จากคนไม่เคยเรียนสถาปัตย์ สู่บิดาแห่งสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น มาเรียนรู้เรื่องราวของ Le Corbusier ชายผู้พลิกโฉมหน้าการสร้างบ้านของมนุษย์ พร้อมส่อง 7 สถาปัตยกรรมชิ้นเอกทั่วโลกที่ทิ้งมรดกทางความคิดที่ยังคงเท่ ล้ำสมัย และอยู่เหนือกาลเวลา
หากคุณกำลังนั่งจิบกาแฟอยู่ในคาเฟ่ปูนเปลือยสุดเท่ หรืออาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมแบบโอเพนแปลนที่มีดาดฟ้าจัดสวนและหน้าต่างบานกว้างที่มองเห็นวิวเมืองได้เต็มตา เชื่อไหมว่าไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยเหล่านี้มีจุดเริ่มต้นมาจากชายสวมแว่นตาทรงกลมเมื่อเกือบร้อยปีที่แล้ว วันที่ 27 สิงหาคม ถือเป็นวันรำลึกถึงการจากไปของบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในวงการออกแบบ ชายผู้เปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์ยุคใหม่และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสถาปัตยกรรมที่เต็มไปด้วยฟังก์ชั่นการใช้งาน
Le Corbusier (เลอ กอร์บูซีเย) หรือชื่อจริงคือ Charles-Édouard Jeanneret เขาเกิดเมื่อปี 1887 ที่สวิตเซอร์แลนด์ สิ่งที่น่าสนใจคือเขาไม่ได้เรียนจบสายสถาปัตยกรรมมาโดยตรง แต่เริ่มต้นจากการเรียนศิลปะการแกะสลักนาฬิกา ก่อนจะออกเดินทางท่องเที่ยวยุโรปเพื่อศึกษาสถาปัตยกรรมด้วยตัวเอง เขาได้สร้างสรรค์ผลงานระดับโลกมากมาย เช่น Villa Savoye, แฟลต Unité d'Habitation และการวางผังเมืองจัณฑีครห์ ประเทศอินเดีย สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นตำนาน คือการเป็นหัวหอกของแนวคิด 'ฟังก์ชันนิสม์' (Functionalism) ที่เชื่อว่าประโยชน์ใช้สอยต้องสำคัญที่สุด เขาได้สร้างวาทกรรมชวนคิดที่ว่า 'Une maison est une machine à habiter' หรือ 'บ้านคือเครื่องจักรสำหรับการอยู่อาศัย' เพื่อเปรียบเปรยว่าบ้านที่ดีต้องทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่มีสเปซไหนที่ไร้ประโยชน์ แนวคิดนี้เปรียบเสมือนการปลดแอกสถาปัตยกรรมจากการใส่ 'ฟิลเตอร์' หรูหราฟุ่มเฟือยในยุคคลาสสิก กลับคืนสู่ความตั้งต้นที่เรียบง่ายและตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงๆ
อ่านเพิ่มเติม: Home Tour: Mirin House บ้านพูลวิลล่าดีไซน์ล้ำด้วยการออกแบบแสงและเงาให้เป็นโรงละครแห่งการอยู่อาศัย

Above Le Corbusier (เลอ กอร์บูซีเย) ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น
ผลงานของเขาโดดเด่นและเป็นที่จดจำจากสิ่งที่เขาเรียกว่า "5 กฎเหล็กของสถาปัตยกรรมใหม่" (Five Points of Architecture) ซึ่งถูกตีพิมพ์ในปี 1927 กฎเหล่านี้เริ่มต้นจากการใช้เสายกใต้ถุนสูง (Pilotis) เพื่อยกตัวอาคารให้ลอยขึ้นเหนือพื้นดิน ช่วยให้อากาศถ่ายเทและคืนพื้นที่ด้านล่างให้กับผู้คนหรือยานพาหนะ เมื่อโครงสร้างหลักพึ่งพาเสาแทนผนัง จึงนำมาสู่กฎข้อที่สองคือการจัดผังพื้นแบบอิสระ (Free Plan) ที่เปิดโอกาสให้สถาปนิกสามารถกั้นห้องภายในได้อย่างไร้ข้อจำกัด และกฎข้อที่สามคือการออกแบบรูปด้านหน้าอาคารอย่างอิสระ (Free Facade) เพราะผนังด้านนอกไม่ต้องทำหน้าที่รับน้ำหนักอีกต่อไป
ความอิสระของโครงสร้างนี้นำมาสู่กฎข้อที่สี่ นั่นคือการเจาะหน้าต่างเป็นแนวยาวต่อเนื่อง (Ribbon Windows) ซึ่งช่วยเปิดรับแสงธรรมชาติและให้มุมมองแบบพาโนรามาที่กว้างไกลกว่าหน้าต่างแนวตั้งแบบเดิมๆ ปิดท้ายด้วยกฎข้อที่ห้าคือการสร้างสวนบนดาดฟ้า (Roof Garden) ซึ่งเป็นแนวคิดในการนำพื้นที่สีเขียวที่ถูกแย่งชิงไปจากการก่อสร้างตึก กลับคืนมาไว้บนพื้นที่หลังคาเพื่อเป็นสเปซพักผ่อน กฎทั้งห้าข้อนี้ไม่เพียงแต่เป็นรากฐานของบ้านโมเดิร์น แต่ยังถูกนำไปตีความและใช้งานอย่างแพร่หลายจนกลายเป็นดีเอ็นเอของสถาปัตยกรรมร่วมสมัย และนี่คือ 7 ผลงานชิ้นมาสเตอร์พีซของเขาที่ซ่อนกิมมิกกฎเหล็กทั้ง 5 ข้อเอาไว้และยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้สายดีไซน์จนถึงทุกวันนี้
วิลลา ซาวอย (Villa Savoye), ปัวซี ฝรั่งเศส
หากจะหาอาคารสักหลังที่เป็นดั่ง "ตำราเรียน" ของสถาปัตยกรรมโมเดิร์น Villa Savoye คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด บ้านพักตากอากาศสีขาวรูปทรงเรขาคณิตที่สร้างเสร็จในปี 1931 แห่งนี้ สะท้อนวิสัยทัศน์ของ Le Corbusier อย่างลึกซึ้งผ่านประโยคที่เขากล่าวไว้ว่า "The view is beautiful, the grass is beautiful, the forest too; we will touch these as little as possible. The house will alight on the grass like an object, without disturbing anything." แนวคิดนี้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นสถาปัตยกรรมที่เปรียบเสมือนยานอวกาศที่ลงจอดอย่างแผ่วเบาบนสนามหญ้า ทุกองค์ประกอบถูกคิดมาเพื่อการใช้ชีวิต ตั้งแต่แนวเสา Pilotis ที่ยกตัวบ้านขึ้นเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมเดิมและโค้งรับกับรัศมีวงเลี้ยวของรถยนต์ ไปจนถึงทางลาดตรงกลางบ้านที่เชื่อมต่อสเปซแต่ละชั้นเข้าด้วยกันอย่างลื่นไหลราวกับการเดินชมงานศิลปะ
อิทธิพลของ Villa Savoye ส่งผลอย่างมหาศาลต่อการออกแบบที่อยู่อาศัยทั่วโลก มันได้เปลี่ยนนิยามของ "ความหรูหรา" จากที่เคยหมายถึงการประดับลวดลายปูนปั้นหรือเสาโรมัน มาเป็นการใช้สเปซที่โปร่งโล่ง แสงธรรมชาติ และเส้นสายที่สะอาดตา อาคารหลังนี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้สถาปนิกในยุคต่อมากล้าที่จะลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป และมุ่งเน้นไปที่ความงามของพื้นที่ว่าง ซึ่งเป็นปรัชญาตั้งต้นของสไตล์มินิมอลที่เราหลงใหลกันในปัจจุบัน
อูนิเต ดาบิตาซียง (Unité d'Habitation), มาร์แซย์ ฝรั่งเศส
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุโรปต้องเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนที่อยู่อาศัยอย่างหนัก Le Corbusier จึงได้นำเสนอทางออกด้วย Unité d'Habitation อาคารคอนกรีตเปลือยขนาดยักษ์ที่เปรียบเสมือน "เมืองในแนวตั้ง" (Vertical City) ภายในอาคารไม่ได้มีแค่ห้องพักนับร้อยยูนิต แต่ยังสอดแทรกพื้นที่สาธารณะไว้ครบครัน ทั้งทางเดินที่เปรียบเสมือนถนน ร้านค้า ร้านอาหาร โรงเรียนอนุบาล และไฮไลต์อย่างดาดฟ้าที่ถูกเนรมิตให้เป็นสระว่ายน้ำและลานกิจกรรม
แนวคิดเมืองในแนวตั้งนี้คือต้นแบบของ "คอนโดมิเนียม" และอาคารมิกซ์ยูส (Mixed-use) ในปัจจุบันอย่างปฏิเสธไม่ได้ มันพิสูจน์ให้เห็นว่าการอยู่อาศัยร่วมกันอย่างหนาแน่นก็สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้หากมีการจัดการพื้นที่ส่วนกลางอย่างชาญฉลาด นอกจากนี้ การเลือกใช้คอนกรีตที่โชว์พื้นผิวความหยาบของรอยไม้แบบตามมีตามเกิด (Béton brut) ยังเป็นจุดกำเนิดของสถาปัตยกรรมสไตล์ Brutalism ที่ทรงอิทธิพลและกลายมาเป็นความเท่ดิบที่นักออกแบบยุคใหม่นิยมนำมาใช้
โบสถ์นอเทรอดาม ดู โอต์ (Notre Dame du Haut), รงชองป์ ฝรั่งเศส
ผู้คนที่คุ้นเคยกับงานสไตล์กล่องเรขาคณิตของ Le Corbusier ต่างพากันประหลาดใจเมื่อโบสถ์แห่งนี้สร้างเสร็จในปี 1955 อาคารคอนกรีตที่ตั้งอยู่บนเนินเขาโดดเด่นด้วยรูปทรงอิสระ (Organic form) หลังคาสีเข้มรูปทรงคล้ายเปลือกหอยหรือปีกเครื่องบินดูมีน้ำหนักมหาศาล แต่กลับลอยตัวเหนือผนังสีขาวได้อย่างน่าอัศจรรย์ด้วยการเว้นช่องแสงเล็กๆ ไว้รอยต่อ การเจาะหน้าต่างขนาดไม่เท่ากันพร้อมใส่กระจกสี ยังสร้างเอฟเฟกต์ของแสงและเงาภายในที่ให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์และลึกลับ
ผลงานชิ้นนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่พิสูจน์ว่าสถาปัตยกรรมโมเดิร์นไม่จำเป็นต้องแข็งกระด้างหรือเป็นเพียง "เครื่องจักร" เสมอไป แต่มันสามารถถ่ายทอดอารมณ์และจิตวิญญาณได้ โบสถ์ที่รงชองป์ได้ทลายกรอบความคิดของสถาปนิกทั่วโลก และกรุยทางให้กับสถาปัตยกรรมแนวประติมากรรม (Sculptural Architecture) ซึ่งส่งอิทธิพลต่อสถาปนิกระดับตำนานในยุคต่อมาอย่าง Frank Gehry หรือ Zaha Hadid ที่ใช้รูปทรงอิสระในการสร้างสรรค์อาคารอันเป็นเอกลักษณ์
อารามลา ตูเร็ตต์ (Sainte Marie de La Tourette), ลียง ฝรั่งเศส
อารามของนักบวชนิกายโดมินิกันแห่งนี้ คือการแสดงออกถึงสัจจะวัสดุอย่างตรงไปตรงมาที่สุด Le Corbusier เลือกใช้คอนกรีตเปลือยในการหล่อรูปทรงอาคารรูปตัวยูที่โอบล้อมลานกว้าง อาคารดูลอยตัวอยู่บนภูมิประเทศที่ลาดชันด้วยแนวเสาสูง ภายในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมถูกออกแบบให้มีความมืดทึบ แต่ดึงเอาแสงธรรมชาติจากช่องแสงที่เจาะไว้ในมุมต่างๆ มาสร้างมิติที่ทำให้พื้นที่ดูสงบและทรงพลัง
La Tourette ส่งอิทธิพลอย่างมากต่อการออกแบบอาคารสถาบันและศาสนสถานในยุคต่อมา มันสอนให้สถาปนิกรู้จักวิธีกำหนดสภาวะทางอารมณ์ของผู้ใช้งานผ่านสเปซ แสง และวัสดุที่ไร้การปรุงแต่ง ความดิบกระด้างของคอนกรีตถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นความสงบเงียบ (Zen) ซึ่งเป็นแนวทางที่สถาปนิกสายมินิมอลชื่อดังอย่าง Tadao Ando นำไปต่อยอดจนเกิดเป็นผลงานระดับโลกมากมาย
อ่านเพิ่มเติม: ส่อง 10 ดีไซน์ไอคอนิกจาก Verner Panton ที่กาลเวลาทำอะไรไม่ได้
ศูนย์ราชการเมืองจัณฑีครห์ (Chandigarh Capitol Complex), อินเดีย
เมื่ออินเดียประกาศเอกราช Le Corbusier ได้รับโจทย์ที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต นั่นคือการวางผังเมืองและออกแบบศูนย์ราชการเมืองจัณฑีครห์แห่งใหม่ เขาได้สร้างกลุ่มอาคารคอนกรีตขนาดยักษ์ ทั้งอาคารรัฐสภา ศาลสูง และสำนักงานเลขาธิการ โดยไม่ได้หยิบยกสไตล์ยุโรปมาใช้ดื้อๆ แต่ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบอาคารให้เข้ากับสภาพอากาศที่ร้อนระอุของอินเดีย ด้วยการใส่แผงกันแดดคอนกรีต (Brise-Soleil) ขนาดใหญ่ และออกแบบให้มีช่องลมเพื่อให้อากาศไหลเวียนได้ดี
ความสำเร็จของจัณฑีครห์กลายเป็นแม่บทของสถาปัตยกรรมโมเดิร์นเขตร้อน (Tropical Modernism) ที่สอนให้โลกตะวันตกรู้จักการออกแบบอาคารให้สอดคล้องกับบริบททางภูมิอากาศ แนวคิดเรื่องการใช้แผงกันแดดเชิงโครงสร้างและการพึ่งพาวิธีระบายอากาศตามธรรมชาติ (Passive Cooling) กลายมาเป็นหลักการพื้นฐานสำคัญของการออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Design) ที่ใช้กันทั่วโลกในปัจจุบัน
พิพิธภัณฑ์ศิลปะตะวันตกแห่งชาติ (National Museum of Western Art), โตเกียว ญี่ปุ่น
นี่คือผลงานเพียงชิ้นเดียวของเขาในเอเชียตะวันออก อาคารแห่งนี้ถูกออกแบบภายใต้แนวคิดอันล้ำลึกที่เรียกว่า "Museum of Unlimited Growth" หรือพิพิธภัณฑ์ที่เติบโตได้ไม่รู้จบ ผังอาคารเริ่มต้นจากแกนกลาง แล้วค่อยๆ ขยายพื้นที่จัดแสดงออกไปรอบๆ เป็นรูปก้นหอยสี่เหลี่ยม ซึ่งเปิดโอกาสให้สามารถต่อเติมอาคารออกไปด้านนอกได้เรื่อยๆ หากมีคอลเล็กชันงานศิลปะเพิ่มขึ้นในอนาคต พร้อมกันนี้เขายังใช้เทคนิคการดึงแสงธรรมชาติจากหลังคาสกายไลต์ลงมาสู่ห้องจัดแสดงได้อย่างชาญฉลาด
วิสัยทัศน์เรื่องอาคารที่สามารถเติบโตได้นี้ ได้ปฏิวัติวิธีคิดในการออกแบบพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ระดับโลก มันสะท้อนให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมที่ดีไม่ควรหยุดนิ่งตายตัว แต่ต้องมีความยืดหยุ่น (Flexibility) และปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ แนวคิดเรื่องผังอาคารแบบโมดูลาร์ (Modular) นี้นับเป็นอิทธิพลสำคัญที่ถูกสอดแทรกอยู่ในอาคารสาธารณะสมัยใหม่แทบทุกแห่ง
เลอ คาบานง (Le Cabanon), โรคบรุน-แคป-มาร์แตง ฝรั่งเศส

Above ภายในกระท่อมไม้ซุงขนาด 14 ตารางเมตร ที่สะท้อนการใช้สอยพื้นที่อย่างคุ้มค่าสูงสุดตามทฤษฎีสัดส่วน Modulor

Above ภายในกระท่อมไม้ซุงขนาด 14 ตารางเมตร ที่สะท้อนการใช้สอยพื้นที่อย่างคุ้มค่าสูงสุดตามทฤษฎีสัดส่วน Modulor
หลังจากออกแบบโครงการขนาดยักษ์มาตลอดชีวิต ใครจะเชื่อว่าบ้านพักตากอากาศในช่วงบั้นปลายของสถาปนิกระดับโลกผู้นี้ จะเป็นเพียงกระท่อมไม้ซุงริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่มีพื้นที่แค่ 3.66 x 3.66 เมตร (ราว 14 ตารางเมตร) เท่านั้น ภายในไม่มีแม้กระทั่งห้องครัว แต่กลับจัดสรรพื้นที่สำหรับเตียงนอน โต๊ะทำงาน อ่างล้างหน้า และตู้เก็บของได้อย่างลงตัว ทุกตารางนิ้วถูกออกแบบโดยใช้ "Modulor" ซึ่งเป็นทฤษฎีสัดส่วนทองคำที่อ้างอิงจากสรีระของมนุษย์ ทำให้ระยะเอื้อม ระยะนั่ง และการใช้งานทุกอย่างพอดีตัวไปหมด
Le Cabanon คือบทพิสูจน์ที่ทรงพลังที่สุดว่า "สเปซที่ดี" ไม่ได้วัดกันที่ความกว้างใหญ่ แต่อยู่ที่การออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง กระท่อมหลังนี้คือปรมาจารย์แห่งศิลปะการจัดการพื้นที่ขนาดเล็ก ซึ่งส่งอิทธิพลโดยตรงต่อกระแส Tiny House Movement การออกแบบห้องพักในคอนโดมิเนียมไซส์กะทัดรัด และปรัชญาความมินิมอลในปัจจุบันที่เน้นย้ำว่า เราสามารถมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ แม้ในพื้นที่ที่จำกัดที่สุดก็ตาม
Topics















































