เวทีสนทนาดีไซน์ล่าสุด ชวนเราค้นหาคำตอบว่าทำไม 'กฎ 17 นาที' ศาสตร์การออกแบบ 'Responsible Architecture' และการนึกถึง basic human needs ถึงช่วยให้คนเมืองกลับมาพบความสุขจากการ ‘อยู่ดี’ ได้ทุกวัน
เชื่อไหมว่า สภาพแวดล้อมรอบตัวกำลัง ‘แฮ็ก’ สมองและร่างกายของเราอยู่ตลอดเวลา
ถ้าใครเคยรู้สึกว่าความหงุดหงิดจากรถติดเมื่อสิบนาทีก่อนมลายหายไปทันทีที่ได้เดินเข้าสวนสาธารณะ หรือรู้สึกใจเย็นลงเมื่อได้ยินเสียงน้ำตก... นั่นไม่ใช่เพราะเราอุปทานไปเอง
มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดมีงานวิจัยที่ระบุว่า มนุษย์เราต้องการ ‘Daily Dose of Nature’ หรือการสัมผัสธรรมชาติเพียงแค่วันละ 17 นาที (ประมาณ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตและต่ออายุขัยให้ยาวขึ้นได้ถึง 12%
ยิ่งไปกว่านั้น การได้ยิน ‘Soundscape’ ธรรมชาติอย่างเสียงน้ำไหลหรือเสียงนกร้อง ยังช่วยปรับมู้ดให้เราอารมณ์ดีต่อเนื่องไปได้ถึง 8 ชั่วโมง
คำถามคือ ในชีวิตคนเมืองที่ตื่นเช้ามาก็ต้องรีบฝ่าการจราจรไปทำงาน เราจะหาเวลา 17 นาทีนั้นได้จากที่ไหน

คำถามนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของปรัชญา ‘Sansiri WELL, IN EVERY DAY’ หรือ ‘ชีวิตดี รู้สึกดีได้ทุกวัน’ ที่ถูกนำมาขยายความอย่างน่าสนใจผ่านเวทีสนทนาเรื่องดีไซน์ล่าสุดอย่าง Sansiri Insight Talk เพื่อชวนเรากลับมาตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วพื้นที่ที่เราเรียกว่า ‘บ้าน’ ควรทำหน้าที่อะไรกันแน่
ถ้าเราไม่ต้องขับรถออกไปหาสวนป่าไกลๆ แต่ธรรมชาติและสุขภาวะที่ดีเหล่านั้น ถูก ‘ออกแบบ’ ให้รอต้อนรับเราอยู่แล้วตั้งแต่ก้าวแรกที่เปิดประตูเข้าบ้าน ชีวิตเราจะเป็นอย่างไร
บางทีคำตอบของคำถามนั้นอาจไม่ได้อยู่แค่วัสดุชั้นดี แต่อยู่ในวิธีคิดของการออกแบบที่เข้าใจธรรมชาติ ลองมาสำรวจวิธีคิดของคนทำงานเบื้องหลังที่เลือกจะหยิบเอา ‘ความเป็นมนุษย์’ เข้ามาเป็นแกนหลักในงานสถาปัตยกรรม เพื่อเติมเต็มสิ่งที่ร่างกายและจิตใจของคนเมืองกำลังขาดแคลนและโหยหา คือการได้กลับมาเชื่อมต่อกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง
อ่านเพิ่มเติม: ถอดวิธีคิด 2 ทศวรรษของ 'กิ่ง ก้าน ใบ' ผ่านนิทรรศการที่ชวนมองไปยังอนาคต เมื่อสวนคือ "ลมหายใจ" ของการอยู่อาศัย

The Creators' Masterclass: ชั้นเรียนจากคนสร้างบ้าน
เคยสงสัยไหมว่าทำไมเวลาเดินเข้าไปในบ้านบางหลัง เราถึงรู้สึก ‘อุ่นใจ’ เป็นพิเศษ บนเวที Sansiri Insight Talk เราได้พบกับเบื้องหลังสมการความสุขนี้ผ่านมันสมองของผู้บริหารฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 ท่านของแสนสิริ ได้แก่ วทัญญู ตันติวงศ์ (ผู้อำนวยการฝ่าย Creative House), ปัทมาวดี ดีซอน (รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์) และพีร์ โปษยานนท์ (ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์) ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อนำศาสตร์การออกแบบด้านภูมิทัศน์ สถาปัตยกรรม และการตกแต่งภายในมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน บ้านจะทำหน้าที่ได้มากกว่าการเป็นแค่ที่อยู่อาศัย
จุดเริ่มต้นมาจากการปรับมุมมองด้านภูมิทัศน์ ที่ไม่ได้มองแค่การหาพื้นที่สีเขียวมาปลูกต้นไม้เฉยๆ แต่คือการสร้างระบบนิเวศหรือ Ecological Infrastructure จริงๆ ทั้งต้นไม้ สายลม แสงแดด และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในธรรมชาติ
ลองจินตนาการถึงการตื่นมาพร้อม Soundscape ของเสียงนกและทิศทางลมที่ถูกคำนวณมาแล้ว เพื่อเชื้อเชิญให้เราอยากเดินออกจากห้องแอร์มาสูด Daily Dose of Nature อย่างเต็มใจ แนวคิดนี้จะทำงานร่วมกับตัวอาคารที่ยกระดับสู่การเป็น ‘Responsible Architecture’ หรือสถาปัตยกรรมที่รับผิดชอบต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ใช่แค่การสร้างตึกสวยแต่ต้องท้าแดดท้าลม เพราะบ้านยุคใหม่ต้องถูกวางผังเพื่อหลบมลภาวะ เปิดรับแสงและอากาศบริสุทธิ์อย่างเต็มที่ เพื่อให้อยู่สบายและตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero

ขณะเดียวกัน งานตกแต่งภายในก็ต้องถูกปรับวิธีคิดใหม่เช่นกัน ลืมภาพเฟอร์นิเจอร์ราคาสูงที่ตั้งโชว์ไว้แต่ใช้งานจริงแล้วปวดหลังไปได้เลย เพราะความหรูหราในยุคนี้วัดกันตรงที่ความรู้สึกพึงพอใจจริงๆ หลังได้ใช้งาน สเปซภายในที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ (Basic Human Needs) ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อมุมมองให้เห็นวิวธรรมชาติ การเลือกใช้วัสดุไร้สารพิษ (Non-toxic Materials) ไปจนถึงการติดตั้งระบบฟอกอากาศและระบบกรองน้ำประปาให้สะอาดหมดจดราวกับอยู่ในสปา
ทุกรายละเอียดล้วนสะท้อนให้เห็นว่า "หัวใจสำคัญในยุคนี้ ไม่ใช่ขนาดบ้านที่มีพื้นที่ใหญ่โตหรือสถาปัตยกรรมที่หรูหราเกินความจำเป็น แต่คือ 'ความรู้สึกดีในการใช้ชีวิต' บ้านต้องเป็นสถานที่ที่เติมพลังกาย พลังใจ คืนสมดุลให้เรา และสร้าง well-being ให้เกิดขึ้นจริงได้ในทุกๆ วัน"
The well-being ecosystem: ให้ขอบเขตความสุขกว้างกว่ารั้วบ้าน
สิ่งที่ทีมออกแบบชวนคิดไปไกลกว่าการจัดสรรพื้นที่ในบ้าน คือการสร้างสภาพแวดล้อมรอบบ้าน หรือ ‘well-being ecosystem’
“ต่อให้บ้านจะออกแบบมาดีแค่ไหน แต่ถ้าเปิดประตูออกไปเจอความวุ่นวาย ความสุขก็คงอยู่ได้ไม่ยืด” นี่คือเหตุผลที่นิยามของการอยู่อาศัยยุคใหม่ต้องขยายสเกลไปโอบอุ้มชีวิตในทุกมิติ
ภาพของสเปซส่วนกลางจึงถูกรื้อโครงสร้างใหม่ มันไม่ได้มีไว้แค่ให้ลูกบ้านเดินผ่าน แต่ต้องเป็นคอมมูนิตี้ที่เข้าใจจังหวะชีวิตคนเมือง ลองนึกภาพลู่วิ่งริมทะเลสาบหรือลานหินนวดเท้าที่กลายมาเป็นพื้นที่บำบัดความเหนื่อยล้าหลังเลิกงาน หรือมุม multi-space ที่ไม่ได้ตั้งโต๊ะเก้าอี้ไว้เฉย ๆ แต่ชวนให้คนหอบแล็ปท็อปมานั่งทำงาน เกิดเป็นการแลกเปลี่ยนไอเดียและบทสนทนาใหม่ๆ กับเพื่อนบ้าน
อ่านเพิ่มเติม: Must-Read! 8 หนังสือ Longevity หรือศาสตร์การชะลอวัยที่คุณไม่ควรพลาด

“อีกสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไป คือการตีความคำว่าครอบครัวในยุคนี้”
เมื่อสังคมยุคใหม่มี ‘เจ้านายสี่ขา’ เพิ่มขึ้นมาในหลายๆ ครอบครัว การสร้างวัฒนธรรม pet-friendly จึงไม่ใช่แค่การติดป้ายอนุญาตให้เลี้ยง แต่คือการออกแบบที่เข้าใจธรรมชาติของสัตว์อย่างแท้จริง ทีมงานเปิดภาพคอนโดต้นแบบอย่าง LOVE Charoen Nakhon (เลิฟ เจริญนคร) ที่มีห้องประชุมให้เราอุ้มสุนัขเข้าไปนั่งเวิร์กช็อปด้วยได้ หรือการเนรมิตสวน THE BARKYARD ที่เต็มไปด้วยไผ่เงินและต้นอ่อนข้าวสาลีให้แก๊งขนฟูได้เคี้ยวเล่นอย่างปลอดภัย
ก่อนจะสรุปใจความสำคัญที่ชวนให้เรากลับมาทบทวนตัวเองว่า “ที่สุดแล้ว สุขภาพจิตใจที่ดีไม่ได้เกิดจากการขังตัวเองอยู่ในห้องที่หรูหราที่สุด แต่เริ่มต้นจากการมี ‘ความสัมพันธ์ที่ดี’ กับสิ่งแวดล้อมและคนรอบข้าง เพราะสังคมที่อบอุ่นและปลอดภัยต่างหาก คือเกราะคุ้มกันใจที่ดีที่สุดของคนยุคนี้”

You are where you live: หมุดหมายใหม่ของการใช้ชีวิต
“ชีวิตเราสั้นเกินกว่าจะทนอยู่ในที่ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเรา”
บางทีประโยคคลาสสิกที่ว่า ‘You are where you live’ อาจไม่ใช่แค่คำเปรียบเปรย แต่เป็นความจริงที่ชี้ให้เห็นว่า เราต่างเป็นผลผลิตของสภาพแวดล้อมที่เราใช้ชีวิตอยู่
การเลือก ‘บ้าน’ ในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่การกางหน้ากระดาษเพื่อเปรียบเทียบราคาต่อตารางเมตร หรือดูแค่ทำเลใกล้รถไฟฟ้า แต่คือการตั้งคำถามกับตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า เราอยากตื่นมาพบกับพลังงานแบบไหนในทุกๆ เช้า และเราอยากให้ลูกหลานเติบโตมาในสังคมแบบไหน

ทีมงานทิ้งท้ายด้วยการกางภาพร่างของอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นจริงให้เราดู มันคือภาพของคอมมูนิตี้ที่ตั้งคำถามกับบริบทการอยู่อาศัยแบบเดิมๆ อย่าง Sansiri Wellscape Krungthep Kreetha Community และโครงการ บุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา ไปจนถึงพื้นที่ชาร์จพลังกายอย่างสปอร์ตคอมเพล็กซ์ S Quarter
สถานที่เหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแข่งกันเป็นโปรเจ็กต์ที่หรูหราหรือยิ่งใหญ่ที่สุด แต่สร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์ที่เรียบง่ายที่สุด นั่นคือการดึงเอา ‘ความเป็นมนุษย์’ กลับมาเป็นศูนย์กลาง แล้วออกแบบสเปซที่ดูแลทั้งร่างกายและจิตใจของเราให้ดีที่สุด
ก่อนจบการสนทนา มีประโยคหนึ่งที่ชวนให้เรากลับมาทบทวนตัวเองก่อนเดินทางกลับไปเผชิญความวุ่นวายของเมืองใหญ่...
“เราทำงานหนักและฝ่ารถติดในแต่ละวันไปเพื่ออะไร ถ้าไม่ใช่เพื่อกลับมาใช้ชีวิตในที่ที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย ได้ชาร์จพลัง และรู้สึกดีได้ในทุก ๆ วัน... เพราะความสุขที่ยั่งยืนที่สุด อาจไม่ต้องออกเดินทางไปตามหาที่ไหนไกล หากแต่เริ่มต้นได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เราเปิดประตูบ้าน”

Topics








