พาชม 7 สถาปัตยกรรมพิพิธภัณฑ์ระดับโลกที่ได้เข้าชิงสุดยอดมิวเซียมที่สวยที่สุดในโลกจากเวทีรางวัล Prix Versailles ปี 2026
รางวัล Prix Versailles ร่วมมือกับ UNESCO เพื่อเชิดชูความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมมาตั้งแต่ปี 2015 ในปีนี้ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 รางวัลได้ครอบคลุมไปหลากหลายหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร สนามบิน ไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ โดยเน้นย้ำถึงแนวคิดที่เรียกว่า "ความยั่งยืนอันชาญฉลาด" (Intelligent Sustainability) หรือการผสานความมุ่งมั่นทางวัฒนธรรมเข้ากับวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโจทย์เดียวกันอย่างลงตัว
สำหรับรายชื่อพิพิธภัณฑ์ที่เข้ารอบประจำปี 2026 ซึ่งประกาศไปเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น ครอบคลุมพื้นที่ใน 7 ประเทศ มีตั้งแต่การออกแบบอนุสรณ์สถานรำลึกเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในชนบทอันห่างไกลของลิทัวเนีย ไปจนถึงแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของเมืองในเท็กซัสที่เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายก่อนสถาปนิกผู้ล่วงลับจะจากไป โดย 3 ใน 7 แห่งนี้จะได้รับรางวัลใหญ่ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น World Title, Prix Versailles สาขาการออกแบบภายใน (Interior) หรือภายนอก (Exterior) ในช่วงปลายปีนี้
ผลงานหลายชิ้นที่เข้ารอบในปีนี้เป็นเมกะโปรเจ็กต์ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ซึ่งการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกของแต่ละแห่งล้วนทำหน้าที่สะท้อนอัตลักษณ์ประจำชาติได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่รูปทรงปีกเหยี่ยวในอาบูดาบี ไปจนถึงแผงเหล็กกว่า 95,000 ชิ้นที่ถูกนำมาคำนวณอย่างแม่นยำเพื่อรับมือกับภูมิอากาศกึ่งเขตร้อนของเซินเจิ้น อาคารเหล่านี้เปี่ยมไปด้วย "พลังแห่งการเล่าเรื่องที่เหนือชั้น" ตามคำกล่าวของ Jérôme Gouadain เลขาธิการแห่ง Prix Versailles ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้พิพิธภัณฑ์เหล่านี้ควรค่าแก่การออกเดินทางไปเยือนตั้งแต่แรกเริ่ม
อ่านเพิ่มเติม: อัปเดตพิพิธภัณฑ์เปิดใหม่ปี 2026 กับ 8 แลนด์มาร์กวัฒนธรรมที่จะเปลี่ยนนิยามการเดินพิพิธภัณฑ์ของคุณไปตลอดกาล
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติซายิด (Zayed National Museum), อาบูดาบี, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผลงานโดย Foster + Partners
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2025 ในเขตวัฒนธรรม Saadiyat ของอาบูดาบี เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ Sheikh Zayed bin Sultan Al Nahyan บิดาผู้ก่อตั้งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หอคอยเหล็กทั้งห้าที่สูงตระหง่านถึง 123 เมตรและมีรูปทรงคล้ายเหยี่ยวที่กำลังโบยบินนี้ ยังทำหน้าที่สุดล้ำเป็นช่องระบายอากาศแบบพาสซีฟที่ดึงลมธรรมชาติเข้ามาหมุนเวียน ภายในประกอบด้วยแกลเลอรีจัดแสดงถาวร 6 แห่งที่ครอบคลุมเรื่องราวประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 300,000 ปี

Above ภายในแกลเลอรีทรงโค้งของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติซายิด โดดเด่นด้วยเพดานที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ และผนังสีขาวที่โค้งมนโอบล้อมพื้นที่ ผลงานการออกแบบโดย Foster + Partners

Above เรือใบอาหรับจำลองที่นำมาจัดแสดงภายในหนึ่งในหกแกลเลอรีถาวรของพิพิธภัณฑ์ ภายใต้ช่องรับแสงโอคิวลัสที่กรุด้วยกระจก
อาคารแห่งนี้ตั้งตระหง่านเคียงข้างสถาปัตยกรรมชื่อดังอย่าง Louvre Abu Dhabi ของ Jean Nouvel ในย่านวัฒนธรรมที่ใช้เวลาปลุกปั้นและก่อสร้างมายาวนานเกือบสองทศวรรษ ทั้งในแง่ของวิสัยทัศน์และการก่อสร้างจริง
พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science and Technology Museum), เซินเจิ้น, จีน ผลงานโดย Zaha Hadid Architects

Above ภาพระยะใกล้ของส่วนหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์ ซึ่งประกอบด้วยแผงสเตนเลสสตีลรูปทรงอิสระกว่า 95,000 ชิ้น ที่มีลูกเล่นเปลี่ยนสีจากสีน้ำเงินเข้มเป็นสีเทาเฉดต่างๆ ได้ตามมุมตกกระทบของแสง (ภาพ: Virgile Simon Bertrand)

Above โถงเอเทรียมภายในพิพิธภัณฑ์ ที่มีทางลาดสีขาวโค้งมนและราวกันตกประดับไฟ LED ซ่อนขอบ วนเป็นเกลียวทะยานขึ้นไปยังแกลเลอรีชั้นต่างๆ (ภาพ: Virgile Simon Bertrand)
พิพิธภัณฑ์ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2025 แห่งนี้ ถูกตั้งเป้าให้เป็นแลนด์มาร์กทางวัฒนธรรมระดับไอคอนิกแห่งใหม่ของ Greater Bay Area หรือเขตมหานครบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ลที่มีประชากรหนาแน่นเฉียด 100 ล้านคน สำนักงาน Zaha Hadid Architects (ซึ่งปัจจุบันนำทัพโดย Patrik Schumacher หลังจากการเสียชีวิตของ Zaha Hadid ในปี 2016) ได้รังสรรค์เปลือกอาคารด้วยแผงสเตนเลสสตีลรูปทรงไม่สมมาตรกว่า 95,000 ชิ้น ที่สามารถเปลี่ยนสีสันจากสีน้ำเงินเข้มไล่ระดับไปจนถึงสีเทาหลากหลายเฉดขึ้นอยู่กับแสงในแต่ละช่วงเวลา การออกแบบส่วนหน้าของอาคารยังถูกนำไปคำนวณต้านรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ ความชื้น และทิศทางลมประจำถิ่นมาอย่างแยบคาย
พิพิธภัณฑ์น้ำหอม Xuelei (Xuelei Fragrance Museum), กวางโจว, จีน ผลงานโดย Shenzhen Huahui Design
พิพิธภัณฑ์น้ำหอมที่ใหญ่ที่สุดในโลก (รับรองโดย Guinness World Records) ที่จัดการพื้นที่การใช้งานผ่านสถาปัตยกรรมทรงกระบอกอิฐแดง 8 อาคาร ซึ่งดีไซน์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาชนะและหม้อกลั่นที่ใช้ในกระบวนการสกัดน้ำหอม ภายในจัดเตรียมสเตชันดมกลิ่นแบบอินเทอร์แอ็กทีฟราว 300 จุด เพื่อร้อยเรียงเรื่องราวประวัติศาสตร์ของน้ำหอม ตั้งแต่การประกอบพิธีกรรมในยุคโบราณไปจนถึงกระบวนการผลิตในยุคปัจจุบัน ก่อนจะปิดท้ายประสบการณ์ด้วยสวนลอยฟ้าด้านบน ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์เพียงไม่กี่แห่งในโลกที่อุทิศให้กับมรดกทางวัฒนธรรมอันจับต้องไม่ได้และมองไม่เห็นอย่างแท้จริง
MoN Takanawa: พิพิธภัณฑ์แห่งเรื่องราว (The Museum of Narratives), โตเกียว, ญี่ปุ่น ผลงานโดย Kengo Kuma
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้บริการไปเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2026 บนพื้นที่ซึ่งอดีตเคยเป็นเส้นทางรถไฟสายแรกของญี่ปุ่นพอดี MoN Takanawa ครอบคลุมพื้นที่กว้างถึง 29,000 ตารางเมตรภายในโครงการพัฒนาเมืองขนาดใหญ่ Takanawa Gateway City โดยสถาปนิกชื่อดัง Kengo Kuma ผู้ซึ่งฝากผลงานออกแบบสถานีรถไฟ Takanawa Gateway Station (ปี 2020) ที่ตั้งอยู่ติดกันในโปรเจกต์ของ JR East เอาไว้ด้วยเช่นกัน
พื้นผิวของตัวอาคารเป็นฟาซาดทรงเกลียวที่ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้น ใช้วัสดุหลักอย่างไม้และกระจกวางซ้อนกัน พร้อมทั้งเพาะปลูกพันธุ์ไม้มากกว่า 200 ชนิดแทรกตัวอยู่ ดีไซน์นี้จงใจออกแบบมาเพื่อให้ตัวอาคารเกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งกลายเป็นการสร้างคอนทราสต์ขั้วตรงข้ามอย่างรุนแรงกับหมู่ตึกระฟ้าที่รายล้อมอยู่
อ่านเพิ่มเติม: Audeum วิหารแห่งเสียงโดยฝีมือ Kengo Kuma ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่สวยที่สุดในโลกในปี 2025
พิพิธภัณฑ์ Lost Shtetl, เชดูวา (Šeduva), ลิทัวเนีย ผลงานโดย Rainer Mahlamäki และ Enea Landscape Architecture
Rainer Mahlamäki สถาปนิกชาวฟินแลนด์ ได้รับโจทย์สุดท้าทายในการสร้างพิพิธภัณฑ์เพื่อบอกเล่าถึงโลกที่ไม่มีอยู่จริงอีกต่อไป ย้อนกลับไปก่อนเกิดเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) ลิทัวเนียเคยมี "ชเต็ทล์" (Shtetl - ชุมชนชาวยิว) มากกว่า 200 แห่ง ทว่าปัจจุบันกลับไม่หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่แห่งเดียว
รูปทรงหลังคากระเบื้องสีเทาของอาคารถูกออกแบบมาเพื่อจำลองภาพเงาของหมู่บ้านชนบท ในขณะที่พื้นที่ภายในถูกร้อยเรียงกันเป็นลำดับเหมือนเรากำลังเดินเข้าบ้านแต่ละหลัง โดยบ้านแต่ละหลังจะทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวคนละบทตอนของนิทรรศการ นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบ Memorial Park หรือสวนอนุสรณ์สถานโดย Enea Landscape Architecture ที่ช่วยเบลนด์พื้นที่โครงการนี้ให้กลมกลืนไปกับที่ราบโดยรอบได้อย่างแยบคาย
พิพิธภัณฑ์ National Medal of Honor Museum, อาร์ลิงตัน, เท็กซัส, สหรัฐอเมริกา ผลงานโดย Rafael Viñoly Architects

Above พิพิธภัณฑ์ National Medal of Honor ในเมืองอาร์ลิงตัน รัฐเทกซัส มีโถงจัดแสดงนิทรรศการที่ห่อหุ้มด้วยแผงเหล็ก ลอยตัวอยู่เหนือลานคอร์ทยาร์ด Field of Honor แบบเปิดโล่งที่ความสูง 12 เมตร โดยมีเสาขนาดยักษ์ (Megacolumns) ห้าต้นคอยรองรับ เผยให้เห็นบันไดเวียนสถาปัตยกรรมอยู่เบื้องล่าง (ภาพ: Corey Gaffer)

Above ลานกว้าง Field of Honor ในช่วงพลบค่ำ เมื่อมองแหงนขึ้นไปใต้โถงอาคารที่ลอยตัวอยู่ จะเห็นช่องรับแสงตรงกลาง (Oculus) และทางลาดบันไดเวียนที่โค้งนำสายตาไปสู่ทางเข้าแกลเลอรีอย่างสวยงาม (ภาพ: Corey Gaffer)
โถงนิทรรศการที่ห่อหุ้มด้วยวัสดุเหล็กนี้ถูกออกแบบให้ลอยตัวอยู่สูง 12 เมตรเหนือลานคอร์ทยาร์ดเปิดโล่งที่ตั้งชื่อว่า "Field of Honor" โดยอาศัยเสาโครงสร้างขนาดยักษ์ (Megacolumns) 5 ต้นในการค้ำยัน ซึ่งแต่ละต้นเปรียบเสมือนตัวแทนของแต่ละเหล่าทัพแห่งกองทัพสหรัฐฯ บริเวณใจกลางมีช่องรับแสงโอคิวลัส (Oculus) ที่คอยเปิดรับแสงธรรมชาติให้สาดส่องเข้ามาภายในพื้นที่อย่างเต็มที่ พร้อมกับบันไดเวียนรูปทรงประติมากรรมที่จะคอยนำทางผู้มาเยือนจากลานกว้างด้านล่างขึ้นสู่แกลเลอรีด้านบน
ผลงานระดับสถาปัตยกรรมชิ้นนี้คือผลงานสั่งทำชิ้นสุดท้ายของ Rafael Viñoly สถาปนิกชาวอุรุกวัย-อเมริกัน ผู้เคยฝากตำนานไว้กับอาคาร 20 Fenchurch Street ในลอนดอน และส่วนต่อขยายของ Cleveland Museum of Art น่าเศร้าที่เขาได้จากโลกนี้ไปในวัย 78 ปี เมื่อเดือนมีนาคม 2023 ก่อนที่โปรเจกต์นี้จะก่อสร้างแล้วเสร็จ
ศูนย์อารยธรรมอิสลาม (Islamic Civilization Center), ทาชเคนต์, อุซเบกิสถาน
โปรเจกต์ศูนย์แห่งนี้เกิดขึ้นจากดำริของประธานาธิบดี Shavkat Mirziyoyev โดยถอดรหัสภาษาทางสถาปัตยกรรมมาจากยุคราชวงศ์ติมูริด (Timurid) อาณาจักรในเอเชียกลางช่วงศตวรรษที่ 15 ซึ่งมีอนุสรณ์สถานอย่างเช่นจัตุรัส Registan ในเมืองซามาร์คันด์ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในผลงานสถาปัตยกรรมอิสลามที่มีคนศึกษามากที่สุด โดมขนาดใหญ่ความสูง 65 เมตรทำหน้าที่เป็นจุดศูนย์รวมสายตาของคอมเพล็กซ์แห่งนี้ ในขณะที่ห้องโถงคัมภีร์อัลกุรอาน (Qur’an Hall) ได้ผสานลูกเล่นของแสง เสียง และมัลติมีเดียร้อยเรียงผ่านโถงทั้ง 5 ส่วน

Above โดมกรุกระเบื้องสีเทอร์ควอยซ์ของศูนย์ฯ โดดเด่นเป็นสง่าเหนือถนนสายประวัติศาสตร์จำลองภายในโครงการ ซึ่งอ้างอิงและสะท้อนสเกลสถาปัตยกรรมของทาชเคนต์ในยุคติมูริด

Above ดีเทลความประณีตของซุ้มประตูหลัก โดดเด่นด้วยโครงสร้างโค้งยอดแหลมที่ยุบตัวเข้าไป ล้อมรอบด้วยลวดลายเรขาคณิตสีน้ำเงิน-ขาวที่จัดเรียงกระเบื้องด้วยมือทีละแผ่นตามขนบธรรมเนียมแบบติมูริดดั้งเดิม
เบื้องหลังประสบการณ์การเข้าชมที่ถูกออกแบบมาอย่างลึกซึ้งนี้ คือโปรแกรมงานวิจัยขนาดยักษ์ที่รวบรวมนักวิชาการกว่า 1,500 คน จากกว่า 40 ประเทศเข้าไว้ด้วยกัน อาคารแห่งนี้สร้างเสร็จในจังหวะพอดีกับช่วงที่กรุงทาชเคนต์กำลังวางตำแหน่งตัวเองให้เป็น "เมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมระดับภูมิภาค" ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่มีความคล้ายคลึงกับโปรเจกต์เกาะ Saadiyat ของอาบูดาบีอย่างปฏิเสธไม่ได้ และแสดงให้เห็นชัดเจนว่ารัฐบาลของทั้งสองประเทศกำลัง "เดิมพัน" กับเรื่องของสถาปัตยกรรมเพื่อขับเคลื่อนอนาคต
This story was originally written in English by Jennifer Choo.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2026 โดย Jennifer Choo โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
เบื้องหลัง ‘Chaebol Architecture’ เมื่อมหาอำนาจธุรกิจเกาหลีใช้สถาปัตยกรรมขับเคลื่อนอาณาจักร
เผยโฉม Celia ปฐมบทใหม่แห่งการเดินทางบนตู้รถไฟสไตล์ภาพยนตร์ โปรเจ็กต์มาสเตอร์พีซล่าสุดของ Belmond
Topics























