ประสบการณ์แห่งแสงโดย Lladró และ Crystal Symphony ที่สำรวจจุดตัดระหว่างรูปทรง หัตถศิลป์และดีไซน์ร่วมสมัย
เราอาจคุ้นชินกับบรรยากาศที่ “แสงไฟ” มักถูกมองเป็นเพียงองค์ประกอบเชิงฟังก์ชั่น ขอแค่สว่างมากพอก็พร้อมใช้งาน แต่ Lladró แบรนด์ประติมากรรมและโคมไฟพอร์ซเลนระดับตำนานจากบาเลนเซีย ประเทศสเปน กลับชวนให้เรามองแสงในมุมใหม่ เมื่อแสงทำได้มากกว่าแค่ให้ความสว่าง แต่สามารถถูกหล่อหลอม มีน้ำหนัก และสะท้อนตัวตน ผ่านงานจัดแสดงล่าสุดที่ Lladró จับมือร่วมกับ Crystal Symphony เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
Santhep Gambir รองประธานบริษัท Crystal Symphony ตัวแทนจำหน่าย Lladró อย่างเป็นทางการเพียงผู้เดียวในประเทศไทย ได้ให้เกียรติต้อนรับสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติสู่พื้นที่บูติก Crystal Symphony ย่านทองหล่อ ที่ถูกเนรมิตสู่บรรยากาศกึ่งพิพิธภัณฑ์ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนผ่านของแสงผ่านวัสดุพอร์ซเลน สะท้อนถึงความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัดของรูปทรงและเฉดสีในคอลเล็กชั่นโคมไฟจาก Lladró
อ่านเพิ่มเติม: เมื่องานดีไซน์ไอคอนิกจาก Fritz Hansen กว่า 100 ชิ้น รวมอยู่ที่ The NORM Bangkok รูฟท็อปบาร์แห่งใหม่
Cascade: จังหวะแห่งความโปร่งแสง
ไฮไลต์ของงานคือ Cascade คอลเล็กชั่นโคมไฟระดับรางวัลที่นำมาเปิดตัวในไทยเป็นครั้งแรก เป็นผลงานการออกแบบร่วมกับ Lee Broom ดีไซเนอร์ชื่อดังชาวอังกฤษ ที่หลอมรวมงานช่างศิลป์พอร์ซเลนเข้ากับวิสัยทัศน์สมัยใหม่ โดยหยิบแรงบันดาลใจจากโคมกระดาษมาถ่ายทอดสู่เส้นสายที่เรียบสะอาดและรูปทรงเรขาคณิต เผยให้เห็นการเล่นกับความหมายของ “ความโปร่งแสง” และ “ความสมดุล” ผ่านรูปทรงที่ดูเบาแต่มีโครงสร้าง
ความน่าสนใจของ Cascade ไม่ได้อยู่เพียงรูปลักษณ์ แต่คือจังหวะที่มันสร้างให้กับพื้นที่ ระหว่างความทึบและความโปร่ง ระหว่างงานคราฟต์และความแม่นยำ และระหว่างอดีตและปัจจุบัน จนกลายเป็นชุดโคมไฟระย้าและโคมไฟตั้งโต๊ะแบบไร้สายที่โดดเด่นราวกับชิ้นงานประติมากรรมในตัวเอง

Above Cascade คอลเล็กชั่นโคมไฟระดับรางวัลที่ออกแบบร่วมกับ Lee Broom ดีไซเนอร์ชื่อดังชาวอังกฤษ

Above Cascade คอลเล็กชั่นโคมไฟระดับรางวัลที่ออกแบบร่วมกับ Lee Broom ดีไซเนอร์ชื่อดังชาวอังกฤษ
Nightbloom: มิติแสงที่ราวกับมีลมหายใจ
Above Nightbloom โดย Marcel Wanders ดีไซเนอร์ชาวดัตช์ที่บรรจงเรียงร้อยกลีบดอกพอร์ซเลนออกมาเป็นโคมไฟอย่างประณีต
รายล้อม Cascade คือผลงานอีกหลายชิ้นที่สะท้อนบทสนทนาระหว่าง Lladró กับโลกของดีไซน์ร่วมสมัย เช่น Nightbloom โดย Marcel Wanders ดีไซเนอร์ชาวดัตช์ที่ดึงศักยภาพเทคโนโลยี LED ออกมา และบรรจงเรียงร้อยกลีบดอกพอร์ซเลนอย่างประณีต สร้างการไล่ระดับแสงที่นุ่มนวลจากภายใน เกิดเป็นมิติแสงที่นุ่มนวลราวกับหายใจ ขณะที่คอลเล็กชั่นรางวัลอย่าง Seasons นำแรงบันดาลใจจากสไตล์ Art Deco และวัฏจักรธรรมชาติมาแปรเป็นสีสันสดใสและรูปทรงแห่งฤดูกาลมาสู่พื้นที่ภายในอาคาร คุณ Santhep ได้กล่าวถึงความพิเศษของโคมไฟชิ้นนี้ไว้ว่า
"โคมไฟนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากดอกไม้ที่เบ่งบานในยามค่ำคืนครับ หากคุณมองในเวลากลางคืน โคมไฟนี้จะดูราวกับกำลังเคลื่อนไหวและมีชีวิตจริงๆ แต่นั่นไม่ใช่กลไกครับ มันคือเอฟเฟ็กต์อันน่าทึ่งของการทำพอร์ซเลน"
Above Nightbloom โดย Marcel Wanders ดีไซเนอร์ชาวดัตช์ที่บรรจงเรียงร้อยกลีบดอกพอร์ซเลนอย่างประณีต

Above Nightbloom โดย Marcel Wanders ดีไซเนอร์ชาวดัตช์ที่บรรจงเรียงร้อยกลีบดอกพอร์ซเลนอย่างประณีต
ในอีกมุมหนึ่ง Belle de Nuit คือผลงานจากการตีความโคมไฟแชนเดอเลียร์ใหม่ผ่านเฉดสี สเกลที่หลากหลายและดีไซน์ที่ตระการตา ส่วน Soft Blown โดย Nichetto และ A Bright Idea โดย Marcantonio ต่างเป็นคอลเล็กชั่นที่ทดลองขยายขอบเขตของพอร์ซเลนให้ก้าวไปสู่ภาษาการออกแบบที่ร่วมสมัยและมีมิติทางความคิดที่ลึกซึ้งมากขึ้น
อ่านเพิ่มเติม: คัด 16 ไอเท็มแต่งบ้านดีไซน์หรู แรงบันดาลใจจากม้าหรืออาชาสง่างาม ต้อนรับปีมะเมียธาตุไฟ

Above Belle de Nuit ตีความโคมไฟแชนเดอเลียร์ใหม่ผ่านเฉดสี สเกลที่หลากหลายและดีไซน์ที่ตระการตา

Above A Bright Idea โดย Marcantonio ขยายขอบเขตของพอร์ซเลนให้ก้าวไปสู่ภาษาการออกแบบที่ร่วมสมัย
Mokuren: หัตถศิลป์ที่จับต้องได้
อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดอาจไม่ใช่แค่ตัวชิ้นงานสำเร็จ แต่ยังรวมถึง “กระบวนการ” เบื้องหลัง Mokuren ผลงานความร่วมมือครั้งแรกกับ Naoto Fukasawa ดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่น ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากดอกแมกโนเลียสีขาว ความงามที่อ่อนโยนและความเปราะบางถูกถ่ายทอดผ่านพอร์ซเลนอย่างประณีตบรรจง โดยคุณ Santhep ย้ำว่า "ความพิเศษที่ทำให้แชนเดอเลียร์ชิ้นนี้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร คือกลีบดอกไม้ทุกกลีบล้วนถูกปั้นและทำขึ้นด้วยมือทั้งหมด"
ภายในงาน Silvia Pérez Nebot ศิลปินผู้เชี่ยวชาญด้านการรังสรรค์ดอกไม้ของแบรนด์ ได้บินตรงมาสาธิตการปั้นดอกไม้แบบสดๆ เผยให้เห็นทุกขั้นตอนของงานคราฟต์ที่อาศัยทั้งทักษะ ความละเอียด และจังหวะของมือ ในระหว่างการสาธิต เธอบรรจงหยิบก้อนดินพอร์ซเลนขึ้นมานวดอย่างคุ้นเคย ก่อนใช้ส้นมือและปลายนิ้วค่อยๆ กดและขึ้นรูปกลีบดอกไม้แต่ละกลีบอย่างแผ่วเบาและแม่นยำ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องอาศัยทั้งน้ำหนักมือที่พอดีและความชำนาญขั้นสูง

Above Mokuren คอลเล็กชั่นโคมไฟ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากดอกแมกโนเลียสีขาว
Above Mokuren คอลเล็กชั่นโคมไฟ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากดอกแมกโนเลียสีขาว
Tatler ยังมีโอกาสได้พูดคุยกับ Silvia แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งช่วยเปิดมุมมองไปยังแนวคิดเบื้องหลังของคอลเล็กชั่น Mokuren สะท้อนให้เห็นว่าธรรมชาติ งานออกแบบ และหัตถศิลป์ ไม่ได้แยกออกจากกัน แต่หลอมรวมเป็นกระบวนการเดียวอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเราถามถึงเหตุผลที่เธอหลงใหลในการปั้นดอกไม้ เธอตอบว่า “สำหรับฉัน ดอกไม้คือความสมบูรณ์แบบค่ะ ความงดงามของมันอยู่ที่ความละเอียดอ่อนขั้นสุด ความประณีตของกลีบดอกไม้และความบางเฉียบของมัน เป็นความบอบบางที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งการจะปั้นพอร์ซเลนให้ถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านั้นออกมาได้ เป็นเรื่องที่ท้าทายและทำได้ยากมาก”
นอกจากเทคนิคการปั้นและการประกอบชิ้นส่วนพอร์ซเลนเข้ากับโครงสร้างของโคมไฟอย่างประณีตแล้ว เธอยังเผยให้เห็นถึงความใส่ใจในความหมายที่ซ่อนอยู่ของพรรณไม้ต่างๆ ที่ Lladró เลือกใช้ ซึ่งไม่ได้มีแค่เรื่องของความสวยงามเพียงมิติเดียว
ความประณีตและความบางเฉียบของกลีบดอกไม้เป็นความบอบบางที่เป็นธรรมชาติ การปั้นพอร์ซเลนให้ถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านั้นออกมาได้เป็นเรื่องที่ท้าทายและทำได้ยากมาก
“ทุกอย่างล้วนมีความหมายซ่อนอยู่ค่ะ อย่างเช่นในผลงานเทวดาผู้พิทักษ์ (Protective Angel) ที่มีรายละเอียดของสร้อยข้อมือดอกไม้ป่าชิ้นเล็กๆ ดอกไม้เหล่านั้นไม่ได้ถูกใส่มาแค่เพื่อความสวยงาม แต่ถูกเลือกมาเพื่อสื่อความหมายเฉพาะตัวที่สอดคล้องกับชิ้นงาน"
แก่นของประสบการณ์ครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำความเข้าใจ “เวลา” และ “ความตั้งใจ” ที่ซ่อนอยู่ในทุกชิ้นงาน Lladró ซึ่งก่อตั้งขึ้นในเมืองบาเลนเซียตั้งแต่ปี 1953 ยังคงยึดมั่นในงานฝีมือแบบดั้งเดิม ขณะเดียวกันก็เปิดรับการตีความใหม่ผ่านความร่วมมือกับนักออกแบบร่วมสมัยจากทั่วโลก เพื่อรังสรรค์แสงสว่างที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ส่องทาง แต่ยังส่องสะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งศิลปะอย่างแท้จริง












