ศิลปะของการเว้นระยะที่เชื่อมช่องว่างระหว่างวัยให้มา ‘บรรจบ’ กันในบ้านที่สวมกอดความต่างอย่างลงตัว
“เสาร์อาทิตย์นี้ ถ้าว่าง แวะมากินข้าวที่บ้านด้วยกันไหมลูก”
ประโยคคำถามธรรมดาที่แฝงความห่วงใยนี้ สะท้อนบริบทครอบครัวยุคปัจจุบันอย่างชัดเจน เมื่อพื้นที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ทุกวันนี้มักถูกออกแบบมาเพื่อการอยู่คนเดียว คู่รัก หรือครอบครัวขนาดเล็ก ด้วยจังหวะชีวิตที่เร่งรีบ การใช้เวลาร่วมกับครอบครัวใหญ่จึงมักถูกตีกรอบไว้เพียงกิจกรรมที่แวะไปเยี่ยมเยียนคุณปู่คุณย่าหรือคุณตาคุณยายในบางวันหยุดสุดสัปดาห์
ภาพฝันของการมีบ้านสักหลังที่สามารถโอบกอดคนหลายเจเนอเรชั่น เสียงหัวเราะร่าเริงของเด็กๆ ในยามบ่าย ผสานไปกับรอยยิ้มอบอุ่นของผู้ใหญ่ในบ้าน กลายเป็นเรื่องท้าทายและเต็มไปด้วยข้อจำกัด แต่สำหรับ ‘บ้านบรรจบ’ ผลงานการออกแบบจาก Greenbox Design Studio (GBDS) การอยู่อาศัยร่วมกันของครอบครัวใหญ่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เสมอไป หากเราเริ่มต้นแก้ปัญหาด้วยการออกแบบด้วยความเข้าใจ
อ่านเพิ่มเติม: Home Tour: นักออกแบบและสถาปนิก Nelson Chow พาชม Cabin Residence ที่พักใจในมหานครกวางโจว

Above ทางเดินเชื่อมบ้านทั้งสองหลังที่มา ‘บรรจบ’ กันตรงกลาง ณ ยามค่ำคืนที่บ้านบรรจบ
บ้านหลังนี้เริ่มต้นจากโจทย์ที่ท้าทาย คือพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของคนแต่ละวัย เจ้าของบ้านซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นที่สามประกอบธุรกิจส่วนตัวที่มีตารางชีวิตรัดตัวและมักกลับบ้านดึก ขณะที่คุณยายและคุณพ่อคุณแม่มักเข้านอนเร็วและตื่นแต่เช้าตรู่ เมื่อต้องนำสมาชิกทั้ง 9 ชีวิต จาก 4 เจเนอเรชั่น ตั้งแต่รุ่นคุณยาย รุ่นคุณพ่อคุณแม่ รุ่นลูก ไปจนถึงหลานๆ มาใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ความแตกต่างทั้งช่วงวัย รสนิยม และเวลาชีวิตที่หมุนต่างจังหวะ จึงเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่สถาปนิกต้องตีให้แตก
“เวลาเราทำงาน เราไม่ได้ทำแบบ building เราทำแบบ architecture ที่ต้องเข้าใจผู้คน ต้องเชื่อว่า architecture สามารถ shape คนไปในทิศทางไหนก็ได้ที่เราต้องการ... ต้องคิดเหตุผลในการจัดวางฟังก์ชั่นให้มันตอบโจทย์คืออะไร ขณะเดียวกันภาษาของอาคารก็ต้อง compromise ความรู้สึกของคนในบ้านด้วย” สุรัตน์ พงษ์สุพรรณ์ สถาปนิกจาก GBDS เล่าถึงปรัชญาเบื้องหลังการออกแบบ 'บ้านบรรจบ'
“เราคิดแบบ modern ได้นะ แต่ output ที่ออกมา อาม่าต้องชอบด้วย” เขากล่าวพร้อมรอยยิ้ม นั่นคือจุดเริ่มต้นของการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ทำหน้าที่เสมือน ‘นักไกล่เกลี่ย’ ผสานความต่างของแต่ละเจเนอเรชั่นให้เป็นความสมดุลที่ลงตัว

Above คอร์ตยาร์ดและสระว่ายน้ำกลางบ้านคือหัวใจหลักที่เชื่อมโยงสเปซของอาคารรูปตัวยูทั้งสองฝั่งเข้าไว้ด้วยกัน
Data-Driven Empathy
ทีมสถาปนิกได้ลงพื้นที่สำรวจก่อนสร้างบ้านและพบว่าพื้นที่ขนาด 800 ตารางเมตรนี้เต็มไปด้วยบริบทแวดล้อมที่หลากหลาย ด้านหน้าบ้านหันเข้าหาโรงเรียนอนุบาลซึ่งมาพร้อมกับเสียงและความวุ่นวายจากการจราจรในช่วงเวลารับ-ส่งนักเรียน ขณะที่ด้านหลังในเวลานั้นติดกับสวนเพาะชำกล้วยไม้ที่มีความเสี่ยงเรื่องการใช้ปุ๋ยและสารเคมีกำจัดเชื้อรา รวมถึงมีที่ดินรกร้างในละแวกใกล้เคียง สิ่งเหล่านี้คือโจทย์แรกเริ่มที่ทีมออกแบบต้องนำมาวิเคราะห์เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด
“เวลาทำบ้านสักหลัง เราพยายามรีเสิร์ชข้อมูลที่มันส่งผลกระทบต่อการอยู่อาศัยของเขาให้มากที่สุด รวมถึงคาดการณ์ล่วงหน้าประมาณหนึ่งว่า เวลาเข้าไปอยู่ เขาจะไปส่งผลกระทบอะไรกับเพื่อนบ้านบ้าง” สุรัตน์กล่าว

Above ฟาซาดกรุอิฐดินเผาสีเทาที่กลมกลืนไปกับบริบทแวดล้อม ช่วยลดการสะท้อนแสงเพื่อความเป็นมิตรต่อเพื่อนบ้านรอบข้าง

Above บริเวณทางเข้าบ้านที่มีต้นไม้เป็นแนวกั้น
“เพราะนอกจากเราต้องการเพื่อนบ้านที่ดี เราก็ต้องเป็นเพื่อนบ้านที่ดีให้เขาเหมือนกัน อันนี้ค่อนข้างสำคัญและมันต้องเป็นบ้านที่อยู่แล้วทั้งสบายกายและสบายใจ มีแค่คีย์เวิร์ด 2 คำนี้แค่นั้นเองครับ อันแรกคือทำยังไงก็ได้ให้คนอยู่บ้านอย่างสบายกาย ผ่านการรีเสิร์ช หาประเด็นปัญหา ทิศทาง แดด ลม ฝน มลภาวะ สิ่งรบกวน ทำให้คนอยู่อย่างสบายกายด้วยหลักการ Passive Design ครับ”
นอกจากหลักการ Passive Design ที่นำมาใช้แก้ปัญหาสภาพอากาศร้อนชื้น ทิศทางลม และการระบายอากาศภายในพื้นที่แล้ว สถาปนิกยังมองลึกไปถึงการแก้ปัญหาความสัมพันธ์ภายในบ้านด้วย
“สิ่งที่ผมให้ความสำคัญจริงๆ คือทำยังไงก็ได้ให้คนอยู่ 'อย่างสบายใจ' อันนี้ยากกว่าอีก เรื่องคนนี่แหละ ที่ 10 คน 10 บ้าน ไม่เหมือนกันเลย ด้วยหน่วยสเกลของครอบครัวก็มีผลต่อการสร้างสเปซพอสมควร ฉะนั้นทำยังไงก็ได้ให้บ้านหลังนี้สามารถแก้ปัญหาครอบครัวได้ สำคัญจริงๆ คือการจัดสรรความเป็นส่วนตัวของคนในบ้าน ให้มันยืดหยุ่นยังไง ให้มันตอบโจทย์ยังไง แล้วสร้างกฎของบ้านในการใช้บ้านร่วมกันยังไง ก่อนที่จะออกมาเป็นแบบบ้าน”
นอกจากเราต้องการเพื่อนบ้านที่ดี เราก็ต้องเป็นเพื่อนบ้านที่ดีให้เขาเหมือนกัน อันนี้ค่อนข้างสำคัญและต้องเป็นบ้านที่อยู่แล้วทั้งสบายกายและสบายใจ

Above ต้นหลิวแผ่กิ่งก้านพลิ้วไหวอยู่ริมสระว่ายน้ำในเวลากลางวัน ช่วยให้ตัวอาคารดูซอฟต์ลง
Two Houses, One Heart
เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวและตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่าง การสร้างบ้านให้ทุกคนอยู่แล้วสบายใจจึงต้องอาศัยดาต้าเข้ามาช่วยในการจัดสรรพื้นที่อย่างมีเหตุผล ทีมออกแบบลงลึกถึงขั้นคำนวณระดับเสียง 80 เดซิเบลจากโรงเรียนอนุบาลฝั่งตรงข้ามในยามบ่ายว่าจะสะท้อนและส่งผลกระทบต่อพื้นที่แต่ละส่วนของบ้านอย่างไรบ้าง ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาจัดสรรโซนให้สอดคล้องกับพฤติกรรมตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอนของสมาชิกแต่ละคน จนเกิดเป็นสเปซอาคารรูปตัว U เสมือนบ้านสองหลังที่ผสานเข้าด้วยกัน
สำหรับคุณยายซึ่งมักตื่นเช้าตรู่ ห้องนอนถูกจัดวางไว้ในโซนหน้าบ้านชั้นล่างของอาคารฝั่งแรกเพื่อความสะดวกสบายในการใช้งาน รวมไปถึงการออกแบบพื้นที่ให้เป็นทางลาดเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับรองรับการใช้วีลแชร์ในอนาคต บ้านฝั่งนี้เป็นพื้นที่ของผู้สูงอายุและคุณพ่อคุณแม่ สะท้อนความอบอุ่นผ่านสเปซโทนสีขาวสว่างตาสไตล์โฮมมี่และยังเปิดรับแสงแดดยามเช้า ฟังก์ชั่นถูกจัดวางอย่างลื่นไหล เริ่มตั้งแต่โซนห้องนอนชั้นล่าง ห้องแม่บ้าน และห้องเซอร์วิส ก่อนจะร้อยเรียงทอดยาวเข้าสู่คอมมอนรูมแบบโอเพนแปลนที่เชื่อมพื้นที่รับประทานอาหารและห้องนั่งเล่นเข้าด้วยกัน โดดเด่นด้วยโถงเพดานสูงแบบ double volume ที่ดึงสายตาขึ้นไปยังห้องฟิตเนสที่ติดกระจกรอบด้านบนชั้นสอง สะท้อนให้เห็นว่าบ้านฝั่งนี้ได้รับการออกแบบให้มีฟังก์ชั่นครบครัน ตรงกับไลฟ์สไตล์ของวัยผู้ใหญ่ได้อย่างละเมียดละไม

Above ประตูกระจกบานเลื่อนขนาดใหญ่ ช่วยดึงแสงธรรมชาติสู่ตัวบ้าน ให้ผู้ใหญ่สัมผัสถึงความสดชื่นและมองเห็นความเป็นไปของลูกหลานที่คอร์ตยาร์ดกลางบ้านได้ตลอดวัน

Above โถงบันไดไม้ที่ซ่อนตัวหลังผนังซุ้มโค้งอาศัยช่องแสงยาวตามแนวเพดาน ช่วยนำทางแสงสว่างและเพิ่มมิติให้สเปซแนวตั้งดูมีเสน่ห์
ขณะที่บ้านอีกฝั่งซึ่งเป็นพื้นที่ของรุ่นลูกและรุ่นหลาน ถ่ายทอดคาแร็กเตอร์ที่ทันสมัยและเท่ขึ้นด้วยโทนสีที่เข้มขึ้น พื้นที่ชั้นล่างจัดเต็มด้วยฟังก์ชั่นสำหรับครอบครัวยุคใหม่ ทั้งโซนแพนทรี โต๊ะพูล และห้องนั่งเล่น
ความน่าสนใจของบ้านฝั่งนี้คืออาคารมีความสูงประมาณสองชั้นครึ่งถึงสามชั้น แต่สถาปนิกได้ซ่อนลูกเล่นการเล่นระดับและสร้างโวลุ่มภายในให้ซับซ้อน สอดรับกับฟอร์มของหลังคาทรงสโลปที่ค่อยๆ ลาดเอียงลงมา การจัดการแสงและลมที่มาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ใช้วิธีเจาะช่องแสงในระดับต่ำกว่าสายตา เพื่อเปิดรับลมเย็นและเผยให้เห็นพื้นที่สีเขียวด้านนอก ในขณะเดียวกันก็ช่วยบล็อกความร้อนจากแสงแดดบ่ายและป้องกันการรบกวนทางสายตาจากภายนอกด้วย

Above โถงบันไดกรุกระจกใสบานสูงทำหน้าที่เป็นจุดสังเกตการณ์ให้ลูกหลานมองเห็นความเป็นไปของผู้ใหญ่ได้แม้อยู่กันคนละอาคาร
เราคิดแบบ modern ได้นะ แต่ output ที่ออกมา อาม่าต้องชอบด้วย
เมื่อเดินขึ้นโถงบันไดที่กรุกระจกใสบานสูงยาวตลอดแนว พื้นที่ส่วนนี้ทำหน้าที่เสมือนจุดสังเกตการณ์ให้เจ้าของบ้านสามารถมองเห็นความเป็นไปของฝั่งผู้สูงอายุได้แม้จะอยู่คนละฝั่ง ก่อนขยับขึ้นสู่ชานพักชั้นสองที่จะนำไปสู่ห้องนอนของหลานๆ ทั้งสองห้อง และหากเดินขึ้นไปจนสุดปลายบันไดจะเป็นห้องนอนของน้องสาวที่หันรับหน้าบ้าน และเมื่อก้าวขึ้นสู่ชั้นสามจะพบกับพื้นที่โอเอซิสส่วนตัวที่มีโถงฟอเยอร์เล็กๆ พร้อมแพนทรีคอยต้อนรับ ก่อนแยกเป็นห้องน้ำและส่วนซักล้างในฝั่งขวาที่หันรับแดดทิศตะวันตก ทำให้สามารถซักตากผ้าได้จบในที่เดียวโดยไม่ต้องยกตะกร้าขึ้นลง และอาบน้ำก่อนนอนได้โดยไม่รบกวนกัน
ส่วนฝั่งซ้ายคือห้องนอนมาสเตอร์เพดานสูง ซึ่งเปรียบเสมือนบทสรุปของการใช้ดาต้าแก้ปัญหา สมาชิกที่ต้องทำงานดูแลธุรกิจจนดึกและตื่นสาย จะถูกจัดวางห้องนอนให้อยู่ในจุดที่สูงและลึกที่สุดเข้าไปในตัวบ้านเพื่อหนีคลื่นเสียงรบกวนจากโรงเรียนหน้าบ้าน พร้อมเปิดรับแสงเช้าได้อย่างสบายๆ กับชานระเบียงไม้ที่ยื่นออกไปสำหรับเอนกายรับลมจิบเบียร์ผ่อนคลายในวันพักผ่อน

Above ห้องนอนมาสเตอร์ของเจ้าของบ้านซ่อนตัวอยู่ลึกที่สุดเพื่อหนีเสียงรบกวน โอบรับความผ่อนคลายด้วยเพดานกรุไม้และผนังซุ้มโค้ง

Above ห้องน้ำที่เปิดรับแสงธรรมชาติพร้อมลานคอร์ตยาร์ดส่วนตัว มอบบรรยากาศการพักผ่อนที่แสนสงบราวกับยกสปามาไว้ในบ้าน

Above ห้องน้ำที่เปิดรับแสงธรรมชาติพร้อมลานคอร์ตยาร์ดส่วนตัว มอบบรรยากาศการพักผ่อนที่แสนสงบราวกับยกสปามาไว้ในบ้าน
The Art of Convergence
ที่ชั้นล่าง พื้นที่ระหว่างสองอาคารถูกเชื่อมโยงไว้ด้วยคอร์ตยาร์ดและสระว่ายน้ำ ซึ่งไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการว่ายน้ำออกกำลังกายจริงจัง แต่ตั้งใจให้เป็นพื้นที่แฮงเอาต์ริมสระและโซนน้ำตื้นสำหรับนั่งหย่อนเท้าจุ่มน้ำในวันอากาศร้อนๆ การออกแบบอาคารฝั่งทิศตะวันตกให้มีความสูงในบางจุด ยังช่วยสร้างร่มเงาทอดลงมายังบริเวณคอร์ตยาร์ดในช่วงบ่ายจนถึงเย็น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านมากที่สุด ควบคู่ไปกับการใช้พันธุ์ไม้มาช่วยเติมเต็มสเปซอย่างชาญฉลาด โดยเลือกปลูกต้นหลิวด้วยคุณสมบัติที่พลิ้วไหว เวลาเจอแสงเจอลม ทำให้เฉดใบมีความนุ่มนวลในตัวเองและช่วยให้ตัวอาคารดูซอฟต์ลง รวมถึงต้นกระทิงที่เน้นใบใหญ่มาเป็น Buffer ธรรมชาติช่วยพรางสายตาจากหมู่บ้านจัดสรรด้านหลัง เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวแต่ยังคงรับลมไหลเวียนเข้าสู่พื้นที่บ้านได้ดี ถือเป็นการใช้แลนด์สเคปเข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้อย่างลงตัว
อ่านเพิ่มเติม: Home Tour: สำรวจ Terrarium House บ้านที่ถูกออกแบบดั่งสวนในโหลแก้ว ที่ธรรมชาติ แสง และสถาปัตยกรรมเติบโตไปพร้อมกัน

Above โซนน้ำตื้นพร้อมที่นั่งสไตล์ sunken เปลี่ยนสระว่ายน้ำให้กลายเป็นพื้นที่แฮงเอาต์สุดโปรดของทุกคนในครอบครัว

Above โซนน้ำตื้นพร้อมที่นั่งสไตล์ sunken เปลี่ยนสระว่ายน้ำให้กลายเป็นพื้นที่แฮงเอาต์สุดโปรดของทุกคนในครอบครัว
ถัดขึ้นมาที่ชั้นสอง โครงสร้างทางเดินถูกออกแบบมาให้เล่นกับคอนเซ็ปต์การสัญจร (Circulation) ที่มีลักษณะคล้ายกับ Paradox หรือเขาวงกตเพื่อเพิ่มลูกเล่นความต่อเนื่องของสเปซ ทางเดินเชื่อมบ้านทั้งสองหลังนี้ประดับประดาด้วยงานศิลปะที่เจ้าของบ้านชื่นชอบ โครงสร้างทางเดินคล้ายกล่องไม้มาพร้อมบานหน้าต่างไม้ทรงยาวที่สามารถเปิดรับลมธรรมชาติได้ ให้ทุกคนเดินไปมาหาสู่กัน หรือมองเห็นความเป็นไปของผู้ใหญ่ในบ้านได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องรบกวนจังหวะชีวิตซึ่งกันและกัน
“ฟังก์ชั่นของคอร์ตยาร์ด ทางเดิน และพื้นที่ว่างตรงกลาง คือการทำยังไงก็ได้ให้พื้นที่ 800 ตารางเมตรที่มันดูใหญ่ ยังมีแกนที่สามารถคอนเน็กต์คนเข้าด้วยกันได้ในช่วงเวลาที่ทุกคนต้องการเชื่อมถึงกัน” สถาปนิกอธิบายถึงความสำคัญของพื้นที่กึ่งกลางบ้านและทางเดินเชื่อมที่ร้อยเรียงพื้นที่ส่วนตัวของสองฝั่งให้มาบรรจบพบกันตรงกลางนี้เองคือที่มาของชื่อ ‘บ้านบรรจบ’

Above ทางเดินลอยฟ้าทอดตัวข้ามคอร์ตยาร์ด ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมบ้านสองฝั่งและคนหลากเจเนอเรชั่นให้มาบรรจบกัน

Above โครงสร้างทางเดินเชื่อมที่ประดับด้วยงานศิลปะชิ้นโปรด มีหน้าต่างบานเปิดที่ช่วยให้อากาศถ่ายเทและเชื่อมโยงทุกคนเข้าหากัน

Above โครงสร้างทางเดินเชื่อมที่ประดับด้วยงานศิลปะชิ้นโปรด มีหน้าต่างบานเปิดที่ช่วยให้อากาศถ่ายเทและเชื่อมโยงทุกคนเข้าหากัน
Modern Form, Honest Materials
สุนทรียภาพของบ้านยังถูกถ่ายทอดผ่านการจับคู่วัสดุที่เคารพต่อธรรมชาติ สถาปนิกเลือกใช้อิฐดินเผาสีเทากรุบริเวณฟาซาดด้านนอกตัวบ้าน เพื่อลดทอนความทึบตันของอาคารขนาดใหญ่ แสดงความถ่อมตนและกลมกลืนไปกับบริบทพื้นที่ ทั้งยังช่วยลดการสะท้อนแสงเพื่อความเป็นมิตรต่อเพื่อนบ้านรอบข้าง
ขณะที่ดีเทลงานไม้ มีการผสานระหว่างไม้เทียมผสมพลาสติกความหนาแน่นสูง ที่ติดตั้งแบบแขวนบนโครงเหล็กอย่างประณีตเพื่อความทนทานต่อสภาพอากาศ ตัดกับฝ้าและพื้นภายนอกที่เลือกใช้ไม้จริงอย่างไม้ตะแบกในจุดที่ร่างกายต้องสัมผัสเพื่อลดความแข็งกร้าวของพื้นที่ ล้อไปกับผนังสีขาวสะอาดตาสไตล์แกลเลอรีที่เปิดสเปซไว้สำหรับจัดแสดงผลงานศิลปะชิ้นโปรดของเจ้าของบ้าน

Above ฟาซาดกรุอิฐดินเผาสีเทาที่กลมกลืนไปกับบริบทแวดล้อม ช่วยลดการสะท้อนแสงเพื่อความเป็นมิตรต่อเพื่อนบ้านรอบข้าง
Freedom in Connection
แม้บริบทแวดล้อมภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างคาดเดาไม่ได้เมื่อเวลาผ่านไป เช่นพื้นที่หลังบ้านที่เคยเป็นสวนเพาะชำกล้วยไม้ แต่วันนี้กลับกลายเป็นโครงการหมู่บ้านจัดสรร แต่สถาปัตยกรรมที่ผ่านกระบวนการคิดมาอย่างรอบด้านก็พร้อมที่จะโอบรับการปรับตัวตามวิถีชีวิตที่ลื่นไหลอยู่เสมอ
“เราอยากพูดถึง Human Dimensions หรือมิติของผู้คนมากกว่า เพราะเราเชื่อว่าสถาปัตยกรรมมันสามารถ shape ผู้คนที่อยู่ในอาคารนั้นได้จริงๆ และสามารถแก้ไขปัญหาทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นในอาคารได้ หรือแม้แต่แก้ปัญหาระหว่างบุคคลได้” สถาปนิกกล่าวทิ้งท้าย
‘บ้านบรรจบ’ ไม่ได้เพียงรวมคนหลายวัยไว้ใต้ชายคาเดียวกัน แต่ค่อยๆ ออกแบบระยะห่างให้กลายเป็นความใกล้ชิด และเปลี่ยนช่องว่างระหว่างเจเนอเรชั่นให้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถกลับมาพบกันได้ โดยไม่ต้องละทิ้งจังหวะชีวิตของตัวเอง

Above วิวจากอาคารฝั่งคุณยายและคุณพ่อคุณแม่ที่มองไปยังอาคารรุ่นลูกและหลาน มีทางเดินเชื่อมแลพสระว่ายน้ำคั่นกลาง
Topics







