ร่วมสัมผัสสุนทรียภาพแห่งการอยู่อาศัยกับ วทัญญู ตันติวงศ์ ถอดรหัสดีเอ็นเอของแสนสิริ ผ่านงานดีไซน์เหนือกาลเวลา พร้อมเปิดนิยามความหรูหราที่สะท้อนคุณค่าการใช้ชีวิตแบบยั่งยืน
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของนิยามคำว่า ‘ความหรูหรา’ ในยุคปัจจุบัน Tatler Homes มีโอกาสได้นั่งคุยกับ เกน วทัญญู ตันติวงศ์ Vice President, Aesthetics & Interior Design ของ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เพื่อพูดคุยถึงวิสัยทัศน์ เบื้องหลังแนวคิดการออกแบบที่แสนสิริใช้รังสรรค์พื้นที่อยู่อาศัยให้กลายเป็นงานศิลปะที่เปี่ยมด้วยคุณค่าแบบยั่งยืน โดยวันนี้เราอยู่ที่ Lobby Lounge ของโครงการ Via 34
ในยุคที่เทรนด์ดีไซน์มาไวไปไว คุณนิยามคำว่า ‘Sansiri DNA’ ในปัจจุบันอย่างไร และอะไรคือความท้าทายในการรักษามาตรฐานนี้
ดีเอ็นเอของแสนสิริตั้งอยู่บน motto ที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งคือ ‘Constructing Life... Not Just Building’ ตลอดเวลากว่า 40 ปี สิ่งที่เราส่งต่อคือความพิถีพิถัน และการสร้างสรรค์ timeless design ที่สง่างามไปตามกาลเวลา เราไม่เคยออกแบบตามเทรนด์ฉาบฉวยที่จะหายไปใน 2-3 ปี งานดีไซน์ของเราต้องสวยงามและทรงคุณค่าไม่ว่าจะผ่านไปกี่ทศวรรษ
ความท้าทายที่สุดคือการส่งมอบ curated living experience เราไม่ได้ออกแบบแค่พื้นที่กายภาพ แต่ออกแบบความรู้สึกและประสบการณ์ ทุกมุมต้องให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว สบาย และสร้างความภูมิใจให้กับผู้อยู่อาศัย อีกทั้งเรายังต้องมองไปข้างหน้าล่วงหน้า 5 ปี 10 ปี เพื่อตอบรับพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป บ้านในยุคนี้จึงมีบทบาทซับซ้อนขึ้น เป็นทั้งพื้นที่เชื่อมต่อ พื้นที่ wellbeing ไปจนถึงห้องเก็บงานศิลปะหรือของสะสม และสิ่งสำคัญที่สุดคือแม้โครงการจะสวยงามเพียงใด ก็ต้องควบคู่ไปกับการดูแลรักษาและบริการหลังการขายที่ดีเพื่อไม่ให้คุณค่าเสื่อมถอยลง

Above เกน วทัญญู ตันติวงศ์ Vice President, Aesthetics & Interior Design ของ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)
คำว่า ‘luxury’ ในมุมมองของคุณเปลี่ยนไปอย่างไร และ ‘สุนทรียภาพที่แท้จริง’ ในการอยู่อาศัยยุคนี้คืออะไร
ความหรูหราในวันนี้ไม่ใช่เรื่องของวัสดุราคาแพงอีกต่อไป แต่คือ ‘value of living’ ซึ่งประกอบด้วยสองมิติหลัก มิติแรกคือ บ้านดูแลเรา มันคือความสบายกาย สบายใจ ในบรรยากาศที่เราตระหนักรู้และดื่มด่ำกับมันได้ในทุกวันเพื่อสร้างคุณค่าทางจิตใจ ควบคู่ไปกับมูลค่าของทรัพย์สินที่เติบโตอย่างยั่งยืน มิติที่สองคือ livable beauty หรือ ศิลปะของการอยู่อาศัย งานดีไซน์ต้องผ่านการคิดอย่างพิถีพิถันเพื่อเข้าใจไลฟ์สไตล์ของทุกคนในครอบครัว รวมถึงการออกแบบฟังก์ชั่นที่รองรับ passion investment หรือของรักของสะสม ทุกรายละเอียดตั้งแต่สถาปัตยกรรม ภูมิทัศน์ ไปจนถึงของตกแต่ง จะต้องถูก curate เพื่อสร้างความทรงจำและความรู้สึกบางอย่างร่วมกันอย่างลึกซึ้ง
ปัจจุบันพอร์ตโฟลิโอของแสนสิริมีความหลากหลายมาก ตั้งแต่บ้านแนวราบ คอนโดมิเนียม ไปจนถึงคอมมูนิตี้ขนาดใหญ่ คุณปรับเปลี่ยนวิธีคิดด้านการออกแบบอย่างไรให้ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ต่างกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังรักษาลายเซ็นของแสนสิริ
เราใช้หลักการทำความเข้าใจและลงลึกในรายละเอียดของกลุ่มคนที่จะมาใช้ชีวิตในพื้นที่นั้นๆ รวมถึงบริบทโดยรอบ โดยเปลี่ยนจากคำว่า ‘พื้นที่’ หรือ ‘space’ ให้กลายเป็น ‘พื้นที่ที่มีชีวิต’ ซึ่งตอบโจทย์ทุกบทบาทของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเดี่ยว คู่รัก ครอบครัวขยาย หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยง
สำหรับคอนโดมิเนียม เราจะเน้นความทันสมัยและ space efficiency เพื่อตอบรับจังหวะชีวิตที่รวดเร็วของคนเมือง ในขณะที่บ้านแนวราบจะเน้นเรื่องความอบอุ่น ความเชื่อมโยง และผิวสัมผัสของวัสดุที่ให้ความรู้สึกยั่งยืน ส่วนงานคอมมูนิตี้เราจะเน้นพื้นที่สีเขียวอย่างอุโมงค์ต้นไม้ และพื้นที่ไลฟ์สไตล์สําหรับทํากิจกรรมร่วมกัน
แต่ผมว่าสิ่งที่ทําให้ทุกคนจดจำได้ทันทีว่าเป็นแสนสิริ คือลายเซ็นที่เป็น ‘signature’ ของเรา ไม่ว่าจะเป็น main gate ที่สง่างาม, งานประติมากรรมที่เติมความมีชีวิตชีวา, คลับเฮาส์และสวนสีเขียว, กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์, บริการที่เหนือระดับ และที่สำคัญที่สุดคือบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้านครับ

Above เกน วทัญญู ตันติวงศ์ Vice President, Aesthetics & Interior Design ของ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)
ในกระบวนการทำงานออกแบบ คุณสร้างสมดุลระหว่าง ‘Form’ กับ ‘Function’ อย่างไรบ้าง และคุณมีวิธีจัดการอย่างไรเวลาที่ทีมดีไซน์และทีม commercial มีความเห็นไม่ตรงกัน
สำหรับผม ความสวยงามและฟังก์ชั่นไม่ได้อยู่แยกกัน แต่ต้องเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน รูปฟอร์มที่สะกดสายตาคือจุดเริ่มต้นของการสร้างอารมณ์ความรู้สึก แต่ฟังก์ชั่นคือสิ่งที่มอบความอบอุ่นสบายกายในการใช้ชีวิตจริง งานดีไซน์ที่ดีที่สุดคือดีไซน์ที่สวยงาม ทว่าเมื่อลงไปใช้ชีวิตแล้ว ทุกมุมกลับตอบโจทย์ได้อย่างลื่นไหลจนเราไม่รู้สึกตัวว่ามีงานดีไซน์คั่นกลาง
ส่วนเรื่องการดีเบตระหว่างทีมดีไซน์และทีมคอมเมอร์เชียล ผมมองว่านี่คือเครื่องพิสูจน์คุณภาพ เคยมีเคสโครงการระดับไอคอนิกที่เราถกเถียงกันอย่างหนักเรื่องการเลือกใช้งานฝีมือชั้นสูงซึ่งใช้งบประมาณสูงและใช้เวลานาน วิธีการหาจุดลงตัวของผมคือ ‘The art of compromise, not quality’ คือเราจะไม่ลดทอนคุณภาพของผลลัพธ์ แต่เราจะใช้กระบวนการคิดแบบ design-led business เข้ามาช่วย ด้วยการจัดลำดับความสำคัญ เลือกจุดที่เป็น signature หรือ statement ที่สร้างแรงกระเพื่อมที่ทรงพลังที่สุดให้กับโครงการเพื่อคงดีเอ็นเอของแสนสิริไว้
แสนสิริขึ้นชื่อเรื่องการร่วมงานกับดีไซเนอร์ระดับโลก คุณมีเกณฑ์อย่างไรในการเลือกพาร์ทเนอร์ และได้เรียนรู้อะไรจากมาตรฐานสากลมาปรับใช้บ้าง
เราเริ่มต้นด้วยการวาดภาพจำลองชีวิตออกมาก่อนว่าคนที่จะมาอยู่บ้านหลังนี้คือใคร ไลฟ์สไตล์ของเขาเป็นอย่างไร จากนั้นเราจึงไปมองหาพาร์ทเนอร์ที่มีปรัชญร่วมกัน คือเชื่อในคุณค่าของ quality living และเมื่อมีความไว้วางใจต่อกัน เราก็สามารถผลักดันโปรเจ็กต์ไปสู่ระดับเวิลด์คลาสได้จริง เช่น การร่วมงานกับ Molteni&C หรือโปรเจ็กต์ SKV51 คอนโดระดับไอคอนิกที่กำลังร่วมงานกับดีไซเนอร์ชื่อดังชาวอิตาเลียน
สิ่งที่น่าสนใจมากเวลาได้ทำงานกับดีไซเนอร์ระดับโลกคือ mindset ของเขาครับ เขาไม่ได้เริ่มต้นตั้งคำถามว่า ‘ทำอย่างไรให้สวย’ แต่เริ่มจาก ‘ทำอย่างไรให้ประสบการณ์การอยู่อาศัยดีที่สุด’ มาตรฐานความคิดของเขาจะเต็มไปด้วยเหตุผลรองรับในทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฟังก์ชั่น อารมณ์ หรือความรู้สึกเมื่อเราอยู่ในสเปซนั้น มันไม่ใช่แค่การสร้างโครงการที่แปลกใหม่ แต่คือการสร้างสรรค์ผลงานที่เป็น ‘One of a kind’ ทำให้บ้านเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่โครงการอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็น statement ที่คงมูลค่าไปอีก 30-40 ปีข้างหน้า

Above เกน วทัญญู ตันติวงศ์ Vice President, Aesthetics & Interior Design ของ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)
ในฐานะผู้นำ คุณมีสไตล์การบริหารทีมครีเอทีฟและเติมไฟให้ตัวเองอย่างไรภายใต้กรอบของธุรกิจ
แสนสิริเป็นองค์กรที่เปิดกว้างและรับฟังไอเดียใหม่ๆ เสมอ สไตล์การนำทีมของผมคือ ‘Freedom within a framework’ คือการให้อิสระทางความคิดอย่างเต็มที่ในการออกแบบ สนับสนุนให้ทุกคนสนุกและมี passion กับงาน แต่แน่นอนว่าเรามีกรอบกติกาในเชิงธุรกิจร่วมกันสามข้อนั่นคือ time, cost และ quality คุณจะดีไซน์คิดฟุ้งฝันอย่างไรก็ได้ แต่สุดท้ายต้องตัดสินใจได้ตามเวลา อยู่ภายใต้ต้นทุนที่กำหนด และไม่สูญเสียมาตรฐานด้านคุณภาพ
สำหรับตัวผมเอง ผมเป็นคนที่แปลกนิดนึงตรงที่ชอบทำงานภายใต้ความกดดัน และความท้าทาย เพราะมันช่วยกระตุ้นพลังสร้างสรรค์ได้ดี ทุกครั้งที่เหนื่อยล้า ผมจะบอกตัวเองและน้องๆ ในทีมเสมอว่า ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร หากเรามั่นใจว่าทำดีที่สุดแล้วในวันนั้น จงเรียนรู้และยอมรับมัน แล้วในทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา จงบอกกับตัวเองว่าจะทำวันนี้ให้ดียิ่งกว่าเมื่อวาน แค่นี้เราก็สามารถสร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนไอเดียใหม่ๆ ให้เดินหน้าต่อไปได้ในทุกวันครับ
อ่านเพิ่มเติม:
Mirin House บ้านพูลวิลล่าดีไซน์ล้ำด้วยการออกแบบแสงและเงาให้เป็นโรงละครแห่งการอยู่อาศัย
Vanilla Valley บ้านโอบป่าโทนสีวานิลลาที่อุทัยธานี กับการออกแบบบ้านให้หายใจร่วมกับธรรมชาติ
16 ร้านอาหารที่สวยที่สุดในโลก ประจำปี 2026 จากเวทีรางวัล Prix Versailles
You are where you live: ถอดกฎ ‘17 นาที’ แห่งความสุข เมื่อดีไซน์และบ้านกำหนดอายุขัยของคุณได้
ส่อง 10 ดีไซน์ไอคอนิกจาก Verner Panton ที่กาลเวลาทำอะไรไม่ได้





