เปิดบ้าน Vanilla Valley สถาปัตยกรรมรูปเครื่องหมายบวกที่ตีวงโอบล้อมต้นไม้เดิม สู่โอเอซิสส่วนตัวกลางหุบเขา
การได้ปลีกตัวจากตารางงานที่อัดแน่นและพาตัวเองกลับไปเชื่อมต่อกับธรรมชาติ อาจเป็นนิยามการพักผ่อนที่ดีที่สุดในตอนนี้ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Vanilla Valley โปรเจ็กต์บ้านพักอาศัยสองชั้นในพื้นที่ห้วยป่าปกรีสอร์ท จังหวัดอุทัยธานี ที่นักออกแบบเลือกลดทอนความโดดเด่นของตัวอาคารลง และเปิดพื้นที่ให้ต้นไม้เดิมได้เติบโต กลายเป็นพื้นที่พักกายพักใจให้กับเจ้าของบ้านที่เป็นคุณหมอ ให้เขาและครอบครัวได้ใช้เวลาท่ามกลางเสียงกระซิบของสายลมและร่มเงาต้นไม้ใหญ่ที่ช่วยคอยคัดกรองความวุ่นวายทิ้งไว้เบื้องหลัง
การจะสร้างบ้านท่ามกลางธรรมชาติที่สมบูรณ์ สิ่งแรกที่ Looklen Architects ทีมสถาปนิกผู้ออกแบบบ้านให้ความสำคัญไม่ใช่เรื่องของสไตล์ แต่คือการทำความเข้าใจบริบทแวดล้อม
“เบื้องต้นภาพรวมของบ้านหลังนี้ เราให้ชื่อว่า Vanilla Valley เพราะบ้านตั้งอยู่ในหุบเขา และอยู่ในพื้นที่ของห้วยป่าปกรีสอร์ทที่มันสงบมากและอยู่ในป่า ความสมดุลของสถานที่ที่ผมอยากโชว์ให้เห็นก็คือ ‘ความเป็นธรรมชาติ’ ต้นไม้ที่นี่เป็นต้นไม้เดิมครับ เขารักษาไว้ดีมากๆ เป็นต้นไม้สูง 20-30 เมตร และแทบจะหาปลูกไม่ได้แล้วครับ” ณัฐพล เตโชพิชญ์ สถาปนิกผู้ก่อตั้ง Looklen Architects เล่าถึงความประทับใจแรก ซึ่งกลายมาเป็นโจทย์หลักที่ท้าทายที่สุดของโปรเจ็กต์นี้ นั่นคือการสร้างบ้านโดยที่ “เราจะไม่ตัดต้นไม้เลย”
อ่านเพิ่มเติม: Home Tour: ‘บ้านบรรจบ’ สถาปัตยกรรมเชื่อมช่องว่างระหว่างวัยของคน 4 เจเนอเรชั่น

Above ผังอาคารบ้านที่เป็นรูปเครื่องหมายบวก ตั้งใจตีวงโค้งเพื่อเว้าหลบต้นไม้เดิมในพื้นที่
Form follows forest
หากมองจากมุมสูง เราจะเห็นว่าฟอร์มของบ้านไม่ได้เป็นทรงกล่องตามมาตรฐานทั่วไป แปลนอาคารถูกออกแบบให้เป็นลักษณะ open plan ที่แผ่ขยายออกคล้ายเครื่องหมายบวก (+) และถูกคว้านเว้าเป็นเส้นโค้งในแต่ละด้านเพื่อหลบต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่
ความน่าสนใจคือเส้นโค้งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ สถาปนิกอธิบายถึงการจัดวางสเปซนี้ว่า “ตัวเส้นผ่านศูนย์กลางของส่วนโค้งเว้า มันจะเท่ากับรัศมีของรากต้นไม้ อันนี้เป็นทฤษฎี เราก็เอามาเซอร์เวย์แล้วก็สร้างขอบเขตเอาไว้ว่าเราจะไม่ไปแตะรากเขาเลย จะแตะงานให้เหลือแค่ตัวอาคารที่เป็นรูปคล้ายๆ ตัว cross หรือเครื่องหมายบวก สเปซที่ว่างก็ส่งผลให้เกิดสเปซพิเศษด้วย คือเกิดเป็นคอร์ตยาร์ดขึ้นมา”

Above ชายคาและผนังอาคารที่เว้าโค้ง ทำหน้าที่ตีกรอบและโอบล้อมธรรมชาติเข้าสู่ตัวบ้าน
การเว้าสเปซเหล่านี้ทำให้เกิดพื้นที่ที่เรียกว่า negative space ซึ่งส่งผลดีต่อการวางฟังก์ชั่นภายใน แต่ละปีกของสเปซรูปทรงเครื่องหมายบวกนี้ถูกจัดสรรเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงถึงกัน ตั้งแต่โซน pantry โซนรับประทานอาหาร ไปจนถึงมุมนั่งเล่นและมุมเปียโน เมื่อเปิดประตูกระจกออก พื้นที่ทั้งหมดจะไร้ขอบเขตและเชื่อมต่อกับคอร์ตยาร์ดทันที
“ผมว่ามันเป็นการเชื่อมโยงครับ ถ้าเราวางกรอบอาคารเป็นเส้นตรง เราจะรู้สึกเลยว่าอาคารมันเบียดกับที่ตั้ง แต่พอโค้งปุ๊บ เราจะมองไม่เห็นจุดศูนย์กลางของส่วนโค้ง... เป็นความรู้สึกเหมือนเราปลูกบ้านอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ถ้าเป็นบ้านกรอบสี่เหลี่ยมปกติ มันจะไม่รู้สึกถึงการโอบล้อม เป็นส่วนหนึ่งของกันและกันแบบนี้” สถาปนิกอธิบาย

Above สเปซภายในของบ้านที่ออกแบบซ่อนเสาโครงสร้าง เปิดรับวิวป่าแบบพาโนรามา
Resort of the mind
เมื่อเข้ามาด้านใน สเปซภายในทั้งหมดถูกออกแบบให้สะท้อนกลิ่นอายของบูติกโฮเทล ที่สถาปนิกหยิบยืมสุนทรียะเหล่านั้นมาจากความชื่นชอบส่วนตัวของคุณหมอเจ้าของบ้าน “เจ้าของบ้านชอบโรงแรมมากๆ เขาอยู่ที่อุทัยธานี พอมีเวลาว่างปุ๊บ เขาจะเข้ากรุงเทพฯ เลยช่วงเสาร์-อาทิตย์เพื่อไปนอนโรงแรม แล้วตอนออกแบบ แรงบันดาลใจของเขาจะเป็นโรงแรมที่เขาไปพักหลายครั้งมาก”
ประสบการณ์การเข้าพักแบบบูติกโฮเทลถูกจำลองมาตั้งแต่พื้นที่หน้าบ้าน การเว้าโค้งของอาคารทำหน้าที่เป็นจุด drop-off นำสายตาเข้าสู่โถงต้อนรับสไตล์ล็อบบี้โรงแรมที่มีโถงบันไดแบบ grand stair คอยเชื่อมต่อสู่พื้นที่ชั้นสองของบ้าน พร้อมการแทรกบ่อน้ำไว้ภายนอกเพื่อใช้เสียงน้ำเคลื่อนไหวสร้างบรรยากาศชวนผ่อนคลาย ส่วนพื้นที่ชั้นสองซึ่งเป็น master bedroom ก็ถูกจัดสรรสเปซให้มีมุมพักผ่อนและตกแต่งอย่างเป็นสัดส่วนไม่ต่างจากห้องสวีทในโรงแรมลักซ์ชูรี

Above จุด drop-off กลิ่นอายโรงแรมบูติก เปลือยโครงสร้างเพดานไร้คาน

Above โถงต้อนรับหน้าบ้านที่จำลองบรรยากาศจุด Drop-off ของบูติกโฮเทล
อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้บ้านดูละมุนตาคือเรื่องของโทนสี ซึ่งเป็นที่มาของชื่อโปรเจ็กต์นี้ด้วย สถาปนิกเล่าว่า “ชื่อ Vanilla Valley เกิดมาจากโทนความเป็น wood & earth tone ของตัวบ้านครับ เราได้คุยกับเจ้าของบ้านก็สรุปออกมาเป็นโทน earth tone เป็นสีครีมที่อ่อนและมี texture แล้วเรามีเสนอการใช้วัสดุให้กลมกลืนไปกับโทนสี รวมกันเป็นวอลลุ่ม มันกลืนไปด้วยกันคล้ายรสชาติของวานิลลา แล้วตัวบ้านตั้งอยู่ในหุบเขาพอดี ก็เลยเป็นชื่อ Vanilla Valley”

Above โทนสีโดยรวมของบ้านเป็นสีครีมที่อ่อนและมี texture จึงเป็นที่มาของชื่อ Vamilla Valley
Engineering the unseen
เบื้องหลังความเรียบง่าย สถาปนิกต้องรับมือกับความท้าทายและข้อจำกัดหลายอย่าง โดยเฉพาะความซับซ้อนในการสร้างบ้านให้แทรกตัวอยู่กลางป่า
“ท้าทายมากครับ เพราะมันแตกต่างจากการก่อสร้างปกติ ถ้าปกติเป็นพื้นที่ราบ เราสามารถเอารถสิบล้อ รถปูนเข้ามาเทได้เลย แต่พื้นที่ของโปรเจ็กต์นี้ เราต้องมีการบริหารงาน... แล้วก็ระหว่างที่ก่อสร้างฐานราก ต้องมีการทำ protection กั้นต้นไม้ไว้หมดเลย” นอกจากนี้ทีมงานยังต้องวางแผนควบคุมทิศทางน้ำและจัดการความลาดชันของพื้นที่ (slope) อย่างรัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำปูนหรือสารเคมีจากการก่อสร้างไหลซึมไปทำลายรากต้นไม้ใหญ่อีกด้วย
อ่านเพิ่มเติม: Home tour: Ho Kwon Cjan หัวเรือใหญ่ทีมสถาปนิก Banyan Group เปิดดีไซน์บ้าน Good Class Bungalow ที่โอบล้อมต้นจามจุรีใหญ่

Above ฟอร์มโครงสร้างของตัวบ้านที่ถูกคว้านเว้าเป็นเส้นโค้ง เพื่อหลบรากและโอบล้อมต้นไม้ใหญ่เดิมเอาไว้
เพื่อคุมงบประมาณและคงคอนเซ็ปต์ความจริงใจต่อวัสดุ ทีมสถาปนิกยังเลือกใช้ระบบพื้นแบนแบบไร้คานหรือ flat slab ซึ่งเป็นระบบโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กแผ่นเรียบที่ถ่ายน้ำหนักลงสู่เสาโดยตรงโดยไม่ต้องใช้คาน เพื่อโชว์ผิวคอนกรีตและซ่อนงานระบบทั้งหมดไว้ด้านใน นอกจากนี้ ยังมีการใช้โปรแกรมทดสอบความร้อนของอาคาร ที่นำไปสู่การออกแบบผนังสองชั้น (double wall) ในฝั่งทิศตะวันตกเพื่อป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน รวมถึงการเลือกใช้วัสดุอย่างไม้เทียมและกระเบื้องลายหินแทนวัสดุธรรมชาติจริง เพื่อให้ทนทานต่อสภาพความชื้นในป่าและดูแลรักษาง่าย
อีกหนึ่งความแยบยลของการออกแบบคือการดึงเอาวิวธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน “เราอยากให้บ้านมีความเชื่อมต่อและสอดคล้องกับธรรมชาติมากที่สุด เช่น การทำดีเทลกระจกที่จะไม่เห็นเสา ไม่เห็น กรอบเฟรมเลย มันจะชนมุมกระจกเลยครับ... คือเราแค่เอาตัวโครงสร้างมาซ่อนอยู่ด้านในนิดหน่อย แล้วก็ให้กระจกมันชนกันเป็นมุมตัว U ไม่มีโครงสร้างมาบังวิว ให้ความรู้สึกว่าเรายืนอยู่ตรงนั้นแล้วเห็นวิวมากกว่า 180 องศา”

Above การแทรกบ่อน้ำไว้ติดกับตัวบ้าน ช่วยสร้างมิติของแสงและความผ่อนคลาย
Living in the rhythm
ความสมบูรณ์ของบ้านหลังนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่งานโครงสร้าง แต่คือการเอื้อให้ชีวิตได้ดำเนินไปตามจังหวะของธรรมชาติ การวางแปลนบ้านถูกคำนวณเรื่องลมและการระบายอากาศ เพื่อให้ทุกห้องมีช่องลมเข้าและช่องลมออกเสมอ ซึ่งนำไปสู่วิถีชีวิตที่กลมกลืนกับป่า
“ต้องบอกว่าเจ้าของบ้านเป็นคนชอบธรรมชาติจริงๆ วันอาทิตย์จะไม่เปิดแอร์เลย เปิดบานเลื่อนออกหมด เปิดมุ้งลวดให้ลมไหลเวียน กลายเป็นสเปซต่อเนื่องกัน แล้วไลฟ์สไตล์ส่วนตัวก็จะมีภาพที่ค่อนข้างน่ารัก เขาจะไปกางเต็นท์แคมป์ปิ้ง ปิกนิกใต้ต้นไม้ใหญ่ กับลูกสองคน แล้วก็น้องหมาอีกสองตัว”
ไม่เพียงแต่มนุษย์เท่านั้น สถาปัตยกรรมยังถูกออกแบบเผื่อสมาชิกตัวน้อยในครอบครัว อย่างน้องหมาคอร์กี้ ที่สะท้อนผ่านการออกแบบกิมมิกเล็กๆ ในพื้นที่นั่งเล่น “พอดีเขาเลี้ยงน้องหมาคอร์กี้ครับผม เราก็เลยอยากให้เห็นว่าฟังก์ชั่นตรงโซฟา ปกติเขาเคยได้แค่นั่งจับน้องหมาที่พื้น แต่เราออกแบบเป็น sunken sofa ที่ลดระดับลงมา เพื่อให้น้องหมาเดินผ่านด้านหลังโซฟา แล้วเจ้าของสามารถลูบหัวน้องหมาได้พอดี เป็นการคิดถึงสิ่งมีชีวิตอื่นในบ้านไม่ใช่แค่คน ให้เขาได้มีปฏิสัมพันธ์กัน”

Above ดีเทล Sunken Sofa ที่ลดระดับลง เพื่อให้เจ้าของสามารถลูบหัวสุนัขตัวโปรดได้ในระดับสายตา
Vanilla Valley พิสูจน์ให้เห็นว่างานออกแบบที่ดีไม่จำเป็นต้องโดดเด่นเพื่อข่มบริบทเดิม แต่คือการหาจุดสมดุลระหว่างความต้องการของผู้อยู่อาศัยและการเคารพสิ่งแวดล้อม บ้านหลังนี้จึงกลายเป็นสเปซที่อนุญาตให้สมาชิกทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์เลี้ยง ได้เอนกายพักพิง และซึมซับสุนทรียภาพจากธรรมชาติรอบตัวได้อย่างเต็มอิ่มในทุกตารางนิ้ว

Above โถงบันไดเส้นสายโค้งมนราวกับงานประติมากรรม ที่เชื่อมต่อสเปซและสะท้อนความหรูหรา

Above บรรยากาศยามค่ำคืนที่แสงไฟขับเน้นเส้นสายความโค้งมนของตัวบ้านที่โอบล้อมต้นไม้
Topics





