An aerial view of the Shenzhen Science and Technology Museum by Zaha Hadid Architects, with its stacked curvilinear forms set within landscaped terraces in the city’s Guangming District (Photo: Virgile Simon Bertrand)
Cover ภาพถ่ายทางอากาศของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเซินเจิ้น (Shenzhen Science and Technology Museum) ออกแบบโดย Zaha Hadid Architects เผยให้เห็นรูปทรงโค้งมนที่วางซ้อนกันอย่างมีมิติ ท่ามกลางระเบียงภูมิทัศน์อันร่มรื่นในเขตกว่างหมิงของเมืองเซินเจิ้น (ภาพ: Virgile Simon Bertrand)
An aerial view of the Shenzhen Science and Technology Museum by Zaha Hadid Architects, with its stacked curvilinear forms set within landscaped terraces in the city’s Guangming District (Photo: Virgile Simon Bertrand)

พาชม 7 สถาปัตยกรรมพิพิธภัณฑ์ระดับโลกที่ได้เข้าชิงสุดยอดมิวเซียมที่สวยที่สุดในโลกจากเวทีรางวัล Prix Versailles ปี 2026

รางวัล Prix Versailles ร่วมมือกับ UNESCO เพื่อเชิดชูความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมมาตั้งแต่ปี 2015 ในปีนี้ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 รางวัลได้ครอบคลุมไปหลากหลายหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร สนามบิน ไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ โดยเน้นย้ำถึงแนวคิดที่เรียกว่า "ความยั่งยืนอันชาญฉลาด" (Intelligent Sustainability) หรือการผสานความมุ่งมั่นทางวัฒนธรรมเข้ากับวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโจทย์เดียวกันอย่างลงตัว

สำหรับรายชื่อพิพิธภัณฑ์ที่เข้ารอบประจำปี 2026 ซึ่งประกาศไปเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น ครอบคลุมพื้นที่ใน 7 ประเทศ มีตั้งแต่การออกแบบอนุสรณ์สถานรำลึกเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในชนบทอันห่างไกลของลิทัวเนีย ไปจนถึงแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของเมืองในเท็กซัสที่เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายก่อนสถาปนิกผู้ล่วงลับจะจากไป โดย 3 ใน 7 แห่งนี้จะได้รับรางวัลใหญ่ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น World Title, Prix Versailles สาขาการออกแบบภายใน (Interior) หรือภายนอก (Exterior) ในช่วงปลายปีนี้

ผลงานหลายชิ้นที่เข้ารอบในปีนี้เป็นเมกะโปรเจ็กต์ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ซึ่งการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกของแต่ละแห่งล้วนทำหน้าที่สะท้อนอัตลักษณ์ประจำชาติได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่รูปทรงปีกเหยี่ยวในอาบูดาบี ไปจนถึงแผงเหล็กกว่า 95,000 ชิ้นที่ถูกนำมาคำนวณอย่างแม่นยำเพื่อรับมือกับภูมิอากาศกึ่งเขตร้อนของเซินเจิ้น อาคารเหล่านี้เปี่ยมไปด้วย "พลังแห่งการเล่าเรื่องที่เหนือชั้น" ตามคำกล่าวของ Jérôme Gouadain เลขาธิการแห่ง Prix Versailles ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้พิพิธภัณฑ์เหล่านี้ควรค่าแก่การออกเดินทางไปเยือนตั้งแต่แรกเริ่ม

อ่านเพิ่มเติม: อัปเดตพิพิธภัณฑ์เปิดใหม่ปี 2026 กับ 8 แลนด์มาร์กวัฒนธรรมที่จะเปลี่ยนนิยามการเดินพิพิธภัณฑ์ของคุณไปตลอดกาล

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติซายิด (Zayed National Museum), อาบูดาบี, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผลงานโดย Foster + Partners

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 รูปลักษณ์ภายนอกของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติซายิดในย่านวัฒนธรรม Saadiyat Cultural District ของอาบูดาบี เผยให้เห็นหอคอยรูปทรงปีกเหยี่ยวทั้งห้าที่ตั้งตระหง่านเหนือโถงทางเข้าสีหินทราย
Photo 2 of 2 หอคอยเหล็กสามในห้าของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติซายิด โครงสร้างซี่เหล็กถักทอถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนถึงปีกของนกเหยี่ยวที่กำลังกางสยายโผบิน
The exterior of the Zayed National Museum in Abu Dhabi's Saadiyat Cultural District, with all five falcon-wing towers visible above the sandstone-toned entrance facade
Three of the five steel towers of the Zayed National Museum, their latticed ribs designed to evoke the outstretched wings of a falcon in flight

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2025 ในเขตวัฒนธรรม Saadiyat ของอาบูดาบี เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ Sheikh Zayed bin Sultan Al Nahyan บิดาผู้ก่อตั้งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หอคอยเหล็กทั้งห้าที่สูงตระหง่านถึง 123 เมตรและมีรูปทรงคล้ายเหยี่ยวที่กำลังโบยบินนี้ ยังทำหน้าที่สุดล้ำเป็นช่องระบายอากาศแบบพาสซีฟที่ดึงลมธรรมชาติเข้ามาหมุนเวียน ภายในประกอบด้วยแกลเลอรีจัดแสดงถาวร 6 แห่งที่ครอบคลุมเรื่องราวประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 300,000 ปี

Tatler Asia
A curved gallery interior at the Zayed National Museum, with its layered ceiling and sweeping white walls designed by Foster + Partners
Above ภายในแกลเลอรีทรงโค้งของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติซายิด โดดเด่นด้วยเพดานที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ และผนังสีขาวที่โค้งมนโอบล้อมพื้นที่ ผลงานการออกแบบโดย Foster + Partners
Tatler Asia
A reconstructed Arabian sailing vessel on display within one of the museum's six permanent galleries, housed beneath a glazed oculus
Above เรือใบอาหรับจำลองที่นำมาจัดแสดงภายในหนึ่งในหกแกลเลอรีถาวรของพิพิธภัณฑ์ ภายใต้ช่องรับแสงโอคิวลัสที่กรุด้วยกระจก
A curved gallery interior at the Zayed National Museum, with its layered ceiling and sweeping white walls designed by Foster + Partners
A reconstructed Arabian sailing vessel on display within one of the museum's six permanent galleries, housed beneath a glazed oculus

อาคารแห่งนี้ตั้งตระหง่านเคียงข้างสถาปัตยกรรมชื่อดังอย่าง Louvre Abu Dhabi ของ Jean Nouvel ในย่านวัฒนธรรมที่ใช้เวลาปลุกปั้นและก่อสร้างมายาวนานเกือบสองทศวรรษ ทั้งในแง่ของวิสัยทัศน์และการก่อสร้างจริง

พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science and Technology Museum), เซินเจิ้น, จีน ผลงานโดย Zaha Hadid Architects

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 ภายนอกของพิพิธภัณฑ์ในระดับถนนช่วงพลบค่ำ รูปทรงอาคารเหล็กที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ทอดยาวขนานไปกับพื้นที่หน้ากว้าง โดยมีฉากหลังเป็นกลุ่มอาคารที่พักอาศัยสูงระฟ้า (ภาพ: Virgile Simon Bertrand)
Photo 2 of 2 ภาพถ่ายทางอากาศของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเซินเจิ้นโดย Zaha Hadid Architects เผยให้เห็นรูปทรงโค้งมนที่วางซ้อนกัน ท่ามกลางระเบียงภูมิทัศน์อันร่มรื่นในเขตกว่างหมิงของเมือง (ภาพ: Virgile Simon Bertrand)
The museum’s street-level exterior at dusk, its layered steel volumes extending horizontally across the site with residential towers visible in the background (Photo: Virgile Simon Bertrand)
An aerial view of the Shenzhen Science and Technology Museum by Zaha Hadid Architects, with its stacked curvilinear forms set within landscaped terraces in the city’s Guangming District (Photo: Virgile Simon Bertrand)
Tatler Asia
A close detail of the museum’s facade, composed of 95,000 irregularly shaped stainless steel panels whose colour shifts between deep blue and grey depending on the light (Photo: Virgile Simon Bertrand)
Above ภาพระยะใกล้ของส่วนหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์ ซึ่งประกอบด้วยแผงสเตนเลสสตีลรูปทรงอิสระกว่า 95,000 ชิ้น ที่มีลูกเล่นเปลี่ยนสีจากสีน้ำเงินเข้มเป็นสีเทาเฉดต่างๆ ได้ตามมุมตกกระทบของแสง (ภาพ: Virgile Simon Bertrand)
Tatler Asia
The museum’s interior atrium, where white curvilinear ramps and LED-edged balustrades spiral upward through multiple gallery levels (Photo: Virgile Simon Bertrand)
Above โถงเอเทรียมภายในพิพิธภัณฑ์ ที่มีทางลาดสีขาวโค้งมนและราวกันตกประดับไฟ LED ซ่อนขอบ วนเป็นเกลียวทะยานขึ้นไปยังแกลเลอรีชั้นต่างๆ (ภาพ: Virgile Simon Bertrand)
A close detail of the museum’s facade, composed of 95,000 irregularly shaped stainless steel panels whose colour shifts between deep blue and grey depending on the light (Photo: Virgile Simon Bertrand)
The museum’s interior atrium, where white curvilinear ramps and LED-edged balustrades spiral upward through multiple gallery levels (Photo: Virgile Simon Bertrand)

พิพิธภัณฑ์ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2025 แห่งนี้ ถูกตั้งเป้าให้เป็นแลนด์มาร์กทางวัฒนธรรมระดับไอคอนิกแห่งใหม่ของ Greater Bay Area หรือเขตมหานครบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ลที่มีประชากรหนาแน่นเฉียด 100 ล้านคน สำนักงาน Zaha Hadid Architects (ซึ่งปัจจุบันนำทัพโดย Patrik Schumacher หลังจากการเสียชีวิตของ Zaha Hadid ในปี 2016) ได้รังสรรค์เปลือกอาคารด้วยแผงสเตนเลสสตีลรูปทรงไม่สมมาตรกว่า 95,000 ชิ้น ที่สามารถเปลี่ยนสีสันจากสีน้ำเงินเข้มไล่ระดับไปจนถึงสีเทาหลากหลายเฉดขึ้นอยู่กับแสงในแต่ละช่วงเวลา การออกแบบส่วนหน้าของอาคารยังถูกนำไปคำนวณต้านรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ ความชื้น และทิศทางลมประจำถิ่นมาอย่างแยบคาย

พิพิธภัณฑ์น้ำหอม Xuelei (Xuelei Fragrance Museum), กวางโจว, จีน ผลงานโดย Shenzhen Huahui Design

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 3 ภายนอกของพิพิธภัณฑ์น้ำหอม Xuelei ในกวางโจว โดดเด่นด้วยอาคารทรงกระบอกอิฐแดงแปดหลังที่ตั้งตระหง่านอยู่บนฐานกระจกชั้นล่าง รายล้อมด้วยภูมิทัศน์แสนร่มรื่น
Photo 2 of 3 ห้องแสดงงานศิลปะทรงกลมที่เรียงรายไปด้วยขวดบรรจุน้ำหอมประดับไฟแบบพื้นจรดเพดาน โดยมีบันไดเวียนและเสาหลอดแก้วเป็นจุดศูนย์กลาง
Photo 3 of 3 โถงเอเทรียมรับแสงธรรมชาติจากเบื้องบน ภายในมีผนังสีขาวโค้งมนที่ล้อไปกับรูปทรงเรขาคณิตทรงกระบอกของเปลือกอาคารอิฐแดงด้านนอก
The exterior of the Xuelei Fragrance Museum in Guangzhou, its eight red-brick cylinders rising above a glazed ground-floor base and landscaped surrounds
A circular gallery room lined floor-to-ceiling with illuminated fragrance vials, centred on a spiral staircase and a column of glass tubes
The museum’s sky-lit interior atrium, where curved white walls follow the cylindrical geometry of the building’s red-brick exterior

พิพิธภัณฑ์น้ำหอมที่ใหญ่ที่สุดในโลก (รับรองโดย Guinness World Records) ที่จัดการพื้นที่การใช้งานผ่านสถาปัตยกรรมทรงกระบอกอิฐแดง 8 อาคาร ซึ่งดีไซน์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาชนะและหม้อกลั่นที่ใช้ในกระบวนการสกัดน้ำหอม ภายในจัดเตรียมสเตชันดมกลิ่นแบบอินเทอร์แอ็กทีฟราว 300 จุด เพื่อร้อยเรียงเรื่องราวประวัติศาสตร์ของน้ำหอม ตั้งแต่การประกอบพิธีกรรมในยุคโบราณไปจนถึงกระบวนการผลิตในยุคปัจจุบัน ก่อนจะปิดท้ายประสบการณ์ด้วยสวนลอยฟ้าด้านบน ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์เพียงไม่กี่แห่งในโลกที่อุทิศให้กับมรดกทางวัฒนธรรมอันจับต้องไม่ได้และมองไม่เห็นอย่างแท้จริง

MoN Takanawa: พิพิธภัณฑ์แห่งเรื่องราว (The Museum of Narratives), โตเกียว, ญี่ปุ่น ผลงานโดย Kengo Kuma

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 ภาพถ่ายอาคาร MoN Takanawa เมื่อมองจากฝั่งตรงข้ามทางรถไฟ เผยให้เห็นโครงสร้างไม้และกระจกทรงเกลียวระดับต่ำ ตัดกับบริบทเมืองของอาคารที่พักอาศัยและอาคารพาณิชย์สูงตระหง่านในเขตมินาโตะ (ภาพ: Yasuyuki Takaki)
Photo 2 of 2 ภาพถ่ายทางอากาศระยะใกล้ของฟาซาดทรงเกลียวที่ไต่ระดับขึ้นไปของ MoN Takanawa แสดงให้เห็นแถบไม้และกระจกแนวนอนที่สลับกับระเบียงปลูกพืชพรรณนานาชนิดกว่า 200 สายพันธุ์ (ภาพ: Yasuyuki Takaki)
MoN Takanawa seen from across the railway lines, its spiral wood-and-glass form low against the surrounding residential and commercial blocks of Minato ward (Photo:Yasuyuki Takaki)
A close aerial view of MoN Takanawa’s ascending spiral facade, its horizontal wood and glass bands interspersed with planted terraces carrying more than 200 species  (Photo: Yasuyuki Takaki)

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้บริการไปเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2026 บนพื้นที่ซึ่งอดีตเคยเป็นเส้นทางรถไฟสายแรกของญี่ปุ่นพอดี MoN Takanawa ครอบคลุมพื้นที่กว้างถึง 29,000 ตารางเมตรภายในโครงการพัฒนาเมืองขนาดใหญ่ Takanawa Gateway City โดยสถาปนิกชื่อดัง Kengo Kuma ผู้ซึ่งฝากผลงานออกแบบสถานีรถไฟ Takanawa Gateway Station (ปี 2020) ที่ตั้งอยู่ติดกันในโปรเจกต์ของ JR East เอาไว้ด้วยเช่นกัน

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 ระเบียงดาดฟ้าของ MoN Takanawa มีม้านั่งไม้ทรงโค้ง สระน้ำสะท้อนเงาทรงแคบยาว และแปลงปลูกต้นไม้ โดยมีฉากหลังเป็นกลุ่มอาคารในโครงการ Takanawa Gateway City และเส้นขอบฟ้ากว้างไกลของโตเกียว (ภาพ: Yasuyuki Takaki)
Photo 2 of 2 ห้องจัดกิจกรรมแบบปรับเปลี่ยนฟังก์ชันได้บริเวณชั้นล่างของพิพิธภัณฑ์ ตกแต่งด้วยคานไม้เพดานแบบเปลือยและเวทียกพื้นปูเสื่อทาทามิ (ภาพ: Yasuyuki Takaki)
A rooftop terrace at MoN Takanawa, with a curved timber bench, a narrow reflecting pool and planted beds set against the Takanawa Gateway City tower development and the wider Tokyo skyline  (Photo: Yasuyuki Takaki)
A flexible event hall on one of the museum’s lower floors, lined with exposed timber ceiling beams and a raised tatami platform  (Photo: Yasuyuki Takaki)

พื้นผิวของตัวอาคารเป็นฟาซาดทรงเกลียวที่ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้น ใช้วัสดุหลักอย่างไม้และกระจกวางซ้อนกัน พร้อมทั้งเพาะปลูกพันธุ์ไม้มากกว่า 200 ชนิดแทรกตัวอยู่ ดีไซน์นี้จงใจออกแบบมาเพื่อให้ตัวอาคารเกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งกลายเป็นการสร้างคอนทราสต์ขั้วตรงข้ามอย่างรุนแรงกับหมู่ตึกระฟ้าที่รายล้อมอยู่

อ่านเพิ่มเติม: Audeum วิหารแห่งเสียงโดยฝีมือ Kengo Kuma ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่สวยที่สุดในโลกในปี 2025

พิพิธภัณฑ์ Lost Shtetl, เชดูวา (Šeduva), ลิทัวเนีย ผลงานโดย Rainer Mahlamäki และ Enea Landscape Architecture

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 ภาพภายนอกของพิพิธภัณฑ์ที่กรุด้วยกระเบื้องสีขาวในช่วงพลบค่ำ มีเส้นหลังคาที่เล่นระดับสูงต่ำแบบไม่สมมาตร ตัดกับภูมิทัศน์อันราบเรียบของลิทัวเนีย ท่ามกลางทุ่งดอกไม้ป่าของ Memorial Park (ภาพ: Enea Landscape Architecture)
Photo 2 of 2 พิพิธภัณฑ์ Lost Shtetl เมื่อมองข้ามผ่านทุ่งหญ้าของ Memorial Park เผยให้เห็นกลุ่มหลังคาทรงจั่วปูกระเบื้องสีเทา ซึ่ง Rainer Mahlamäki ออกแบบให้สะท้อนถึงภาพซิลลูเอทของหมู่บ้านเล็กๆ ในอดีต (ภาพ: Enea Landscape Architecture)
The museum’s white-tiled exterior at dusk, its irregular roofline rising and falling across the flat Lithuanian landscape amid the wildflower planting of the Memorial Park (Photo: Enea Landscape Architecture)
The Lost Shtetl Museum, seen across the Memorial Park meadow, its cluster of grey-tiled pitched rooflines designed by Rainer Mahlamäki to evoke the silhouette of a small village (Photo: Enea Landscape Architecture)

Rainer Mahlamäki สถาปนิกชาวฟินแลนด์ ได้รับโจทย์สุดท้าทายในการสร้างพิพิธภัณฑ์เพื่อบอกเล่าถึงโลกที่ไม่มีอยู่จริงอีกต่อไป ย้อนกลับไปก่อนเกิดเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) ลิทัวเนียเคยมี "ชเต็ทล์" (Shtetl - ชุมชนชาวยิว) มากกว่า 200 แห่ง ทว่าปัจจุบันกลับไม่หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่แห่งเดียว

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 ห้องจัดแสดงที่เปิดไฟสลัวภายในพิพิธภัณฑ์ นำเสนอภาพโฮโลแกรมของม้วนคัมภีร์โทราห์ (Torah) พร้อมหน้าต่างทรงโค้งและม้านั่งไม้ที่สะท้อนถึงสถาปัตยกรรมภายในของธรรมศาลา (Synagogue) (ภาพ: Andrew Lee)
Photo 2 of 2 ผู้เข้าชมยืนอยู่ท่ามกลางโถงทางเดินแกลเลอรีแบบอิมเมอร์ซีฟ ที่ฉายภาพป่าไม้แบบพื้นจรดเพดาน พร้อมมีพื้นกระจกใสเผยให้เห็นพืชพรรณที่ถูกซ่อนไว้ด้านล่าง (ภาพ: Andrew Lee)
A dimly lit gallery room within the museum presents a holographic Torah scroll, with arched windows and wooden pews referencing the interior of a synagogue (Photo: Andrew Lee)
A visitor stands in an immersive gallery passage lined floor-to-ceiling with projected forest imagery, with a glass floor revealing vegetation below (Photo: Andrew Lee)

รูปทรงหลังคากระเบื้องสีเทาของอาคารถูกออกแบบมาเพื่อจำลองภาพเงาของหมู่บ้านชนบท ในขณะที่พื้นที่ภายในถูกร้อยเรียงกันเป็นลำดับเหมือนเรากำลังเดินเข้าบ้านแต่ละหลัง โดยบ้านแต่ละหลังจะทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวคนละบทตอนของนิทรรศการ นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบ Memorial Park หรือสวนอนุสรณ์สถานโดย Enea Landscape Architecture ที่ช่วยเบลนด์พื้นที่โครงการนี้ให้กลมกลืนไปกับที่ราบโดยรอบได้อย่างแยบคาย

พิพิธภัณฑ์ National Medal of Honor Museum, อาร์ลิงตัน, เท็กซัส, สหรัฐอเมริกา ผลงานโดย Rafael Viñoly Architects

Tatler Asia
The National Medal of Honor Museum in Arlington, Texas, its steel-clad Exhibition Hall suspended 12 metres above the open-air Field of Honor courtyard on five megacolumns, with a spiral staircase visible beneath (Photo: Corey Gaffer)
Above พิพิธภัณฑ์ National Medal of Honor ในเมืองอาร์ลิงตัน รัฐเทกซัส มีโถงจัดแสดงนิทรรศการที่ห่อหุ้มด้วยแผงเหล็ก ลอยตัวอยู่เหนือลานคอร์ทยาร์ด Field of Honor แบบเปิดโล่งที่ความสูง 12 เมตร โดยมีเสาขนาดยักษ์ (Megacolumns) ห้าต้นคอยรองรับ เผยให้เห็นบันไดเวียนสถาปัตยกรรมอยู่เบื้องล่าง (ภาพ: Corey Gaffer)
Tatler Asia
The Field of Honor courtyard at dusk, looking up at the underside of the suspended hall, with the central oculus visible above and the spiral ramp curving towards the gallery entrance (Photo: Corey Gaffer)
Above ลานกว้าง Field of Honor ในช่วงพลบค่ำ เมื่อมองแหงนขึ้นไปใต้โถงอาคารที่ลอยตัวอยู่ จะเห็นช่องรับแสงตรงกลาง (Oculus) และทางลาดบันไดเวียนที่โค้งนำสายตาไปสู่ทางเข้าแกลเลอรีอย่างสวยงาม (ภาพ: Corey Gaffer)
The National Medal of Honor Museum in Arlington, Texas, its steel-clad Exhibition Hall suspended 12 metres above the open-air Field of Honor courtyard on five megacolumns, with a spiral staircase visible beneath (Photo: Corey Gaffer)
The Field of Honor courtyard at dusk, looking up at the underside of the suspended hall, with the central oculus visible above and the spiral ramp curving towards the gallery entrance (Photo: Corey Gaffer)

โถงนิทรรศการที่ห่อหุ้มด้วยวัสดุเหล็กนี้ถูกออกแบบให้ลอยตัวอยู่สูง 12 เมตรเหนือลานคอร์ทยาร์ดเปิดโล่งที่ตั้งชื่อว่า "Field of Honor" โดยอาศัยเสาโครงสร้างขนาดยักษ์ (Megacolumns) 5 ต้นในการค้ำยัน ซึ่งแต่ละต้นเปรียบเสมือนตัวแทนของแต่ละเหล่าทัพแห่งกองทัพสหรัฐฯ บริเวณใจกลางมีช่องรับแสงโอคิวลัส (Oculus) ที่คอยเปิดรับแสงธรรมชาติให้สาดส่องเข้ามาภายในพื้นที่อย่างเต็มที่ พร้อมกับบันไดเวียนรูปทรงประติมากรรมที่จะคอยนำทางผู้มาเยือนจากลานกว้างด้านล่างขึ้นสู่แกลเลอรีด้านบน

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 ล็อบบี้ทางเข้าชั้นล่างของพิพิธภัณฑ์ โดดเด่นด้วยหลังคากระจกที่เปิดรับแสงธรรมชาติ ทอดตัวคู่ไปกับผนังโค้งด้านในที่สลักรายชื่อของผู้ได้รับเหรียญกล้าหาญสูงสุด (Medal of Honor) ด้วยตัวอักษรสีทอง (ภาพ: Corey Gaffer)
Photo 2 of 2 มุมมองภายในเมื่อแหงนหน้ามองทะลุพื้นกระจกของโถงนิทรรศการ เผยให้เห็นรายชื่อผู้ได้รับรางวัลเรียงรายอยู่บนผนังสีทองทรงโค้ง และมีตราประทับ Medal of Honor ขนาดใหญ่ประดับอยู่บนหนึ่งในห้าเสาโครงสร้างหลัก (ภาพ: Corey Gaffer)
The museum's ground-level entrance lobby, its glazed ceiling admitting natural light alongside a curved interior wall bearing the names of Medal of Honor recipients in gilt lettering (Photo: Corey Gaffer)
An interior view looking up through the glass floor of the Exhibition Hall, with recipient names lining the curved golden wall and the Medal of Honor seal mounted on one of the five supporting megacolumns (Photo: Corey Gaffer)

ผลงานระดับสถาปัตยกรรมชิ้นนี้คือผลงานสั่งทำชิ้นสุดท้ายของ Rafael Viñoly สถาปนิกชาวอุรุกวัย-อเมริกัน ผู้เคยฝากตำนานไว้กับอาคาร 20 Fenchurch Street ในลอนดอน และส่วนต่อขยายของ Cleveland Museum of Art น่าเศร้าที่เขาได้จากโลกนี้ไปในวัย 78 ปี เมื่อเดือนมีนาคม 2023 ก่อนที่โปรเจกต์นี้จะก่อสร้างแล้วเสร็จ

ศูนย์อารยธรรมอิสลาม (Islamic Civilization Center), ทาชเคนต์, อุซเบกิสถาน

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 ศูนย์อารยธรรมอิสลามในกรุงทาชเคนต์ยามพลบค่ำ ความตระการตาของซุ้มประตูขนาดมหึมาและโดมสีเทอร์ควอยซ์สะท้อนเงาลงบนผืนน้ำบริเวณลานด้านหน้าอย่างงดงาม
Photo 2 of 2 แกลเลอรีภายในศูนย์ฯ ที่จัดแสดงวัตถุโบราณทางศาสนาอิสลามและสิ่งทอปักลวดลายเก่าแก่ โดยใช้ฉากกั้นลายฉลุเรขาคณิตในการแบ่งสัดส่วนพื้นที่นิทรรศการ
The Islamic Civilization Center in Tashkent at dusk, its monumental portal and turquoise dome reflected in the forecourt water feature
A gallery within the Center displaying embroidered textile relics and Islamic artefacts, with geometric lattice screens dividing the exhibition spaces

โปรเจกต์ศูนย์แห่งนี้เกิดขึ้นจากดำริของประธานาธิบดี Shavkat Mirziyoyev โดยถอดรหัสภาษาทางสถาปัตยกรรมมาจากยุคราชวงศ์ติมูริด (Timurid) อาณาจักรในเอเชียกลางช่วงศตวรรษที่ 15 ซึ่งมีอนุสรณ์สถานอย่างเช่นจัตุรัส Registan ในเมืองซามาร์คันด์ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในผลงานสถาปัตยกรรมอิสลามที่มีคนศึกษามากที่สุด โดมขนาดใหญ่ความสูง 65 เมตรทำหน้าที่เป็นจุดศูนย์รวมสายตาของคอมเพล็กซ์แห่งนี้ ในขณะที่ห้องโถงคัมภีร์อัลกุรอาน (Qur’an Hall) ได้ผสานลูกเล่นของแสง เสียง และมัลติมีเดียร้อยเรียงผ่านโถงทั้ง 5 ส่วน

Tatler Asia
The Center’s turquoise-tiled dome is seen above a reconstructed historic street within the surrounding complex, referencing the architectural scale of Timurid-era Tashkent
Above โดมกรุกระเบื้องสีเทอร์ควอยซ์ของศูนย์ฯ โดดเด่นเป็นสง่าเหนือถนนสายประวัติศาสตร์จำลองภายในโครงการ ซึ่งอ้างอิงและสะท้อนสเกลสถาปัตยกรรมของทาชเคนต์ในยุคติมูริด
Tatler Asia
A close detail of the Center’s main portal, its pointed arch recessed within layers of hand-laid blue and white geometric tilework in the Timurid tradition
Above ดีเทลความประณีตของซุ้มประตูหลัก โดดเด่นด้วยโครงสร้างโค้งยอดแหลมที่ยุบตัวเข้าไป ล้อมรอบด้วยลวดลายเรขาคณิตสีน้ำเงิน-ขาวที่จัดเรียงกระเบื้องด้วยมือทีละแผ่นตามขนบธรรมเนียมแบบติมูริดดั้งเดิม
The Center’s turquoise-tiled dome is seen above a reconstructed historic street within the surrounding complex, referencing the architectural scale of Timurid-era Tashkent
A close detail of the Center’s main portal, its pointed arch recessed within layers of hand-laid blue and white geometric tilework in the Timurid tradition

เบื้องหลังประสบการณ์การเข้าชมที่ถูกออกแบบมาอย่างลึกซึ้งนี้ คือโปรแกรมงานวิจัยขนาดยักษ์ที่รวบรวมนักวิชาการกว่า 1,500 คน จากกว่า 40 ประเทศเข้าไว้ด้วยกัน อาคารแห่งนี้สร้างเสร็จในจังหวะพอดีกับช่วงที่กรุงทาชเคนต์กำลังวางตำแหน่งตัวเองให้เป็น "เมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมระดับภูมิภาค" ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่มีความคล้ายคลึงกับโปรเจกต์เกาะ Saadiyat ของอาบูดาบีอย่างปฏิเสธไม่ได้ และแสดงให้เห็นชัดเจนว่ารัฐบาลของทั้งสองประเทศกำลัง "เดิมพัน" กับเรื่องของสถาปัตยกรรมเพื่อขับเคลื่อนอนาคต


This story was originally written in English by Jennifer Choo.

ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2026 โดย Jennifer Choo โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ


อ่านเพิ่มเติม:

เบื้องหลัง ‘Chaebol Architecture’ เมื่อมหาอำนาจธุรกิจเกาหลีใช้สถาปัตยกรรมขับเคลื่อนอาณาจักร

เผยโฉม Celia ปฐมบทใหม่แห่งการเดินทางบนตู้รถไฟสไตล์ภาพยนตร์ โปรเจ็กต์มาสเตอร์พีซล่าสุดของ Belmond

Home Tour: สำรวจ T Pavillion สถาปัตยกรรมรูป ‘ตัว T’ ผสานพื้นที่ทำงานและพักผ่อนของเป๊ก เศรณี ชาญวีรกูล

Topics

Chutima Katepongchai
Assistant Editor, Homes & Lifestyle, Tatler Thailand
Tatler Asia

ชุติมา เกตุพงษ์ชัย ผู้ช่วยบรรณาธิการประจำ Tatler Thailand ดูแลเนื้อหาสถาปัตยกรรม งานออกแบบ และไลฟ์สไตล์ เธอเล่าเรื่องบ้านและพื้นที่รอบตัวในฐานะแรงบันดาลใจที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน ผ่านบริบทร่วมสมัย