The museum’s Ionic colonnade and pediment sculpture, seen from the forecourt in daylight (Photo: iStock)
Cover แนวระเบียงเสาหินสไตล์ไอโอนิก (Ionic) และประติมากรรมตกแต่งหน้าบันอันวิจิตรบรรจง สะท้อนกลิ่นอายสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกของพิพิธภัณฑ์ ท่ามกลางแสงสว่างยามกลางวันเมื่อมองจากลานด้านหน้า (ภาพ: iStock)
The museum’s Ionic colonnade and pediment sculpture, seen from the forecourt in daylight (Photo: iStock)

เมื่อภาพยนตร์ The Odyssey ของคริสโตเฟอร์ โนแลน ปลุกกระแสกรีกโบราณ Tatler ขอพาไปชมสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกสไตล์ Greek Revival แห่งศตวรรษที่ 18-19 ที่ยังคงความงดงามและใช้งานจริงในปัจจุบัน

ในช่วงซัมเมอร์นี้ ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง The Odyssey ของผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลน ได้จุดประกายให้ผู้ชมหันมาหลงใหลและตามรอยสถาปัตยกรรมกรีกโบราณกันอย่างล้นหลาม แต่รู้หรือไม่ว่า สิ่งที่หลายคนตามหานั้น มีไทม์ไลน์ที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงไปหลายพันปี

ภาพจำของแนวเสาหินอันโอ่อ่าและฟาซาดสีขาวบริสุทธิ์ที่เรามักเหมาว่าเป็นสไตล์ "กรีกโบราณ" แท้จริงแล้วคือผลผลิตจากยุคฟื้นฟูสถาปัตยกรรม (Greek Revival) ที่แผ่อิทธิพลไปทั่วทวีปยุโรป อเมริกา และดินแดนอาณานิคมในช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19 ไม่ใช่จากยุคสำริดของโฮเมอร์แต่อย่างใด และนี่คือ 8 อาคารสไตล์นีโอคลาสสิกสุดอลังการจากยุคคลาสสิกรีไววัล ที่ยังคงตั้งตระหง่านและเปิดใช้งานจริงจนถึงทุกวันนี้

อ่านเพิ่มเติม: ตามรอยสถานที่จริงใน ‘The Odyssey’: 7 พิกัดงดงามที่เนรมิตมหากาพย์ของโฮเมอร์ให้มีชีวิต

พิพิธภัณฑ์ British Museum, ลอนดอน

Tatler Asia
Robert Smirke’s Ionic colonnade wraps the museum’s forecourt, its pediment sculpture added several years after the facade’s 1852 completion (Photo: WikiCommons/Ham)
Above แนวระเบียงเสาหินไอโอนิก ผลงานการออกแบบของ Robert Smirke ที่โอบล้อมลานกว้างด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ ส่วนประติมากรรมบนหน้าบันนั้นถูกนำมาประดับเพิ่มในภายหลัง หลังจากที่ฟาซาดด้านหน้าสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 1852 (ภาพ: WikiCommons/Ham)
Robert Smirke’s Ionic colonnade wraps the museum’s forecourt, its pediment sculpture added several years after the facade’s 1852 completion (Photo: WikiCommons/Ham)

Robert Smirke สถาปนิกชื่อดังได้รังสรรค์ฟาซาดประดับเสาหินของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จนเสร็จสมบูรณ์ในปี 1852 โดยเสาหินสไตล์ไอโอนิก (Ionic) ทั้ง 44 ต้นนี้ ถอดแบบมาจากวิหารที่เขาเคยศึกษาในกรีซและซิซิลี เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 สไตล์ Greek Revival ก็ได้กลายเป็นภาษาสถาปัตยกรรมกระแสหลัก

สำหรับสถาบันต่างๆ ที่ต้องการสะท้อนถึงความมั่นคงถาวรและภูมิปัญญา แม้ว่าในเวลาต่อมา Norman Foster จะเข้ามาออกแบบปรับปรุงพื้นที่ Great Court ด้านหลังใหม่ แต่ฟาซาดดั้งเดิมของ Smirke ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้ในสภาพสมบูรณ์อย่างไร้ที่ติ ต้อนรับนักท่องเที่ยวหลายล้านคนที่เดินผ่านแนวเสานี้ในแต่ละปี

อาคารรัฐสภาสหรัฐอเมริกา วอชิงตัน ดี.ซี.

Tatler Asia
The US Capitol’s Corinthian colonnade and dome were completed in phases across the 19th century as the union expanded (Photo: Unsplash/Harold Mendoza)
Above แนวเสาหินสไตล์คอรินเทียน (Corinthian) และยอดโดมของอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ถูกสร้างขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตลอดช่วงศตวรรษที่ 19 เพื่อรองรับการขยายตัวของประเทศ (ภาพ: Unsplash/Harold Mendoza)
The US Capitol’s Corinthian colonnade and dome were completed in phases across the 19th century as the union expanded (Photo: Unsplash/Harold Mendoza)

การก่อสร้างเริ่มต้นขึ้นในปี 1793 และดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดศตวรรษที่ 19 ควบคู่ไปกับการขยายตัวของประเทศสหรัฐอเมริกาในตอนนั้น โดยมีการเพิ่มส่วนของโดมและปีกอาคารในภายหลัง แม้ตัวโดมจะได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะโรมัน แต่ส่วนมุขทางเข้า (Porticoes) และแนวเสาหินที่ขนาบข้างนั้นเป็นสไตล์ Greek Revival อย่างชัดเจน ซึ่งสาธารณรัฐเกิดใหม่แห่งนี้จงใจเลือกใช้ เพื่อหยิบยืมสัญลักษณ์ทางสายตาที่สื่อถึงประชาธิปไตยแบบเอเธนส์ ภาษาทางสถาปัตยกรรมนี้ยังถูกนำไปปรับใช้กับทั้งอาคารศาลากลาง ศาล และธนาคารทั่วสหรัฐอเมริกาในยุคนั้น โดยอาคารรัฐสภาแห่งนี้ถูกใช้เป็นศูนย์กลางทางนิติบัญญัติอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สร้างเสร็จ

 

อนุสรณ์สถานลินคอล์น (Lincoln Memorial) วอชิงตัน ดี.ซี.

Tatler Asia
The memorial at dusk, its Doric temple form modelled directly on the Parthenon at architect Henry Bacon’s insistence (Photo: Unsplash/Andi Feliciotti)
Above อนุสรณ์สถานยามพลบค่ำ โดดเด่นด้วยรูปทรงวิหารสไตล์ดอริก (Doric) ที่ถอดแบบมาจากวิหารพาร์เธนอน (Parthenon) ตามเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของสถาปนิก Henry Bacon (ภาพ: Unsplash/Andi Feliciotti)
Tatler Asia
Each of the Lincoln Memorial’s 36 Doric columns is inscribed with the name of a state in the Union at Lincoln’s death (Photo: Unsplash/Kip Williams)
Above เสาหินดอริกทั้ง 36 ต้นของอนุสรณ์สถาน มีการสลักชื่อรัฐที่รวมตัวกันเป็นสหภาพในช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีลินคอล์นถึงแก่อสัญกรรม (ภาพ: Unsplash/Kip Williams)
The memorial at dusk, its Doric temple form modelled directly on the Parthenon at architect Henry Bacon’s insistence (Photo: Unsplash/Andi Feliciotti)
Each of the Lincoln Memorial’s 36 Doric columns is inscribed with the name of a state in the Union at Lincoln’s death (Photo: Unsplash/Kip Williams)

สถาปนิก Henry Bacon ลงทุนศึกษาวิหารพาร์เธนอนอย่างลึกซึ้งก่อนจะลงมือออกแบบอนุสรณ์สถานแห่งนี้ ผลลัพธ์ที่ได้จึงมีความใกล้เคียงกับการจำลองวิหารต้นฉบับมากกว่าอาคารสไตล์ Greek Revival ทั่วไป เสาหินดอริกทั้ง 36 ต้น เป็นตัวแทนของ 36 รัฐในสหภาพ ณ วันที่ลินคอล์นถึงแก่อสัญกรรม (มีการสลักชื่อรัฐอีก 4 รัฐที่เข้าร่วมภายหลังไว้ด้านใน) อาคารนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 1922 และกลายเป็นสถานที่แห่งความทรงจำของเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์อเมริกันมากมาย รวมถึงการกล่าวสุนทรพจน์ก้องโลกของ Martin Luther King Jr. ในปี 1963 ปัจจุบันอนุสรณ์สถานแห่งนี้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมทุกวัน

พิพิธภัณฑ์ศิลปะเก่า (Altes Museum) เบอร์ลิน

Tatler Asia
Schinkel’s 1830 facade, its dedication inscribed in Latin above an Ionic colonnade facing Berlin’s Lustgarten (Photo: Unsplash/feinschliff)
Above ฟาซาดอาคารผลงานของ Schinkel ที่สร้างเสร็จในปี 1830 โดดเด่นด้วยจารึกภาษาละตินเหนือแนวเสาหินไอโอนิก ซึ่งหันหน้าเข้าสู่สวน Lustgarten ของเบอร์ลิน (ภาพ: Unsplash/feinschliff)
Schinkel’s 1830 facade, its dedication inscribed in Latin above an Ionic colonnade facing Berlin’s Lustgarten (Photo: Unsplash/feinschliff)
Tatler Asia
The coffered ceiling of the museum’s colonnade, restored after wartime damage (Photo: Unsplash/Alexandre Barbosa)
Above เพดานประดับลายตาราง (Coffered ceiling) บริเวณโถงทางเดินแนวเสาของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งได้รับการบูรณะฟื้นฟูหลังได้รับความเสียหายจากภัยสงคราม (ภาพ: Unsplash/Alexandre Barbosa)
Tatler Asia
One of the bronze horse-tamer groups flanking the entrance was added after the museum’s initial completion (Photo: Unsplash/ Shannia Christanty)
Above หนึ่งในกลุ่มประติมากรรมสำริดรูปคนฝึกม้าที่ขนาบข้างทางเข้า ถูกนำมาประดิษฐานเพิ่มในภายหลังหลังจากตัวพิพิธภัณฑ์สร้างเสร็จ (ภาพ: Unsplash/Shannia Christanty)
The coffered ceiling of the museum’s colonnade, restored after wartime damage (Photo: Unsplash/Alexandre Barbosa)
One of the bronze horse-tamer groups flanking the entrance was added after the museum’s initial completion (Photo: Unsplash/ Shannia Christanty)

Karl Friedrich Schinkel สร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้สำเร็จในปี 1830 ด้วยดีไซน์แนวระเบียงเสาไอโอนิกทอดยาวด้านหน้าอาคารทรงกล่องที่เรียบง่ายและสมมาตร ซึ่งกลายมาเป็นแม่แบบที่ถูกทำซ้ำในสถาปัตยกรรมของอาคารพลเรือนทั่วทวีปยุโรปนานนับทศวรรษ Schinkel ถือเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อยุค Greek Revival โดยตัวอาคารเน้นความสง่างามของเสาหินโดยปราศจากการประดับตกแต่งที่รุงรัง แม้จะได้รับความเสียหายอย่างหนักในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็ได้รับการบูรณะจนกลับมางดงามอีกครั้ง ปัจจุบันที่นี่เป็นสถานที่จัดแสดงคอลเลกชันโบราณวัตถุยุคคลาสสิกของเบอร์ลิน

อ่านเพิ่มเติม: เปิดตัว INDECA LIVING เดสติเนชั่นแห่งใหม่ที่ปฏิวัติศิลปะการอยู่อาศัยระดับโลกอาคารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่องานฉลองครบรอบ 100 ปีของรัฐเทนเนสซีในปี 1897 ก่อนจะถูกสร้างใหม่ด้วยวัสดุถาวรในเวลาต่อมา พาร์เธนอนแห่งเมืองแนชวิลล์นี้ ถือเป็นแบบจำลองที่มีสัดส่วนและขนาดเท่าของจริงที่กรุงเอเธนส์แบบเป๊ะๆ รวมถึงมีการจำลองรูปปั้นเทพีอาธีนาขนาด 42 ฟุตที่สูญหายไปขึ้นมาใหม่ไว้ด้านใน ในยุคนั้นแนชวิลล์ได้สร้างแบรนดิ้งให้ตัวเองเป็น "เอเธนส์แห่งแดนใต้" (Athens of the South) และอาคารแห่งนี้ก็คือหัวใจสำคัญที่ตอกย้ำภาพลักษณ์นั้น ปัจจุบันที่นี่เปิดทำการในฐานะพิพิธภัณฑ์ศิลปะ และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตที่สุดของเมือง

แบบจำลองวิหารพาร์เธนอน เมืองแนชวิลล์

Tatler Asia
Nashville’s Parthenon replica, its pediment sculpture and painted metopes reconstructed to match the Athenian original in full colour (Photo: Unsplash/Joshua Woods)
Above แบบจำลองวิหารพาร์เธนอนแห่งเมืองแนชวิลล์ มาพร้อมประติมากรรมหน้าบันและแผ่นภาพนูนต่ำ (Metopes) ลงสีสันสดใสที่ถูกเนรมิตขึ้นใหม่ให้เหมือนกับต้นฉบับที่เอเธนส์ทุกประการ (ภาพ: Unsplash/Joshua Woods)
Nashville’s Parthenon replica, its pediment sculpture and painted metopes reconstructed to match the Athenian original in full colour (Photo: Unsplash/Joshua Woods)

อาคารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่องานฉลองครบรอบ 100 ปีของรัฐเทนเนสซีในปี 1897 ก่อนจะถูกสร้างใหม่ด้วยวัสดุถาวรในเวลาต่อมา พาร์เธนอนแห่งเมืองแนชวิลล์นี้ ถือเป็นแบบจำลองที่มีสัดส่วนและขนาดเท่าของจริงที่กรุงเอเธนส์แบบเป๊ะๆ รวมถึงมีการจำลองรูปปั้นเทพีอาธีนาขนาด 42 ฟุตที่สูญหายไปขึ้นมาใหม่ไว้ด้านใน ในยุคนั้นแนชวิลล์ได้สร้างแบรนดิ้งให้ตัวเองเป็น "เอเธนส์แห่งแดนใต้" (Athens of the South) และอาคารแห่งนี้ก็คือหัวใจสำคัญที่ตอกย้ำภาพลักษณ์นั้น ปัจจุบันที่นี่เปิดทำการในฐานะพิพิธภัณฑ์ศิลปะ และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตที่สุดของเมือง

อนุสรณ์สถานวัลฮัลลา (Walhalla), เรเกินสบวร์ค (Regensburg)

Tatler Asia
The Walhalla’s Doric temple form, modelled on the Parthenon and set atop a monumental staircase above the Danube (Photo: Alexandra Zelena)
Above รูปทรงวิหารแบบดอริกของอนุสรณ์สถานวัลฮัลลา (Walhalla) ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากวิหารพาร์เธนอน ตั้งตระหง่านอยู่เหนือบันไดหินขนาดมหึมาริมแม่น้ำดานูบ (ภาพ: Alexandra Zelena)
Tatler Asia
The memorial’s hilltop position was chosen deliberately, commanding views across the Bavarian countryside below (Photo: Mohamed B)
Above ทำเลที่ตั้งบนยอดเขาของอนุสรณ์สถานแห่งนี้ผ่านการเลือกสรรมาอย่างตั้งใจ เพื่อให้ทอดสายตาชมวิวทิวทัศน์อันงดงามของชนบทบาวาเรียเบื้องล่างได้อย่างเต็มตา (ภาพ: Mohamed B)
The Walhalla’s Doric temple form, modelled on the Parthenon and set atop a monumental staircase above the Danube (Photo: Alexandra Zelena)
The memorial’s hilltop position was chosen deliberately, commanding views across the Bavarian countryside below (Photo: Mohamed B)

กษัตริย์ลุดวิกที่ 1 แห่งบาวาเรีย ทรงมีพระราชบัญชาให้สร้างอนุสรณ์สถานวัลฮัลลาขึ้น เพื่อเป็นหอจัดแสดงรูปปั้นครึ่งท่อนเชิดชูเกียรติบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ที่ใช้ภาษาเยอรมัน โดยสถาปนิก Leo von Klenze ได้จำลองแบบมาจากวิหารพาร์เธนอนอย่างใกล้ชิด พร้อมตั้งตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของขั้นบันไดหินขนาดมหึมาริมแม่น้ำดานูบ ตัวอาคารสร้างเสร็จในปี 1842 และสิ่งที่ต่างจากอาคารอื่นๆ ในลิสต์นี้คือ มันไม่เคยถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถาน ที่ทำการรัฐ หรือสถานที่ชุมนุมสาธารณะ แต่มีจุดประสงค์เพื่อการรำลึกล้วนๆ โดยปัจจุบันยังคงมีการเพิ่มรูปปั้นบุคคลสำคัญใหม่ๆ เข้าไปในคอลเล็กชั่นอย่างต่อเนื่อง (ล่าสุดในศตวรรษที่ 21 นี้เอง)

โรงแรมเดอะ ฟูลเลอร์ตัน (Fullerton Hotel), สิงคโปร์

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 แนวระเบียงเสาหินดอริกของโรงแรม The Fullerton เดิมทีถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ตั้งของที่ทำการไปรษณีย์กลางสิงคโปร์ ในปี 1928 (ภาพ: Unsplash/Edwin Petrus)
Photo 2 of 2 มุมมองของ The Fullerton จากแม่น้ำสิงคโปร์ เผยให้เห็นฟาซาดหินแกรนิตดั้งเดิมตั้งแต่ปี 1928 ที่ยังคงสภาพสมบูรณ์เรียงรายเลียบคลอง (ภาพ: iStock)
The Fullerton Hotel’s Doric colonnade was originally built to front Singapore’s General Post Office in 1928 (Photo: Unsplash/Edwin Petrus)
The Fullerton seen from the Singapore River, its original 1928 granite facade largely intact along the waterfront (Photo: iStock)

พันตรี P.H. Keys ออกแบบอาคารหลังนี้ให้เป็นที่ทำการไปรษณีย์กลางสิงคโปร์ (General Post Office) ซึ่งสร้างเสร็จในปี 1928 โดดเด่นด้วยฟาซาดหินแกรนิตที่ดูหนักแน่นและแนวระเบียงเสาหินดอริกที่หันหน้าออกสู่ปากแม่น้ำสิงคโปร์ ในเวลาต่อมา อาคารแห่งนี้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นหอการค้าและที่ทำการของหน่วยงานรัฐหลายแห่ง ก่อนจะถูกรีโนเวทครั้งใหญ่เพื่อเปิดเป็นโรงแรมสุดหรูในปี 2001 ปัจจุบัน แนวเสาหินที่เคยต้อนรับผู้คนในห้องไปรษณีย์ของรัฐบาล ได้กลายมาเป็นฉากหน้าอันโอ่อ่าของล็อบบี้โรงแรมไปเป็นที่เรียบร้อย

โบสถ์เซนต์จอร์จ ปีนัง

Tatler Asia
St. George’s Church alongside its freestanding memorial pavilion, built to honour Penang’s founder, Francis Light (Photo: iStock)
Above โบสถ์เซนต์จอร์จ (St. George’s Church) และศาลาอนุสรณ์สถานอิสระที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ Francis Light ผู้ก่อตั้งเมืองปีนัง (ภาพ: iStock)
St. George’s Church alongside its freestanding memorial pavilion, built to honour Penang’s founder, Francis Light (Photo: iStock)

โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1818 ภายใต้การดูแลของบริษัทอินเดียตะวันออก (East India Company) เพื่อรองรับชุมชนชาวอังกฤษในเมืองปีนังที่กำลังเติบโต โบสถ์เซนต์จอร์จถือเป็นหนึ่งในโบสถ์นิกายแองกลิกันที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดดเด่นด้วยมุขทางเข้าที่มีเสาหินดอริกและคอรินเทียน นำสายตาเข้าสู่โถงสมมาตรที่ดูเรียบง่าย ซึ่งถือเป็นการออกแบบสไตล์นีโอคลาสสิกที่เป๊ะตามขนบยิ่งกว่าอาคารยุคอาณานิคมอื่นๆ ในย่านจอร์จทาวน์ โบสถ์ตั้งอยู่ใจกลางเขตมรดกโลกของ UNESCO และยังคงเปิดประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเป็นประจำ แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบสองศตวรรษนับตั้งแต่ทำพิธีอุทิศถวายแล้วก็ตาม


This story was originally written in English by Jennifer Choo.

ต้นฉบับเขียนและปรับเสริมเนื้อหาเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2026 โดย Jennifer Choo โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ


อ่านเพิ่มเติม:

Home Tour: Vanilla Valley บ้านโอบป่าโทนสีวานิลลาที่อุทัยธานี กับการออกแบบบ้านให้หายใจร่วมกับธรรมชาติ

คุยกับ กรกช คุณาลังการ กับภารกิจ TIDA เปลี่ยนดีไซเนอร์ไทยให้เป็น ‘พาวเวอร์จริง’ บนเวทีสากล

เปิดบ้าน Botanica สวนสวรรค์แสนสุขสันต์ในกรุงเทพฯ ของ Bill Bensley นักออกแบบระดับโลก

Topics

Chutima Katepongchai
Assistant Editor, Homes & Lifestyle, Tatler Thailand
Tatler Asia

ชุติมา เกตุพงษ์ชัย ผู้ช่วยบรรณาธิการประจำ Tatler Thailand ดูแลเนื้อหาสถาปัตยกรรม งานออกแบบ และไลฟ์สไตล์ เธอเล่าเรื่องบ้านและพื้นที่รอบตัวในฐานะแรงบันดาลใจที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน ผ่านบริบทร่วมสมัย