป็นทาวน์โฮมเนื่องจากเราอยากให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุดและมีราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ส่วนอีกที่จะเป็นบ้านเดี่ยว แต่จริงๆแล้วโปรดักต์มีความคล้ายคลึงกัน เป็นเซ็กเมนต์ระดับลักซ์ชูรี ที่สำคัญคือพอเราทำโครงการแรกมาแล้ว เราก็นำฟีดแบ็กจากลูกค้ามาปรับใช้ในสองโครงการใหม่นี้ด้วยครับ

Tatler Asia

ในฐานะผู้บริหารที่ต้องเผชิญแรงกดดันและความท้าทายอยู่ไม่เว้นวัน คุณณพนมีวิธีจัดการกับความเครียดและรักษาสมดุลในชีวิตอย่างไร มีแนวคิดและปรัชญาการใช้ชีวิตอะไรที่มีส่วนช่วยในการบริหารงานและชีวิต
ถ้าการจัดการความเครียดและความกดดัน หลักๆ เรื่องการมีสติกับการปรับสภาพจิตใจครับ เรื่องแรกคือการมีสติ คือการรู้ตัวว่าตอนนี้ปัจจุบันเรารู้สึกยังไงกับตัวเอง เพราะหากเราไม่รู้สึกตัว เราก็จะหลงไปกับอารมณ์ที่เกิดขึ้น ถูกกระตุ้นจากสิ่งรอบกาย นั่นก็คือปัญหาต่างๆ ที่เข้ามา ถ้าเรารู้ตัวว่ากำลังจมอยู่กับมัน คิดวนไปวนมา เราก็ต้องจัดการกระบวนการความคิดใหม่ ในส่วนของการปรับสภาพจิตใจเป็นสิ่งที่ผมได้มาจากตอนบวช ความสุขแรกที่ได้รับคือการที่ไม่มีบทบาทหน้าที่อะไร เราไม่ต้องเป็นพนักงานบริษัท ไม่ต้องเป็นเพื่อนใคร ไม่ต้องเป็นลูกใคร เป็นแค่สิ่งมีชีวิต เป็นมนุษย์หนึ่งคน ฉะนั้นพอได้หลุดจากหน้าที่ทุกอย่าง ผมว่าไม่มีภาระอะไรเลย แล้วมันทำให้สบาย ซึ่งจริงๆ แล้วชีวิตก็เป็นแบบนั้น แต่เนื่องจากเราอยู่ในสังคม เรามีบทบาทหน้าที่ เกิดความคาดหวังจากตัวเอง จากคนอื่น จากสิ่งรอบข้าง ฉะนั้นถ้าเรามาปรับสภาพจิตใจว่าความจริงมันคืออะไร ก็จะง่ายขึ้น และจะมีความสุขเพิ่มขึ้น

เรื่องที่สอง จะเป็นเรื่องการดูแลสุขภาพและฟื้นฟูร่างกาย ผมเชื่อว่าเรามีร่างกายที่ใช้อยู่ก็ต้องดูแลให้ดี หมั่นออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และช่วงหลังมานี้ผมโฟกัสเรื่องการฟื้นฟูร่างกายมากขึ้น เพราะพออายุใกล้เลข 4 หลายอย่างที่เกิดขึ้นกับร่างกายแล้วอาจไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิม ดังนั้นการฟื้นฟูร่างกายจึงเป็นเรื่องสำคัญ เริ่มต้นจากการนอน ผมจะวัดคุณภาพการนอน การรับประทานอาหาร การดื่มกาแฟในแต่ละวัน พวกนี้ส่งผลต่อการนอนทั้งนั้น ต้องหมั่นสังเกตเพื่อให้ได้การนอนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ตื่นมาจะรู้สึกสดชื่นพร้อมทำงาน

และสุดท้าย ผมว่าเป็นเรื่องของมุมมอง ถ้าเรามองว่าความเครียดความกดดันคือสิ่งไม่ดี เป็นปัญหา มันก็เป็นการเริ่มต้นที่ไม่ดี แต่ถ้าเรามองว่าความกดดันเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาตัวเอง เป็นความท้าทายให้เราได้ทำสิ่งใหม่ๆ การทำสิ่งที่ยากขึ้นก็ทำให้เรามีสกิลมากขึ้น ก็เป็นมุมมองที่ดีกว่า พอเราเผชิญกับปัญหาด้วยมุมมองที่ดี ผมว่าจะทำให้เราก้าวข้ามผ่านมันได้ดีขึ้นครับ

ถ้าเรามองว่าความกดดันเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาตัวเอง เป็นความท้าทายให้เราได้ทำสิ่งใหม่ๆ การทำสิ่งที่ยากขึ้นก็ทำให้เรามีสกิลมากขึ้น

- ณพน เจนธรรมนุกูล -

ทราบมาว่าคุณณพนเป็นนักอ่านตัวยง หากต้องแนะนำหนังสือเพียงเล่มเดียวให้กับคนที่อยากเข้าใจแนวคิดของคุณณพน หนังสือเล่มนั้นจะเป็นเล่มไหน และจะสะท้อนปรัชญาในการทำงานหรือการใช้ชีวิตอย่างไร
ต้องบอกว่าในแต่ละช่วงชีวิต หนังสือที่สำคัญต่อชีวิตเรามีหลายเล่มมากครับ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา เพราะเราโตขึ้นตลอดเวลา ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่หนังสือที่ผมมักหยิบขึ้นมาอ่านซ้ำบ่อยและใช้เตือนตัวเอง จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Stoicism เป็นปรัชญาการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและมีความหมายคล้ายกับหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นปรัชญาที่สามารถนำไปใช้ได้จริง 

หนังสือเล่มที่ผมชอบอ่านคือ ‘The Meditations’ เขียนโดย Marcus Aurelius กษัตริย์และนักปรัชญาที่ครุ่นคิดเรื่องแก่นแท้ของการใช้ชีวิต ยุคของเขาเป็นยุคที่รุ่งเรืองมากๆ เป็นช่วงที่ชาวกรีกให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และปรัชญา เขาตั้งคำถามเกี่ยวกับความสุขที่แท้จริงคืออะไร ซึ่งผมมองว่าคล้ายกับแนวคิดในพุทธศาสนา เป็นเล่มที่หยิบมาอ่านบ่อยเพราะมีข้อคิดในการใช้ชีวิตที่นำไปปรับใช้ได้เยอะ

Tatler Asia

สุดท้าย ถ้าคุณณพนต้องอธิบายให้คนที่ยังไม่รู้จักสัมมากรเข้าใจว่าสัมมากร ‘เป็นใคร’ และ ‘กำลังมุ่งสู่ทิศทางใด’ ในอนาคต คุณณพนจะบอกว่าคนเหล่านั้นว่าอะไร
สัมมากรเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีประสบการณ์สูง อยู่คู่คนไทยมา 55 ปีแล้วในปีนี้ เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของชีวิตคนไทยจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้เรามีแนวคิดการสร้างบ้านโดยใช้ความยั่งยืนเป็นหลัก เรามองทุกอย่างเป็นภาพการอยู่อาศัยในระยะยาวไม่ใช่โครงสร้างหรือการออกแบบที่ฉาบฉวย

โปรดักต์ของเราพยายามตอบโจทย์ชีวิตคนทุกคนในเมืองไทยให้มากที่สุด มีการแบ่งเซ็กเมนต์มากขึ้น มีการสร้างโปรดักต์ใหม่ การออกแบบโครงการแต่ละโครงการ เราใช้ customer centric ในการทำความเข้าใจกับกลุ่มลูกค้าก่อนว่ากลุ่มลูกค้าเป็นใคร ต้องการอะไร ตัวตนของเขาคืออะไร ถือเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาเยอะ แต่จากประสบการณ์ที่เราทำมาจะทำให้ได้กลุ่มลูกค้าที่ตรงกับแบรนด์ของเรา 

ดังนั้นผมเชื่อว่าเราเป็นแบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญและจริงจังกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง ถ้าใครกำลังมองหาบ้านที่ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยแต่เป็นพื้นที่ที่เติมเต็มทุกความรู้สึกที่เหมาะสมกับการสร้างครอบครัว สัมมากรน่าจะเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ได้ดีครับ

Topics

Natthawut Saengchuwong
Editor-in-Chief, Tatler Thailand
Tatler Asia

ณัฐวุฒิ แสงชูวงษ์ บรรณาธิการบริหารของนิตยสาร Tatler Thailand และ Tatler GMT ประจำอยู่ในกรุงเทพฯ เขาเคยเป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสาร GQ Thailand มาก่อน นอกเวลาการทำงานบริหาร เขาใช้เวลาในช่วงวันหยุดกับการสะสมและฟังแผ่นเสียง การตกแต่งบ้านและการดูแลสวนอันเงียบสงบของเขา