รางวัลระดับโลก Prix Versailles ประกาศรายชื่อ “ร้านอาหารที่สวยที่สุดในโลก” ประจำปี 2026 อย่างเป็นทางการ โดยคัดเลือก 16 ร้านอาหารชั้นนำจาก 13 ประเทศทั่วโลก ที่โดดเด่นทั้งในแง่ของความพิถีพิถันและนวัตกรรมงานดีไซน์ ซึ่งสำคัญเทียบเท่ากับรสชาติอาหารที่พวกเขารังสรรค์
เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา รางวัล Prix Versailles ได้เปิดรายชื่อ "ร้านอาหารที่สวยที่สุดในโลก" ประจำปีนี้ โดยยกย่อง 16 ร้านอาหารจาก 13 ประเทศที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ
สถิติที่น่าสนใจคือ มีถึง 3 ร้านที่ตั้งอยู่ในอาคารเดียวกัน นั่นคือ The Henderson ในฮ่องกง (ผลงานการออกแบบของ Zaha Hadid Architects) และมีถึง 2 ร้านที่เป็นแบรนด์ Monsieur Dior (ปักกิ่งและเบเวอร์ลีฮิลส์) ซึ่งทั้งสองสาขานำทัพโดยเชฟหญิงเจ้าของรางวัลมิชลิน 3 ดาว ในทั้งสองกรณีนี้ งานดีไซน์ได้ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวที่ทรงพลังไม่แพ้รสชาติของอาหารเลยทีเดียว และในช่วงปลายปีนี้ จะมีเพียง 3 ร้านจากทั้ง 16 ร้านที่ได้รับเลือกให้ครองตำแหน่งระดับโลก ได้แก่ รางวัล Prix Versailles, รางวัลการตกแต่งภายในยอดเยี่ยม (Interior) หรือ รางวัลการตกแต่งภายนอกยอดเยี่ยม (Exterior)
อ่านเพิ่มเติม: 7 พิพิธภัณฑ์สวยที่สุดในโลก 2026 จากเวที Prix Versailles ที่สายอาร์ตต้องไปเยือน
Nobu One Za’abeel – ดูไบ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ออกแบบโดย Rockwell Group)

Above พื้นที่รับรองที่ทำหน้าที่เสมือนกรอบภาพเผยทิวทัศน์เส้นขอบฟ้าของเมืองดูไบยามพระอาทิตย์ตกดิน ผ่านกระจกลายตารางข้าวหลามตัดของสกายคอนคอร์ส โดยมีตึก Burj Khalifa ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง (ภาพ: Alex Jeffries)

Above ห้องรับประทานอาหารแบบส่วนตัวของ Nobu One Za'abeel ในยามค่ำคืน แผงเพดานหินออนิกซ์สีอำพันทอแสงอบอุ่นลงบนที่นั่งแบบแบนเก็ตต์ (Banquette) ซึ่งตั้งตระหง่านตัดกับผ้าม่านสูงจรดเพดาน พร้อมวิวแสงไฟระยิบระยับของดูไบ (ภาพ: Alex Jeffries)
ด้วยทำเลที่แขวนตัวอยู่เหนือระดับพื้นดินถึง 100 เมตรบนสกายคอนคอร์สที่เชื่อมต่อระหว่างสองหอคอยของโครงการ One Za’abeel (ซึ่งรวมถึงโครงสร้างยื่นคานที่ยาวที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ออกแบบโดย Nikken Sekkei สตูดิโอชื่อดังจากโตเกียว) ร้าน Nobu สาขาดูไบแห่งนี้ถูกเนรมิตขึ้นโดย Rockwell Group ซึ่งดึงเอาข้อได้เปรียบของเพดานสูงและเส้นสายเรขาคณิตที่ตัดซ้อนกันของตัวอาคารมาเป็นหัวใจหลักในการออกแบบ ระบบไฟกะทัดรัดที่สั่งทำพิเศษทอดยาวตั้งแต่ทางเข้าจรดห้องอาหารส่วนตัว ช่วยเชื่อมโยงสเปซที่มองเห็นวิวเมืองแบบพาโนรามาในช่วงกลางวัน และแปรเปลี่ยนเป็นฉากหลังของแสงไฟเมืองสุดโรแมนติกในยามค่ำคืน
Le Fou – เวียนนา, ออสเตรีย (ออกแบบโดย Theresa Obermoser)
Le Fou ก่อตั้งโดย Alexander Schrack และออกแบบตกแต่งภายในโดย Theresa Obermoser โดยตั้งใจสร้างความย้อนแย้งที่งดงาม ด้วยการนำบรรยากาศไนต์ไลฟ์สไตล์ปารีเซียงมาท้าทายวัฒนธรรมคาเฟ่แบบเป็นทางการที่ฝังรากลึกของเวียนนา เลย์เอาต์ของร้านไหลลื่นผ่านห้องต่างๆ ที่เชื่อมต่อกัน ซึ่งแต่ละห้องล้วนมีคาแรคเตอร์เฉพาะตัว ตั้งแต่เลานจ์หลักในโทนสีสนิมและเทอร์ราคอตตา ไปจนถึงเลานจ์สีทองที่มีโซนไพรเวทตกแต่งด้วยลายเสือดาว

Above เลานจ์เพดานโค้งของ Le Fou ผลงานของ Theresa Obermoser ตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์ลายทับทิม เก้าอี้บาร์เรลลายดอกไม้ และที่นั่งกำมะหยี่ที่ถูกล้อมกรอบด้วยซุ้มผ้าม่านจับจีบ (ภาพ: Alex Jeffries)

Above มุมนั่งเล่นในเลานจ์สีสนิมและเทอร์ราคอตตาของ Le Fou ตกแต่งด้วยโซฟาผ้าโมแฮร์สีมะกอก ออตโตมันแต่งพู่ และไม้ประดับเขตร้อนขนาดใหญ่ จัดวางอย่างลงตัวหน้าซุ้มประตูโค้งสีปูนปั้นที่ดูอบอุ่น (ภาพ: Alex Jeffries)
การเลือกใช้วัสดุอย่างผ้าไหม กำมะหยี่โมแฮร์ หินธรรมชาติ และพื้นผิวโลหะขัดเงา สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่เน้นความงามเหนือกาลเวลามากกว่าแค่ความสวยงามฉาบฉวย แสงไฟสลัวและมุมเงาที่พาดผ่านช่วยเติมเต็มบรรยากาศยามค่ำคืนให้สมบูรณ์แบบ ซึ่งความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับคาเฟ่สว่างไสวในช่วงกลางวันของเวียนนานั้น คือความจงใจที่ปฏิเสธไม่ได้
Monti – Gstaad, สวิตเซอร์แลนด์ (ออกแบบโดย Jakob Sprenger / Antonia Crespí)
สถาปนิก Jakob Sprenger และครีเอทีฟไดเรกเตอร์ Antonia Crespí ออกแบบร้าน Monti สาขากชตาด (Gstaad) โดยดึงจุดเด่นของระเบียงชมวิวภูเขามาเป็นหัวใจหลัก พวกเขานำเสน่ห์แบบฉบับเทือกเขาแอลป์ ไม่ว่าจะเป็นความอบอุ่นของไม้ เทกซ์เจอร์ธรรมชาติ และงานฝีมือท้องถิ่น มาใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอด มากกว่าจะยึดเป็นสูตรสำเร็จตายตัว ฉากกั้นห้องทองเหลืองที่ใช้เทคนิคการสานตะกร้าช่วยแบ่งสัดส่วนพื้นที่โดยไม่ทำให้รู้สึกอึดอัด คานไม้เปลือย พรมทอสั่งทำพิเศษ และที่นั่งบุผ้าโมแฮร์ ล้วนตอกย้ำถึงความเชื่อมโยงกับท้องถิ่นแต่ยังคงความเรียบหรู งานดีไซน์ชิ้นนี้ก้าวข้ามภาพจำเดิมๆ ของสไตล์รัสติกแบบอัลไพน์ (เช่น การตกแต่งด้วยไม้และเขาสัตว์) และหันไปใช้ศิลปหัตถกรรมร่วมสมัยที่หยิบยืมรากเหง้าของท้องถิ่นมาใช้ได้อย่างมีชั้นเชิง
Akira Back – ฮ่องกง (ออกแบบโดย AB Concept)

Above ห้องรับประทานอาหารส่วนตัวที่ Akira Back สาขาฮ่องกง ผนังตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังแนวนามธรรมที่ได้แรงบันดาลใจจาก Young Hee Back มารดาของเชฟ Akira Back ภายใต้เพดานรูปทรงประติมากรรมตกแต่งด้วยลูกทรงกลมสีทองทั้งแบบด้านและแบบเงา (ภาพ: Owen Raggett)

Above โซนรับประทานอาหารริมหน้าต่างของ Akira Back สาขาฮ่องกงในเวลากลางวัน โดดเด่นด้วยซุ้มโค้งกรอบไม้เรียงรายเป็นกรอบรับวิวทิวทัศน์ย่านเซ็นทรัลของฮ่องกง พื้นหินขัดลายเรขาคณิต และสายโคมไฟทรงกลมที่ทอดยาวตลอดแนวเพดาน (ภาพ: Owen Raggett)
บนชั้น 5 ของตึก The Henderson ซึ่งเป็นผลงานสร้างเสร็จชิ้นแรกในฮ่องกงของ Zaha Hadid Architects (เปิดตัวในปี 2023) สตูดิโอ AB Concept ได้รังสรรค์ห้องรับประทานอาหารที่ล้อไปกับรูปทรงเรขาคณิตอันพลิ้วไหวของตัวอาคาร ด้วยเส้นสายที่โค้งมน เสาไม้ที่ดูละเอียดอ่อน และเพดานที่งดงามราวกับงานประติมากรรม
พื้นที่รับประทานอาหารหลักถูกจัดสรรให้มีมุมนั่งเล่นอย่างเป็นสัดส่วน ในขณะที่ห้องส่วนตัวนั้นโดดเด่นด้วยงานศิลปะบนผนังที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของเชฟ รวมถึงภาพที่ได้แรงบันดาลใจจากมารดาของเขา เชฟ Akira Back อดีตนักสโนว์บอร์ดมืออาชีพลูกครึ่งเกาหลี-อเมริกัน ได้สร้างสรรค์อัตลักษณ์ทางอาหารที่ผสมผสานอิทธิพลจากเกาหลี ญี่ปุ่น และระดับโลก ซึ่งสะท้อนผ่านงานออกแบบของร้านแห่งนี้ได้อย่างชัดเจน
อ่านเพิ่มเติม: เผยโฉมรายชื่อสนามบินที่สวยที่สุดในโลกจากเวทีรางวัล Prix Versailles ประจำปี 2026
Hana no Kumo – ฮ่องกง (ออกแบบโดย Hirsch Bedner Associates)

Above มุมมองจากห้องรับประทานอาหารส่วนตัว ทะลุผ่านกระจกกรอบทองเหลืองไปยังเคาน์เตอร์คัปโปะ สะท้อนให้เห็นอินสตอลเลชันเพดานกลีบดอกไม้และเก้าอี้สตูลไม้ซีดาร์ที่เรียงรายอยู่ (ภาพ: Owen Raggett)

Above ห้องรับประทานอาหารส่วนตัวที่ Hana no Kumo โดดเด่นด้วยแผงเพดานปูนปลาสเตอร์สีอ่อนรูปทรงชีวภาพ (Biomorphic) ตัดขอบทองเหลืองที่ทอดยาวเหนือโต๊ะอาหารหินและเก้าอี้อาร์มแชร์ไม้ซีดาร์ ภาพของห้องถูกสะท้อนผ่านแผงกระจกทางด้านขวา (ภาพ: Owen Raggett)
อีกหนึ่งร้านที่ตั้งอยู่ใน The Henderson คือ Hana no Kumo (ซึ่งแปลว่า "เมฆดอกไม้") ออกแบบโดย Hirsch Bedner Associates เพื่อเชฟ Ogawa Masaru ร้านนี้เป็นเสมือนโอเอซิสขนาด 24 ที่นั่งที่แบ่งเป็นสองห้อง นำเสนอประสบการณ์การทานอาหารสไตล์ 'คัปโปะ' (Kappou) ที่เชฟจะปรุงอาหารให้ลูกค้าชมอย่างใกล้ชิด การเลือกใช้ไม้โทนอ่อน กระดาษวาชิ พื้นผิวหิน และประติมากรรมน้ำแข็งเรซินที่ทางเข้า สร้างมู้ดแอนด์โทนที่สอดคล้องกับปรัชญา 'โชกุนิน' (Shokunin) ที่เน้นความทุ่มเทอย่างลึกซึ้งต่องานฝีมือและวัตถุดิบตามฤดูกาล แสงไฟที่ไล่เฉดจากสีขาวไปจนถึงสีชมพูชวนให้จินตนาการถึงดอกซากุระ ด้วยจำนวนที่นั่งเพียง 24 ที่ ทำให้ที่นี่เป็นร้านที่ให้ความรู้สึกใกล้ชิดและเอ็กซ์คลูซีฟที่สุดในบรรดาสามร้านของตึก Henderson
Monsieur Dior by Anne-Sophie Pic – ปักกิ่ง, จีน (ออกแบบโดย Peter Marino Architect)

Above บริเวณทางเข้าด้านนอกของ Monsieur Dior by Anne-Sophie Pic ซึ่งตั้งอยู่ใน House of Dior สาขาปักกิ่ง ย่านซานหลี่ถุน (Sanlitun) เผยให้เห็นฟาซาดสีขาวรูปทรงประติมากรรม ผลงานของ Christian de Portzamparc ที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือระเบียงชั้นล่าง

Above ระเบียงกลางแจ้งของ Monsieur Dior by Anne-Sophie Pic ตกแต่งด้วยเก้าอี้ลายสานและหมอนอิงลวดลาย Cannage อันเป็นเอกลักษณ์ของ Dior แทรกตัวอยู่ท่ามกลางโครงสร้างสีขาวโค้งมนของอาคารผลงาน Christian de Portzamparc
ภายใน House of Dior ย่านซานหลี่ถุน ปักกิ่ง (ซึ่งมีฟาซาดด้านนอกอันโดดเด่นฝีมือ Christian de Portzamparc) ร้านอาหารของเชฟ Anne-Sophie Pic แห่งนี้ ได้รับการออกแบบภายในโดย Peter Marino Architect โดยดึงเอา 'Visual Language' หรืออัตลักษณ์ทางภาพของห้องเสื้อกูตูร์ชื่อดังมาเป็นแกนหลัก ภาพถ่ายขาวดำของซิลลูเอตชุด Dior ถูกประดับบนผนังเคียงคู่กับภาพจำลองผลงานวาดภาพเหมือน Christian Dior ของศิลปิน René Bouché
นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงผลงานศิลปะ 3 ชิ้นที่สั่งทำพิเศษจากศิลปินร่วมสมัยชาวจีน Hong Hao ซึ่งผลงานของเขามักเชื่อมโยงกับการสะสมและจัดหมวดหมู่สิ่งของในชีวิตประจำวันอย่างเป็นระบบ เชฟ Pic ซึ่งเป็นหนึ่งในเชฟหญิงเพียงไม่กี่คนในโลกที่คว้ามิชลิน 3 ดาวมาครอง ได้นิยามร้านอาหารแห่งนี้ว่าเป็นจุดบรรจบกันระหว่างวัฒนธรรมโอตกูตูร์ของฝรั่งเศสและศิลปะร่วมสมัยของจีน
Peridot – ฮ่องกง (ออกแบบโดย Studio Paolo Ferrari)

Above ห้องเลานจ์ที่ Peridot ดีไซน์โดย Studio Paolo Ferrari โดดเด่นด้วยผนังและเพดานทรงโค้งที่ประดับด้วยหลอดไฟทำมือกว่า 20,000 ดวงในโทนสีชาร์ตริวส์ (Chartreuse) อันเป็นซิกเนเจอร์ พร้อมเก้าอี้อาร์มแชร์กำมะหยี่สีมะกอกและช่องประตูกระจกที่ปลายสุดของห้อง

Above บรรยากาศของ Peridot ในยามค่ำคืน เมื่อมองไปยังบาร์หินอ่อนที่บิลต์อินเข้ากับผนังเรืองแสง เผยให้เห็นเส้นขอบฟ้าของเมืองผ่านหน้าต่างทรงโค้ง และความอลังการของไฟกว่า 20,000 ดวงที่สว่างไสวทั่วทั้งเพดานและผนัง
บนชั้นสูงสุดของอาคาร The Henderson ร้าน Peridot (ออกแบบโดย Studio Paolo Ferrari) นำเสนอมู้ดแอนด์โทนที่แตกต่างจากร้านอื่นๆ ในตึกเดียวกันอย่างสิ้นเชิง หลอดไฟทำมือกว่า 20,000 ดวงปกคลุมทั่วพื้นที่ สร้างความรู้สึกที่สตูดิโอผู้ออกแบบนิยามว่า “Natural Futurism” (ล้ำสมัยแบบเป็นธรรมชาติ) ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนการผสมผสานระหว่างดิสโก้บอลที่ถูกนำมาตีความใหม่ กับสิ่งมีชีวิตที่หายใจได้ ภายในตกแต่งด้วยพาเลตต์สีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ โดยมีเปียโนหลังใหญ่สีเขียวตั้งตระหง่านรับวิวเส้นขอบฟ้าของเมือง เมนูค็อกเทลที่นี่เสิร์ฟแบบวีแกนและหมุนเวียนตามฤดูกาล ในขณะที่งานดีไซน์นั้นสะท้อนความเป็นแม็กซิมัลลิสต์ (Maximalist) แบบสุดทาง
Escā Playa – Ras El Hekma, อียิปต์ (ออกแบบโดย Mohamed Badie)

Above มุมมองของ Escā Playa จากชายหาด โครงสร้างที่โค้งมนไล่ระดับดูกลมกลืนไปกับผืนทรายสีขาว ท่ามกลางแมกไม้เขตร้อน โดยมีผืนน้ำสีเทอร์ควอยซ์ของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นฉากหลัง (ภาพ: Nour El Refai)

Above ห้องรับประทานอาหารหลักที่ Escā Playa หันหน้าออกสู่ชายหาด โครงสร้างเพดานรูปทรงประติมากรรมเปิดรับแสงเป็นช่องๆ เผยให้เห็นต้นปาล์มและท้องฟ้า โดยมีโครงสร้างหินเล่นระดับเป็นจุดนำสายตาอยู่หลังห้อง (ภาพ: Nour El Refai)
Mohamed Badie สถาปนิกจากไคโร ได้ออกแบบ Escā Playa บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของอียิปต์ ให้ดูราวกับเป็นประติมากรรมทางธรณีวิทยา มากกว่าสิ่งก่อสร้างจากฝีมือมนุษย์ พื้นผิวที่เคลือบด้วยแร่ธาตุและการก่อตัวของปะการังเทียม ทำให้ดูเหมือนเป็นรูปทรงที่ถูกกัดเซาะโดยสายลมและเกลียวคลื่น แสงและเงาที่ทอดผ่านพื้นที่ต่างๆ ช่วยลบเส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ภายในและภายนอกอย่างต่อเนื่อง และสเกลของพื้นที่จะให้ความรู้สึกที่เปลี่ยนไปเมื่อแขกเดินก้าวลึกเข้าไปในสเปซ

Above ภายในโซนรับประทานอาหารแบบกึ่งเปิดโล่งที่ Escā Playa เพดานรูปทรงถ้ำที่เจาะช่องเปิดสู่ท้องฟ้าอย่างอิสระ พร้อมเก้าอี้และโต๊ะไม้สีฟอกจัดวางรอบบาร์ทรงโค้ง โดยมีลำต้นปาล์มตั้งตระหง่านแทรกตัวทะลุโครงสร้าง (ภาพ: Nour El Refai)

Above ฟาซาดทางเข้าของ Escā Playa ออกแบบโดยสถาปนิกชาวไคโร Mohamed Badie โดดเด่นด้วยรูปทรงเรขาคณิตชีวภาพ (Biomorphic) เคลือบผิวด้วยแร่ธาตุที่ผุดขึ้นจากผืนทรายที่ Ras El Hekma บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของอียิปต์ (ภาพ: Nour El Refai)
Ras El Hekma ซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันตกเฉียงเหนือของอียิปต์ ถือเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาเมืองตากอากาศแห่งใหม่ที่สำคัญที่สุดของประเทศ และ Escā Playa คือหนึ่งในสิ่งปลูกสร้างแรกๆ ของที่นี่ที่ปฏิบัติต่อภูมิทัศน์ธรรมชาติในฐานะ 'ข้อจำกัดในการออกแบบที่ต้องเคารพ' มากกว่าจะเป็นแค่ 'ฉากหลัง'
Finlandia Bistro – Helsinki, ฟินแลนด์ (ออกแบบโดย Fyra)
Finlandia Hall ศูนย์การแสดงและจัดประชุมที่สร้างขึ้นในปี 1971 โดยฝีมือ Alvar Aalto บริเวณริมอ่าว Töölönlahti ถือเป็นอาคารยุคหลังสงครามที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของฟินแลนด์ และยังเป็นสถานที่ลงนามข้อตกลงเฮลซิงกิ (Helsinki Accords) ซึ่งเป็นความตกลงครั้งประวัติศาสตร์ในยุคสงครามเย็นว่าด้วยความมั่นคงและสิทธิมนุษยชนของยุโรปในปี 1975

Above ภาพซูมรายละเอียดของที่นั่งแบบแบนเก็ตต์ทรงกลมสั่งทำพิเศษชิ้นใหม่จาก Fyra บุด้วยกำมะหยี่สีคาราเมล จัดวางเคียงคู่โต๊ะท็อปหินอ่อนและโคมไฟทรงเห็ดทองเหลือง โดยมีผนังกรุไม้วอลนัทของ Finlandia Hall เป็นฉากหลัง

Above รายละเอียดของบาร์ที่ Finlandia Bistro เผยให้เห็นชั้นวางด้านหลังกรุทองเหลือง แก้วที่แขวนเรียงราย และโคมไฟเพดานดีไซน์ใหม่เหนือเคาน์เตอร์ไม้วอลนัท พร้อมเก้าอี้ Aalto และโต๊ะทานอาหารหินอ่อนที่ด้านหน้า
โปรเจ็กต์รีโนเวทที่เริ่มขึ้นในปี 2021 ได้ยกระดับอาคารแห่งนี้ให้ตอบโจทย์การใช้งานยุคใหม่ โดยเอเจนซีออกแบบ Fyra ได้พลิกโฉมพื้นที่รับประทานอาหารภายในโครงสร้างอาคารที่ได้รับการอนุรักษ์นี้ใหม่ทั้งหมด พวกเขารักษาเฟอร์นิเจอร์ออริจินัลของ Aalto ไว้ และผสานเข้ากับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่ที่สั่งทำขึ้นเฉพาะ พื้นที่แต่ละส่วนได้รับการออกแบบให้มีคาแรคเตอร์ของตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงความจำเจ โดยยึดหลักการทำงานที่เคารพต่อวัสดุดั้งเดิมและโทนสีเดิม มากกว่าที่จะฝืนหรือทำลายมัน
Carbone – ลอนดอน, สหราชอาณาจักร (ออกแบบโดย Ken Fulk)
การก้าวมาเปิดตัวครั้งแรกในยุโรปของสถาบันอาหารชื่อดังจากนิวยอร์กแห่งนี้ ได้เลือกปักหมุดที่อาคารอดีตสถานทูตสหรัฐอเมริกา ณ จัตุรัส Grosvenor (ออกแบบโดย Eero Saarinen ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 1960 และถูกทิ้งว่างเมื่อสถานทูตย้ายไปยัง Nine Elms ในปี 2017) อินทีเรียดีไซน์เนอร์ Ken Fulk เลือกใช้ที่นั่งแบนเก็ตต์กำมะหยี่ งานโมเสก และงานไม้เคลือบแล็กเกอร์มาเป็นฉากหลังอันวิจิตรให้กับคอลเลกชันศิลปะร่วมสมัย ซึ่งรวมถึงผลงานของ Ai Weiwei และศิลปินผู้ล่วงลับ René Ricard
ภาพวาดฝาผนังเพนต์มือที่บอกเล่าเรื่องราวค่ำคืนในจินตนาการ ณ ร้านอาหารแห่งนี้ นำทางผู้มาเยือนเดินลงบันไดใหญ่ (Grand Staircase) สู่โซนบาร์และห้องอาหารชั้นล่าง ในแง่ของสถาปัตยกรรม อาคารผลงานของ Saarinen แห่งนี้ถือเป็นที่ตั้งที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดเท่าที่แบรนด์ Carbone เคยครอบครองมา
Rosso – Hinganigada, อินเดีย (ออกแบบโดย Humming Tree)
ร้านอาหาร Rosso ตั้งอยู่ใน Hotel Irada โรงแรมหลังคาปูกระเบื้องที่มีสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากภูมิทัศน์เกษตรกรรมของรัฐมหาราษฏระ (Maharashtra) โดยตั้งอยู่กลางไร่องุ่นขนาด 270,000 ตารางเมตรใน Pune Wine Country ซึ่งล้อมรอบด้วยป่าสงวนกว่า 16 ตารางกิโลเมตร สตูดิโอ Humming Tree ออกแบบร้านอาหารแห่งนี้โดยมีบาร์เป็นศูนย์กลาง ที่ซึ่งหินอ่อนสีเขียวโคจรมาพบกับเสาไม้ขัดเงาทรงเกลียวสไตล์ Solomonic ซึ่งเป็นการหยิบยืมสไตล์อิตาเลียนบาโรกมาใช้เพื่อสร้างความย้อนแย้งที่ทรงพลัง ท่ามกลางบริบทแบบอินเดียอย่างตั้งใจ

Above โถงทางเข้าของ Hotel Irada ฝีมือการออกแบบของ Humming Tree โดดเด่นด้วยหน้าต่างทรงโค้งเพดานสูง โต๊ะต้อนรับทำจากหินอ่อนสีเขียวและไม้ประดับลวดลายเรขาคณิตสีน้ำเงินอมเขียว (Teal) และพื้นไม้ปาร์เกต์ตกแต่งลวดลายเพชร (ภาพ: Ishi Sitwala)

Above ห้องรับประทานอาหารที่ Rosso มาพร้อมพื้นหินอ่อนหลากสีลวดลายเรขาคณิตสะดุดตา ที่นั่งแบนเก็ตต์ทรงโค้งหุ้มผ้าแจ็กการ์ดสีทอง บัวฝ้าเพดานปูนปั้น และเพดานติดกระจก โดยมีถังไวน์และงานศิลปะประดับบนผนังด้านหลัง (ภาพ: Ishi Sitwala)
ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ภูมิภาค Pune Wine Country ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา Sahyadri ในรัฐมหาราษฏระ ได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดดจนกลายเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตไวน์ที่สำคัญที่สุดของอินเดีย และ Rosso ก็ถือเป็นไฟน์ไดนิ่งที่มีความทะเยอทะยานในแง่ของงานดีไซน์ที่สุดเท่าที่เคยเปิดตัวมาในย่านนี้
Marlow – โมนาโก (ออกแบบโดย Hugo Toro)
Marlow ตั้งอยู่บนจัตุรัสหลักของ Mareterra (ย่านริมนํ้าแห่งใหม่ของโมนาโกที่สร้างขึ้นบนพื้นที่ถมทะเลและเพิ่งเปิดตัวในปี 2024) ดีไซน์ของร้านถูกรังสรรค์โดยศิลปินและสถาปนิก Hugo Toro ซึ่งใช้ตัวละครชาวอังกฤษในจินตนาการเป็นมิวส์ในการออกแบบ เพื่อสะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่หลั่งไหลมาเยือนอ่าวริเวียร่าตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 18 พื้นที่ต่างๆ ถูกจัดเรียงรายล้อมบาร์ประติมากรรมตรงกลาง โดยแต่ละมุมทำหน้าที่คล้ายกับ 'Cabinet of Curiosities' (ตู้เก็บของสะสมแปลกตา) ขนาดย่อม ที่อัดแน่นด้วยเฟอร์นิเจอร์สั่งทำพิเศษซึ่งผสานกลิ่นอายของยุคสมัยต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน
Lucia – ลอสแอนเจลิส, สหรัฐอเมริกา (ออกแบบโดย Preen Inc.)
Lucia ถูกขนานนามว่าเป็นร้านอาหาร Afro-Caribbean แห่งแรกของลอสแอนเจลิส ออกแบบโดย Preen Inc. ภายใต้คอนเซ็ปต์แบบ 'คลับเฮาส์' การใช้ผ้าทอลายทรอปิคัล โทนสีคอรัลและสีเขียว ไปจนถึงลวดลายเปลือกหอยและต้นปาล์ม ช่วยเนรมิตบรรยากาศภายในให้ชวนนึกถึงเสน่ห์ของค่ำคืนบนเกาะสวรรค์
ดนตรีถือเป็นหัวใจสำคัญของคอนเซ็ปต์ร้าน ดีเจที่ประจำการอยู่หลังกระจกรมดำของหน้าต่างห้องครัวจะคอยเปิดเพลงแนวแร็ป ฮิปฮอป และดนตรีท้องถิ่นของศิลปินผิวสีตลอดเวลาที่ร้านเปิดบริการ Lucia ก่อตั้งโดย Sam Jordan ร่วมกับเชฟ Cleophus Hethington นำเสนออาหารแอฟโฟร-แคริบเบียน ภายใต้กรอบของความแกลมเมอร์ยุคกลางศตวรรษ (Mid-century Glamour) ที่ได้กลิ่นอายมาจากซัปเปอร์คลับยุคแจ๊สของย่านฮาร์เลม ผสมผสานกับวัฒนธรรมโรงแรมริมหาดแคริบเบียนในยุคเดียวกัน
Monsieur Dior by Dominique Crenn – เบเวอร์ลีฮิลส์, สหรัฐอเมริกา (ออกแบบโดย Peter Marino)

Above ระเบียงกลางแจ้งที่ Monsieur Dior by Dominique Crenn ในเบเวอร์ลีฮิลส์ (ออกแบบโดย Peter Marino) ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สวนลายสีเขียวสลับขาว แปลงปลูกต้นไม้ และต้นปาล์มที่มองเห็นวิวของ Rodeo Drive

Above โซนเลานจ์กึ่งอินดอร์กึ่งเอาต์ดอร์ที่ Monsieur Dior by Dominique Crenn พร้อมเก้าอี้อาร์มแชร์สไตล์มิดเซนจูรีสีเขียวและสีครีม ที่เปิดรับสวนริมระเบียงโดยตรงผ่านผนังกระจกบานเลื่อนสูงจรดเพดาน
บนชั้น 3 ของ House of Dior ในย่านเบเวอร์ลีฮิลส์ Peter Marino ได้ออกแบบห้องอาหารที่ยึดโยงกับพาเลตต์สีของสวนเป็นหลัก ทั้งผนังสีเขียวเข้ม ภาพวาดชิ้นเอกปี 2025 ของ Nicole Wittenberg ที่ชื่อ Gardens of Courances และโทนสีต่างๆ ที่ถอดรหัสมาจากสวนของ Château de La Colle Noire ซึ่งเป็นบ้านพักสไตล์โพรวองซ์ (Provençal) ของ Christian Diorร์

Above ห้องรับประทานอาหารหลักเผยให้เห็นภาพวาดสุดอลังการ Gardens of Courances โดย Nicole Wittenberg บนผนังด้านในสุด พร้อมเก้าอี้บุนวมลายใบไม้โทนสีเขียวและชมพู ผ้าปูโต๊ะสีขาว และระเบียงที่เปิดโล่งทางด้านขวา

Above บาร์ที่ Monsieur Dior by Dominique Crenn เคาน์เตอร์ไม้เอบอนีและหินออนิกซ์ตั้งอยู่ใต้อินสตอลเลชันเพดานรูปกลีบกุหลาบขาว และผนังกระจกเจียระไน โดยมีผนังต้นไม้แนวตั้งสีเขียวและระเบียงปรากฏเป็นฉากหลัง
บาร์ที่สร้างขึ้นจากไม้เอบอนี (Ebony) และหินออนิกซ์ (Onyx) ตั้งตระหง่านอยู่ใต้เพดานที่แกะสลักเป็นรูปกลีบกุหลาบขาว พร้อมระเบียงที่มองเห็นทิวทัศน์ของ Rodeo Drive เชฟ Dominique Crenn เชฟหญิงคนแรกในสหรัฐอเมริกาที่คว้ามิชลิน 3 ดาว เป็นผู้กุมบังเหียนรังสรรค์เมนูอาหารของที่นี่ ซึ่งงานอินทีเรียดีไซน์ของ Marino ได้ช่วยตีกรอบร้านอาหารแห่งนี้ให้กลายเป็นการนำเสนอ "ความสง่างามสไตล์ปารีเซียงที่ถูกตีความใหม่ผ่านกลิ่นอายแบบแคลิฟอร์เนีย"
Mottai – Coral Gables, สหรัฐอเมริกา (ออกแบบโดย Saladino Design Studios)
เชฟ Brian Nasajon จับมือกับ Saladino Design Studios เนรมิตร้าน Mottai ร้านอาหารลูกครึ่งญี่ปุ่น-ฝรั่งเศสในเขตคอรัลเกเบิลส์ (Coral Gables) โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ซูชิบาร์แบบเปิดใต้โครงหลังคากลางห้องอาหาร การจัดสรรพื้นที่นั้นหยิบยืมหลักการของความเป็นระเบียบและสไตล์มินิมัลลิสต์แบบญี่ปุ่น ในขณะที่เฟอร์นิเจอร์สั่งทำพิเศษในรูปทรงโค้งมนและวัสดุที่ให้สัมผัสละมุน ได้เข้ามาช่วยลดทอนความแข็งกระด้างและเพิ่มความนุ่มนวลให้กับดีไซน์ได้อย่างลงตัว

Above ค็อกเทลบาร์ที่ Mottai เคาน์เตอร์หินอ่อนตั้งอยู่หน้าบาร์หลังทรงโค้งกรุไม้ พร้อมผ้าม่านจับจีบสีน้ำเงินอมเขียว (Teal) เก้าอี้สตูลสีเขียวเซจและทอง และคอร์นิสปูนปั้นสุดวิจิตรด้านบน

Above มุมรับประทานอาหารส่วนตัวที่ Mottai สาขาคอรัลเกเบิลส์ ออกแบบโดย Saladino Design Studios มาพร้อมวอลเปเปอร์ลายทับทิมที่ปูยาวจากเพดานจรดพื้น ที่นั่งแบนเก็ตต์กำมะหยี่สีเทาเหล็ก (Steel-grey) แชนเดอเลียร์ประดับพู่ และเก้าอี้รับประทานอาหารทรงกลมลายลูกฟูก
เขตคอรัลเกเบิลส์ ซึ่งเป็นเมืองที่ถูกวางผังอย่างเป็นระเบียบในเขตเกรเทอร์ไมอามี เป็นที่รู้จักจากสถาปัตยกรรมแบบเมดิเตอร์เรเนียนรีไววัล ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ย่านนี้ได้สร้างเอกลักษณ์ด้านไฟน์ไดนิ่งที่โดดเด่น โดยส่วนใหญ่อิงกับวัฒนธรรมอาหารยุโรปและละตินอเมริกา การเข้ามาของ Mottai ด้วยมู้ดแอนด์โทนแบบญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส จึงถือเป็นการเข้ามาเติมเต็มความสมดุลและสร้างความแปลกใหม่ให้กับย่านนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม
Amura by Ángel León – เคปทาวน์, แอฟริกาใต้ (ออกแบบโดย Tristan du Plessis)
สถาปนิกตกแต่งภายใน Tristan du Plessis ออกแบบ Amura โดยจำลองบรรยากาศของ 'ป่าสาหร่ายเคลป์ใต้ทะเล' (Kelp Forest) ด้วยการใช้โทนสีเขียวเข้ม งานไม้ และดีเทลทองเหลือง เพื่อสร้างมู้ดของการดำดิ่งสู่ห้วงมหาสมุทร โดยมีครัวเปิดทำหน้าที่เป็นเสมือนศูนย์กลางการแสดงละครเวทีสุดอลังการ โจทย์การออกแบบชิ้นนี้เป็นการตอบรับกับการบรรจบกันของมหาสมุทรอินเดียและแอตแลนติก ณ ชายฝั่งเคปทาวน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบนิเวศทางทะเลที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในโลก
เชฟ Ángel León เจ้าของร้าน Aponiente ในเมืองกาดิซ (Cádiz) ซึ่งครองมิชลิน 3 ดาว และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในครัวอาหารทะเลที่ทะเยอทะยานที่สุดในยุโรป ได้นำกรอบคิดและเสน่ห์การปรุงอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน มายกระดับวัตถุดิบอาหารทะเลชั้นยอดของแอฟริกาใต้ได้อย่างไร้ที่ติ
This story was originally written in English by Jennifer Choo.
ต้นฉบับเขียนและปรับเสริมเนื้อหาเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2026 โดย Jennifer Choo โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
ค้นความลับใต้แสงไฟ กฎสแกนดิเนเวียนดีไซน์ และเหตุผลว่าทำไมโคมไฟที่ดีต้อง "ซ่อนหลอดไฟ" ให้มิด
8 สถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกที่ยังเปิดให้ไปเยือนได้จริง รับกระแส The Odyssey
ส่อง 10 ดีไซน์ไอคอนิกจาก Verner Panton ที่กาลเวลาทำอะไรไม่ได้
Topics








































