มาดูกันว่าสถาปัตยกรรม Googie ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยโลกแห่งอนาคตอันสดใส ได้หล่อหลอมอเมริกาช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ให้กล้าที่จะฝันใหญ่และสร้างสรรค์อย่างไม่เกรงกลัวได้อย่างไร
ภาพยนตร์ Marvel เรื่องใหม่ล่าสุดอย่าง Fantastic Four: First Steps คล้ายจะพาผู้ชมก้าวสู่โลกที่อนาคตดูไร้ขีดจำกัดราวกับจินตนาการ
นอกจากทีมนักแสดงมากฝีมือที่รวมตัวกันอย่างครบทีม ไม่ว่าจะเป็น Pedro Pascal ในบท Reed Richards, Vanessa Kirby เป็น Sue Storm, Joseph Quinn เป็น Johnny Storm และ Ebon Moss-Bachrach เป็น Ben Grimm แล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังสะกดสายตาแฟนๆ ด้วยสไตล์ภาพอันโดดเด่นที่เซ็ตเรื่องราวในยุค Retro-futuristic ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค 1960s ซึ่งเต็มไปด้วยความร่าเริงสดใสและโลกแห่งอนาคตแบบที่เรียกว่า ‘Googie Architecture’
อ่านเพิ่มเติม: ถอดรหัส ‘Bro-chitecture’ ดีไซน์ออกแบบบ้านหรู เพื่อไลฟ์สไตล์ความบันเทิงแบบผู้ชายยุคใหม่

Above (จากซ้าย) Joseph Quinn, Vanessa Kirby, Pedro Pascal และ Ebon Moss-Bachrach ท่ามกลางจักรวาล Retro-futuristic ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค 1960s (ภาพ: Marvel Studios)
จากตัวอย่างภาพยนตร์ที่ถูกปล่อยออกมา เราจะเห็นว่าผู้กำกับ Matt Shakman และทีมงานโปรดักชั่นได้สร้างสรรค์องค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของงานดีไซน์ช่วง Mid-century ขึ้นมาใหม่อย่างประณีต ทั้งสำนักงานใหญ่ของครอบครัวซูเปอร์ฮีโร่ อาคาร Baxter Building ที่มีเส้นโค้งพลิ้วไหวและรูปทรงเรขาคณิตที่โดดเด่น สะท้อนปรัชญาทางวิทยาศาสตร์ของครอบครัวนี้ได้อย่างลงตัว รวมถึงเส้นขอบฟ้าของ Manhattan ที่ถูกปรับโฉมใหม่ให้เต็มไปด้วยตึกระฟ้าสไตล์ Googie และป้ายไฟนีออนที่ชวนให้นึกถึงการ์ตูน The Jetsons และวิสัยทัศน์แห่งอนาคตสุดคลาสสิกในยุค Mid-century
อ่านเพิ่มเติม: Superman (2025): การรีเซ็ตจักรวาล DC ครั้งใหญ่ที่แฟนหนังไม่ควรพลาด
ด้วยการให้ความสำคัญกับการสร้างฉากจริงและใช้สถานที่จริง แทนที่จะพึ่งพา CGI ทีมผู้สร้างได้เนรมิตสภาพแวดล้อมขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบ พวกเขาใช้โมเดลจำลอง เลนส์วินเทจ และเทคนิคพิเศษ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่ “ให้ความรู้สึกเหมือนสร้างขึ้นในปี 1965 แบบที่ Stanley Kubrick จะสร้างมันขึ้นมา” ซึ่งเป็นการสะท้อนจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมและความหวังของยุคนั้นไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมชูธีมการสำรวจและการรวมเป็นหนึ่งของครอบครัว Fantastic Four ได้อย่างลงตัว
ในขณะที่เราตั้งตารอการเปิดตัวภาพยนตร์ในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ นี่คือโอกาสที่ดีที่เราจะมาสำรวจโลกอันน่าหลงใหลของสถาปัตยกรรม Googie สไตล์ที่ครั้งหนึ่งเคยกำหนดวิสัยทัศน์แห่งวันพรุ่งนี้ของสหรัฐอเมริกา และยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบ ผู้สร้างภาพยนตร์ และเหล่านักฝันมาจนถึงทุกวันนี้
Googie Architecture คืออะไร
สถาปัตยกรรม Googie ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางการบรรจบกันของพลังวัฒนธรรมที่พิเศษไม่เหมือนใคร นั่นคือ ยุค Atomic Age ที่มาพร้อมคำสัญญาของความก้าวหน้าทางพลังงานนิวเคลียร์ Space Race ที่ถูกจุดประกายจากการส่งยาน Sputnik ขึ้นสู่อวกาศในปี 1957 และวัฒนธรรมรถยนต์ที่กำลังเฟื่องฟูของสหรัฐอเมริกา
นี่คือตัวแทนของยุคที่อนาคตดูเหมือนจะ ไร้ขีดจำกัด ดึงดูดจินตนาการของคนทั้งประเทศด้วยพลังแง่บวก และความตื่นเต้นทางเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีมาก่อน และแน่นอนว่าสิ่งนี้สะท้อนอยู่ในสถาปัตยกรรมและการออกแบบในช่วงเวลานั้น
อ่านเพิ่มเติม: 6 ร้านอาหารสไตล์ Retro Diner ในกรุงเทพฯ เพื่อคนรักดีไซน์วินเทจและบรรยากาศสุดคลาสสิก

Above ร้านกาแฟ Googie’s Coffee Shop ในฮอลลีวูดที่ออกแบบโดย John Lautner ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ Googie architecture (ภาพ: Instagram / @merchmotel)
สถาปัตยกรรม Googie ตั้งชื่อตามร้าน Googie's Coffee Shop ในฮอลลีวูด ซึ่งออกแบบโดยปรมาจารย์ Mid-century Modernist อย่าง John Lautner สถาปัตยกรรมนี้ถือกำเนิดขึ้นจากถนนทางหลวงในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ที่อาบไล้ไปด้วยแสงแดดอันเจิดจ้า เป็นวิวัฒนาการของสไตล์สถาปัตยกรรม Streamline Moderne ในยุค 1930s
Googie Architecture สะท้อนสไตล์ความโอ่อ่าและความอลังการ เปลี่ยนพื้นที่เชิงพาณิชย์ธรรมดาๆ ให้กลายเป็นประตูสู่โลกอนาคต สอดรับกับกระแสของยุคกลางทศวรรษ 1940s ถึงต้นทศวรรษ 1970s ของสหรัฐอเมริกา

Above อาคารสไตล์ Googie ใช้รูปทรงแห่งอนาคตและป้ายนีออนสว่างไสวเพื่อดึงดูดสายตาผู้ขับขี่รถยนต์บนทางหลวงของอเมริกา (ภาพ: Pexels)
การออกแบบสถาปัตยกรรมนี้เดิมถูกนำไปใช้กับอาคารพาณิชย์ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน โมเต็ล และลานโบว์ลิ่ง ซึ่งออกแบบมาเพื่อดึงดูดสายตาของผู้ขับขี่รถยนต์ที่วิ่งบนระบบทางหลวงที่กำลังขยายตัวของสหรัฐอเมริกา
โครงสร้างเหล่านี้ใช้รูปทรงล้ำยุคและป้ายนีออนสว่างไสวเพื่อสร้างความโดดเด่นในภูมิทัศน์ที่พลุกพล่านของสหรัฐอเมริกาช่วงกลางศตวรรษ ทำให้ผู้คนทั่วไปรู้สึกว่าอนาคตเป็นสิ่งที่จับต้องได้และเข้าถึงได้
ภาษาดีไซน์แห่งวันพรุ่งนี้

Above ปั๊มน้ำมันใน Sacramento ที่มีหลังคาทรงสูงชะลูดขึ้นไปบนฟ้า (ภาพ: Instagram / @patrix15)
ต่างจากความสง่างามแบบ Streamlined ของ Art Deco ที่มาก่อนหน้า หรือ International Style ที่จะเข้ามามีอิทธิพลในภายหลัง สถาปัตยกรรม Googie เน้นความโอ่อ่าอลังการ
ในขณะที่ Streamline Moderne เน้นเส้นแนวนอนและธีมทางทะเล Googie กลับพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าด้วยรูปทรงเรขาคณิตที่โดดเด่นและเส้นโค้งเชิงมุมที่พลิ้วไหว หลังคาทรงสูงที่ดูเหมือนจะท้าทายแรงโน้มถ่วง และการออกแบบที่มีลักษณะยื่นออกมา สื่อถึงการเคลื่อนไหวและการบิน

Above ส่วนหน้าอาคารที่พลิ้วไหวของอดีต La Concha Motel ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิก Paul Williams ปัจจุบันได้รับการบูรณะเป็น Neon Museum (ภาพ: WikiCommons)
ในขณะที่ Art Deco ชื่นชอบการตกแต่งแบบเรขาคณิต Googie กลับโอบรับรูปทรงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอะตอม ซึ่งสื่อถึงการเคลื่อนไหวและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
สถาปัตยกรรมสไตล์นี้ใช้วัสดุอย่างเหล็ก แก้ว และ คอนกรีต บางครั้งผสมผสานกับหินดิบเพื่อความงามที่เรียบหรูแต่มีความขี้เล่น
ลวดลายแห่งยุคอวกาศ ไม่ว่าจะเป็นดาวกระจาย บูมเมอแรง อะตอม และรูปทรงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจรวด สะท้อนความหลงใหลในวิทยาศาสตร์และการสำรวจของยุคนั้น ในขณะที่ป้ายนีออนที่สว่างสดใสและแสงสว่างที่มาพร้อมตัวอักษรและรูปทรงแห่งอนาคต สื่อถึงความตื่นเต้น ความก้าวหน้า และความเชื่อมั่นที่ไม่หวั่นไหวในอนาคตที่เต็มไปด้วยความหวัง

Above ป้ายร้านที่ดึงดูดสายตาของ Pann’s Restaurant ในลอสแอนเจลิส โดย Armét & Davis (ภาพ: Instagram / @merchmotel)

Above การตกแต่งภายในโดดเด่นด้วยแผงกระจกสูงจากพื้นจรดเพดานที่รองรับด้วยเสาเหล็กแนวตั้งเพรียวบาง (ภาพ: Instagram / @merchmotel)
บริษัทสถาปนิก Armét & Davis ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อ Armet Davis Newlove Architects กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมเชิงพาณิชย์ของ Googie ที่ไม่มีใครโต้แย้งได้ พวกเขาได้รับฉายาว่า ‘Frank Lloyd Wright แห่งร้านกาแฟยุค 50s’ จากการออกแบบที่ล้ำหน้าและเป็นต้นแบบ สะท้อนให้เห็นถึงความสนุกสนานและมีชีวิตชีวาของยุคที่วัฒนธรรมการใช้รถยนต์เฟื่องฟูได้อย่างชัดเจน รวมถึงความหลงใหลในยุคอวกาศของสหรัฐอเมริกาช่วงกลางศตวรรษ
หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นที่สุดของพวกเขาคือ Pann’s Coffee Shop ในลอสแอนเจลิส ซึ่งออกแบบโดย Helen Liu Fong สถาปนิกของบริษัทในปี 1958 โดดเด่นด้วยหลังคาหินหลากสีสันที่มีมุมแหลมสร้าง รูปทรงเรขาคณิต ที่โดดเด่น แผงกระจกสูงจากพื้นจรดเพดานที่รองรับด้วยเสาเหล็กแนวตั้งเพรียวบาง และป้ายนีออนสูงเด่นที่ชี้ขึ้นไปจากหลังคา

Above Johnie’s Coffee Shop ที่มีหลังคาทรงสูงชะลูดและผนังกระจกบานใหญ่ (ภาพ: Instagram / @alo_miami)
Johnie’s Coffee Shop ในปี 1956 ก็เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่โดดเด่นไม่แพ้กัน ด้วยหลังคาทรงสูงที่ยื่นออกไปคล้ายปีกและผนังกระจกบานใหญ่ แลนด์มาร์กทางวัฒนธรรมแห่งนี้ปรากฏในภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น Volcano, The Big Lebowski, American History X, City of Angels และ Gone in 60 Seconds ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของยุคทองของสถาปัตยกรรม Googie
สัญลักษณ์แห่งยุคอวกาศ

Above McDonald’s สาขาเก่าแก่ที่สุดที่ยังเปิดดำเนินการอยู่ใน Downey, California ออกแบบโดย Stanley Clark Meston ในปี 1953 (ภาพ: WikiCommons)

Above ไทม์แคปซูลของการออกแบบ Mid-century และนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ (ภาพ: WikiCommons)

Above McDonald’s สาขาแรกที่โดดเด่นด้วย Golden Arches อันเป็นสัญลักษณ์ในปัจจุบัน (ภาพ: Instagram / @modtraveler)
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่สถาปัตยกรรม Googie ถูกมองข้ามว่าเป็นเพียง Kitsch เชิงพาณิชย์ นำไปสู่การรื้อถอนอย่างแพร่หลายเมื่อรสนิยมทางสถาปัตยกรรมเปลี่ยนไปสู่ International Style ในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม ช่วงไม่กี่ปีมานี้ ทัศนคติที่มีต่อสถาปัตยกรรม Googie ก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ผลงานอันงดงามหลายแห่งรอดพ้นจากการถูกรื้อถอน และยังคงตั้งตระหง่านเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังในยุคกลางศตวรรษมาจนถึงปัจจุบัน
หนึ่งในโครงสร้าง Googie ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้คือ McDonald’s สาขาเก่าแก่ที่สุดที่ยังเปิดดำเนินการอยู่ใน Downey, California ซึ่งเป็น McDonald’s แห่งแรกที่โดดเด่นด้วย Golden Arches อันเป็นสัญลักษณ์ในปัจจุบัน ซึ่งเดิมทีออกแบบมาเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ขับขี่รถยนต์
อาคารที่ออกแบบโดยสถาปนิก Stanley Clark Meston ในปี 1953 นี้ มีหลังคาทรงลิ่มที่เอียง ซุ้มโค้งพลิ้วไหว และหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่เอียงเข้าด้านใน ทั้งหมดนี้รวมกันเป็นความงามที่มองไปข้างหน้าซึ่งยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนักนับตั้งแต่เปิดดำเนินการ ทำหน้าที่เป็นไทม์แคปซูลของการออกแบบ Mid-century และนวัตกรรมเชิงพาณิชย์

Above Bob’s Big Boy ใน Burbank, California ยังคงเป็นแลนด์มาร์กที่เป็นที่รักของชุมชน (ภาพ: WikiCommons)

Above ป้ายนีออนสูง 70 ฟุตที่ยิ่งใหญ่ดึงดูดความสนใจ (ภาพ: WikiCommons)

Above หลังคาแนวนอนที่ยาวและต่ำพร้อมกันสาดกว้าง (ภาพ: WikiCommons)
Bob’s Big Boy ใน Burbank, California เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีของสถาปัตยกรรม Googie ซึ่งยังคงเป็นแลนด์มาร์กที่เป็นที่รักของชุมชนที่จัดแสดงรถคลาสสิกทุกสัปดาห์
ออกแบบโดย Wayne McAllister และเปิดดำเนินการในปี 1949 ได้รับการกำหนดให้เป็น California Point of Historical Interest ในปี 1993 อาคารแห่งนี้มีหลังคาแนวนอนที่ยาวและต่ำพร้อมกันสาดกว้าง รูปทรงอสมมาตรที่สลับระหว่างรูปทรงมุมแหลมคมและหน้าต่างโค้งมนเรียบ และป้ายนีออนสูง 70 ฟุตที่ยิ่งใหญ่
สุดท้ายนี้ จะมีที่ไหนที่จะหาโครงสร้าง Googie อันยิ่งใหญ่ได้ดีไปกว่าสนามบิน ซึ่งเป็นประตูที่นำพามนุษยชาติเข้าใกล้ท้องฟ้ามากกว่าที่ใด ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับการเคลื่อนไหวทางสถาปัตยกรรม
TWA Flight Center ของ Eero Saarinen ที่ท่าอากาศยานนานาชาติ John F Kennedy ในนิวยอร์กซิตี้ อาจเป็นตัวแทนการหลอมรวมสถาปัตยกรรม Googie เข้ากับการออกแบบการคมนาคมที่โด่งดังที่สุด
อาคารผู้โดยสารที่สร้างเสร็จในปี 1962 มีหลังคาเปลือกคอนกรีต ทรงปีก ที่พลิ้วไหวดูเหมือนจะทะยานและไหลลื่น สะท้อนการเคลื่อนไหวและความมองโลกในแง่ดีต่ออนาคต Saarinen เปรียบรูปทรงนี้กับเครื่องบินของ Leonardo da Vinci ซึ่งจับความรู้สึกของการบินไว้ในรูปทรงอาคาร

Above The Theme Building ที่ LAX มีรูปทรงเป็น "จานบิน" ที่โดดเด่น (ภาพ: WikiCommons)

Above ซุ้มโค้งพาราโบลาขนาดใหญ่โค้งขึ้นและเข้าด้านใน (ภาพ: Instagram / @michaels_galleries)

Above คอนกรีตสีขาวเรียบและกระจกเน้นความบริสุทธิ์ของรูปทรง (ภาพ: Instagram / @arkimark)
ขณะเดียวกัน ที่ท่าอากาศยานนานาชาติลอสแอนเจลิส (LAX) The Theme Building มีรูปทรงเป็น ‘จานบิน’ ที่โดดเด่น โครงสร้างสูง 135 ฟุตที่ตั้งอยู่บนซุ้มโค้งพาราโบลา 4 อัน ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ยืนยงของทั้งยุคอวกาศและสถาปัตยกรรม Googie เอง
ออกแบบโดยทีมในฝันของสถาปนิกผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของลอสแอนเจลิสในช่วงกลางศตวรรษ ซึ่งประกอบด้วย Pereira & Luckman, James Langenheim, William Pereira, Charles Luckman, Paul R Williams และ Welton Becket The Theme Building สร้างเสร็จในปี 1961 ในช่วงจุดสูงสุดของยุค Jet Age
เดิมที The Theme Building ถูกตั้งใจให้เป็นศูนย์กลางของสนามบิน มีร้านอาหารแขวนอยู่ใต้ซุ้มโค้งอันน่าทึ่ง และจุดชมวิวที่เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้ชมทัศนียภาพอันงดงามของลอสแอนเจลิส และรันเวย์ที่พลุกพล่านเบื้องล่าง
This story was originally written in English by Celeste Goh.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2025 โดย Celeste Goh โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
9 ไฮไลต์การออกแบบที่น่าจับตา จากงาน Stockholm Design Week 2025
Home tour: ส่องบ้านใหม่ของ Lorenzo Antinori บอสใหญ่ Bar Leone ในฮ่องกง











